ค่ายกองธงเขียว
"จะกล่าวว่านางไม่ได้มีดวงตาสีฟ้าก็ไม่ได้ มีคนมากมายรวมทั้งท่านหมอที่ยืนยันว่าได้เห็นดวงตาสีฟ้านั้นชัดแจ้ง แต่ตัวนางก็ไม่สามารถอธิบายได้เช่นกันว่าเหตุใดดวงตาของนางจึงได้เปลี่ยนมาเป็สีดำ เพราะนางสูญเสียความทรงจำไป" เจียงเป่าเฉียงกล่าวกับสหายิกวาน มหาอุปราชใหญ่แห่งแคว้นเทียนหลง
"จะมีเื่บังเอิญเช่นนั้นเข้าพอดีเลยเชียวหรือเป่าเฉียง ข้าว่านางต้องมีเื้ัที่ไม่ธรรมดาจึงสามารถคิดแผนหลอกลวงที่แยบยลออกมาได้ดีกว่าผู้อื่นก็เท่านั้น ข้าไม่รู้ว่านางทำดวงตาให้เป็สีฟ้าได้อย่างไร แต่การที่แสร้งทำเป็ความจำเสื่อมนั้นเท่ากับเป็การจงใจปกปิดตัวตนอยู่มิใช่หรือ"
"เื่นั้นข้าไม่รู้ แต่ตลอด 40 วันที่นางเริ่มทำงานพร้อมกับสตรีในหอจี้อิน นางไม่ได้วางท่าว่าตนเป็ธิดาเทพผู้สูงส่งแต่อย่างใด กลับยินยอมที่จะทำงานหนัก ช่วยเหลือผู้อื่นอย่างมีน้ำใจมาตลอด เวลานี้เสียงส่วนใหญ่จากแรงงานในเขื่อนเริ่มเชื่อมั่นในตัวแม่นางไร้แซ่ผู้นี้มากนักจนบางครั้งถึงกับมีการเฉลิมฉลองกันเล็กๆ ภายในที่พักชั่วคราวของแรงงาน แม้แต่ทหารในกองธงเขียวก็ยังจับกลุ่มพูดคุยถึงเื่นี้กันไม่หยุด"
"ฉลอง? พวกเขามีความเห็นกันเช่นไรบ้าง" ิกวานแทรกคำของเจียงเป่าเฉียงขึ้นมาทันควัน สิ่งใดที่ผลกระทบกระเทือนไปถึงเื่การสร้างเขื่อนเขาจะไม่ปล่อยผ่านไปโดยง่ายเป็แน่
"ย่อมเป็เื่ดีอยู่แล้วล่ะ การมาของนางทำให้ผู้คนมีจิตใจที่ผ่อนคลายลงไป แม้ว่าจะยังไม่มีการยืนยันว่านางเป็บุตรีแห่งสุ่ยซีจริงๆ แต่พวกเขาก็เต็มใจเชื่อไปแล้วถึง 7 ส่วน ทำให้ขวัญกำลังใจของทหารและแรงงานสร้างเขื่อนดียิ่งขึ้น"
"ดีหรือ? ข้าไม่คิดอย่างนั้นสักนิด!!" มหาอุปราชหนุ่มตบโต๊ะเสียงดังอย่างเกรี้ยวกราด
"ข้าจะไปที่เขื่อน เอาเสื้อผ้าของนางตามไปด้วย เรามาดูกันว่าบุตรีแห่งสุ่ยซีนั้นแข็งแกร่งเพียงใดเชียว!"
กล่าวจบิกวานก็ก้าวเท้ายาวสะบัดผ้าคลุมสีดำขลิบทองของตนไปด้วยโทสะเต็มอก ท่ามกลางความสับสนมึนงงของเจียงเป่าเฉียงผู้เป็สหายและผู้ใต้บังคับบัญชา
เจียงเป่าเฉียงรู้จักกับิกวานั้แ่วัยเยาว์ในฐานะพระสหายร่วมเรียนองค์ชาย 11 ตนเองมีอายุมากกว่าิกวานอยู่ 3 ปี แต่นับถือความคิดอ่านของิกวานมาั้แ่ยังเล็ก เด็กชายวัย 5 ขวบ เริ่มทดสอบลองใจสหายหลายคนโดยการให้องครักษ์ปิดหน้ามาลอบทำร้ายตนเอง 8 ใน 20 คนจากบรรดาบุตรชายขุนนางและตระกูลใหญ่ ออกมาปกป้องิกวานอย่างไม่คิดชีวิต รวมทั้งตัวของเจียงเป่าเฉียงด้วย
ั้แ่นั้นองค์ชาย 11 ก็ให้ความใส่ใจกับพระสหายทั้ง 8 คนมากเป็พิเศษ แม้กระทั่งยามที่ต้องย้ายไปพำนักอยู่กับเสด็จอาิซุนซีที่เมืองเกาเว่ย เขาก็ยังขอร้องให้ิซุนซีส่งคนไปสั่งสอนการต่อสู้ให้พระสหายทั้ง 8 ไม่ขาด จนกระทั่งองค์ชาย 11 พระชนมายุได้ 12 ปี จึงได้เรียกรวมตัวพระสหาย 8 คนเป็การส่วนพระองค์และเริ่มก่อตั้งกลุ่มกององครักษ์ลับั้แ่นั้นเป็ต้นมา
พระสหายทั้ง 8 ต่างก็ได้รับการอบรมสั่งสอนจนเป็บุรุษชั้นเลิศเข้ารับราชการขุนนางั้แ่อายุยังน้อย เวลานั้นเจียงเป่าเฉียงยังคิดเพียงว่าองค์ชาย 11 เตรียมสร้างฐานกำลังของตนเองไว้ั้แ่เนิ่นๆ เพียงเท่านั้นตนก็นับถือในความเฉลียวฉลาดรอบคอบขององค์ชาย 11 ยิ่งนักแล้ว
เมื่อิกวานอายุครบ 21 ปี เขาสั่งให้พระสหายทั้ง 8 ร่วมกับองครักษ์ที่ซุกซ่อนมายาวนาน ปิดบังใบหน้าจนมิดชิดแฝงตัวเข้าไปอยู่ในวังจัดการกับองครักษ์หลวง และลอบปลงพระชนม์จักรพรรดิิเทียนภายในค่ำคืนเดียว เื่นี้ิกวานไม่เคยหลุดปากพูดถึงแผนการล่วงหน้าออกมาแม้แต่ครึ่งคำ แม้จะใและแปลกใจแต่พระสหายและองครักษ์ผู้ภักดีทุกคนก็ไม่ได้ตั้งคำถาม พร้อมจะทำตามรับสั่งขององค์ชาย
สุดท้ายแล้วพระสหาย 7 คนได้รับการแต่งตั้งจากจักรพรรดิิซังเจี๋ยให้เข้าไปเป็ใหญ่ในกองธงทั้ง 7 เจียงเป่าเฉียงถูกแต่งตั้งเป็จางสื่อ ทำภารกิจเฉพาะเื่ถวายให้กับองค์จักรพรรดิ และิกวานเสนอให้เขามาควบคุมการสร้างเขื่อนที่เมืองไหว เพื่อจะได้อยู่ใกล้ชิดกับจวนมหาอุปราช
ิกวานก้าวผ่านชีวิตแต่ละ่วัยอย่างรอบคอบและมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าเสมอ แต่น้อยนักที่ชายหนุ่มจะปริปากปรึกษาผู้ใด ทุกการกระทำของิกวานมักจะสร้างความประหลาดใจให้ตนอยู่แล้ว และครั้งนี้ก็เช่นกัน เื่ของหญิงสาวไร้แซ่สมควรจะเป็เื่ดีงามที่สร้างขวัญกำลังใจให้พสกนิกร แต่เหตุใดมหาอุปราชหนุ่มจึงได้แปลงร่างเป็ยมทูตกวานได้รวดเร็วถึงเพียงนั้นกันนะ
..........
"หวู่!!!!! หวู่!!!!! หวู่!!!!!"
เสียงเป่าเขาสัตว์ดังขึ้นมาสามครั้ง เป็สัญญาณเรียกทหารที่เข้ามาควบคุมและทำงานสร้างเขื่อนให้กลับมารวมตัวกันบริเวณจุดศูนย์กลาง ที่นับเอาที่ว่างระหว่างหอจี้อินกับอาคารทางการทหารที่ล้อมรอบอยู่เป็จุดรวมตัวที่ทำกันเป็ประจำ ส่วนแรงงานชาวบ้าน หากไม่ได้เป็หัวหน้างานก็สามารถแยกย้ายกันไปพักผ่อนได้ หรือหาก้ามาร่วมฟังคำชี้แจงที่ศูนย์กลางก็สามารถทำได้โดยอิสระ
"์! วันนี้มีข่าวใหญ่อันใดส่งมาจากเมืองหลวงกันนะ พวกเราเลยได้โอกาสหยุดพักไปด้วยเลย" หญิงสาวในกลุ่มฝั่งตะวันออกส่งเสียงร้องดีใจอย่างออกนอกหน้า
"น้อยนักที่จะมีการเป่าเขาสัตว์เรียกรวมตัวเช่นนี้ ข้ามาอยู่ที่นี่หนึ่งปีเพิ่งได้ยินการเรียกรวมตัวเพียงสองครั้งเอง หากไม่มีเื่สำคัญก็จะไม่มีการเรียกคนกลับไปเช่นนี้หรอก แต่ก็ดีจริงๆ นั่นล่ะหากมีการเรียกกลับพวกเขาจะไม่ส่งเราออกมาอีกรอบแล้ว ทีนี้ก็ได้พักกันยาวเลยนี่เพิ่งจะยามอู่เอง (11.00-12.59)" จวี่ลี่อิ่งอธิบายให้จ้าวซือหยางฟัง
ผู้อื่นยินดีแต่จ้าวซือหยางนั้นไม่ นางรู้ว่าวันหนึ่งท่านมหาอุปราชกวานจะกลับมาอยู่ที่จวนเมืองไหว และวันนั้นจะเป็วันที่ตนต้องถูกเรียกตัวไปพบเขา การเป่าเขาสัตว์เรียกรวมพลดูเหมือนจะไม่เกิดขึ้นบ่อย และเป็ไปได้ว่าท่านมหาอุปราชใหญ่อาจจะมาถึงเมืองไหวแล้วก็เป็ได้
พอนึกได้ว่าอดีตองค์ชายคงจะไม่ถึงกับมาเยือนพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนเพื่อพบคนต่ำต้อยเช่นตนเองกระมัง หญิงสาวก็ค่อยใจชื้นเริ่มผ่อนคลายอารมณ์และร่วมสนทนากับพี่น้องสตรีที่นั่งเกวียนกลับไปที่หอจี้อินอย่างมีความสุข
กว่าจะกลับมาถึงจุดศูนย์กลางตามที่นัดหมายของเหล่าทหารและแรงงานก็ใช้เวลาไปไม่น้อยเนื่องด้วยระยะทางที่ยาวไกล แต่จ้าวซือหยางและสตรีทุกคนนั่งรอจนกระทั่งเห็นว่าเส้นทางการเดินทางรอบนอก จำนวนทหารและแรงงานที่พุ่งตรงมายังจุดศูนย์กลางก็แทบจะครบถ้วนทุกคนอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่มีนายทหารหรือขุนนางคนใดออกมาชี้แจงหรือแจ้งข่าวเลยสักคน
ความคิดยังไม่ทันไหลไปถึงไหน ฝีเท้าม้าก็ดังก้องเข้ามาใกล้ขึ้นพร้อมกับฝุ่นดินที่ฟุ้งกระจายจากม้าเร็วราว 100 ตัว บุรุษแต่งกายด้วยชุดสีดำทั้งหมดควบม้าออกมาจากค่ายทหารกองธงเขียว เวลานี้จ้าวซือหยางจึงเพิ่งจะเข้าใจว่ามีการเรียกรวมพลก่อนที่คนสำคัญจะออกมาจากค่ายกองธงเขียวนั่นเอง
"คนชุดดำเ่าั้ คือทหารม้าหรือเ้าคะพี่ลี่อิ่ง" จ้าวซือหยางใช้แขนข้างหนึ่งกระทุ้งเบาๆ ไปที่สีข้างของจวีลี่อิ่ง สายตายังคงจ้องมองไปยังกลุ่มบุรุษในชุดดำที่ดูยิ่งใหญ่เกรียงไกร แตกต่างจากทหารปกติที่สวมชุดสีน้ำตาลเข้ม
"พี่ลี่อิ่ง ท่านเป็อะไรไป" จ้าวซือหยางเห็นจวีลี่อิ่งเงียบไปไม่ได้ตอบคำ เมื่อเบนสายตากลับมาจึงพบว่าจวีลี่อิ่งเวลานี้ตาเบิกโพลง ร่างแข็งเนื้อตัวเย็นเยียบไปหมด
"พี่เซียหนิง!" จ้าวซือหยางคิดจะหันมาเรียกให้หร่วนเซียหนิงดูอาการของจวีลี่อิ่ง กลับพบว่าหร่วนเซียหนิงก็มีอาการเดียวกันกับพี่สาวลี่อิ่งไม่มีผิด นางเริ่มหันมองไปรอบกายที่มีสตรีจากหอจี้อินเกาะกลุ่มรวมตัวกันอยู่ใกล้ และได้พบความจริงที่ว่าทุกคนต่างก็ตาเบิกโพลงเนื้อตัวสั่น สตรีบางคนยังน้ำตาไหลออกมาอีกด้วยซ้ำ
ความรู้สึกเย็นวาบั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าเกิดขึ้นกับหญิงสาวโดยพลัน สตรีเหล่านี้แม้จะเคยเป็คุณหนูในห้องหอเคยกินอิ่มอยู่สุขมาก่อน แต่เมื่อต้องมาทำงานเข้าจริงๆ พวกนางกลับกล้าหาญเข้มแข็งเกินคาด สิ่งเดียวที่สตรีในหอจี้อินมักจะหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงและหวาดกลัวมีเพียงนามของยมทูตกวานผู้เหี้ยมโหดเท่านั้น!
เร็วกว่าที่หญิงสาวจะตั้งสติได้ทัน กลุ่มบุรุษชุดดำก็เข้ามายึดพื้นที่ตำแหน่งตรงกลางระหว่างผู้คนทั้งหมดเอาไว้แล้ว พร้อมกับเสียงคำรามที่ดังกึกก้องราวกับสายอสุนีบาต
"ซือหยาง ออกมา!!"