เกิดใหม่อีกครั้ง สู่ช่วงวันวานแสนมั่งคั่งในยุค 70 [จบ]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 100 ซ้อนแผน

            เจิ้งหยวนหิ้วตะกร้าอาหารเดินลงมายังห้องพักผู้ป่วยที่เจิ้งเทียนหมิงรักษาตัวอยู่ เฝิงหมิงเยว่เองก็อยู่ด้วย แต่เธอต้องรีบกลับไปทำงานที่กลุ่มเย็บปักหลังกินข้าวเสร็จ เธอบอกว่าต้องรีบคืนเงินค่าสินสอดของเจิ้งหยวนให้เร็วที่สุด จะพยายามหาเงินเพิ่มเท่าที่จะหาได้ แม้เจิ้งหยวนจะบอกว่าไม่เป็นไรก็ตามที

            เจิ้งหยวนหยิบอาหารออกมาให้พวกเขาแล้วยื่นตะเกียบให้ก่อนเอ่ยถามพี่สะใภ้ “สองวันนี้เจิ้งเทียนหู่มาหาพี่อีกไหม?”

            เฝิงหมิงเยว่รับตะเกียบไป สีหน้าดูไม่สู้ดีนัก “มาหา”

            ครั้นได้ยินคำตอบ แววตาคนฟังพลันทอประกายปลาบช่วงนี้เจิ้งหยวนถามเฝิงหมิงเยว่แบบนี้ทุกครั้งเมื่อพบหน้ากันเพราะตามแผนการที่วางไว้ก่อนหน้าคือต้องรอเจิ้งเทียนหู่มาหาถึงที่

            ทว่าเจิ้งเทียนหมิงกลับขมวดคิ้วสายตาที่มองมายังเฝิงหมิงเยว่ฉายชัดถึงความกังวล

            เฝิงหมิงเยว่เลียริมฝีปากแห้งผากของตนเองเธอเหลือบมองสามีแล้วเอ่ยกับเจิ้งหยวนต่อ “เหมือนกับที่เธอบอกไว้เขาได้ยินว่าเทียนหมิงผ่าตัดเสร็จแล้วก็มาหาฉันด้วยความโมโหฉันบอกเขาว่าต่อไปเทียนหมิงยังต้องนอนโรงพยาบาลอีกนาน แถมยังต้องการเงินมากมาซื้อยา”

            เจิ้งหยวนพยักหน้ารับรู้ ทั้งหมดนี้เธอเป็นคนวางแผนเองคนอย่างเจิ้งเทียนหู่เพื่อเอาเปรียบพี่สะใภ้ถึงขั้นทำร้ายพี่ชายเธอจนขาเจ็บไม่มีทางวางมือง่ายๆ แน่นอน เจิ้งหยวนกลัวว่า เมื่อเขาขู่ครั้งแรกไม่บรรลุเป้าหมายแล้วเจิ้งเทียนหมิงยังฝืนหาค่าผ่าตัดมาได้ ซึ่งทำให้โอกาสสำเร็จในอนาคตของแผนชั่วเขาลดน้อยลงเขาจะเหมือนหมาจนตรอกที่กระเสือกกระสน ยอมทำทุกวิถีทางโดยไม่สนศีลธรรมเอาเลยให้เฝิงหมิงเยว่อ่อนข้อขอความเห็นใจเล่าอาการบาดเจ็บของเจิ้งเทียนหมิงให้เกินจริงจนเขาหลงละเลิงว่ายังมีโอกาสจะได้ไม่แตะต้องพี่สะใภ้เธอง่ายๆ

            เฝิงหมิงเยว่ว่าต่อ“ฉันขอให้เขาเห็นแก่ความเป็นครอบครัวเดียวกันให้ฉันยืมเงิน เขา.... เขาก็ยัง…”เธอก้มหน้า สีหน้าเก้อกระดากยามกล่าวถึงเรื่องราวอันแสนเจ็บใจ“เขาก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมาอีก… ฉันบอก... ฉันบอกว่าฉันจะลองพิจารณาดูอีกที”

            ความจริงคำพูดของเจิ้งเทียนหู่ตอนนั้นระคายหูมากเขาจ้องเธอด้วยแววตาหื่นกระหายและบอกว่า “ในเมื่อเป็นครอบครัวเดียวกันพี่สะใภ้หลับนอนกับพี่ชายฉัน มานอนกับฉันก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ? อย่างไรเสีย ไอ้ตัวน้อยที่คลอดออกมาก็แซ่เจิ้งอยู่ดี อีกอย่างต่อไปถ้าขาเทียนหมิงพิการ เขาจะบำรุงบำเรอเธอได้เหรอ! ฉันยังดีกว่าคนพิการนั่นตั้งเยอะ ไม่เหมือนกันหรอกนะ!”

            น่าโมโหเสียจนเฝิงหมิงเยว่แทบจะสาดผงพริกที่เจิ้งหยวนให้มาใส่หน้าเขา

            “ไอ้สารเลว!” เจิ้งเทียนหมิงโกรธจนตัวสั่น เขาเผลอตบหน้าขาตัวเองฉาดใหญ่ ไม่ระวังดันโดนแผลเข้าจนสูดปากเบาๆ ด้วยความเจ็บ พอดีขึ้นมาหน่อยถึงตะคอกใส่เจิ้งหยวนด้วยสีหน้าเจ็บแค้น “ดูแกสิ คิดอะไรไม่เข้าท่าเลย!”

            “ความคิดฉันมันทำไม!” เจิ้งหยวนจ้องพี่ชายเธอ “หากไม่ทำแบบนี้ พี่สะใภ้อาจจะเจอแผนชั่วช้าของเจิ้งเทียนหู่เข้าไปแล้ว! พี่คิดจะให้พี่สะใภ้ฉันอยู่ในบ้านไม่ออกไปไหนตลอดจนขาพี่หายดีเลยหรือไง?”

            แผนการของเจิ้งหยวนง่ายดายมากคือทำให้เจิ้งเทียนหู่ตายใจก่อนแล้วค่อยซ้อนแผนตลบหลังจนเขาติดคุกเป็นการดีที่สุดเช่นนี้พี่สะใภ้ใหญ่จะได้ไม่ต้องกังวลว่าเขามาตามเฝ้าตอแหยหรือกลัวเขาพูดจาลามปามอีก แต่เรื่องนี้จัดการยาก หากฟ้องร้องเขาข้อหาขืนใจงั้นเขาขืนใจใครล่ะ? ต้องหาเหยื่อมาสักคนอยู่แล้ว ซึ่งพี่สะใภ้เธอทำไม่ได้ และเธอก็หาเด็กสาวบริสุทธิ์มารับเคราะห์ตามอำเภอใจไม่ได้เช่นกัน เดิมทีเธอคิดจะลงสนามเอง แล้วร้องให้คนในกองจับโจรมักมากในราคะ อย่างไรเสีย เธอก็แซ่เจิ้ง เจิ้งเทียนหู่คือลูกพี่ลูกน้องเธอ และไม่ได้มีอะไรกันจริงๆ ขอเพียงพิสูจน์ว่าเขามีความผิดฐานเจตนาทำมิดีมิร้าย ก็สามารถส่งเขาเข้าสถานีตำรวจได้ แต่พอมานึกดู ชื่อเสียงเธอตอนนี้ไม่ดีอยู่แล้ว เรื่องหลินเสี่ยวหยางก่อนหน้ายังไม่รู้ว่าจบไปแล้วหรือเปล่า การลงทุนใช้ตัวเองเป็นนางเอกข่าวฉาวจึงไม่ใช่ความคิดที่เข้าท่านัก

            ข้อหาข่มขืนตั้งยากแต่ถ้าใช้มันสอนบทเรียนไม่มีวันลืมชั่วชีวิตให้แก่เจิ้งเทียนหู่คนสารเลวได้ก็พอใจแล้ว

            เจิ้งหยวนครุ่นคิด ก่อนเอ่ยกับเฝิงหมิงเยว่“เขาต้องมาหาพี่ในอีกสองวันแน่ พี่ก็นัดเวลา นัดสถานที่กับเขานะ” เธอหยุดคิดสักพัก“ฉันจำได้ว่าท้ายหมู่บ้านตรงตีนเขามีกระท่อมมุงหญ้าที่ถูกทิ้งร้างอยู่หลังหนึ่งใช่ไหมที่ว่ากันว่าผีดุน่ะค่ะ?”

            เจิ้งเทียนหมิงหน้าดำทะมึนฉับพลัน เขาตะโกนถามเจิ้งหยวนเสียงดุ“แกคิดจะทำอะไร!”

            เฝิงหมิงเยว่เริ่มเครียดเหมือนกัน เธอเอ่ยตะกุกตะกัก “หยะ...หยวนหยวน เธอจะทำอะไรงั้นเหรอ?”

            เจิ้งหยวนยิ้มเยาะ ดวงตาแฝงนัยลึกล้ำ “พี่ พี่วางใจเถอะฉันไม่มีทางให้เจ้าลูกเต่านั่นเอาเปรียบพี่สะใภ้ได้แม้แต่นิดเดียวฉันจะให้บทเรียนไม่รู้ลืมแก่เขา”

            กองหยางหลิวเรียกอีกอย่างว่าหมู่บ้านหยางหลิวมีภูเขาชื่อชิงซานอยู่ท้ายหมู่บ้าน บนเขามีก้อนหินเยอะ ดินน้อยไม่มีต้นไม้อะไรขึ้น มีแต่วัชพืชขึ้นเป็นหย่อมๆ ปกติพวกเด็กๆในหมู่บ้านมักจะไปตัดหญ้าเลี้ยงหมูกันที่นั่น แต่พอตกกลางคืนจะไม่มีใครเลยเนื่องจากพื้นที่แถวนั้นติดภูเขา ไม่สะดวกแก่การอยู่อาศัยและไม่เหมาะจะขุดบ่อน้ำใช้น้ำทีเลยต้องวิ่งไปตักเสียไกล จึงไม่มีผู้คนมาอาศัยแถวนี้กระท่อมมุงหญ้าสร้างเสร็จตั้งนานแล้ว แต่เพราะไม่มีคนอยู่อาศัยด้วยเหตุผลดังกล่าวสภาพเลยโทรมอย่างยิ่ง แถมไม่กันฝน นอกจากนี้ ในบรรดาชาวบ้านยังมีเรื่องเล่าขานด้วยว่าที่นี่มีผีซึ่งความจริงก็เพื่อขู่เด็กๆ ไม่ให้พวกเขาเข้าไปเล่นนั่นแหละกอปรกับฮวงจุ้ยที่ไม่เป็นมงคล ว่ากันว่าอัปมงคลไม่ใช่เพราะเคยมีคนตายบ้านที่มีคนตายมีอยู่ถมเถ แต่ไม่ใช่ทุกหลังจะโดนตราหน้าว่าอัปมงคลสักหน่อยมันอัปมงคลเพราะคนที่ตายในนั้นโชคร้ายต่างหาก

            ว่ากันว่าข้างในมีสะใภ้สาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งอาศัยอยู่สะใภ้สาวเคยเป็นอนุให้กับพ่อค้าร่ำรวย แต่หลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่สามประการ[1] ฐานะของเธอกระอักกระอ่วนเลยโดนพ่อค้าไล่ออกจากบ้านเธอไร้ที่ไป จึงกลับมายังบ้านเกิดสะใภ้สาวโดนผู้คนมองเป็นกากเดนที่เหลืออยู่ของสังคมศักดินายุคเก่าคนในครอบครัวแทบจะขีดเส้นแบ่งกับเธอ หัวหน้าหมู่บ้านสมัยนั้นสงสารเลยให้ที่อยู่กับเธอ ชีวิตแม่หม้ายมักดึงดูดความสนใจของผู้คนมากมายสตรีหน้าตางดงามอย่างเธอก็ไม่ต่างกันนักไม่นานข่าวลือเลวร้ายเรื่องเธอกับผู้ชายหลายๆ คนก็แพร่สะพัดไปทั่วบุรุษต่างอยากครอบครองเธอ ส่วนสตรีกันเองกลับประณามด่าทอจนสุดท้ายเธอน่าจะอยู่ต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ จึงใช้เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งมัดเป็นเชือกยาวแขวนไว้บนคานแล้วผูกคอจบชีวิตตัวเอง

            คนตายไปแล้ว แต่ผู้หญิงในหมู่บ้านกลับไม่เห็นใจเธอนักบอกว่าเธอสมควรโดนแล้ว ส่วนผู้ชายบางคนแม้รู้สึกเสียดายอยู่บ้างแต่ไม่มีใครกล้าปริปาก สรุปคือไม่มีใครอยากเกี่ยวข้องกับผู้หญิงคนนี้อีก

            ตอนเจิ้งหยวนจำความได้สตรีคนนั้นก็ตายไปนานแล้ว เธอไม่เคยพบหน้าแต่เคยไปกระท่อมหลังนั้นมาก่อนครานั้นเธอเป็นเด็กสาวที่มีความอยากรู้อยากเห็นเต็มเปี่ยมและค้นพบว่าในบ้านไม่มีผีสางอะไร เหมือนเคยมีแค่สตรีคนหนึ่งอาศัยอยู่เท่านั้นเลยกลับบ้านไปถามคุณแม่ เฉินชุ่ยอวิ๋นไม่ได้บอกเธอเรื่องนี้เธอตอนนั้นยังเด็กเกินไป ทว่าเธอแอบได้ยินเฉินชุ่ยอวิ๋นคุยกับเจิ้งเฉวียนกังทีหลังน่าจะเกิดจากการที่เธอถามขึ้นมากะทันหัน

            เฉินชุ่ยอวิ๋นบอกว่าเธอคนนั้นเป็นผู้หญิงน่าสงสารเดิมถูกคนที่บ้านส่งให้ไปเป็นอนุน้อยของพ่อค้ามั่งคั่งทั้งที่เธอหมั้นหมายไว้แล้วแถมยังมีว่าที่สามี แต่กลับเปลี่ยนใจครอบครัวไม่ได้ชีวิตเลยพังไม่เป็นท่า

            เจิ้งหยวนสมัยนั้นยังเคยคิดว่าเธอกับอนุน้อยช่างมีชะตากรรมอาภัพเหมือนกันจริงๆโดนพ่อแม่ยกให้คนอื่นหมดเธอจึงเคยร้องไห้สะอึกสะอื้นเพื่ออนุผู้น่าสงสารอยู่ครั้งหนึ่ง

            มานึกตอนนี้ ตัวเองวัยเด็กก็น่ารักโก๊ะๆ อยู่เหมือนกัน

             

            เชิงอรรถ

            [1] การเปลี่ยนแปลงใหญ่สามประการ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมนิยมของการเกษตรกรรมหัตถกรรมและอุตสาหกรรมพาณิชย์ที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนหลังก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1953 นับแต่นั้นมาก็เป็นขั้นแรกของการเข้าสู่ลัทธิสังคมนิยม

             

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่อีกครั้ง สู่ช่วงวันวานแสนมั่งคั่งในยุค 70 [จบ] ที่คุณอ่าน