ตอนที่ 2 : เสียงที่ไม่ตั้งใจ
เจยังคงนั่งนิ่งหลังจากคำพูดของปราณ
“พรุ่งนี้…เธอจะใช้ชีวิตแบบเดิมต่อไป หรือจะหา ‘จังหวะ’ ของตัวเอง”
ประโยคนั้นไม่ใช่คำปลอบ แต่ก็ไม่ใช่คำตัดสิน มันเหมือนก้อนหินที่ถูกโยนลงมากลางสระน้ำนิ่งๆ ในหัวของเจ
เจหัวเราะเบา ๆ กลบเกลื่อนความรู้สึกโดนต้อน
“พี่พูดเหมือนหนูมีตัวเลือกเยอะเลยนะคะ”
ปราณมองเธอ “ทุกคนมี”
“แต่บางที…มันก็เลือกไม่ได้”
เจยกแก้วขึ้นดื่มรวดเดียว อานุภาพของแอลกอฮอล์เริ่มทำให้คนคิดบวกอย่างเธอพูดตรงขึ้น
“หรือแค่ยังไม่กล้าเลือก” ปราณโต้
เจเม้มปาก “หนูว่าพี่เป็พวกพูดแทงใจดำคนเก่งแน่ๆ”
ปราณไม่ตอบโต้ แค่ยกแก้วขึ้นจิบช้าๆ ความเงียบกลับมาครอบคลุมโต๊ะอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ได้อึดอัด มันคือความเงียบที่เปิดโอกาสให้คนพูดเก่งได้เรียบเรียงความคิด
“หนูโตมาในครอบครัวธรรมดา ๆ พ่อแม่เปิดร้านบะหมี่”
เจเริ่มพูดขึ้นเอง นิ้วเรียวหมุนก้านแก้วไวน์ไปมา
“พ่อแม่หนูรักกันมาก แบบ…โคตรโรแมนติกเลยนะ รักกันมาั้แ่เด็ก เป็เพื่อนกันมาตลอด ทุกวันนี้ก็เหมือนเพื่อนกัน”
ปราณนั่งฟังสบายๆ ไม่ขัดจังหวะ
“หนูเลยคิดว่าความรักมันควรจะเป็แบบนั้น…ค่อย ๆ โตไปด้วยกัน”
เจยิ้มเศร้า ถอนหายใจเบาๆ จนไหล่ตกลง
“แต่พอลองเอง…มันไม่ใช่เลย”
“เสียใจไหม” ปราณถามเบา ๆ
เจคิดครู่หนึ่ง “เสียใจที่ทำเขาเสียใจมากกว่าค่ะ”
ปราณพยักหน้าเล็กน้อย “เธอเป็คนใจดี”
เจหัวเราะหยันตัวเอง “หรือโง่ก็ไม่รู้”
“ไม่” ปราณตอบกลับทันที น้ำเสียงหนักแน่นขึ้น “เธอแค่ซื่อสัตย์”
เจเงยหน้ามองคนตรงข้าม สายตาของปราณนิ่ง…แต่จริงจัง ไม่มีแววล้อเล่นหรือแค่ปลอบใจไปที (เจคิด: ทำไมพี่เขาเท่จัง... นิ่งๆ แต่ดึงสติเก่งชะมัด)
เวลาผ่านไปไม่นาน ขวดที่สองถูกนำมาเสิร์ฟ แอลกอฮอล์บวกกับคนฟังที่ดี ทำให้เจเข้าสู่โหมดคนพูดเก่งเต็มตัว
“หนูทำงานออฟฟิศ แต่เลิกงานก็กลับไปช่วยที่บ้านขายบะหมี่ แล้วก็ไลฟ์ขายของด้วย บางวันขายดี บางวันไม่มีคนดูเลย ฮ่าฮ่า”
“เหนื่อยไหม”
“เหนื่อยสิคะ” เจยิ้มกว้างจนตาหยี “แต่ก็สนุก”
“ทำไม” ปราณขมวดคิ้วนิดๆ ไม่เข้าใจตรรกะนี้
“มันรู้สึกว่าเราสู้ชีวิตดีค่ะ พรุ่งนี้ตื่นมาก็เอาใหม่”
ปราณเงียบไป เธอมองผู้หญิงตรงหน้า คนที่เสื้อผ้ายับย่น หัวเราะง่าย พูดเจื้อยแจ้ว แต่ลึกๆ ในแววตากลับมีความมุ่งมั่นดื้อดึงซ่อนอยู่
“เธอไม่เหมือนคนอกหัก”
เจหัวเราะเสียงใส “หนูเป็พวก…ร้องไห้เร็วหายเร็วค่ะ เสียเวลาชีวิต”
“ดี”
“ดีเหรอคะ”
“คนที่เดินต่อได้เร็ว มักจะไม่จมอยู่กับอดีต”
ปราณตอบเสียงเรียบ แต่สายตากลับเหม่อมองออกไปนอกกระจกแวบหนึ่ง
เจเอียงคอ สังเกตเห็นแววตานั้นพอดี
“พี่พูดเหมือน…เคยจมมาก่อนเลย”
ปราณชะงัก นี่เป็ครั้งแรกในรอบหลายปีที่เธอถูกคนเพิ่งรู้จักกันไม่ถึงชั่วโมงตั้งคำถามตรงๆ แบบนี้ เธอหมุนแก้วไวน์ในมือเบาๆ ท่าทีสงบราวกับกำลังจะพูดเื่ดินฟ้าอากาศ
“ฉันเคยแต่งงาน”
“จริงเหรอคะ”
เจสะดุ้ง ตาโตขึ้นมาทันที (เจคิด: ระดับพี่เขา แฟนเก่าต้องดูดีเบอร์ไหนเนี่ย!)
ปราณมองปฏิกิริยานั้นด้วยสายตาเรียบเฉย
“กับเพื่อนสนิท” ปราณพูดต่อ
“แล้ว…”
เจโน้มตัวไปข้างหน้า ตั้งใจฟังอย่างมากเพราะสถานะมันคล้ายเื่ของเธอ
“หย่า”
คำเดียวสั้นๆ ทำเอาเจกลืนคำถามลงคอ มวลอากาศรอบตัวอีกฝ่ายดูหนักอึ้งขึ้นจนเธอรู้ว่ามันไม่ใช่เื่ที่จะซักไซ้ต่อได้ง่ายๆ
“ตอนนั้นฉันยังไม่รู้ใจตัวเอง”
ปราณเป็ฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาเอง “ฉันแค่คิดว่า…มันควรจะใช่”
เจชะงัก ประโยคเดียวกับที่เธอเพิ่งพูดไปเป๊ะ
ทั้งสองคนสบตากันโดยไม่ตั้งใจ ท่ามกลางเสียงแซกโซโฟนที่บรรเลงคลอเบาๆ เหมือนมีเส้นด้ายบางๆ เชื่อมความเข้าใจของคนแปลกหน้าสองคนเข้าด้วยกัน เจยกแก้วขึ้น ปราณก็ยกขึ้นตามโดยสัญชาตญาณ ก่อนจะทำท่าเหมือนชนแก้วกันกลางอากาศ “โลกมันตลกนะคะ” เจพูดเบา ๆ ยิ้มบาง “เราเจอเื่เดียวกันเลย”
ปราณพยักหน้ารับ “ต่างกันแค่เธอรู้ตัวเร็วกว่า”
เจหัวเราะ “หรือพี่เก่งกว่าที่อดทนได้ตั้งนานคะ?”
ปราณส่ายหัวเบา ๆ แววตาหม่นลงเล็กน้อย
“ไม่ใช่ความเก่งหรอก”
“แล้วคืออะไรคะ”
“ความกลัว”
คำตอบนั้นทำให้เจถึงกับนิ่งงันไป ร้านเริ่มเงียบลง ลูกค้าโต๊ะอื่นทยอยเช็กบิลกลับ
เจเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ
“ดึกแล้วนะคะเนี่ย”
“อืม”
“วันนี้…ขอบคุณนะคะ”
ปราณมองหน้า “เื่อะไร”
“ที่นั่งฟัง”
“ฉันไม่ได้ทำอะไร”
“แค่ฟังก็พอแล้วค่ะ” เจยิ้มกว้าง เธอลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่
“หนูต้องกลับไปช่วยแม่เตรียมของพรุ่งนี้เช้า แล้ว…”
เจมองที่โต๊ะอาหารหยิบโทรศัพท์มาจะช่วยหาร
ปราณดูอาการออกส่ายหน้า
“เื่เล็กน้อย”
เจยกมือไหว้ขอบคุณ
เธอหมุนตัวจะเดินออกไป แต่ก็ชะงัก ลังเลเล็กน้อยก่อนหันกลับมา
“เอ่อ…เราจะได้เจอกันอีกไหมคะ” คำถามหลุดปากออกไปไวกว่าความคิด
ปราณตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามสไตล์
“โลกเล็กกว่าที่คิด”
เจหัวเราะเสียงใส “นั่นแปลว่าไม่รู้ใช่ไหมคะ”
“อาจจะ” เจพยักหน้า “งั้น…ไว้เจอกันใหม่ค่ะ”
เธอเดินออกจากร้านไป ประตูกระจกปิดลงเบาๆ ทิ้งให้ปราณนั่งอยู่คนเดียว ความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะทันทีที่เจจากไป แต่มันเป็ความเงียบที่แปลกไปจากเดิม ในหัวของปราณ…ที่เคยมืดตื้อและว่างเปล่ามาตลอดหลายเดือน จู่ๆ คืนนี้กลับมีประโยคหนึ่งของเด็กสาวหน้าตายุ่งเหยิงดังวนเวียนอยู่
'มันเหมือน…เราพยายามเต้นตามจังหวะเพลงที่ไม่ใช่ของเรา'
ปราณหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดแอปพลิเคชันโน้ตที่ไม่ได้แตะมานาน นิ้วเรียวกำลังพิมพ์คำแรกลงไป
“จังหวะ…”
เธอหยุดพิมพ์ มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว นี่เป็ครั้งแรกในรอบหลายเดือน... ที่เธอรู้สึกอยากกลับมาเขียนหนังสืออีกครั้ง