หยูจินเซียงถูกพาเดินผ่านแนวป่าหนาทึบแต่มีการสร้างทางเดินด้วยแผ่นหินกว้างพอสมควร เพื่อเข้าไปในส่วนลึกของป่า ทำให้การเดินทางไม่ได้ยากลำบากเท่าใดนัก
ผ่านแนวต้นไม้ใหญ่ที่ดูคล้ายเป็ม่านบังตาชั้นดี ด้านหน้าของนางเป็ประตูเรือนขนาดใหญ่ที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้แมกไม้ มองจากภายนอกไม่อาจเห็นตัวเรือนชั้นเดียวที่กว้างขวางแห่งนี้ได้เลยแม้แต่น้อย
พื้นที่นี้นางรู้ว่าเป็อาณาเขตของฉินอ๋อง และดูเหมือนว่ามีน้อยคนนักจะล่วงรู้ว่าภายในป่ายังมีเรือนหลังใหญ่ของฉินอ๋องถูกปลูกสร้างอยู่ด้านใน สถานที่แห่งนี้ดูคล้ายจะปกปิด แต่ก็ไม่ได้มีการตรวจตราเวรยามที่เข้มงวดอันใด ดูเหมือนว่าฉินอ๋องคงจะใช้ที่นี่เป็เสมือนบ้านพักตากอากาศส่วนตัวของเขาเสียมากกว่า
นางถูกขันทีพาไปส่งตัวให้กับนางกำนัลและถูกเปลี่ยนเครื่องแต่งกายให้สะอาดพร้อมกับหวีผมที่หลุดลุ่ยให้เรียบร้อย ก่อนนางกำนัลเ่าั้จะนำทางไปอีกสถานที่หนึ่งภายในเขตเรือนลับของฉินอ๋อง
บริเวณลานกว้างที่ปูด้วยอิฐและหิน ตำแหน่งหนึ่งที่คล้ายว่าจะทำเป็เวทียกสูงขึ้นจากพื้นเล็กน้อย ปรากฏร่างของฉินอ๋องนั่งอยู่ที่เก้าอี้มีองครักษ์ยืนรายล้อมอยู่ด้านหลังอีกนับสิบคน
ข้างกายฉินอ๋อง มีเกี้ยวหามขนาดใหญ่ซึ่งจัดให้เป็เตียงนอนมีม่านมุ้งสีขาวโปร่งบางคลุมเอาไว้ ภายในมองเห็นได้ชัดเจนว่ามีบุรุษคนหนึ่งกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงนั้น แต่ไม่อาจมองเห็นหน้าตาของคนที่อยู่ภายในได้ชัดเจน
เสียงไอเป็ระยะจากคนที่อยู่ภายในเกี้ยว บ่งบอกว่าคนผู้นั้นกำลังป่วย และแน่นอนว่าตำแหน่งยศของบุรุษบนเตียงย่อมไม่ด้อยไปกว่าฉินอ๋องซึ่งนั่งอยู่ในระดับเดียวกัน
จุดที่ต่ำลงมาเล็กน้อย ปรากฏร่างของสตรี 5 คน แต่ละคนมีดอกทิวลิปสีม่วงอยู่ในมือเช่นเดียวกับหยูจินเซียงนั่งรอกันอยู่ด้วยความสงบอยู่ก่อนแล้ว
‘หูอี้เหลียน!’ หยูจินเซียงตกตะลึงไปเล็กน้อย เมื่อเห็นสายตาไม่เป็มิตรจากสตรีชุดขาวหนึ่งใน 5 ของสตรีผู้มาถึงก่อน แต่นางก็น้อมคำนับสองคนเบื้องบนเวทีอย่างรู้ความก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ตัวสุดท้ายที่เหลือ
“ปล่อยให้เสด็จพี่ต้องรอนานแล้ว ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ ประเดี๋ยวข้าจะลงโทษขันทีเ่าั้ด้วยตนเอง” ฉินอ๋องปรายตามองหยูจินเซียงเล็กน้อย ไม่ได้เอ่ยถึงเื่ที่ตนเองก็มาช้าด้วยสักประโยค
คำกล่าวของฉินอ๋องทำให้หยูจินเซียงต้องหลุบตาคิดไปชั่วครู่ นางได้ยินจากขันทีว่าฉินอ๋องเป็โอรสองค์โตของฮ่องเต้สือเซิ่นจิ้ง แล้วเหตุใดยังมีเสด็จพี่ที่ป่วยอยู่เคียงข้างอีกคนได้เล่า?
หญิงสาวได้แต่เก็บคำถามเอาไว้ในใจ ออกจากที่นี่นางคิดจะกลับไปถามเอาจากท่านพ่อท่านแม่ของนางภายหลัง
“ไม่เป็ไร ข้าก็แค่นอนอยู่นิ่งๆ ที่นี่ ไม่ได้เหน็ดเหนื่อยอันใดเสียหน่อย เ้าไม่ต้องไปลงโทษพวกเขาหรอก เริ่มกันเลยเถิด” เสียงแหบแห้งของคนบนเตียงห้ามปรามการกระทำของฉินอ๋องเอาไว้
แม้เสียงของบุรุษบนเตียงจะดูเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าและแหบแห้ง แต่หยูจินเซียงก็มั่นใจว่าเขาไม่ใช่ชายชรา ฉินอ๋องน่าจะอายุราว 21-22 ปี เขาเรียกบุรุษในเกี้ยวว่าเสด็จพี่ อย่างมากก็ไม่น่าจะเกิน 25 ปีกระมัง
สตรีทั้งหกคนรวมทั้งหยูจินเซียงหันมองหน้ากันไปมาด้วยความสับสน ดูเหมือนว่าพวกนางแต่ละคนก็ไม่ได้ล่วงรู้ถึงภารกิจแปลกประหลาดในครั้งนี้ด้วย
“ดอกไม้ที่คุณหนูทั้งหกกำลังถืออยู่นี้เป็ของเว่ยอ๋อง ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกในลำดับต่อไปสามคนจะได้เข้าไปอยู่ในจวนท่านอ๋องเป็เวลา 1 ปี จากนั้นจึงจะมีการอภิเษกแต่งตั้งให้เป็ชายา ขอให้คุณหนูทุกคนแสดงความสามารถกันให้เต็มที่” ขันทีชราเดินมาหยุดตรงหน้าหญิงสาวทั้ง 6 คน แล้วบอกความลับในครั้งนี้ให้พวกนางได้รู้
หญิงสาวห้าคนไม่นับรวมหยูจินเซียงต่างมีท่าทางตื่นเต้นดีใจกันยกใหญ่กับวาสนาที่ไม่คิดไม่ฝัน สามคนจะได้เข้าไปอยู่ในจวนเว่ยอ๋อง หนึ่งในสามย่อมได้ตำแหน่งชายาเอก ตำแหน่งที่เกิดใหม่อีกสิบชาติพวกนางก็ไม่เคยคิดว่าจะเป็ของพวกนาง
ส่วนหยูจินเซียงผู้อยากหลีกหนีให้ห่างจากเื่ราวสลับซับซ้อน นางถึงกับหน้าซีดเผือดก้มหน้าครุ่นคิดอย่างลำบากใจ และกิริยาเหล่านี้ของพวกนาง สือเซียวฉินและสือิเว่ยต่างก็จดจำเอาไว้ได้ทั้งหมด
การแสดงความสามารถแรกเป็การวาดภาพ นางกำนัลส่งกระดาษขาวสีและพู่กันมาให้หญิงสาวแต่ละคนครบชุด
หยูจินเซียงเริ่มลงมือช้ากว่าผู้อื่นอยู่เล็กน้อยด้วยความลังเลใจ นางมีโอกาสได้ฝึกฝนศิลปะหลายแขนง ั้แ่อาศัยอยู่ในจวนสกุลหยูและสกุลเวย เื่การวาดภาพบรรเลงดนตรีนางล้วนทำได้ทั้งหมด แม้จะไม่ได้ดีเลิศแต่ก็ไม่น้อยหน้าผู้ใด
แต่ที่นางกำลังคิดอยู่ในใจก็คือ นางอยากจะเป็ผู้ชนะจริงหรือไม่ นางจะปล่อยให้ตัวเองไม่ผ่านหรือจะทำเต็มที่เพื่อเข้าไปอยูในจวนอ๋อง
ทางหนึ่งคือนางจะมีเื้ัที่มีพลังอำนาจมากขึ้นและอาจหาทางปกป้องตัวเองได้มากกว่าเดิม ส่วนอีกทางคือนางกำลังเล่นกับไฟ เมื่อก้าวเข้าไปแล้วก็ไม่อาจถอยกลับออกมาได้ง่าย
‘ทำใจดีๆ ไว้จินเซียงนี่เป็หัวใจดวงที่สี่ของเธอนะ ครั้งก่อนนางอสรพิษหูอี้เหลียนไม่ได้เลือกคู่ แต่ครั้งนี้นางกลับเลือก ซ้ำยังเป็ดอกไม้ชนิดพิเศษเป็ไปได้ว่าจะมีสิ่งใดแอบแฝงอยู่ ถ้าเธอระมัดระวังตัวหาโอกาสทำความเข้าใจกับเหตุการณ์รอบตัวได้ หัวใจดวงที่ห้าดวงสุดท้ายของเธออาจจะสมหวังสงบสุขก็ได้’ หยูจินเซียงยืนยันการตัดสินใจฮึดสู้ของตัวเองในใจ
วาดภาพ บรรเลงเพลงพิณและการคำนวณตัวเลข สตรีทั้ง 6 คนต่างก็มีทักษะที่โดดเด่นต่างกันไป ผลัดกันเป็ผู้ชนะอันดับหนึ่ง ส่วนหยูจินเซียงนางทำได้เพียงอยู่ในระดับกลางๆ ไม่โดดเด่น แต่ก็ไม่อ่อนด้อยจนรั้งท้าย
ลำดับต่อมาเป็การขี่ม้าและยิงธนู หญิงสาวทั้ง 6 เป็บุตรีในตระกูลขุนนางอยู่แล้วพวกนางอย่างไรก็เคยได้รับการฝึกฝนเื่การขี่ม้าและยิงธนูเพื่อการล่าสัตว์กันทั้งสิ้น
“เื่ขี่ม้ายิงธนู พวกเราคงไม่อาจทัดเทียมแม่นางหูได้ ลงแข่งขันไปก็เสียงอันตรายเปล่าๆ หม่อมฉันขอยอมแพ้ได้หรือไม่เพคะท่านอ๋อง”
สองในหกคนขอยอมแพ้ั้แ่ยังไม่เริ่มการแข่งขัน การขี่ม้าและยิงธนูไปพร้อมกันยากเกินไปสำหรับพวกนางที่ทำได้เพียงบังคับม้าให้วิ่งเหยาะๆ หรือยืนยิงเป้านิ่งอยู่กับพื้นดิน หากต้องปล่อยบังเหียนขณะขี่ม้าแล้วยิงธนูไปด้วย พวกนางไม่ตกจากหลังม้าก็แปลกแล้ว
ฉินอ๋องเป็ผู้พยักหน้าให้กับคำขอร้องของสตรีทั้งสองคน ทำให้สตรีอีกสองคนก้าวถอยหลังกลับเป็สัญญาณว่าพวกนางก็ขอไม่เข้าร่วมการแข่งขันรายการนี้ด้วย จึงเหลือหูอี้เหลียนกับหยูจินเซียงที่ยังคงยืนอยู่เบื้องหน้า
“คุณหนูหยู การขี่ม้าและยิงธนูมีอันตรายพอสมควร หากท่านไม่สามารถเข้าแข่งขันได้ ผลการแข่งขันนี้ก็จะยกให้คุณหนูหูเป็ผู้ชนะ” ขันทีชราเอ่ยเตือนหยูจินเซียงด้วยคิดว่านางอาจจะไม่เข้าใจสถานการณ์
“ข้าเข้าใจดี และข้าคิดว่าข้าจะลองดูเ้าค่ะ”
ให้ตายเถอะ นางเป็สะใภ้จวนแม่ทัพเวยมาเกือบปีเชียวนะ!
แม้จะฝึกซ้อมมาน้อยกว่าหูอี้เหลียน แต่นางก็อยากแสดงให้สตรีผู้นั้นเห็นบ้างว่านางไม่ใช่ลูกพลับนิ่มที่จะบีบเล่นเมื่อใดก็ได้ หากนางผ่านการคัดเลือกเป็หนึ่งในสามของชายาเว่ยอ๋องอย่างไรนางก็อาจต้องเผชิญหน้ากับนางอสรพิษความสามารถรอบด้านผู้นี้
สือเซียวฉินหรี่ตามองร่างเล็กที่ไม่มีท่าทางหวาดกลัวแต่อย่างใดด้วยความอยากรู้ สกุลหยูไม่ใช่สกุลทางทหาร ลานฝึกขี่ม้าและยิงธนูในจวนไม่มี หากหยูจินเซียงจะฝึกฝนก็ต้องมาใช้คอกม้าและสนามภายนอก
แต่หยูจินเซียงผู้ไม่เคยออกจากจวนมาเป็เวลา 11 ปี จะฝึกฝนมันอย่างลับๆ ได้อย่างไรกัน เขาเบนสายตาแอบมองปฏิกิริยาของเว่ยอ๋อง แต่เห็นอีกฝ่ายยังคงนั่งเอนตัวมองดูเหตุการณ์อย่างไร้อารมณ์ไม่พบสิ่งผิดปกติใด ก็ได้แต่ดึงสายตากลับไปที่หยูจินเซียงอีกครั้ง