การแข่งประชันเรียกความสนใจจากคนทั้งโรงเตี๊ยมให้มามุงดูและส่งเสียงสนับสนุนทั้งสองฝ่ายด้วยความสนุกสนาน ตาแรกเฉิงอี้เป็ฝ่ายได้ชัยชนะ แต่เซียวซีขอให้เขาแกล้งปราชัยในคราวที่สองและไม่ต้องแข่งรอบตัดสิน ทั้งยังนึกสนุกถึงขนาดจ่ายไปหลายตำลึงเพื่อเลี้ยงสุราให้กับทุกคนคน ทั้งที่ไม่จำเป็จะต้องทำ
หลังจากที่ทุกคนเมาไม่ต่างจากในงานเลี้ยงพระราชทานของฮ่องเต้ ทั้งสองก็พากันเดินออกมาจากโรงเตี๊ยม ค่ำแล้ว อีกไม่นานการหายตัวอย่างลึกลับในครั้งนี้จะถูกค้นพบ คนแรกคือจื่อเว่ยที่หูตาไวและรับรู้ถึงความผิดปกติได้ก่อนใคร แม้เซียวซีจะมีลูกล่อลูกชนและเ้าเล่ห์เพทุบายเพียงใด แต่อาจเป็เพราะขันทีผู้นี้อยู่รับใช้มานาน จึงตามทุกกลเม็ดขององค์ชายทันหมด แม้จะเป็การโกหกที่แเีที่สุดก็ตาม
“อีกประเดี๋ยวดวงจันทร์ก็จะอวดโฉมในน้ำแล้ว”
“ดวงจันทร์ก็ต้องอวดโฉมบนท้องฟ้าสิ จะอยู่ในน้ำได้อย่างไร” เซียวซีค้าน
“เหตุใดจึงจะอยู่ไม่ได้ ก็มันสะท้อนผืนน้ำอย่างไรเล่า เ้าเป็คนชวนข้าไปชมจันทร์บนสะพานเอง ลืมหรือ”
“ยืนชมจันทร์บนท้องฟ้า มิได้ชมจันทร์ที่ท้องน้ำ เห็นจะมีแต่ท่านนั่นแหละที่คิดอะไรเช่นนี้”
“ดวงจันทร์บนท้องน้ำก็งามไม่แพ้กัน เชื่อสิ” เฉิงอี้ยืนยันเสียงแข็งอย่างไม่ยอมแพ้
“คงมิได้ขึ้นอยู่กับว่าชมจันทร์ที่ใด หากแต่ชมกับใครต่างหาก” เซียวซีย้อน
ท่านอ๋องไม่มีอะไรจะเถียง แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่ใช่คนเ้าบทเ้ากลอน ซ้ำยังพ่ายแพ้ให้กับรอยยิ้มทะเล้นตรงมุมปากของคนพูด จึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาเดินตามไปจนถึงสะพาน
เมื่อเห็นบุรุษแต่งตัวดีท่าทางเป็คนชนชั้นสูงเดินขึ้นมา ชาวบ้านหลายคนก็พากันหลบเลี่ยง ปล่อยให้ทั้งสองยืนเคียงข้างกันเงียบ ๆ จะมีก็แต่เด็ก ๆ ที่วิ่งไล่จับกันด้วยความสนุกสนานทั้งที่มืดค่ำมากแล้วก็ไม่ยอมกลับบ้าน เฉิงอี้แหงนหน้ามองดวงจันทร์กลมโตสีเหลืองนวล ก่อนจะก้มมองเงาสะท้อนเป็คลื่นเล็ก ๆ บนผิวน้ำด้วยความพึงพอใจ
“พระจันทร์ไม่รู้จักทุกข์ร้อนใจแต่อย่างใด น่าอิจฉาดีแท้”
“เหตุใดพระจันทร์จะไม่รู้จักทุกข์ร้อน หากพระอาทิตย์ไม่โผล่หน้าออกมา นางก็คงจะทุกข์ใจมากที่ต้องทำหน้าที่อยู่ผู้เดียวทั้งวันทั้งคืน”
เฉิงอี้หัวเราะในลำคอ เหลือบตามองคนพูดแล้วส่ายศีรษะ “เหมือนตอนเด็ก ๆ ที่ข้าไม่โผล่ไปช่วยเ้าตักน้ำเวลาอาจารย์ใช้น่ะ เ้าคิดเช่นนี้หรือเปล่า”
“ก็ใช่น่ะสิ แถมเรายังเล่นซนจนโดนทำโทษบ่อย ๆ แต่ข้าคือคนที่โดนมากกว่าเสมออย่างไม่ยุติธรรมเลยด้วย”
“นั่นเพราะอาจารย์รู้ว่าเ้ามันตัวตั้งตัวตีในการสร้างเื่ ไม่ใช่ข้า อาจารย์จึงลงโทษเ้ามากกว่าต่างหาก เื่บางเื่ข้าไม่ผิด เ้าก็โยนความผิดให้อีกต่างหาก”
“เฮอะ นี่ชมจันทร์กันอยู่ดี ๆ กลายมาเป็เื่ที่ข้านิสัยไม่ดีได้อย่างไร” เซียวซีทำหน้ามุ่ย
“ยอมรับแล้วสิว่าเ้านิสัยไม่ดี”
“โธ่เอ๊ย ไม่ต้องชมมันแล้วจันทร์ มาชมการต่อสู้สักหน่อยเป็ไร” ชายหนุ่มแสร้งทำท่าขึงขัง ยกมือถกแขนเสื้อยาวรุ่ยร่ายของตัวเอง
เฉิงอี้หัวเราะร่วน ยอมสงบปากสงบคำอยู่พักหนึ่ง กระทั่งก้อนเมฆเคลื่อนเข้าบดบังพระจันทร์จนแสงหดหายเหลือเพียงปลายริ้วสีอ่อนตรงขอบเมฆและดูท่าจะไม่โผล่ออกมาอีกง่าย ๆ ทั้งสองจึงเดินกลับตามทางลัดทางเดิมโดยไม่ถูกจับได้ กระทั่งมาถึงหน้าตำหนักของเซียวซี ทว่ายังไม่ทันจะได้แอบเข้าไปข้างใน จื่อเว่ยก็โผล่มาทางด้านหลัง
“องค์ชาย ไหนบอกว่าเจ็บแผลมากและอยากพักผ่อน เหตุไฉนจึงไม่อยู่ในห้องล่ะพ่ะย่ะค่ะ” ถามพลางเหลือบตาไปมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้าง ๆ “โอ้ คารวะท่านอ๋อง”
“องค์ชายเพิ่งนึกเื่พวกฏได้จึงเร่งไปบอกข้า ก่อนกลับเกิดเจ็บแผลขึ้นมา ข้าจึงต้องมาส่งถึงตำหนัก เื่มันก็มีเท่านี้แหละ”