โครตพลังดวงตาเทพเจ้า

    ตอนที่ 48 แยกไม่ออกระหว่างของแท้หรือของปลอม

            
    ไม่นานหลังจากนั้นภาพวาดที่เหลือทั้งห้าภาพยังที่ไม่ถูกเปิดออกมันก็ถูกเปิดออกมาทีละแผ่นภายใต้สายตาที่อยากรู้อยากเห็นของทุกคน

             

            และด้านหน้าสุดของเวทีนั้นก็มีเสียงร้องออกมาอย่างไม่ขาดสาย: "พระเจ้า นี่ก็เป็นภาพวาดของถังป๋อหู่ อันนี้ก็ใช่ไม่คาดคิดเลยว่าทั้งหมดนี้จะเป็นภาพวาดของถังป๋อหู่! "

             

            ที่จริงแล้วนั้นมีภาพวาดของถังป๋อหู่ปรากฏออกมาทั่วทั้งสถานที่จัดงานต่างก็เงียบสงัดลงไปชั่วขณะหนึ่ง

             

            พิธีกรยังคงพูดต่อไปอีกว่า :"แม้ว่าภาพเหล่านี้จะดูเหมือนกับเป็นผลงานที่แท้จริงของถังป๋อหู่แต่ทว่าจะเป็นของแท้หรือของปลอมนั้นยังจำเป็นต้องให้ทุกท่านแยกแยะให้สักหน่อยอีกสักครู่หนึ่งพวกเราจะนำภาพวาดเหล่านี้ไปวางไว้ที่จุดแสดงนิทรรศการในห้องถัดไปนั้นถึงเวลานั้นพวกท่านสามารถที่จะไปสังเกตการณ์ได้"

             

            เซิงห่าวได้มองไปที่ภาพวาดทั้งเจ็ดแผ่นนั้นสีหน้าแปลกไป เนื่องจากว่าระบบได้ทำการประเมินภาพวาดไม่กี่แผ่นนั้นอยู่ครู่หนึ่งได้ให้คำตอบที่แปลกประหลาดมากอย่างหนึ่งออกมา

             

            “ครึ่งหนึ่งเป็นของแท้ครึ่งหนึ่งเป็นของปลอม” 

             

            คำตอบนี้ไม่ได้พูดถึงภาพวาดทั้งเจ็ดแผ่นด้านบนภายในนั้นมีครึ่งหนึ่งเป็นของแท้และอีกครึ่งหนึ่งเป็นของปลอมแต่ทว่ามันเป็นของภาพวาดต้นสนเขียวที่ถูกถือผ่านข้างเขาทั้งสามแผ่นนั้นต่างหาก

             

            ภาพวาดทุกแผ่นระบบได้ให้คำตอบมาว่าทั้งหมดนั้นคือครึ่งหนึ่งแท้ครึ่งหนึ่งปลอม

             

            หรือว่าระบบจะแจ้งผิดแล้ว

             

            ภายในใจของเซิงห่าวสงสัยอยู่เล็กน้อยภาพวาดหนึ่งแผ่นมีเหตุผลที่ไหนที่จะบอกว่าครึ่งหนึ่งแท้ครึ่งหนึ่งปลอมถ้าหากมันเป็นของแท้แล้วละก็มันก็ต้องเป็นของแท้ถ้าหากมันเป็นของปลอมแล้วละก็มันก็คือของปลอมคำตอบในการประเมินที่แปลกประหลาดอย่างนั้นไปเอามาจากที่ไหนกัน

             

            เมื่อตอนที่เซิงห่าวกำลังบ่นพึมพำว่าระบบมีความผิดพลาดอยู่หรือไม่นั้นพิธีกรก็ให้คนนำภาพวาดยกมาถึงจุดแสดงนิทรรศการตรงนั้นแล้วผู้คนมากมายต่างก็เดินไปในทิศทางนั้นแล้ว

             

            "ศิษย์น้องพวกเราก็ไปกันบ้างเถอะ" ฉีเจาที่ทนความตื่นเต้นภายในใจของตัวเองมานานมากแล้วได้ลากเซิงห่าวเดินไปในทิศทางที่เป็นจุดแสดงนิทรรศการนั้นเพราะเกรงว่าจะไม่ได้ตำแหน่งที่ดี

             

            ส่วนนิทรรศการพวกเขาก็เปลี่ยนมันไปอย่างสิ้นเชิงวัตถุโบราณที่ถูกจัดแสดงอยู่เหล่านั้น ตอนนี้ได้ถูกนำออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วทำให้สถานที่ตรงกลางได้เกิดเป็นช่องว่าง

             

            หลังจากนั้นครู่หนึ่งพนักงานได้นำภาพวาดทั้งเจ็ดแผ่นเดินเข้ามาแล้วก็ใช้ชั้นวางของวางไว้ตรงกลางเพื่อให้ทุกคนสามารถสังเกตเห็นได้และกรอบของภาพวาดนั้นก็ได้ถูกรื้อออกมาแล้วหรือจะพูดได้เป็นอีกนัยหนึ่งว่าทุกคนสามารถที่จะใช้มือสัมผัสภาพวาดได้เล็กน้อย

             

            ทุกคนต่างก็รุมล้อมเข้ามาไม่มีใครรีบร้อนที่จะเข้าไปสัมผัสภาพวาดแม้ว่ายังไม่รู้ว่าภาพวาดจะเป็นของแท้หรือปลอมแต่ก็จำเป็นต้องปฏิบัติอย่างจริงจังที่สุด

             

            ที่เซิงห่าวและฉีเจากำลังสังเกตการณ์อยู่นั้นก็คือภาพต้นสนเขียว

             

            "ศิษย์น้อง เธอดูระยะทางเหล่านี้และยังมีความเข้มอ่อนของสีนี้อีก ทั้งหมดนั้นมันเหมือนกันทุกประการหรือว่าจะมีคนพิมพ์ออกมา? " ตอนนี้เวลาในการสังเกตนานขึ้นไปอีกเขาพยายามมองหาข้อบกพร่องง่ายๆ ที่อาจจะแสดงออกมาจากภาพวาดหมึกพู่กันจีนนี้แต่มันก็ยากเกินไปจริงๆ ที่ภาพวาดทั้งสามแผ่นนี้จะมีส่วนที่ไม่เหมือนกันแสดงออกมา

             

            เซิงห่าวพยักหน้า :"ใช่ครับ ก่อนหน้านี้ผมก็เคยเห็นมา ภาพวาดของถังป๋อหู่หลายแผ่นด้านบนนั้นจะต้องมีร่องรอยของเขาอยู่แน่" 

             

            ที่รอบตัวพวกเขานั้นก็มีผู้คนยืนอยู่เต็มไปหมดคนอื่นๆ ต่างก็มองไปที่ภาพวาดสามแผ่นนี้ และเนื้อหาที่พูดคุยกันนั้นเกือบจะเหมือนกับที่เซิงห่าวและฉีเจาทั้งสองคนพูดเอาไว้ไม่ต่างกัน

             

            การตัดสินภาพวาดหมึกพู่กันจีนอยากจะพูดได้ว่าซับซ้อนและก็พูดได้ว่าง่าย อย่างง่ายก็คือสามารถแยกแยะออกมาจากเทคนิคการวาดภาพ อย่างซับซ้อนคือความสะดวกจากกระดาษที่ใช้

             

            ในสมัยโบราณนั้นการผลิตกระดาษยังไม่ได้ก้าวหน้าเท่ากับในปัจจุบันดังนั้นจึงมีความแตกต่างบางอย่างแน่นอนระหว่างกระดาษโบราณกับกระดาษในปัจจุบัน

             

            ภาพต้นสนเขียวใช้กระดาษฟางสามารถมองออกว่าด้านบนนั้นมีร่องรอยสีเหลืองอ่อนอยู่ที่จริงแล้วมีอายุมาเพียงเล็กน้อย

             

            และการประเมินอายุของกระดาษชนิดนี้ยังจำเป็นที่จ้องต้องใช้เครื่องมือที่แม่นยำ และถึงจะใช้เครื่องมือก็ยังไม่สามารถประเมินอายุกระดาษที่แน่นอนทั้งหมดออกมาได้

             

            จากนั้นยังมีจากเม็ดสีสามารถประเมินได้ตามวิธีเดียวกับกระดาษ

             

            มีบางคนก็ไม่สามารถที่จะมองออกว่ามีอะไรที่ไม่เหมือนกันก็เลยจำเป็นต้องพูดเรื่องไร้สาระออกมา :"อย่างไรก็ถามภายในนี้จะต้องมีสองแผ่นที่เป็นของปลอมท้ายที่สุดแล้วก็ไม่สามารถที่จะเหมือนกันทุกประการได้"

             

            และยังมีบางคนที่ได้เริ่มพูดข้อแตกต่างจริงๆออกมา : "พวกเราดูสิแกนไม้ในรูปวาดแผ่นนี้กับอีกสองแผ่นมีพื้นฐานที่แตกต่างกัน"

             

            นิ้วมือของคนนี้ได้ชี้ไปตามทิศทางนั้นทุกคนต่างก็มองข้าม ค้นพบแล้วว่ามันแตกต่างกันอย่างแน่นอน

             

            เซิงห่าวได้ใช้ระบบทำการประเมินให้อีกรอบหนึ่งแต่ระบบก็ยังคงให้มาเป็นคำตอบเดิม อีกครึ่งแท้อีกครึ่งปลอมแล้วก็ไม่รู้ด้วยว่ามันพังแล้วหรือยัง ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องเสนอขึ้นมาว่า :"ศิษย์พี่พวกเราไปดูภาพวาดอื่นๆ กันบ้างเถอะไม่แน่พวกเราอาจจะสามารถค้นพบอะไรบางอย่างก็ได้"

             

            “ก็ดี”ในขณะนี้ฉีเจาไม่ได้มีเบาะแสอะไรทั้งสองคนได้เดินไปดูภาพวาดอีกไม่กี่รูปในอีกด้านหนึ่ง

             

            มาถึงภาพวาดทั้งสองภาพนั้นด้านหน้านั้นมีรูปดอกบ๊วยระบบของเซิงห่าวก็ได้ทำการประเมินอีกรอบหนึ่งและก็ได้ให้ผลลัพธ์ออกมาว่าภาพดอกบ๊วยทั้งสองแผ่นนี้เป็นของปลอม

             

            เมื่อเซิงห่าวได้ยินคำตอบนี้ในตอนแรกนั้นก็ยังไม่เชื่อถึงอย่างไรก็ต้องการที่จะรู้ว่าตอนที่ระบบพึ่งจะทำการประเมินรูปต้นสนเขียวทั้งสามแผ่นนั้นทำไมคำตอบถึงได้แปลกประหลาดเหลือเกิน

             

            เมื่อดูไปพอสมควรแล้วทั้งสองคนก็ไปดูภาพนอกและสัตว์อีกสามแผ่นนั้น

             

            และหลังจากนั้นไม่นานทั้งสองคนก็ได้ดูภาพทั้งหมดจนหมดแล้วไม่คาดคิดว่าจะใช้เวลาไปไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมงกว่าในขณะนี้ฉีเจายังไม่ได้ค้นพบอะไรเลย

             

            "ทั้งหมดนี้เป็นของปลอม"เซิงห่าวได้ลูบคางของตัวเองไปมา นอกจากภาพต้นสนเขียวสามแผ่นนั้นที่เหลือต่างก็เป็นของปลอม นี่คือผลลัพธ์ที่ออกมาจากระบบ

             

            ถ้าอย่างนั้นที่จริงแล้วระบบเสียหรือไม่เสียกันล่ะ? 

             

            ขณะนี้ภายในใจของเซิงห่าวก็ยังไม่แน่ใจในความคิดนี้

             

            ฉีเจาไม่รู้ถึงความคิดที่อยู่ภายในใจของเขาก็คิดไปอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจแล้วว่าจะเปิดกลับไป ตั้งใจสังเกตดูอีกสักครั้งท้ายที่สุดแล้วนี่ก็เกี่ยวกับการแข่งขันผู้ที่มีคุณสมบัติในการชิงตำแหน่งผู้อำนวยการ

             

            “ศิษย์พี่ ฉันไม่ไปแล้วฉันมองแล้วมองอีกก็ดูไม่ออกว่ามีอะไรที่แตกต่างกัน” เซิงห่าวปฏิเสธที่จะกลับไปดูในตอนนี้เขารู้สึกปวดไปหมดทั้งหัวแล้ว

             

            ฉีเจาก็ไม่ได้บังคับเขาหลังจากได้กำชับอะไรไปนิดหน่อย ก็ได้กลับไปที่ภาพวาดดอกบ๊วยทั้งสองแผ่นนั้น

             

            เซิงห่าวเดินไปรอบๆ อย่างไร้จุดหมายได้เห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่รวมกลุ่มกันอยู่หน้าภาพวาดไม่นานนักก็ได้เดินไปถึงด้านข้างของชั้นวางหนังสือหนึ่ง

             

            ไม่คิดเลยว่าจุดแสดงนิทรรศการจะมีชั้นหนังสือ

             

            เซิงห่าวมองไปที่หนังสือข้างบนนั้นค้นพบว่าทั้งหมดนั้นเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับการชื่นชมวัตถุโบราณภาพวาดหมึกพู่กันจีนทั้งนั้นชั้นวางหนังสือก็ไม่สูงเท่าไรนักสูงเพียงแค่ไหล่ของเซิงห่าวเท่านั้น

             

            การประชุมผู้ประเมินนี้ต้องละเอียดรอบคอบจริงๆ 

             

            เซิงห่าวสุ่มหยิบหนังสือออกมาเล่มหนึ่งหลังจากเริ่มดูขึ้น จนอ่านไปได้สักพัก เซิงห่าวก็วางมันลงหลังจากนั้นสายตาก็ได้เหลือบไปเห็นหนังสือทั้งหมดนั้นและก็ได้เลือกหนังสือที่อยู่ในนั้นมาเล่มหนึ่งเรียกว่า 《หนังสือภาพวาดถังป๋อหู่》

             

            เมื่อเปิดออกมาดูภายในนั้นล้วนแต่เป็นการนะนำภาพวาดของถังป๋อหู่ มีต้นสนเขียว ดอกบ๊วยแต่ในนี้กลับไม่ได้มีการแนะนำภาพนกและสัตว์

             

            เนื่องจากว่าหนังสือเล่มนี้ส่วนใหญ่เป็นรูปดังนั้นเมื่อเซิงห่าวได้ดูไปไม่กี่รอบก็อ่านทั้งเล่นเรียบร้อยแล้วในขณะเดียวกันในใจก็คิดถึงภาพวาดของถังป๋อหู่ และมีความแน่ใจอะไรบางอย่าง

             

            “แผ่นนี้ต้องเป็นของปลอมแน่นอน!”ทันใดนั้นภายในกลุ่มนั้นก็ได้มีเสียงที่ทรงพลังเสียงหนึ่งดังออกมา ทำให้ดึงดูดความสนใจของผู้คนไปชั่วขณะหนึ่ง

             

            เป็นเวลากว่าครึ่งวันแล้วในที่สุดก็มีคนยืนยันว่าภาพนี้เป็นของปลอม ผู้คนมากมายห้อมล้อมเข้าไปต้องการที่จะฟังคนคนนี้ ว่าเพราะอะไรถึงแน่ใจขนาดนี้

             

            เซิงห่าวไม่ได้เดิมตามเข้าไปด้วยเพราะว่าเขาฟังออกแล้วว่าเสียงนั้นเป็นเสียงของเจียงรุ่ยไม่คาดคิดเลยว่าเจียงรุ่ยจะสามารถเป็นคนแรกที่ยืนยันออกมาว่าภาพวาดเป็นของปลอมดูเหมือนว่าเขาจะไม่ง่ายเลยจริงๆ 

             

            "ในเม็ดสีนั้นมีกลิ่นน้ำหอมจางๆอยู่ เป็นกลิ่นโคโลญจน์ ทุกท่านสามารถลองดมดูได้"ในความเป็นจริงแล้วถึงเซิงห่าวจะไม่ไปทางนั้นเสียงของเจียงรุ่ยก็ดังมาถึงเช่นกันเห็นได้ชัดว่าเจียงรุ่ยมั่นใจแค่ไหน ภาพแผ่นนั้นก็คงจะเป็นของปลอม

             

            กลิ่นน้ำหอม? 

             

            เมื่อเซิงห่าวได้ยินเข้าก็ได้อุทานออกมาเล็กน้อยในใจ จมูกของเจียงรุ่ยจะต้องดีมากขนาดไหนไม่คาดคิดเลยว่าจะสามารถดมกลิ่นน้ำหอมที่ออกมาจากเม็ดสีได้

             

            เจียงรุ่ยได้ชี้ไปภายในรูปดอกบ๊วยนั้นก็มีคนโน้มตัวเข้าไปเพื่อดมกลิ่นมันแต่สีหน้าที่แสดงออกมาจากการขมวดคิ้วนั้นสามารถดูออกได้ว่าเขานั้นไม่ได้กลิ่นอะไรออกมาเลย

             

            เมื่อมีคนแรกก็ย่อมจะต้องมีคนที่สอง

             

            "ได้กลิ่นแล้ว! "ทันใดนั้นก็มีคนตะโกนออกมาอย่างตื่นเต้นประโยคหนึ่งว่า "ด้านบนนี้มีกลิ่นโคโลญจน์จริงๆอ่อนมาก! ถ้าหากไม่ได้เป็นเพราะว่าฉันดมนานไปหน่อย ก็คงยังไม่ได้กลิ่นอะไรแน่นอน"

             

            หลังจากนั้นไม่นานมากนักก็มีคนที่เหมือนคนที่สองได้กลิ่นเหมือนกัน

             

            ในสมัยโบราณมีโคโลญจน์ด้วยเหรอ? แน่นอนว่ามันต้องไม่มีอยู่แล้ว ดังนั้นกลิ่นน้ำโบราณนี้ ถ้าหากว่าไม่ได้มีคนฉีดเอาไว้บนรูปแล้วละก็นั่นคือคงจะเป็นผู้ลอกเลียนแบบที่ไม่ทันระวังจนทำมันหกลงไปในขณะที่ทาสีโดยบังเอิญ

             

            แต่จะมีคนโง่ได้ขนาดนั้นเลยเหรอจะสามารถฉีดน้ำหอมเข้าไปในวัตถุโบราณที่ล้ำค่าขนาดนี้ได้

             

            ดังนั้นภาพวาดนี้เป็นของแท้หรือปลอมก็สามารถดูได้ง่ายๆ 

             

            บางคนก็เริ่มที่จะแสดงความยินดีกับเขา: "เถ้าแก่เจียง ยอดเยี่ยมมาก! "

             

            เมื่อภาพวาดนี้ถูกยืนยันออกมาแล้วว่าเป็นของแท้หรือปลอมดังนั้นมันจึงถูกยกออกไป ภาพวาดเจ็ดแผ่นตอนนี้ก็เหลือเพียงหกแผ่น

             

            ในเวลาสองชั่วโมงกว่ามีรูปภาพหนึ่งแผ่นที่ถูกยืนยันแล้วว่าเป็นของปลอมเพราะเจียงรุ่ยต้องการที่จะเป็นเป้าสายตาของทุกคนอีกครั้งหนึ่งเมื่อเขาหันตัวกลับมาอย่างภูมิใจ ก็มองเห็นเซิงห่าวที่ถือหนังสือเล่มหนึ่งอยู่

             

            อ่านหนังสือชั่วคราวในท้องไม่มีน้ำหมึกเลยไม่คาดคิดว่าจะกล้ามาเข้าร่วมการประชุ่มนักประเมินนี้ถือโอกาสมาทำให้ขายหน้าจริงๆ 

             

            เจียงรุ่ยได้เดินไปถึงหน้ารูปสัตว์แผ่นหนึ่งก็ได้เริ่มสังเกตต่อ เขาใช้วิธีการดมกลิ่นเม็ดสีเพื่อแสดงให้ทุกคนดูในทันที

             

            มีคนหลายคนก็เข้าไปดมใกล้ๆแต่ก็ไม่รู้ว่าจมูกของคนเหล่านั้นทำงานผิดปกติหรือไม่มีบางคนดมออกมาเป็นกลิ่นควันบุหรี่ แล้วก็มีบางคนดมออกมาเป็นกลิ่นอาหารแต่กลับไม่มีใครสักคนที่แน่ใจ

             

            แม้ว่าจะคัดภาพวาดออกไปแล้วหนึ่งแผ่นแต่ภาพวาดที่เหลืออีกหกแผ่นกลับยิ่งแยกแยะยากขึ้นไปอีก

             

            .

             

            .

             

            .