“ข้าทิ้งอาวุธและอุปกรณ์ทำมาหากินทิพย์ทั้งหมดไว้ให้เจ้าแล้วนะไอ้ตัวโคลน! รีบทำสปานวดประสานปราณสยบชีพจรให้สาว ๆ ร้อยกว่านางแทนข้าที ตัวข้าขอตัวหนีเอาตัวรอดก่อนล่ะ!”
หลีเฮงยืนกระซิบสั่งการด้วยใบหน้ากะล่อนเจ้าเล่ห์อยู่เบื้องหลัง ‘หุ่นเทพจำแลง’ ที่เพิ่งสร้างเสร็จสมบูรณ์ รูปร่างหน้าตาภายนอกของมันหล่อเหลาทะเล้นเหมือนตัวเขาไม่มีผิดเพี้ยน ชายหนุ่มเปิดการเชื่อมต่อและดึงเอาอุปกรณ์วิเศษทั้งหมดในตัวออกมาโอนย้ายสวมใส่ให้ร่างโคลน ไม่ว่าจะเป็น *ถุงมือเซียนนวดสีทองอร่าม, น้ำมันนวดมนตราหลอมหยินหยางกลิ่นส้มเพลิงและกุหลาบป่าที่เหลือ, เข็มทองสลักปราณบำบัด, ขี้ผึ้งสมุนไพรฟื้นชีพจร, ยาพอกผ่อนคลายเส้นเอ็นอุ่น, แท่งสั่นพลันสยิว* และแม้กระทั่ง *เบาะรักคู่เทพ*
ชายหนุ่มตบไหล่หุ่นจำลองเบา ๆ พลางคิดในใจ *‘ขืนข้ารั้งอยู่ต่อ เอวข้าได้หักกระเด็นกลายเป็นฝุ่นดินแดนหิมะแน่แท้ ทิ้งทุกอย่างไว้ให้เจ้าฟาร์มปั๊มแต้ม ส่วนตัวข้าจะแอบหนีลัลล้าด้านนอก แล้วค่อยเอาแต้มส่วนแบ่งสิบเปอร์เซ็นต์ที่หุ่นหาได้มาทยอยซื้อใช้ใหม่ทีหลัง!’*
เมื่อเตรียมการเรียบร้อย หลีเฮงเปิดทักษะ `พรางตัวกลมกลืน` ขั้น 1 ดีดร่างจริงออกแอบคลานพรางกายแนบเนียนหลบหนีออกจากพื้นที่เตรียมต้อนรับศึกร้อยหญิงงาม ลอบก้าวเท้าออกจากหุบเขาเหมันต์อัปสรฝ่าลมพายุหิมะไปอย่างลับ ๆ...
ทว่าตลอดการเดินทางหลบหนีเป็นเวลา 3 วัน 3 คืนนั้น หลีเฮงกลับต้องเผชิญกับนรกบนสวรรค์อันแสนสาหัสยิ่งกว่าเดิม!
เนื่องจากความสามารถของหุ่นเทพจำแลงที่แชร์ประสาทสัมผัส ประสบการณ์ และทัศนวิสัยร่วมกันในเวลาจริง ดังนั้น ตลอดระยะเวลาที่หลีเฮงตัวจริงก้าวเดินฝ่าหิมะหนาวเหน็บข้างนอก จิตวิญญาณและความรู้สึกของเขากลับถูกถล่มด้วยระลอกคลื่นความเสียวซ่าน สัมผัสความนุ่มนวล รสรักอันร้อนแรง และการเสร็จสมบำเพ็ญคู่รัว ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากหญิงงามในคฤหาสน์หิมะและวังบุปผากว่า 100 นางที่ทยอยเข้ามารับการนวดบำบัดจากร่างโคลนของเขาอย่างไม่ขาดสาย!
ทุก ๆ นาทีที่ร่างโคลนกำลังกระแทกกระทั้นหรือนวดชโลมน้ำมันบนเรือนร่างสาวงาม ตัวจริงที่อยู่กลางหิมะหนาวจะสะดุ้งตัวโยน ขนลุกซู่ แข้งขาอ่อนแรงจนทรุดฮวบลงกับพื้นหิมะ สติสตังแทบหลุดลอยเพราะได้รับกระแสความเสียวซ่านระดับทวีคูณตลอด 72 ชั่วโมง!
---
อีกด้านหนึ่ง... ณ ทางเข้าเขตหวงห้ามแดนศักดิ์สิทธิ์เหมันต์อัปสร
ท่ามกลางสายลมหนาวรุนแรง ร่างระหงของสามสาวผู้เลอเลิศ หลินเสวี่ยเหยา, เยี่ยหลัวอิน และจ้าวฉินซวง นั่งจับเข่าเบียดเสียดกันหลบพายุหิมะอยู่ข้างโขดหินใหญ่ ดวงตาของพวกนางแดงก่ำจากการร้องไห้และเฝ้าคอยมาตลอด 3 วันเต็มนับตั้งแต่คลาดกัน
“พี่เสวี่ยเหยา... ท่านพี่หลีเฮงหายตัวไป 3 วันแล้ว หรือว่าเขา... จะเผชิญอันตรายจน...” เยี่ยหลัวอินเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ หยาดน้ำตาร่วงหล่นกระทบตัก
“เป็นเพราะข้าเอง... หากข้าช่วยเขาไว้ได้เร็วกว่านี้...” จ้าวฉินซวงก้มหน้าซบเข่าด้วยความรู้สึกผิดและโศกเศร้า
หลินเสวี่ยเหยาปาดน้ำตาบนแก้มเนียนสูดลมหายใจเข้าลึก แม้ใบหน้าสะคราญจะซีดเผือดทว่าแววตากลับยังคงสั่นไหวด้วยความหวังลึก ๆ “พวกเจ้าอย่าพึ่งถอดใจ... พันธะฮาเร็มที่เชื่อมโยงระหว่างตัวข้า พวกเจ้า และเขานั้นยังคงอุ่นอุ่นอยู่และสั่นสะท้านเบา ๆ มันบอกว่าชายจอมกะล่อนผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่และปลอดภัยดี...”
“จริงด้วยเจ้าค่ะ...” เยี่ยหลัวอินพยักหน้ารับสะอื้น “กระแสปราณในส่วนลึกของหัวใจข้ายังคงสั่นไหวอยู่เป็นระยะ แต่ช่างน่าแปลกนัก... บางครั้งใจข้าก็เต้นกระตุกและรู้สึกร้อนรุ่มเสียวซ่านวาบไปทั่วร่างอย่างไร้สาเหตุปานกำลังโดนโลมเลียอย่างไรอย่างนั้น...”
แต่พายุหิมะเริ่มทวีความรุนแรงจนพวกนางไม่สามารถรอนอกถ้ำได้อีก ครบกำหนด 3 วันตามสัญญา ทั้งสามจำต้องตัดสินใจเดินทางกลับเพื่อไปรายงานผู้อำนวยการและอาจารย์เพื่อจัดส่งยอดฝีมือมาช่วยเหลือ
“กลับกันเถอะ... ทั้งน้ำตานี้แหละ...” หลินเสวี่ยเหยาเอ่ยพลางพยุงตัวลุกขึ้นยืน
ทว่าจังหวะที่พวกนางก้าวเดินออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว สายตาของจ้าวฉินซวงพลันเหลือบไปเห็นเงาร่างสายหนึ่งเดินโซซัดโซเซทะลุม่านหมอกหิมะเข้ามาหา
“พวกท่านดูนั่นซิ! มีคนเดินมา!”
ร่างนั้นเดินสั่นคลอนประหนึ่งคนไร้โครงกระดูก แก้มตอบ ซีดผอมจนเห็นโหนกแก้มชัดเจน แววตาปรือเหม่อลอยไร้พลังงาน แข้งขาสั่นพั่บ ๆ ทุกครั้งที่ก้าวเดินประหนึ่งใบไม้ต้องลมพายุ หลีเฮงในเวลานี้หมดสภาพยิ่งกว่าซากศพเดินได้เสียอีก!
“หลีเฮง!!!”
สามสาวหวีดร้องด้วยความยินดีพลันพุ่งตัวเข้าไปพยุงร่างของชายหนุ่มทันที หลีเฮงเอียงตัวล้มฟุบลงบนตักนุ่มของหลินเสวี่ยเหยา พลางส่งเสียงครางเครือแผ่วเบาในลำคอ “อ๊า... สวรรค์... สั่นระริก... นุ่มเหลือเกิน... เสร็จ... เสร็จอีกแล้ว...” ก่อนจะสลบเหมือดไปในอ้อมกอดของนาง สร้างความงุนงงให้แก่สาว ๆ เป็นอย่างยิ่ง พวกนางรีบหามร่างซีดของเขาเข้าไปหลบภัยในถ้ำที่ใกล้ที่สุดทันที
ครึ่งชั่วยามผ่านไป...
หลีเฮงค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาท่ามกลางไออุ่นของกองไฟในถ้ำ ใบหน้าของสามสาวจ้องมองเขาด้วยความรักใคร่ ห่วงใย และระคนสับสนสงสัยเต็มอก
“หลีเฮง! เจ้าหายไปไหนมาตั้ง 3 วัน? ทำไมถึงมีสภาพหมดอาลัยตายอยาก ซีดผอมแก้มตอบขนาดนี้ ราวกับโดนสูบวิญญาณไปอย่างไรอย่างนั้น!” หลินเสวี่ยเหยาคาดคั้นคนแรก
หลีเฮงใจสั่นสะท้านในอกกู่ร้องเตือนตัวเองรัว ๆ *‘ฉิบหายละ! ขืนบอกว่าตลอด 3 วันนี้ข้าโดนสปาหุ่นยนต์สวมรอยส่งกระแสความเสียวจากการประสานปราณบำเพ็ญคู่กับหญิงงามร้อยกว่านางกลับมาจนจิตวิญญาณแห้งเหี่ยวล่ะก็... หัวข้าได้หลุดจากบ่ากลายเป็นลูกฟุตบอลหิมะแน่นอน! ต้องแถ! ต้องแถให้รอด!’*
ชายหนุ่มเริ่มปั้นหน้าเศร้าสร้อย ดึงเอาทักษะ `คำชมไร้ยางอาย` ออกมาร่วมร่ายรำวาจาหน้าด้านทันที “เสวี่ยเหยา... หลัวอิน... ฉินซวง... ข้าโดนสัตว์อสูรหิมะเหมันต์ยักษ์ลักพาตัวไปกักขังทรมานในคุกน้ำแข็งลึกใต้ดินทรมานแสนสาหัส! แต่รู้ไหม... ท่ามกลางความหนาวเหน็บขั้วกระดูกและปากเหวแห่งความตาย ใบหน้าอันงดงามของเสวี่ยเหยา ลมหายใจอันหอมหวานของหลัวอิน และดวงตาทรงเสน่ห์ของฉินซวง คือพลังเพียงหนึ่งเดียวที่ช่วยประคองหัวใจของข้าไม่ให้แตกสลาย ข้าทนหิวโหยคิดถึงแต่พวกเจ้าจนร่างกายซูบผอมเพียงนี้...”
ยามที่หลีเฮงเค้นคำโกหกสุดรันทดและพรั่งพรูคำชมหวานล้อม ระบบในสมองพลันเด้งแจ้งเตือนการทลายขีดจำกัดความหน้าด้าน!
> [วิกฤตความสัมพันธ์ระดับสีแดงฉาน! โฮสต์กำลังดิ้นรนควบคุมสัญญาณชีพจรเพื่อเอาตัวรอด]
> [ระบบสถาปนาทักษะพิเศษใหม่: 'โกหกหน้าตาย' (ขั้น 1) - ปลดล็อกถาวรและพร้อมใช้งาน!]
> [คุณสมบัติ: สกิลติดตัวควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ อุณหภูมิร่างกาย และสายตาให้สงบนิ่ง 100% ยามกล่าวเท็จ แม้แต่นักพรตระดับสูงก็ไม่อาจจับผิดพิรุธ (ทว่าไม่ทำงานต่อภรรยาหลวงที่มีพันธะสัญญารักผูกผสานลึกซึ้ง)]
เมื่อสกิลทำงาน อัตราการเต้นของหัวใจของหลีเฮงพลันสม่ำเสมอ แววตากะล่อนแปรเปลี่ยนเป็นสัตย์ซื่อจริงใจทันตาเห็น เยี่ยหลัวอินและจ้าวฉินซวงใจอ่อนยวบน้ำตาร่วงโรยพนมมือลูบแก้มซีดผอมของเขาด้วยความเวทนา “ท่านพี่หลีเฮง... ท่านช่างน่าสงสารและรักพวกเราถึงเพียงนี้...”
ทว่า... หลินเสวี่ยเหยาผู้เป็นภรรยาหลวงกลับหรี่ดวงตาสีฟ้าครามลงอย่างจับพิรุธ แววตาของนางฉายแสงเย็นเยียบสะท้านหัวใจ
“อสูรหิมะกักขังทรมานเจ้ารึ? ไหน... ขอข้าตรวจดูบาดแผลบนร่างกายเจ้าหน่อยซิ!”
ไม่รอช้า หลินเสวี่ยเหยาใช้ฝ่ามือกระชากเสื้อผ้าหยาบของหลีเฮงออกทันควัน เผยให้เห็นเรือนร่างท่อนบนและท่อนล่างใต้ผ้าห่ม และแล้วภาพตรงหน้าก็ทำเอาเยี่ยหลัวอินและจ้าวฉินซวงอ้าปากค้าง ตาโตเท่าไข่ห่าน!
ตามลำคอ หน้าอก แผ่นหลัง หน้าท้อง เรียวขา และแม้กระทั่งผิวเนื้อบริเวณใกล้ ๆ ท่อนเอ็นแกร่งของหลีเฮง... อุดมไปด้วยร่องรอยจูบประทับสีกุหลาบ รอยรัก รอยดูด และรอยข่วนจากเล็บมือสตรีจำนวนมากอย่างเด่นชัดเจนแจ้ง (ร่องรอยที่กู่ชิงชิงและองครักษ์ 8 คนแรกข่วนขบประทับไว้ตอนที่เขาร่วมรักบำเพ็ญคู่จริงก่อนจะสลับเปลี่ยนให้หุ่นทำงานแทน!)
“รอยดูดสีหวานพรรค์นี้รึคือบาดแผลจากสัตว์อสูรหิมะยักษ์?” หลินเสวี่ยเหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก “และรอยข่วนประณีตตามแผ่นหลังและสะโพกนี่อีก... สัตว์อสูรบ้านเจ้าช่างอ่อนโยนและรู้จุดยุทธศาสตร์ของบุรุษเพศดีเหลือเกินนะหลีเฮง!”
“เอ่อ... คือมัน...” หลีเฮงเหงื่อแตกพลั่ก สกิลโกหกหน้าตายล้มเหลวไม่เป็นท่าเมื่อเผชิญหน้ากับความจริงเชิงประจักษ์และสัมผัสเมียหลวง
“และที่สำคัญที่สุด...” จ้าวฉินซวงจ้องจับกลิ่นอายปราณรอบตัวเขา “กลิ่นอายพลังปราณของเจ้า... ปราณนักสู้ ขั้นสูงสุด! เจ้าไปโดนทรมานอีท่าไหนถึงได้ทะลวงข้ามระดับจากปราณฝึกหัดขึ้นมาเป็นปราณนักสู้ขั้นสูงสุดได้ในสามวันหืม?! หรือว่ามีนางปีศาจตนใดช้อนตัวเจ้าไปนวดบำเพ็ญคู่กันแน่!”
เยี่ยหลัวอินเริ่มปล่อยไอปราณมารสีดำทมิฬออกมารอบตัว แววตาหึงหวงลุกโชน “ท่านพี่หลีเฮง... คายความจริงออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะเจ้าคะ...”
หลินเสวี่ยเหยาชักกระบี่หิมะออกมาวางพาดลงบนต้นขาหนา ใกล้กับท่อนเอ็นแกร่งของเขาอย่างหมิ่นเหม่ “เจ้าจะคายปากพูดความจริงด้วยตนเอง หรือจะให้ข้าแช่แข็งเสาเอกของเจ้าให้หักละเอียดคาถ้ำนี้ดีล่ะหลีเฮง?”
หลีเฮงตัวสั่นงันงกยกมือยอมจำนนทันที ใบหน้าซีดเหงื่ออาบแก้ม “ยอมแล้วจ้า! เมียจ๋าข้ายอมสารภาพแล้ววว!!!”
- จบบทที่ 50 -