บุพเพหวนครรลอง - {END}

    ย้อนรอยอดีต (ตอนปลาย)

    ย้อนรอยอดีต (ตอนปลาย)


    คิดมาถึงตรงนี้ โอวหยางหมิงหลิงพลันกระชับถ้วยชาซึ่งดื่มจนว่างเปล่าตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้แน่นขึ้นอีก ดวงตาสีดำขลับปิดลง ใบหน้าคมเข้มเผยความสับสนและไม่เข้าใจยามรำลึกถึงสตรีอีกนางที่ปรากฏในห้วงฝัน

    หากจะกล่าวถึงสกุลฉู่ของสตรีนางนั้น เขาก็ต้องบอกว่าเป็นสกุลที่เปี่ยมด้วยวาสนาไม่แพ้สกุลโอวหยางสักนิด

    เดิมทีสกุลฉู่เป็นเพียงขุนพลขั้นห้า มีหน้าที่ดูแลพื้นที่เหนือสุดของชายแดนเหนือ ซึ่งก็คือ 'เมืองหยางคัง' แต่ในช่วงปลายรัชสมัยจักรพรรดิเซิ่งเต๋อ พระอัยกาของจักรพรรดิซิ่งเหวิน ฉู่ซูเหยียน บุตรชายคนรองของขุนพลฉู่สามารถผ่านการทดสอบเข้าเป็นราชองครักษ์หลวงได้ ต่อมาได้รับหน้าที่คุ้มกันองค์หญิงจิ้งเหอ องค์หญิงตัวประกันจากต่างแคว้นวัยหกขวบที่จักรพรรดิให้ความเอ็นดูมากถึงขั้นรับเป็นพระขนิษฐาบุญธรรม ทั้งที่ทั้งสองมีอายุห่างกันเข้าขั้นเป็นพ่อกับลูกได้

    ความสัมพันธ์ระหว่างองค์หญิงจิ้งเหอกับราชองครักษ์คู่กายพัฒนากลายเป็นความรักลึกซึ้ง ถึงรัชสมัยจักรพรรดิเซี่ยหลง พระบิดาของจักรพรรดิซิ่งเหวิน หลังฉู่ซูเหยียนเข้ารับตำแหน่งแทนบิดาที่เสียชีวิตจากไปแล้ว องค์หญิงจิ้งเหอในวัยสิบห้าปีซึ่งได้รับการเลื่อนขั้นเป็นองค์หญิงต้าจ่าง[1]ก็ยินดีลดเกียรติลงมาแต่งงานเป็นภรรยาของเขา โดยหาได้สนใจว่าทั้งสองอายุห่างกันถึงสิบสองปีและจะมีใครพูดจาเสียๆ หายๆ ลับหลังหรือไม่

    การแต่งงานครั้งนี้ นอกจากทำให้สกุลฉู่เปลี่ยนจากขุนนางปลายแถวมาเป็นที่นับหน้าถือตาในหมู่ขุนนางราชสำนักแล้ว พระนางยังช่วยส่งเสริมและสนับสนุนหน้าที่การงานของสามีสุดความสามารถ จนกระทั่งเขามีโอกาสสร้างผลงานปราบปรามข้าศึกครั้งสำคัญและได้รับการแต่งตั้งจากจักรพรรดิเซี่ยหลงให้เป็น 'เจิ้นเป่ยโหว' ครองบรรดาศักดิ์ได้สามชั่วรุ่นและดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ฝ่ายเหนือประจำการอยู่ที่เมืองหยางคัง และทรงอนุญาตให้พาครอบครัวมาตั้งรกรากในเมืองหลวงอีกด้วย

    แต่สิ่งที่น่าจดจำที่สุดสำหรับสกุลฉู่ กลับกลายเป็นเรื่องที่องค์หญิงจิ้งเหอทรงเป็นผู้คุ้มครองจักรพรรดิซิ่งเหวินจนเติบใหญ่ท่ามกลางความผันผวนแห่งอำนาจของราชสำนัก ทำให้พระองค์ขึ้นครองราชย์ได้อย่างราบรื่น จักรพรรดิซิ่งเหวินทรงรักและเคารพยกย่องของพระอัยยิกาต่างสายพระโลหิตผู้นี้มาก เรียกได้ว่าขอเพียงไม่ผิดกฎหมายบ้านเมืองหรือขัดต่อมโนธรรมจนเกินไป ไม่ว่าองค์หญิงจิ้งเหอปรารถนาสิ่งใด องค์จักรพรรดิล้วนพระราชทานให้ทั้งสิ้น แม้แต่บรรดาศักดิ์ท่านหญิง[2]ขั้นสองชั้นตรีของฉู่ซู่อิ๋งก็เป็นองค์หญิงต้าจ่างจิ้งเหอกราบทูลขอให้จักรพรรดิซิ่งเหวินทรงแต่งตั้งให้

    แต่ถึงแม้องค์หญิงจิ้งเหอจะยิ่งใหญ่สักเพียงไหน พระนางกลับอาภัพเรื่องบุตรหลานยิ่งนัก พระนางมีบุตรชายหนึ่งคน บุตรสาวหนึ่งคน น่าเสียดายที่บุตรสาวอายุสั้น เสียชีวิตจากไปในวัยสาว ส่วนบุตรชายเป็นพวกมากรักหลายภรรยา เรือนหลังมีแต่ความวุ่นวาย พอถึงรุ่นหลานชายสายตรงซึ่งเหลือแค่คนเดียวก็มีนิสัยไม่เอาอ่าวและมีหลายภรรยาอีกเช่นกัน

    ด้วยเหตุนั้น ชีวิตวัยเยาว์ของฉู่ซู่อิ๋งกับฉู่ซู่อวิ๋น พี่ชายร่วมอุทรจึงไม่ค่อยดีนัก มารดาผู้ให้กำเนิดเสียชีวิตจากอาการป่วยเรื้อรังตั้งแต่ยังสาว อดีตเจิ้นเป่ยโหวฉู่เฉวียนซานผู้เป็นบิดาไม่ชอบภรรยาเอกจึงพาลไม่ชอบบุตรีคนนี้ไปด้วย ต่อมาฉู่ซู่อิ๋งผลักอี้เหนียงคนหนึ่งของเขาตกบันไดตายทั้งกลมอย่างไม่ตั้งใจ ทำให้เขาชิงชังนางมากยิ่งขึ้น มีข่าวว่าหากมิใช่ฉู่ซู่อวิ๋นที่โดนเสด็จย่าทวดส่งไปฝึกวิชาที่ชายแดนตั้งแต่เด็กไม่กลับบ้านในวันนั้นพอดี บางทีฉู่ซู่อิ๋งคงตายคามือบิดาไปแล้ว

    โอวหยางหมิงหลิงจำไม่ได้ชัดเท่าไหร่นักว่า คดีฆาตกรรมอี๋เหนียงของฉู่ซู่อิ๋งจบเช่นไร รู้แต่ข่าวลือว่ามีการสอบสวนแล้วแต่เรื่องเงียบหายไป และหลังองค์หญิงต้าจ่างจิ้งเหอสิ้นพระชนม์ ฉู่ซู่อวิ๋นก็รับน้องสาวไปเลี้ยงดูเอง นอกจากกลับมาจัดพิธีศพให้แก่บิดาที่เสียชีวิตจากอาการป่วยในอีกสามปีถัดมาแล้ว สองพี่น้องคู่นี้ก็อาศัยอยู่ที่เมืองหยางคัง ชายแดนเหนือสุดของต้าหมิงเซี่ยมาตลอด

    ...และมันคงจะเป็นเช่นนั้นตลอดกาล ถ้าเผ่าโหย่วหลี ชนเผ่าทรงอิทธิพลนอกด่านเผ่าใหม่ไม่โจมตีเมืองหยางคังกะทันหันจนเป็นเหตุให้ฉู่ซู่อวิ๋นหายตัวไปอย่างลึกลับ ฉู่ซู่อิ๋งจึงโดนบ้านรองที่ดูแลเมืองหยางคังแทนส่งตัวกลับเมืองหลวง ครั้งนั้นนางมาพร้อมกับเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งอ้างว่าเป็นทายาทของฉู่ซู่อวิ๋นกับหญิงคนรักที่คบหาสนิทสนมอยู่ในเวลานั้น

    ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือนหลังสตรีนางนี้เหยียบเขตแดนโอรสสวรรค์ ข่าวฉาวเกี่ยวกับนางสะพัดไปทั่วเมืองหลวง ตั้งแต่การกลั่นแกล้งอี๋เหนียงของบิดาจนอยู่ไม่เป็นสุข กดขี่บรรดาพี่น้องต่างมารดาให้อับอายทั้งต่อหน้าและลับหลัง สั่งให้คนโบยตีบ่าวไพร่ในจวนตายไปหลายศพ หนักที่สุดก็คือเรื่องจ่อกระบี่ใส่ 'ฮูหยินผู้เฒ่าฉู่' แค่เพราะผิดใจกันด้วยเรื่องเล็กน้อย ทุกข่าวล้วนบ่งชัดถึงนิสัยโหดเหี้ยมดุดันดั่งแม่เสือของนาง เหล่าบุรุษสตรีทั่วเมืองหลวงล้วนหวั่นเกรงและรังเกียจนางอย่างยิ่ง

    แต่หากจะว่าไปแล้ว ทั้งโอวหยางหมิงหลิงกับฉู่ซู่อิ๋งเป็นคนประเภทเดียวกัน ล้วนสูญเสียบิดามารดา นิสัยแย่เพราะการเลี้ยงดูและมีชื่อเสียงไม่ดีกันทั้งคู่ เขาไม่มีสิทธิ์รังเกียจหรือตำหนินาง แต่ชายหนุ่มยามนั้นกำลังหลงใหลจางอวี๋ซินอย่างโงหัวไม่ขึ้น ครั้นเห็นนางไม่ชอบฉู่ซู่อิ๋ง เขาจึงพลอยดูแคลนนางไปด้วย จางอวี๋ซินเล่าวีรกรรมเลวร้ายเกี่ยวกับสตรีนางนี้ให้ฟัง เขาก็เชื่อจนหมดใจและคอยหลบเลี่ยงอีกฝ่ายด้วยความขยะแขยงมิต่างอันใดกับอาจม

    ทว่าน่าขัน ชาติก่อนเขาหลบเลี่ยงนางถึงเพียงนั้น สวรรค์ยังประทานโอกาสให้พวกเขามาพบกันจนได้ เหตุการณ์นั้นยังเป็นที่น่าจดจำ...สำหรับคนอื่นเสียด้วย!

    อันที่จริง โอวหยางหมิงหลิงก็จำเหตุการณ์ตอนนั้นได้ไม่ครบถ้วนนัก เขาจำได้เพียงว่าไปร่วมงานเลี้ยงบนเรือสำราญของสหายเลวคนหนึ่ง ในจังหวะที่ทุกคนกำลังร่ำสุราอย่างสนุกสนานกันอยู่นั้น ไม่รู้ด้วยเหตุใดเรือจึงไปชนเข้ากับเรือขนส่งสินค้าทำให้ล่มลงกลางคุ้งน้ำเชี่ยว

    เดิมทีตัวเขาว่ายน้ำไม่เป็นอยู่แล้ว พอประกอบเข้ากับอาการเมาสุรา เขาจะทำอะไรเชื่องช้าจนหนีออกมาไม่ทัน โดนกระแสน้ำดูดจมตามเรือสำราญไปด้วย ชายหนุ่มจำไม่ได้แน่ชัดนักว่าตัวเองจมอยู่ใต้น้ำนานแค่ไหน มารู้ตัวอีกทีก็หลังจากมีคนลากเขาขึ้นมาจากน้ำแล้ว และคนผู้นั้นก็มิใช่ใครอื่น เป็นฉู่ซู่อิ๋งในวัยสิบแปดปีนั่นเอง

    จากปากคำของคนรอบข้าง ฉู่ซู่อิ๋งเพิ่งกลับจากไหว้พระที่วัดไม่ไกลกันนักแล้วมาประสบเหตุเข้าโดยบังเอิญ นางเห็นพวกองครักษ์ของตระกูลต่างๆ กำลังช่วยคนกันวุ่นวายไปหมด นางจึงตัดสินใจนำคนของตนลงไปช่วยเหลือด้วย แล้วก็ดันเป็นนางที่บังเอิญดำน้ำลงไปเจอเขาที่หมดสติอยู่จึงนำตัวขึ้นมา

    แต่เพราะก่อนจะลงน้ำไปร่วมช่วยเหลือคน หญิงสาวได้ถอดเสื้อคลุมออก หลังจากนำตัวเขาขึ้นจากใต้น้ำได้ ในระหว่างพาเข้าฝั่งได้ตระกองกอดเขาไว้เต็มอ้อมแขน นางทำถึงขั้นประกบริมฝีปากถ่ายทอดลมหายใจให้เพื่อกู้ชีวิตเขากลับมา สุดท้ายยังเสียสละเสื้อคลุมตัวนอกให้ใช้คลุมตัวเขาไว้ เพราะเห็นว่าเขาแช่น้ำจนตัวเย็นจัด

    ผลที่ตามมาคือ ข่าวลือเสียหายระหว่างตัวเขากับฉู่ซู่อิ๋ง ถึงจะบอกว่านางทำทุกอย่างลงไปเพื่อช่วยชีวิตคน โดยไม่เห็นแก่หน้าตาและชื่อเสียงของตนเอง แต่ก็มิอาจหลีกเลี่ยงความด่างพร้อยได้อยู่ดี

    เพื่อปกป้องชื่อเสียงที่เริ่มจะดีขึ้นของหลานชาย ฮูหยินผู้เฒ่าสกุลโอวหยางจึงเชิญแม่สื่อไปสู่ขอฉู่ซู่อิ๋งโดยไม่บอกหลานรัก ขณะเดียวกันทางจักรพรรดิซิ่งเหวินก็กำลังกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ พอทราบเรื่องก็มีพระราชโองการพระราชทานสมรสให้พวกเขาเสียเลย ดูเหมือนว่าพระองค์ตั้งใจจะใช้โอกาสนี้ชดเชยที่ยังตามหาพี่ชายของนางไม่เจอไปพร้อมกันด้วย

    ในตอนที่รู้เรื่องนี้ โอวหยางหมิงหลิงทั้งโกรธทั้งอับอาย รู้สึกเหมือนโดนทุกคนหักหลัง คนพวกนั้นรู้ทั้งรู้ว่าเขารักจางอวี๋ซิน แต่กลับยัดเหยียดสตรีชื่อเสียงไม่ดีอีกนางให้กับเขา ทำให้เขามิอาจมอบตำแหน่งภรรยาเอกให้แก่หญิงผู้เป็นที่รักได้ตามสัญญา ความรู้สึกชิงชังในใจอัดแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนเปลี่ยนเป็นแค้นหลังเขารู้ข่าวว่าจางอวี๋ซินหนีไปเพราะเรื่องนี้

    โอวหยางหมิงหลิงจำได้ดีว่าตนโกรธจนถึงขนาดละเลยเรื่องการแต่งงานและเรื่องของฉู่ซู่อิ๋งทุกอย่าง ปล่อยให้ท่านย่ากับเจ้าพนักงานจากวังหลวงจัดเตรียมงานแต่งไป หากมิใช่เพราะมีคนจากในวังคอยจับตา เขาก็คงจะแอบหนีไปเฝ้าจางอวี๋ซินที่คฤหาสน์นอกเมืองไปแล้ว ดังนั้นเมื่อถึงคืนวันแต่งงาน เขาจึงแสร้งดื่มสุราจนเมาแล้วลอบหนีมาโดยไม่ได้เปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวด้วยซ้ำ

    จากนั้นโอวหยางหมิงหลิงจำได้ว่า ตนเองเอาแต่เฝ้าพัวพันกับจางอวี๋ซินจนมิได้สนใจฉู่ซู่อิ๋งนัก แต่เป็นเพราะโอวหยางลู่เหวยกลับแนะนำให้เขาใช้ภรรยาร่วมผูกผมคนนี้เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตนใหม่ เขาเองก็เห็นด้วยกับแผนนี้ ดังนั้นในเวลาต่อมาเบื้องหน้าท่านย่ากับบุคคลภายนอก เขาจะแสดงละครแสร้งว่ากลับตัวกลับใจเป็นสามีที่ดีต่อภรรยา ฝ่ายนางก็เหมือนจะให้ความร่วมมืออย่างดี เขาเลยคิดเอาเองว่านางก็คงอยากแก้ไขชื่อเสียงของตนเช่นกัน

    ในเวลานั้นชายหนุ่มไม่เคยใส่ใจความเป็นอยู่ของภรรยาเอกเลย ยิ่งพอถูกจางอวี๋ซินที่ยอมตกลงมาเป็นอนุภรรยาของเขาในที่สุดเป่าหูว่า ฉู่ซู่อิ๋งอาจจงใจช่วยชีวิตเขาไว้เพื่อจะจับเขาเป็นสามี เขาก็ยิ่งรังเกียจและละเลยนางมากขึ้น เพียงเห็นแก่ที่อีกฝ่ายกตัญญูต่อท่านย่า และท่านย่าเองก็ดูจะพอใจนางที่ดีต่อตนเอง เขาจึงมิได้หาเรื่องนางมากนัก เวลาสาวใช้ของนางมาขออะไรให้เจ้านายก็ล้วนอนุญาตส่งๆ ไปเสมอ

    ต่อมาหลังจากท่านย่าเสียชีวิตไปได้หลายเดือนเดือน มีข่าวลือโจษขานไปทั่วเมืองหลวงว่า หลานชายของฉู่ซู่อิ๋ง เด็กน้อยผู้ได้สืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดา อาจเป็นผลผลิตจากความรักต้องห้ามของฉู่ซู่อิ๋งกับพี่ชายเสียเอง โอวหยางหมิงหลิงไม่แม้แต่จะตรวจสอบว่าเป็นจริงหรือไม่ ไม่เคยแม้แต่จะสอบถามภรรยาร่วมผูกผมสักคำว่าความจริงคืออะไร กลับใช้โอกาสนี้ยึดอำนาจดูแลจวนไปมอบให้จางอวี๋ซิน เสร็จแล้วก็ส่งนางไปเฝ้าบ้านบรรพบุรุษที่เมืองผิงคัง ซึ่งอยู่ทางใต้ห่างจากเมืองหลวงกว่าห้าร้อยหลี่[3] ทำเสมือนนางตายไปจากชีวิตพร้อมกับสั่งคนให้สยบข่าวลือบ้าๆ นี้เสีย

    เป็นเพราะปฏิบัตินางอย่างเย็นชา ไม่เคยเห็นนางอยู่ในสายตามาก่อน โอวหยางหมิงหลิงจึงไม่คิดเลยจริงๆ ว่าในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต ฉู่ซู่อิ๋งจะฝ่ากองเพลิงมาช่วยเหลือ...แล้วก็ตาย...ไปพร้อมกับเขา

    'ไม่โกหก...'

    ไม่โกหกอะไรของเจ้า เจ้ามีเรื่องโกหกอะไรข้า เจ้าเคยจริงใจต่อข้าด้วยหรือ ข้ายังไม่เคยจริงใจต่อเจ้าเลย!

    'ขอบคุณ...'

    ขอบคุณอะไรของเจ้า ข้าทำเรื่องอะไรให้เจ้าต้องขอบคุณกัน จู่ๆ ก็โผล่มา จู่ๆ ก็มาบังคานไฟให้ข้า ควรจะเป็นข้าหรือไม่ที่ต้องขอบคุณเจ้า!

    'ขอโทษ...'

    ยังจะมาขอโทษอะไรอีก เจ้าเคยมีข่าวฉาวมากมาย มีเรื่องใดเกี่ยวกับข้ารึ หรือจะขอโทษที่รับคานเพลิงแทนข้าหรือ ถ้าเป็นเรื่องนี้ ต้องเป็นข้าหรือเปล่าที่ควรจะขอโทษเจ้า!

    หญิงโง่เอ๋ย! เจ้าจะตายพร้อมกับข้าทั้งที ไฉนจึงพูดจาไม่กระจ่างเยี่ยงนี้!

    ในช่วงเวลาสุดท้ายในชาติที่แล้ว โอวหยางหมิงหลิงคิดกลับไปกลับมาเช่นนี้ คิดแม้กระทั่งว่าจะตามหานางในนรกแล้วถามให้ชัดเจนว่านางพูดอะไร เหตุใดถึงยอมฝ่ากองเพลิงมาช่วยเขา เหตุใด...ถึงยิ้มอ่อนโยนอย่างนั้นให้เขาในวาระสุดท้าย จะทำให้นางได้รู้ว่าสิ่งที่นางทำไว้ล้วนค้างคาใจเขายิ่งนัก...ค้างคาใจจนถึงลมหายใจสุดท้ายเลยทีเดียว!

    ทว่าพอลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีเมื่อสองปีก่อน เขากลับพบว่าตัวเองไม่ได้ลงนรก ไม่ได้ไปสวรรค์ ตรงกันข้ามเขายังไม่ตายและได้ย้อนเวลากลับมาตอนอายุยี่สิบปีอีกด้วย

    เมื่อแรกที่ได้สติ เขาทั้งงุนงงระคนสับสน บอกไม่ได้ว่าอะไรคือความจริงหรือความฝัน แต่สิ่งที่เป็นเครื่องยืนยันว่าเขาได้ข้ามกาลเวลากลับมาก็คือ บาดแผลไฟไหม้ขนาดใหญ่บนแผ่นหลังที่ได้รับมาขณะไปร่วมงานเลี้ยงรับวสันตฤดูที่จวนองค์ชายหกตามการชักชวนของโอวหยางลู่เหวย

    เดิมทีงานเลี้ยงนี้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับองค์ชายหกก็เกิดขึ้นอย่างราบรื่นเช่นกัน แต่ครั้งนี้อาจเป็นสวรรค์ดลบันดาลให้เกิดลมพายุใหญ่พัดเอากระถางเพลิงใกล้ๆ ล้มใส่หลังเขาแบบไม่ทันตั้งตัว อาการบาดเจ็บทำให้เขาหมดสติไปหลายวัน คงเป็นช่วงนี้เองที่วิญญาณของเขาโดนดึงกลับมาในวัยยี่สิบปีอีกครั้ง ยังดีที่อดีตชาติเคยผ่านประสบการณ์ทั้งดีและร้ายมากมาย เขาจึงตั้งสติได้ในเวลาอันสั้น

    ในเมื่อสวรรค์ลิขิตให้เขา...โอวหยางหมิงหลิงกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ในช่วงเวลาที่ยังไม่ได้พบเจอกับจางอวี๋ซิน...ห้วงเวลาที่เขายังไม่หลงผิด เขาก็จะลองเปลี่ยนอนาคตของตัวเองดูสักตั้ง เพื่อจะได้ไม่ต้องพบกับจุดจบอันน่าอนาถเหมือนอย่างชาติที่แล้ว

    อย่างแรกที่เขาทำทั้งที่ยังไม่ทันหายดีก็คือ ดึงเอาคนสนิทผู้ภักดีในอดีตกลับมารับใช้เขาใหม่ ให้คนพวกนี้ทำงานให้เขาแทนบ่าวสอพลอที่รับใช้มาแต่เล็ก ต่อมาก็จัดการกับโอวหยางลู่เหวย เจ้านี่เป็นลูกหลานบ้านลูกชายคนรองของท่านปู่ซึ่งได้แยกบ้านออกไปนานแล้ว สมัยเด็กถูกฝากฝั่งมาเป็นเพื่อนเรียนกับเขา เคยสนิทสนมกันอย่างยิ่ง เมื่อชาติก่อนคนโง่อย่างเขาจึงไว้ใจอีกฝ่ายมาก มักมอบหมายให้คุมงานสำคัญๆ เสมอ ผลลัพธ์ที่ตามคือหมวกเขียว[4]ใบใหญ่ที่สวมศีรษะเขาโดยไม่รู้ตัว และความตายอันไม่น่าจดจำ มาชาตินี้เขาไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นอีกเด็ดขาด

    อันที่จริงเขาเสียดายมากที่มิอาจหาเหตุผลฆ่ามันทันทีได้ ได้แต่อาศัยเหตุผลว่าอีกฝ่ายจากบ้านมานาน สมควรกลับไปแสดงความกตัญญูต่อบิดามารดาเสียที ทำเหมือนว่าไม่พอใจโอวหยางลู่เหวยที่เชิญเขาไปงานเลี้ยงจนเกิดเหตุร้าย จึงหาเหตุผลส่งเดชไล่ออกจากจวนไปอย่างไม่ใยดี

    ระหว่างพักฟื้นร่างกาย ชายหนุ่มได้เรียกพ่อบ้านทุกคนมาวางแผนจัดระเบียบจวนใหม่ ปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ที่หละหลวมให้เข้มงวดขึ้น รวมถึงกำจัดพวกเหลือบไรสายลับที่ไม่ว่าใครส่งเข้ามาจนสะอาดเอี่ยม ทำทุกอย่างรวดเร็วและเฉียบขาดจนคนในจวนยังตื่นตะลึง พอบาดแผลดีขึ้นก็กลับไปตั้งใจทำงาน ไม่ไปเหยียบเยือนสถานที่อโคจรโดยไม่จำเป็นอีก เลิกคบสหายเลวทุกคน แม้แต่องค์ชายหกที่ตั้งใจจะสานสัมพันธ์ด้วย เขาก็ถอยห่าง สหายที่เหลืออยู่เป็นเพียงไม่กี่คนที่จริงใจต่อกัน ทุกวันเลิกงานแล้ว หากมิใช่เป็นงานสังสรรค์ที่ต้องรักษาหน้าใครจริงๆ เขาก็จะกลับจวนมาปรนนิบัติท่านย่า

    ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผู้คนทั้งบนล่างในเมืองหลวงล้วนประหลาดใจ ขณะฮูหยินผู้เฒ่าโอวหยางปลาบปลื้มที่หลานชายของตนยอมกลับตัวกลับใจเป็นคนใหม่ยิ่ง แม้จะต้องอกสั่นขวัญแขวนอยู่บ้างในตอนที่หลานรักอาสาร่วมทัพไปปราบกบฏในมณฑลหนานผิงทางใต้ แต่ใช้เวลาไม่ถึงปี เขาก็กลับบ้านพร้อมชัยชนะอันยิ่งใหญ่ เพราะเขาเป็นผู้ปลิดชีพแม่ทัพศัตรูและผู้นำกบฏด้วยตนเอง จักรพรรดิซิ่งเหวินทรงพอพระทัยผลงานของเขาเป็นที่ยิ่ง

    บัดนี้...หลังได้เริ่มต้นชีวิตบนเส้นทางใหม่ที่เลือกเองมากว่าสองปี โอวหยางหมิงหลิงมิได้เป็นแค่เฉิงกั๋วกงที่มีดีเพียงบรรดาศักดิ์ หรือดำรงตำแหน่งราชองครักษ์ลอยๆ อีกต่อไป แต่เป็นถึงขุนนางขั้นสี่ชั้นเอกผู้มีความชอบ ดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพในกองทัพหลิงอวิ๋น กองกำลังพิเศษขึ้นตรงกับจักรพรรดิ นับว่ามีหน้ามีตาในราชสำนักไม่น้อยทีเดียว

    ในสายตาคนนอก เขาคือปลาหลี่ฮื่อ[5]จอมเหลวไหลที่หันมาตั้งใจพยายามจะผงาดข้ามประตูมังกรได้สำเร็จ ควรค่าแก่การชื่นชมและยกให้เป็นตัวอย่างสอนบุตรหลานของพวกตน ไม่มีใครรู้เลยว่าที่แท้แล้ว แต่ละอย่างก้าวของโอวหยางหมิงหลิงล้วนเป็นไปด้วยความระมัดระวัง เขาค่อยๆ สร้างเส้นใหม่ของตัวเองอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันมิให้เกิดผลลัพธ์เช่นในอดีตชาติอีก พร้อมกันนั้นก็เฝ้ามองอนาคตเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

    ยกเว้นแค่สองเรื่องที่โอวหยางหมิงหลิงพยายามเท่าไหร่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้ หนึ่งคือความทรงจำเลวร้ายในอดีตที่กลายเป็นความฝันคอยหลอกหลอนเขาทุกค่ำคืน ดีหน่อยก็แค่ทำให้ละเมอไม่ก็สะดุ้งตื่น ร้ายหน่อยก็ทำให้เขานอนไม่หลับติดต่อกันหลายวัน รักษากับแพทย์มาหลายคน กินยามาหลายขนาน ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น เขาจึงได้แต่ก้มหน้ารับชะตากรรม สวรรค์ไม่ก็นรกคงกำหนดให้เขาต้องแบกรับมันไว้ เพื่อชดเชยบาปกรรมที่เคยกระทำในอดีตกระมัง

    อีกอย่างหนึ่งก็คือ 'ฉู่ซู่อิ๋ง' ในบรรดาบุคคลและเหตุการณ์ในอดีต เขาค้างคาใจเรื่องของนางมากที่สุด ครั้นฟื้นกลับมาชาตินี้ก็ยังจัดการได้ยากที่สุดเช่นกัน

    สาเหตุน่ะหรือ?...ก็เพราะเมืองหยางคังที่ฉู่ซู่อิ๋งในปัจจุบันอยู่ถูกเผ่าโหยวหลีตีแตกพ่าย และนางกับแม่ทัพใหญ่ประจิมผู้เป็นพี่ชายได้หายตัวไปพร้อมกันตั้งแต่ก่อนที่เขาจะฟื้นกลับมาเสียอีกน่ะสิ!

    ในวันที่รู้เรื่องนี้ โอวหยางหมิงหลิงตกใจมาก เนื่องจากจำได้ว่าเมืองหยางคังถูกโจมตีตอนเขาอายุยี่สิบสี่ปี คนที่หายไปมีเพียงฉู่ซู่อวิ๋นกับทหารจำนวนหนึ่ง ส่วนฉู่ซู่อิ๋งถูกส่งกลับเมืองหลวง ตัวเมืองหยางคังได้รับความเสียหายไม่มากและยืนหยัดอยู่ได้กระทั่งเขาครองบัลลังก์ ขณะชาตินี้...เมืองหยางคังโดนทำลายย่อยยับ เสียทหารรักษาเมืองไปเกือบทั้งหมด ชาวเมืองแตกกระสานซ่านเซ็นไปคนละทิศคนละทาง หากมิใช่เพราะเถียนซื่อหล่าง รองแม่ทัพประจิมซึ่งประจำอยู่ที่เมืองหยางฉยงยกทัพเสริมมายันไว้ทันกาล ทัพใหญ่ของเผ่าโหย่วหลีคงตะลุยมาถึงใจกลางแผ่นดินต้าหมิงเซี่ยไปแล้ว

    ชายหนุ่มยังไม่แน่ใจนักว่าการย้อนเวลากลับมาของเขามีส่วนทำให้เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ แต่มันก็เป็นหลักฐานหนึ่งที่ยืนยันได้ว่าเขายังสามารถแก้ไขอนาคตได้ โอวหยางหมิงหลิงเคยหาทางปล่อยวางจากฉู่ซู่อิ๋ง ทั้งยังพยายามคิดให้เหมือนกับอีกหลายๆ คนว่านางได้ตายไปภายใต้คมดาบและอาชาเหล็กของเผ่าโหย่วหลีไปแล้ว

    แต่...จนแล้วจนรอดโอวหยางหมิงหลิงก็ทำไม่สำเร็จ จะเนื่องด้วยความฝัน หรือความยึดติดอื่นใดที่เหลือมาจากชาติก่อน ส่วนลึกของหัวใจเขาบอกว่าฉู่ซู่อิ๋นยังมีชีวิตอยู่ ที่สำคัญชาติก่อนนางอุตส่าห์เสี่ยงตายมาช่วยเขาอย่างไม่แยแสต่อความตาย หากเขาเลือกที่จะละเลยต่อนางในชาตินี้คงมิต่างอะไรกับคนเนรคุณ เขาอาจไม่ใช่คนที่ดีนัก กระนั้นก็มิอาจทำใจปล่อยให้ตนเองเป็นพวกเนรคุณในชาติใหม่ได้เช่นกัน

    เพียงแต่จนป่านนี้ก็ยังไม่มีใครพบสองพี่น้องสกุลฉู่เลย จักรพรรดิซิ่งเหวินทรงทุ่มสรรพกำลังไปมากมายก็ยังไม่เจอ ส่วนตัวเขายามนั้นบาดเจ็บยังขยับตัวไม่ไหว จึงได้แต่แอบส่งองครักษ์มือดีอีกกลุ่มไปสืบหาเบาะแสของสองคนนั้นลับๆ

    หาไปหามาก็ผ่านมาสองปี นอกจากเบาะแสสุดท้ายที่ใครๆ ต่างก็รู้กันว่า คนหนึ่งประมือกับแม่ทัพฝ่ายข้าศึกกลางสนามรบ อีกคนหนึ่งคุมเหล่าสตรีสนับสนุนอยู่แนวหลัง ก็ยังไม่มีใครหาพบแม้แต่เงาของคนที่หายไป

    'ไม่โกหก...'

    ก่อนจะตาย เจ้าบอกกับข้าว่าจะตามไปด้วยกัน แล้วเป็นอย่างไรเล่า ข้าอุตส่าห์ได้ย้อนเวลากลับมา แทนที่เจ้าจะอยู่ที่ชายแดนดีๆ กลับมาหายตัวไปเสียได้ ข้าจะถือว่าเจ้าโกหกข้า!

    'ขอบคุณ...'

    ขอบคุณอะไร เลิกขอบคุณในหัวข้าเสียที ข้าทำอะไรให้เจ้าได้รึ ช่วยเจ้าก็ไม่ได้ หาเจ้าก็ยังไม่เจอ โกหกแล้วมาขอบคุณ เจ้ามันย้อนแย้งยิ่งนัก!

    'ขอ...'

    กร๊อบ!!

    เสียงเครื่องกระเบื้องโดนบดขยี้ดังแทรกโสตประสาท ตัดขาดน้ำเสียงแผ่วหวานในห้วงคะนึงให้เงียบหายไป ก่อนจะแทรกด้วยเสียงห้าวอันร้อนรนของชายอีกคน

    "นายท่าน!"

     ________________________________________
    [1] องค์หญิงต้าจ่าง เป็นตำแหน่งองค์หญิงขั้นหนึ่งที่จักรพรรดิแต่งตั้งให้กับป้าหรืออาผู้หญิง
    [2] ท่านหญิงในที่นี้ หมายถึง 'จวิ้นจู่' เป็นองค์หญิงขั้นสอง เป็นรองจากกงจู่ ปกติมักแต่งตั้งให้ผู้สืบสายเลือดขององค์หญิงขั้นหนึ่งและผู้มีบรรดาศักดิ์ชินอ๋อง
    [3] หลี่ เป็นหน่วยวัดระยะทางจีนโบราณ เทียบสากลประมาณ 500 เมตร
    [4] หมวกเขียว หมายถึง ภรรยามีชู้/นอกใจเป็นอื่น
    [5] ปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง เป็นสัตว์มงคลในด้านความเพียรพยายาม ตามตำนานจีนกล่าวว่า มีปลาชนิดนี้ว่ายทวนแม่น้ำหวงเหอไปถึงประตูมังกรและกระโดดข้ามไปได้ ทำให้กลายเป็นมังกรในที่สุด
    ________

    สนทนาท้ายตอน
    พั่งพั่ง - เวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน ชะตากรรมก็เปลี่ยน เรื่องปกตินะหมา