ชาวบ้านต่างเข้าใจผิดในตัวหลินซือหย่วนแต่สองย่าหลานไม่เคยเอ่ยปากแก้ตัวสักคำ
แม้แต่บ้านหูฉางหมินที่อยู่ติดกันก็ยังไม่เข้าใจเหตุผลที่หลินซือหย่วนขี้เกียจ
หูหลันเยวี่ยเห็นความไร้ยางอายของจางกุ้ยเฟินมากับตาความสงสัยที่เก็บซ่อนไว้ในใจจึงสลายหายไปในพริบตา
"ย่าใหญ่คะ ป้าใหญ่ของหลินซือหย่วนอยากจับคู่เกาลี่กับหลินซือหย่วนมาตลอดเป็นไปได้ไหมคะว่าป้าแกรู้เรื่องอะไรแล้ว?" หูหลันเยวี่ยคาดเดาพลางถาม
ย่าหลินส่ายหน้า"ถ้าหล่อนรู้ว่าเจ้าซือหย่วนเริ่มค้าขายตั้งแต่เมื่อไหร่บ้านเราคงวุ่นวายกว่านี้แน่ที่หล่อนอยากจับคู่เกาลี่กับหย่วนจื่อก็เพราะได้ยินข่าวลือว่าบ้านเรามีเหรียญเงินนั่นแหละ"
เรื่องที่สกุลหลินมีเหรียญเงินหูหลันเยวี่ยก็เคยได้ยินจากปากของถิงถิงมาบ้าง
หูหลันเยวี่ยก็สงสัยอยู่หน่อยๆว่าสกุลหลินมีเหรียญเงินจริงหรือไม่ แต่ถ้าย่าหลินไม่พูดต่อเธอก็ไม่อยากถามอะไรมาก
หลังจากกินข้าวมื้อเที่ยงเสร็จหูหลันเยวี่ยก็เตรียมตัวกลับบ้าน ย่าหลินยิ้มพลางกำชับว่า"อย่าลืมบอกให้พ่อของหนูมาเอาข้าวสาลีด้วยนะ"
หูหลันเยวี่ยชะงักไปก่อนจะเข้าใจว่าทำไมย่าหลินถึงพูดเช่นนั้น "ย่าใหญ่คะที่บ้านหนูยังมีข้าวสาลีค้างปีอยู่ค่ะหนูว่าพวกคุณย่าขายข้าวสาลีที่เหลือครึ่งไหไปเถอะ จะได้ไม่เป็นที่หมายปองของคนอื่น"
ย่าหลินพยักหน้า
เมื่อกลับถึงบ้านหูหลันเยวี่ยก็เล่าเรื่องที่เธอช่วยย่าหลินรับมือกับจางกุ้ยเฟินให้จ้าวหงเหมยฟัง
"แม่คะ หนูรู้ว่าตอนนั้นไม่ควรพูดแทรกแต่หนูเห็นท่าทางของจางกุ้ยเฟินแล้วทนไม่ไหวจริงๆ ค่ะ" หูหลันเยวี่ยรู้ดีว่าจางกุ้ยเฟินคงคิดว่าบ้านสกุลหูของพวกเขายืมข้าวสาลีไปแล้วจริงๆไม่รู้ว่าจะเอาไปใส่สีตีไข่อย่างไรบ้าง
จ้าวหงเหมยไม่ได้ขุ่นเคืองที่ลูกสาวเข้าไปยุ่งเรื่องชาวบ้านแต่อย่างใด"เยวี่ยเยวี่ย ลูกทำถูกแล้วจางกุ้ยเฟินขโมยของจากบ้านคุณย่าใหญ่ของลูกไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่มีแต่ขอยืมแล้วไม่คืนที่น่าเศร้าใจที่สุดคือเมื่อปีก่อนคุณย่าใหญ่ของลูกผ่าตัดไส้ติ่งจางกุ้ยเฟินก็ไม่ได้ไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลสักครั้ง มีแต่เจ้าซือหย่วนที่คอยดูแลเดินเข้าเดินออกลูกลองคิดดูสิว่าผู้ชายอกสามศอกคนหนึ่งต้องคอยปรนนิบัติคุณย่ามันจะลำบากแค่ไหน"
………
เกือบจะพลบค่ำหลินซือหย่วนถึงเพิ่งกลับมาจากในตัวอำเภอ
พอเข้าประตูบ้านมาหลินซือหย่วนก็รีบถาม "คุณย่าเยวี่ยเยวี่ยบอกว่าจะทำเสื้อคลุมให้ เสื้อคลุมเสร็จแล้วเหรอครับ?"
ย่าหลินยิ้มอย่างอารมณ์ดี"เสร็จแล้วๆ หย่วนจื่อเอ๊ย กลับมาได้จังหวะพอดีเลยเดี๋ยวเอาข้าวสาลีค้างปีครึ่งไหนี้ไปขายซะนะ"
"ทำไมต้องขายด้วยล่ะครับ?" หลินซือหย่วนถามอย่างไม่เข้าใจ
"ถ้าไม่ขายมันอาจจะไม่ใช่ของบ้านเราแล้วก็ได้" ย่าหลินถอนหายใจอย่างจนปัญญา"เมื่อเช้าป้าใหญ่ของหลานมาขอยืมข้าวสาลีถ้าไม่ได้หลันเยวี่ยช่วยไว้ หลานกลับมาคงไม่เห็นข้าวสาลีครึ่งไหนั่นแล้วก็ได้"
ย่าหลินเล่าเรื่องสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากจางกุ้ยเฟินมาที่บ้านเมื่อเช้าให้หลินซือหย่วนฟัง
พอรู้ว่าจางกุ้ยเฟินหน้าด้านมาขอยืมแล้วไม่คืนอีกแล้วใบหน้าหล่อเหลาของหลินซือหย่วนก็ปรากฏความเย็นชาขึ้นมาทันที
หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งหลินซือหย่วนก็พูดออกมา "งั้นยกข้าวสาลีให้บ้านหลันเยวี่ยไปเลยดีกว่าครับ"
ย่าหลินพูด"ย่าก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันแต่หลันเยวี่ยบอกว่าที่บ้านมีข้าวสาลีแล้ว เธอเลยบอกให้เราเอาข้าวสาลีไปขายที่บ้านมีข้าวอยู่แล้ว ถึงจะเอาไปให้จริงๆ ลุงกับป้าก็คงไม่เอา"
หลินซือหย่วนคิดๆดูแล้วก็เห็นด้วย "คุณย่าครับคุณย่าเอาข้าวสาลีใส่กระสอบไว้ก่อนนะครับ ฟ้ามืดแล้ว ผมจะได้เอาข้าวสาลีไปขาย"
พอพูดเรื่องขายข้าวสาลีเสร็จหลินซือหย่วนก็ค่อยๆ วกเข้าเรื่องที่เขาไปทำธุระในตัวอำเภอ
หลินซือหย่วนดื่มน้ำเย็นไปเกือบหมดกาก่อนจะพูดต่อ "คุณย่าครับเรื่องโรงงานเริ่มเห็นเค้าลางแล้วอีกสองวันผมต้องไปสำรวจพื้นที่ทางใต้กับหวาจื่อหน่อย"
พอย่าหลินได้ยินว่าหลานชายคนโตจะไปทางใต้ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ "ไปทางใต้เหรอไปแค่หลานกับหวาจื่อหรือ?"
หลินซือหย่วนตอบ"ไปกันแค่สองคนครับที่ที่เราจะไปน่ะพี่ชายของหวาจื่อทำงานอยู่ที่นั่นพอดี คุณย่าไม่ต้องห่วงหรอกครับพวกเราสองคนไม่หลงทางหรอก"
ย่าหลิน"ไปไกลขนาดนั้นคงต้องนั่งรถไฟย่าจะทำเสบียงไว้ให้พวกหลานเอาไปกินระหว่างทางนะ"
หลินซือหย่วนหัวเราะ"คุณย่าครับ นอกจากเตรียมเสื้อผ้าให้ผมแล้วไม่ต้องเตรียมอะไรไปกินหรอก บนรถไฟก็มีของขายครับ"
พอฟ้าเริ่มมืดลงหลินซือหย่วนก็ใช้รถเข็นเล็กๆ ของที่บ้านเข็นข้าวสาลีสามกระสอบไปขาย
พอกลับมาจากการขายข้าวสาลีก็กินข้าวเย็นกัน
สองย่าหลานเพิ่งกินข้าวเย็นเสร็จเจ้าหมาด่างก็เห่าอยู่ที่ลาน แสดงว่ามีแขกมาที่บ้าน
คนที่มาเยือนคือเกาเถี่ยจู้สามีของจางกุ้ยเฟิน และเกาต้าเผิง ลูกชาย
ตอนกลางวันจางกุ้ยเฟินขอยืมข้าวสาลีไม่สำเร็จตอนกลางคืนพ่อกับลูกจึงมาขอยืมอีกครั้ง
เกาต้าเผิงแก่กว่าหลินซือหย่วนไม่กี่เดือนแต่เตี้ยกว่าหนึ่งช่วงตัว แถมยังผิวดำ รูปร่างอ้วนท้วม และไม่ดูแลตัวเอง
ไม่ต้องถามก็รู้ว่าสองพ่อลูกมาทำอะไรแต่ย่าหลินกับหลินซือหย่วนแกล้งทำเป็นไม่รู้ว่าพวกเขามาด้วยจุดประสงค์ใดต้อนรับสองพ่อลูกเข้าไปในบ้านอย่างสุภาพ
พอเพิ่งนั่งลงบนม้านั่งเกาต้าเผิงก็รีบพูดถึงจุดประสงค์ของการมา "คุณย่าใหญ่น้องชาย อีกสองคนรักผมกับญาติๆ ทางฝั่งแม่ก็จะมาเยี่ยมบ้านแล้วพวกเราอยากจะขอยืมข้าวสาลีหน่อย เรื่องที่ทำไมผมต้องมายืมข้าวสาลีแม่ผมก็บอกคุณย่าใหญ่ไปแล้วเมื่อตอนกลางวัน"
ด้วยเหตุผลบางอย่างเสียงพูดของเกาต้าเผิงค่อนข้างดังนิดหน่อย ฟังดูอู้อี้ ได้ยินแล้วไม่สบายหูเอามากๆ
เกาเถี่ยจู้รีบเสริมว่า"ป้าครับป้าก็รู้ว่าก่อนหน้านี้ต้าเผิงบ้านผมไปดูตัวกับผู้หญิงตั้งหลายคนแต่ก็ไม่สำเร็จเสียทีกว่าจะได้คนนี้มาแทบแย่พ่อแม่ฝั่งนั้นแค่จะมาดูว่าที่บ้านมีข้าวสารอาหารแห้งเหลืออยู่บ้างไหมถ้าเรื่องดีๆ ต้องมาพังเพราะเรื่องนี้จะทำยังไงล่ะครับ?"
"ลุงเขย คุณหมายความว่าถ้าบ้านเราไม่ให้ยืมข้าวสาลีถ้าการแต่งงานของลูกพี่ลูกน้องต้องมีอันเป็นไป พวกเราก็จะกลายเป็นคนบาปใช่ไหมครับ?"น้ำเสียงและสีหน้าของหลินซือหย่วนไม่ค่อยจะดีนัก
เกาเถี่ยจู้รีบอธิบาย"หย่วนจื่อเอ๊ย เข้าใจผิดแล้วลุงแค่มาขอยืมข้าวสารอาหารแห้งจากบ้านพวกเธอเฉยๆป้าใหญ่บอกว่าพวกเธอเอาข้าวให้ลุงหูที่อยู่ข้างๆ บ้านยืมไปแล้ว จริงหรือเปล่า?"
หลินซือหย่วนไม่ได้มีท่าทีอ่อนลงเพราะเกาเถี่ยจู้ออกมาชี้แจง"ข้าวสารอาหารแห้งเป็นของบ้านเรา จะให้ใครยืมหรือไม่ให้ใครยืมคนนอกไม่มีสิทธิ์มาจุ้นจ้านครับ"
ย่าหลินรีบพูดต่อจากหลินซือหย่วน"เจ้าลุงเขย พวกเราไม่ได้ไม่ยอมให้ยืมข้าวสาลีอีกไม่กี่วันก็ต้องเก็บภาษีแล้ว ข้าวสาลีของบ้านเราส่งภาษีไปแล้วที่เหลือก็ต้องเอาไปขายหาเงินใช้จ่าย การแต่งงานของต้าเผิงเป็นเรื่องสำคัญพวกเธอรีบก็ไปขอยืมที่อื่นเถอะ อย่าได้เสียเวลาเลย"
เมื่อเทียบกับท่าทีแข็งกร้าวของหลินซือหย่วนแล้วท่าทีของย่าหลินดูอ่อนโยนกว่าหน่อย
สองย่าหลานพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่ให้ยืมข้าวสาลี
เกาเถี่ยจู้เป็นผู้ชายอกสามศอกเขาไม่ได้เป็นเหมือนจางกุ้ยเฟิน
แต่พอเกาต้าเผิงได้ยินว่าสองย่าหลานไม่ยอมให้ยืมข้าวสาลีก็รีบร้อนขึ้นมาทันที"จะส่งภาษีมันต้องรออีกตั้งหลายวันคนรักของผมกับครอบครัวของเธอจะมาถึงในอีกไม่กี่วันแล้วพวกคุณให้พวกเรายืมข้าวสาลีไปใช้ก่อนชั่วคราว พอถึงตอนนั้นค่อยเอามาคืนให้จะเป็นอะไรไปครับ?"
เดิมทีเกาต้าเผิงก็พูดเสียงอู้อี้อยู่แล้วยิ่งตอนนี้มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องคำพูดของเขาจึงยิ่งฟังดูกระโชกโฮกฮากเหมือนทะเลาะกัน หรือไม่ก็เหมือนคนกำลังโกรธ