กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปอย่างเชื่องช้าราวกับสายน้ำที่ไหลเอื่อยในฤดูแล้ง ทว่าภายในกระท่อมไม้เก่าซอมซ่อบนยอดเขาไร้เงา บรรยากาศกลับอัดแน่นไปด้วยความกดดันและพลังงานที่บ้าคลั่งราวกับพายุหมุนที่ถูกกักขัง หลินเฟยนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้กระดานแข็ง ร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าของเขาชโลมไปด้วยหยาดเหงื่อที่ไหลรินดุจสายฝน กล้ามเนื้อทุกมัดปูดโปนและเต้นตุบๆ ตามจังหวะการสูบฉีดของโลหิต เส้นเืดำที่ปรากฏขึ้นใต้ิัเปลี่ยนเป็สีทองแดงอมแดงอย่างน่าประหลาด เบื้องหน้าของเขามีแก่นอสูรหมาป่าเงาทมิฬระดับหนึ่งและระดับสองจำนวนกว่ายี่สิบเม็ดวางกองอยู่ แก่นอสูรเหล่านี้คือผลผลิตแห่งการนองเืตลอดหลายคืนที่ผ่านมาในป่าหมอกทมิฬ พวกมันเปล่งประกายแสงสีดำทึบทะมึน แฝงไปด้วยกลิ่นอายของความดุร้าย ป่าเถื่อน และความตายที่ลอยคลุ้ง
หลินเฟยสูดลมหายใจเข้าลึกยาวจนหน้าอกขยายตัวเต็มที่ อากาศรอบตัวสั่นกระเพื่อมเบาๆ เขาหยิบแก่นอสูรหมาป่าเงาทมิฬระดับสองซึ่งมีขนาดเท่าลูกหมากและมีสีดำเข้มที่สุดขึ้นมาหนึ่งเม็ด แววตาของเขาปราศจากความลังเลใดๆ เขาโยนมันเข้าปากและกลืนลงคอไปในรวดเดียว ทันทีที่แก่นอสูรตกถึงกระเพาะอาหาร พลังงานดิบเถื่อนที่ถูกกักเก็บอยู่ภายในก็ะเิออกราวกับูเาไฟปะทุ คลื่นพลังงานสีดำพุ่งทะลักออกมากระแทกอวัยวะภายในของเขาอย่างรุนแรง หมายจะฉีกทึ้งร่างของมนุษย์ผู้โอหังที่บังอาจกลืนกินมันให้แหลกเป็ชิ้นๆ เสียงหมาป่าคำรามดังก้องขึ้นในโสตประสาทของเขา มันคือจิติญญาอาฆาตของสัตว์อสูรที่หลงเหลืออยู่
ทว่าหลินเฟยหาได้สะทกสะท้านไม่ เขาแค่นเสียงเ็าในลำคอ โคจรพลังปราณสีทองแดงที่ไหลเวียนอยู่ในจุดตันเถียนให้พุ่งทะยานเข้าปะทะกับคลื่นพลังสีดำเ่าั้ทันที ปราณแห่งศาสตราไร้ลักษณ์เปรียบเสมือนกองทัพทหารกล้าที่สวมเกราะเหล็กไหล พวกมันดุดัน ไร้ความปรานี และกระหายการทำลายล้าง ทันทีที่พลังทั้งสองสายปะทะกันภายในร่างกายของหลินเฟย เสียงะเิทึบๆ ก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ความเ็ปแสนสาหัสแล่นพล่านไปทั่วทุกอณูขุมขน ราวกับมีมีดนับพันเล่มกำลังกรีดเฉือนเนื้อเยื่อจากภายใน
แต่หลินเฟยกลับกัดฟันแน่นจนเืซิบที่มุมปาก เขาใช้เจตจำนงที่แข็งแกร่งดุจศิลาและประสบการณ์แห่งความเ็ปที่เหนือล้ำกว่ามนุษย์ปุถุชน ควบคุมปราณสีเืให้เข้าโอบล้อมและบดขยี้พลังอสูรสีดำอย่างเป็ระบบ ปราณศาสตราไร้ลักษณ์แสดงอำนาจที่แท้จริงของมันออกมา มันฟาดฟันและบดขยี้จิติญญาอาฆาตของหมาป่าเงาทมิฬจนแหลกสลายกลายเป็ธุลี จากนั้นจึงทำหน้าที่เป็เตาหลอมขนาดใหญ่ ค่อยๆ สกัดกั้นและกลั่นกรองพลังงานดิบเถื่อนเ่าั้ให้กลายเป็พลังปราณบริสุทธิ์ ก่อนจะดูดซับเข้าสู่เส้นชีพจรและส่งกลับไปหล่อเลี้ยงจุดตันเถียน กระบวนการนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แก่นอสูรเม็ดแล้วเม็ดเล่าถูกกลืนกินและเปลี่ยนสภาพ พลังปราณในร่างกายของหลินเฟยเพิ่มพูนขึ้นอย่างก้าวะโ จากขอบเขตรวมปราณขั้นต้น ค่อยๆ ทะลวงผ่านผนังกั้นอันบอบบาง ก้าวเข้าสู่ขั้นที่สอง และพุ่งทะยานขึ้นสู่ขั้นที่สามอย่างมั่นคง
ปังงงง
เสียงะเิดังกึกก้องขึ้นภายในจุดตันเถียนของเขา คลื่นพลังงานสีทองแดงที่อัดแน่นจนถึงขีดสุดได้ขยายขนาดขึ้นเป็เท่าตัว พัดพาสิ่งสกปรกที่หลงเหลืออยู่ออกมาทางรูขุมขน หลินเฟยลืมตาขึ้น แววตาของเขาทอประกายสีเืเจิดจ้าดุจสายฟ้าฟาดในคืนเดือนมืด รังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาทำให้อุณหภูมิภายในกระท่อมลดฮวบลงจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามผนังไม้ เขาสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตรวมปราณขั้นที่สามได้อย่างสมบูรณ์แบบ พละกำลังทางกายภาพของเขาเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว บัดนี้เขาสามารถบดขยี้หินผาด้วยมือเปล่าได้อย่างง่ายดายดุจบดขยี้ก้อนเต้าหู้
การฝึกตนอย่างบ้าคลั่งตลอดหลายวันที่ผ่านมาไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มพูนระดับพลังปราณ แต่ยังทำให้เขามีความเข้าใจในเคล็ดวิชาก้าวพริบตาอสรพิษและวิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น เขาสามารถควบแน่นดาบปราณสีเืได้เร็วขึ้นและคงสภาพมันไว้ได้นานขึ้นโดยแทบไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังงาน หลินเฟยลุกขึ้นยืน สูดลมหายใจลึกยาวเพื่อปรับสมดุลพลังงานในร่างกายให้กลับสู่สภาวะปกติ รังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาถูกเก็บงำกลับเข้าไปในส่วนลึกของจิติญญาอย่างแเี หากมองดูจากภายนอก เขาก็ยังคงเป็เพียงเด็กหนุ่มที่ดูธรรมดาและไร้พิษสงเช่นเคย แต่นี่คือความน่ากลัวที่แท้จริงของอสรพิษ มันมักจะซ่อนตัวตนและคมเขี้ยวเอาไว้อย่างมิดชิด รอคอยจังหวะที่เหยื่อเผลอไผลเพื่อมอบความตายในเสี้ยววินาที
คืนนี้เป็คืนเดือนดับ ท้องฟ้ามืดมิดไร้แสงจันทร์และแสงดาว มีเพียงสายลมเย็นะเืที่พัดพากลิ่นอายของความตายมาเยือนยอดเขาไร้เงา หลินเฟยนั่งสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ที่ดูสะอาดสะอ้านกว่าเดิมเล็กน้อย เขากำลังเช็ดทำความสะอาดเศษเหล็กไร้ลักษณ์ด้วยเศษผ้าอย่างทะนุถนอม ทันใดนั้น ประสาทััที่เฉียบคมราวกับสัตว์ป่าของเขาก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง เสียงลมหายใจแ่เบาที่พยายามสะกดกลั้นอย่างสุดความสามารถ เสียงฝีเท้าที่เหยียบย่ำลงบนพื้นดินด้วยน้ำหนักที่เบาบางยิ่งกว่าขนนก และที่สำคัญที่สุดคือ จิตสังหารอันเย็นเยียบที่แฝงตัวมากับความมืดมิด มันไม่ได้มาจากสัตว์อสูร แต่มันมาจากมนุษย์ และมีจำนวนถึงสามคน
หลินเฟยริมฝีปากกระตุกเป็รอยยิ้มเ็า เขาไม่ได้ขยับตัวลุกขึ้นหรือแสดงอาการตื่นตระหนกแต่อย่างใด เขายังคงนั่งเช็ดเศษเหล็กต่อไปราวกับไม่รู้เื่รู้ราว ปล่อยให้ผู้มาเยือนทั้งสามเข้าใกล้กระท่อมของเขามากขึ้นเรื่อยๆ ชายชุดดำทั้งสามคนคือนักฆ่าเงาที่ผู้าุโจ้าวส่งมา พวกมันถูกฝึกฝนวิชาเร้นกายและการลอบสังหารมาั้แ่เด็ก การเคลื่อนไหวของพวกมันสอดคล้องกับความมืดมิดอย่างสมบูรณ์แบบ แม้แต่ผู้ฝึกยตนระดับสูงหากไม่ระวังตัวก็อาจตกเป็เหยื่อของพวกมันได้อย่างง่ายดาย
นักฆ่าทั้งสามแยกย้ายกันกระจายกำลังล้อมกระท่อมของหลินเฟยเอาไว้จากสามทิศทาง พวกมันสื่อสารกันด้วยสัญญาณมืออย่างเงียบกริบ เมื่อหัวหน้ากลุ่มส่งสัญญาณให้ลงมือ พวกมันก็พุ่งตัวทะลวงผ่านหน้าต่างและประตูไม้ที่ผุพังเข้ามาพร้อมกัน กระบี่สั้นสีดำสนิทสามเล่มซึ่งอาบยาพิษร้ายแรงสะท้อนประกายแสงเพียงริบหรี่ พุ่งตรงเข้าหาจุดตายของหลินเฟย ทั้งลำคอ หัวใจ และท้ายทอย การโจมตีประสานที่รวดเร็วและไร้ร่องรอยนี้คือท่าไม้ตายที่ปลิดชีพยอดฝีมือมานักต่อนัก พวกมันมั่นใจว่าเป้าหมายที่อยู่เบื้องหน้าจะต้องกลายเป็ศพที่ไร้ลมหายใจในพริบตา
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ปลายกระบี่สั้นกำลังจะััิัของหลินเฟย ภาพเบื้องหน้าของพวกมันกลับพร่ามัว ร่างของเด็กหนุ่มที่พวกมันคิดว่าเป็เป้านิ่งกลับบิดเบี้ยวและเลือนหายไปกลายเป็เพียงภาพติดตา เคล็ดวิชาก้าวพริบตาอสรพิษถูกนำมาใช้อย่างสมบูรณ์แบบ หลินเฟยเคลื่อนตัวหลบหลีกคมกระบี่ทั้งสามเล่มได้อย่างฉิวเฉียดเส้นยาแดงผ่าแปด ร่างของเขาไปปรากฏขึ้นที่มุมห้องด้านหลังของหนึ่งในนักฆ่าเงา ความเร็วของเขานั้นเหนือกว่าการรับรู้ของพวกมันไปไกลลิบ
นักฆ่าทั้งสามแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง การลอบสังหารที่ไร้ที่ติของพวกมันกลับคว้าน้ำเหลว พวกมันรีบพลิกตัวหันกลับมาเพื่อตั้งรับ แต่หลินเฟยไม่ปล่อยให้พวกมันมีโอกาสได้หายใจ ปราณสีทองแดงะเิออกจากฝ่ามือขวา ควบแน่นกลายเป็ดาบปราณสีเืที่เปล่งแสงเจิดจ้าและแฝงไปด้วยจิตสังหารที่รุนแรงจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว หลินเฟยตวัดดาบปราณฟาดฟันออกไปในแนวขวางด้วยความเร็วเหนือแสง
ฉับบบบ
เสียงคมดาบแหวกอากาศดังบาดหู ดาบปราณสีเืตัดผ่านร่างของนักฆ่าเงาคนที่อยู่ใกล้ที่สุดราวกับตัดผ่านอากาศธาตุ ร่างของมันถูกแยกออกเป็สองท่อนั้แ่บริเวณเอว เืสีแดงสดสาดกระเซ็นไปทั่วผนังห้องพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนที่ดังขึ้นเพียงครึ่งคำก่อนจะสิ้นใจตายคาที่ นักฆ่าอีกสองคนที่เหลือเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ความเยือกเย็นและเป็มืออาชีพที่พวกมันภาคภูมิใจถูกทำลายลงจนย่อยยับเมื่อต้องเผชิญหน้ากับพลังที่เหนือจินตนาการเช่นนี้
นี่มันวิชามารอันใดกัน ถอยยย หัวหน้านักฆ่าะโสั่งการด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ มันตระหนักได้ทันทีว่าข้อมูลที่ได้รับมานั้นผิดพลาดอย่างมหันต์ เป้าหมายเบื้องหน้าไม่ใช่ศิษย์สายในธรรมดา แต่เป็มัจจุราชที่สามารถสั่งเป็สั่งตายพวกมันได้เพียงพลิกฝ่ามือ
นักฆ่าทั้งสองพยายามจะใช้วิชาเร้นกายเพื่อหลบหนีออกจากกระท่อม แต่หลินเฟยย่อมไม่ปล่อยให้พวกมันหนีรอดไปได้ ขยะที่บังอาจล่วงล้ำเข้ามาในอาณาเขตของข้า อย่าหวังว่าจะได้กลับออกไปอย่างมีชีวิต หลินเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เ็าจนบาดลึกถึงกระดูก เขากระทืบเท้าลงบนพื้นกระดาน ส่งแรงดีดมหาศาลให้ร่างพุ่งทะยานตามนักฆ่าคนที่สองไปติดๆ ดาบปราณในมือตวัดฟันลงมาจาก้า ผ่าร่างของนักฆ่าคนที่สองออกเป็สองซีกั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า เืและเครื่องในทะลักกองลงบนพื้นอย่างน่าสยดสยอง
หัวหน้านักฆ่าที่เพิ่งจะกระโจนออกทางหน้าต่างได้สำเร็จหันกลับมามองภาพเพื่อนร่วมทีมที่ถูกสังหารอย่างโเี้ ความหวาดกลัวเข้ากัดกินจิตใจจนมันเสียสติ มันวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนเข้าไปในความมืดของป่า มุ่งหวังเพียงจะเอาชีวิตรอดไปรายงานให้ผู้าุโจ้าวทราบถึงความน่ากลัวของหลินเฟย ทว่ามันวิ่งไปได้เพียงสิบก้าว ร่างของหลินเฟยก็มาดักรออยู่เบื้องหน้าของมันราวกับภูตผีที่ลอยมาตามสายลม
หัวหน้านักฆ่าชะงักงัน ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนล้มลงคุกเข่า มันทิ้งกระบี่สั้นในมือและก้มหัวโขกพื้นอย่างเอาเป็เอาตาย ไว้ชีวิตข้าด้วย ข้าน้อยมีตาหาหมีแววไม่ ข้าน้อยเป็เพียงเครื่องมือที่ทำตามคำสั่ง โปรดยกโทษให้ข้าน้อยด้วย มันอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
หลินเฟยเดินเข้าไปใกล้อย่างช้าๆ ดาบปราณสีเืในมือค่อยๆ สลายตัวไป เขาก้มลงมองหัวหน้านักฆ่าด้วยสายตาที่ไร้ความปรานี ใครเป็คนส่งพวกเ้ามา หลินเฟยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ขะ ข้าน้อยบอกไม่ได้ หากข้าบอกไป ข้าจะต้องตายอย่างทุกข์ทรมานยิ่งกว่านี้ หัวหน้านักฆ่าละล่ำละลักตอบ
งั้นรึ หลินเฟยแค่นเสียง เขาโคจรพลังปราณสีทองแดงไปที่ปลายนิ้วชี้และจิ้มลงไปที่จุดชีพจรสำคัญบริเวณหัวไหล่ของนักฆ่า พลังปราณที่แหลมคมดุจเข็มนับร้อยเล่มพุ่งทะลวงเข้าไปในเส้นเืของมัน สร้างความเ็ปแสนสาหัสราวกับถูกไฟนรกแผดเผาจากภายใน
อ๊ากกกกกก หัวหน้านักฆ่ากรีดร้องลั่น ปลายมือปลายเท้าหงิกงอด้วยความทรมาน มันทนความเ็ปได้เพียงไม่กี่ลมหายใจก่อนจะยอมจำนน ข้าบอกแล้ว ข้าบอกแล้ว ผู้าุโจ้าวเป็คนส่งพวกข้ามา ท่านผู้าุโ้ากำจัดเ้าก่อนงานประลองประจำปี เพราะเกรงว่าความแข็งแกร่งของเ้าจะเป็ภัยต่อตระกูลจ้าว
หลินเฟยขมวดคิ้วเล็กน้อย ผู้าุโจ้าว ตาแก่เ้าเล่ห์นั่นช่างไม่รู้จักเข็ดหลาบเสียจริงๆ แล้วแผนการในงานประลองประจำปีคืออะไร หากพวกเ้าลอบสังหารข้าไม่สำเร็จ พวกมันมีแผนสำรองอันใดอีก
หัวหน้านักฆ่าหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ก่อนจะเค้นเสียงตอบ ท่านผู้าุโได้มอบยาวิเศษระดับสูงให้กับ อู๋เทียน ศิษย์พี่ใหญ่แห่งศิษย์สายใน เพื่อแลกกับการให้เขาสังหารเ้าอย่างเปิดเผยบนลานประลอง อู๋เทียนมีพลังอยู่ในระดับรวมปราณขั้นที่เจ็ด และมีวิชากระบี่ที่เก่งกาจที่สุดในบรรดาศิษย์รุ่นเดียวกัน ท่านผู้าุโจัดฉากให้เ้าต้องเผชิญหน้ากับเขาในรอบแรกของการประลอง
เมื่อได้ยินชื่ออู๋เทียนและระดับพลังของเขา หลินเฟยไม่ได้แสดงอาการหวาดกลัว แต่กลับมีรอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปาก ศิษย์พี่ใหญ่งั้นรึ รวมปราณขั้นที่เจ็ดงั้นรึ ช่างเป็หินรองเป้าที่ยอดเยี่ยมเสียจริง ข้ากำลัง้าทดสอบพลังของข้ากับผู้ที่แข็งแกร่งกว่าพอดี
เ้าล่วงรู้ความลับทั้งหมดแล้ว ได้โปรดปล่อยข้าไปเถอะ ข้าสัญญาว่าจะหนีไปให้ไกลและไม่กลับมาเหยียบสำนักแห่งนี้อีก หัวหน้านักฆ่าอ้อนวอนเป็ครั้งสุดท้าย
หลินเฟยถอนหายใจเบาๆ ข้าเป็คนรักษาสัจจะ ข้าบอกว่าจะให้เ้าพูด แต่ข้าไม่ได้บอกว่าจะไว้ชีวิตเ้า ทันทีที่สิ้นเสียง ปลายนิ้วของหลินเฟยที่แฝงไปด้วยปราณสีเืก็พุ่งเจาะทะลุหน้าผากของหัวหน้านักฆ่าอย่างแม่นยำ ร่างของมันกระตุกเพียงครั้งเดียวก่อนจะล้มลงสิ้นใจไปอย่างรวดเร็วและไร้ความเ็ปใดๆ อีกต่อไป
หลินเฟยจัดการลากศพของนักฆ่าทั้งสามไปทิ้งในเหวลึกด้านหลังยอดเขาไร้เงา สถานที่แห่งนั้นเต็มไปด้วยสัตว์อสูรกินซาก ภายในพรุ่งนี้เช้า ร่องรอยทั้งหมดจะถูกทำลายจนหมดสิ้น เขาจัดการทำความสะอาดรอยเืภายในกระท่อมจนสะอาดเอี่ยมอ่อง ก่อนจะกลับมานั่งทำสมาธิอีกครั้งเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับงานประลองประจำปีที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า งานประลองนี้ไม่ใช่แค่การจัดอันดับความสามารถ แต่เป็ลานปะาที่เขาจะใช้เพื่อประกาศศักดาและบดขยี้ความเย่อหยิ่งของพวกผู้าุโให้แหลกสลาย
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดรุ่งอรุณแห่งวันงานประลองประจำปีของสำนักกระบี่เมฆาคล้อยก็มาถึง เสียงกลองศึกสังหารที่ทำจากหนังสัตว์อสูรระดับสูงขนาดมหึมาดังกึกก้องไปทั่วทั้งหุบเขา เสียงกลองทุ้มต่ำและทรงพลังสะท้อนกังวานไปตามหน้าผาและยอดเขา ปลุกเร้าเืลมและจิติญญาของบรรดาศิษย์นับหมื่นชีวิตให้เดือดพล่าน ท้องฟ้าในวันนี้แจ่มใสไร้เมฆหมอก แสงแดดสีทองสาดส่องลงมาอาบไล้ลานประลองหินอ่อนขนาดั์ที่ตั้งอยู่ใจกลางของสำนัก ธงทิวสีสันสดใสปักเรียงรายโบกสะบัดไปตามสายลม
บรรดาศิษย์สายนอกและศิษย์สายในนับพันคนต่างแต่งกายด้วยชุดประจำสำนักที่สะอาดสะอ้านและดูภูมิฐาน พวกเขาเดินทยอยกันเข้าสู่ลานประลองด้วยความตื่นเต้นและฮึกเหิม บนอัฒจันทร์ที่สร้างลดหลั่นกันไปตามไหล่เขา เต็มไปด้วยผู้ชมนับหมื่นชีวิตที่มารอชมการต่อสู้เพื่อค้นหาอัจฉริยะหน้าใหม่ที่จะกลายเป็เสาหลักของสำนักในอนาคต ส่วนตรงกลางของอัฒจันทร์ด้านทิศเหนือ ซึ่งเป็ที่นั่งระดับวีไอพีที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหรา บรรดาผู้าุโของสำนักต่างนั่งประจำที่ของตน ผู้าุโจ้าวนั่งอยู่แถวหน้าสุด ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉย แต่ั์ตากลับแฝงไปด้วยความกังวลและโกรธแค้นที่ซ่อนเร้น เขาไม่ได้รับรายงานจากนักฆ่าเงาทั้งสามเลยั้แ่คืนนั้น เขาเริ่มสังหรณ์ใจว่าแผนการลอบสังหารอาจจะล้มเหลว แต่เขาก็ยังคงฝากความหวังไว้ที่อู๋เทียน ศิษย์พี่ใหญ่ผู้ไร้พ่าย
ท่ามกลางฝูงชนที่จอแจและเสียงกลองที่ดังกึกก้อง ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังเดินก้าวเข้าสู่ลานประลองอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง เขาไม่ได้สวมชุดศิษย์สายในที่หรูหรา หรือชุดศิษย์สายนอกที่ดูเป็ระเบียบ แต่เขาสวมเพียงชุดผ้าป่านสีเทาหยาบๆ ที่ดูเก่าและมอซอ ทว่าท่าทางการเดินของเขากลับสง่างามและแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งที่ไม่อาจบรรยาย แววตาของเขาเยือกเย็นและลึกล้ำดุจก้นมหาสมุทร รังสีความกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขาทำให้ศิษย์ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ต้องก้าวถอยหลังแหวกทางให้โดยอัตโนมัติราวกับมีคลื่นน้ำที่มองไม่เห็นผลักดันพวกเขาออกไป
เขาคือหลินเฟย ไอ้ขยะที่ไม่มีเส้นชีพจร บัดนี้เขาได้กลับมาทวงคืนความยิ่งใหญ่ในสถานที่ที่เคยเหยียบย่ำและทำลายชีวิตของเขา เสียงซุบซิบนินทาดังอื้ออึงขึ้นทันทีที่ปรากฏตัว หลายคนยังคงจดจำภาพที่เขาบดขยี้ซุนเหลียงได้อย่างติดตา ความหวาดกลัวและยำเกรงเริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจของผู้คน การปรากฏตัวของเขาในวันนี้ ไม่ใช่ในฐานะผู้เข้าแข่งขันธรรมดา แต่ในฐานะของมัจจุราชที่พร้อมจะชำระล้างความแค้นด้วยเื
หลินเฟยเดินไปหยุดอยู่ที่ริมลานประลองหินอ่อน เขากวาดสายตามองไปรอบๆ จนกระทั่งสบตากับผู้าุโจ้าวที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากของหลินเฟย เป็รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยการท้าทายและการยั่วยุที่ชัดเจน ผู้าุโจ้าวขบกรามแน่นจนเส้นเืปูดโปน เขารู้แล้วว่านักฆ่าเงาทั้งสามได้ตกตายไปแล้ว และไอ้เด็กเวรนี่ก็รู้ตัวแล้วว่าใครเป็ผู้บงการ
พิธีกรผู้ดำเนินงานประลอง ซึ่งเป็ศิษย์สายในระดับสูง ก้าวขึ้นมาบนเวทีกลางลานประลอง เขาประกาศกฎกติกาและมารยาทในการแข่งขันด้วยน้ำเสียงดังกังวาน การประลองจะแบ่งออกเป็หลายรอบ ผู้ชนะจะได้ผ่านเข้ารอบต่อไป ส่วนผู้แพ้จะต้องตกรอบ และห้ามมิให้ผู้ใดลงมือสังหารคู่ต่อสู้โดยเจตนา หากพบว่าใครฝ่าฝืนกฎ จะต้องถูกลงโทษอย่างหนักตามกฎของสำนัก ทว่าทุกคนต่างรู้ดีว่า กฎเหล่านี้เป็เพียงแค่ลมปาก ในการต่อสู้ที่ดุเดือด อุบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ และผู้ที่แข็งแกร่งมักจะมีข้ออ้างที่ฟังขึ้นเสมอ
การจับสลากประกบคู่ประลองดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และตามที่ผู้าุโจ้าวได้จัดฉากไว้ หลินเฟยถูกจับคู่ให้พบกับ อู๋เทียน ศิษย์พี่ใหญ่แห่งศิษย์สายใน ั้แ่รอบแรก เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วทั้งลานประลอง ศิษย์ทุกคนต่างตื่นเต้นและรอคอยที่จะชมการต่อสู้คู่นี้ การปะทะกันระหว่างอัจฉริยะผู้ไร้พ่ายกับปีศาจร้ายที่เพิ่งตื่นขึ้นจากการหลับใหล ใครจะเป็ผู้รอดชีวิตและก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด
คู่แรกของการประลองบนเวทีหลัก หลินเฟย ปะทะ อู๋เทียน ขอให้ผู้เข้าแข่งขันทั้งสองขึ้นสู่เวที พิธีกรประกาศเสียงดังก้อง
หลินเฟยก้าวขึ้นบันไดหินอ่อนไปยืนอยู่บนเวทีประลองอย่างช้าๆ แววตาของเขาสงบนิ่ง ไร้ซึ่งความหวั่นไหวใดๆ ในขณะเดียวกัน อู๋เทียน ศิษย์พี่ใหญ่ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาและหยิ่งยโส ก็ะโลอยตัวจากฝูงชนขึ้นมาเหยียบย่ำบนเวทีอย่างงดงามและทรงพลัง เขาสวมชุดศิษย์สายในสีขาวบริสุทธิ์ที่ปักลายเมฆาสีทอง ในมือถือกระบี่ยาวที่เปล่งประกายแสงสีฟ้าจางๆ บ่งบอกถึงความเป็ของวิเศษระดับสูง รังสีพลังลมปราณระดับรวมปราณขั้นที่เจ็ดของเขาแผ่ซ่านออกมากดดันผู้ชมรอบข้างจนหายใจแทบไม่ออก
ไอ้ขยะ ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเ้าใช้วิชามารอันใดถึงเอาชนะซุนเหลียงได้ แต่ต่อหน้าข้า พลังที่แท้จริงเท่านั้นที่จะตัดสินทุกสิ่ง วันนี้ข้าจะสับแกให้เป็ชิ้นๆ เพื่อกู้หน้าให้กับศิษย์สายใน อู๋เทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยและมั่นใจเต็มเปี่ยม
หลินเฟยเพียงแค่มองอู๋เทียนด้วยสายตาที่ว่างเปล่า รอยยิ้มมุมปากของเขาเหยียดกว้างขึ้น คำพูดนั้น ข้าจะขอคืนให้เ้าทั้งหมด จงจำไว้ว่า ความตายของเ้าในวันนี้ คือจุดเริ่มต้นของการล้างบางสำนักแห่งนี้ หลินเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เ็าดุจน้ำแข็งพันปี
เสียงกลองศึกสังหารดังกึกก้องขึ้นอีกครั้ง เป็สัญญาณแห่งการเริ่มต้นการต่อสู้ พายุโลหิตแห่งการประลองได้เปิดฉากขึ้นแล้ว และไม่มีใครสามารถหยุดยั้งโชคชะตาที่กำลังจะพลิกผันไปตลอดกาลได้อีกต่อไป ตำนานแห่งศาสตราไร้ลักษณ์กำลังจะถูกจารึกด้วยเืของศัตรูบนลานหินอ่อนแห่งนี้!