การเดินทางจากหมู่บ้านไผ่เขียวสู่เมืองหลวงนั้นยาวนานและลำบากกว่าที่เสี่ยวเหลียนคาดคิดไว้มากนัก ตลอดระยะเวลาเกือบสิบวัน นางต้องทนเบียดเสียดอยู่บนรถม้าบรรทุกสินค้าที่โคลงเคลงไปมาไม่หยุดหย่อน ฝุ่นดินจากท้องถนนคละคลุ้งจนเสื้อผ้าที่เคยสะอาดสะอ้านกลายเป็สีเทาหม่น อาหารการกินก็มีเพียงหมั่นโถวแข็งๆ กับน้ำเปล่าประทังชีวิตไปวันๆ
ทว่าความยากลำบากทางกายนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความว้าวุ่นในใจของนาง ทุกค่ำคืนที่ต้องขดตัวนอนในโรงเตี๊ยมราคาถูกรวมกับคนเดินทางแปลกหน้ามากมาย ภาพของอาเฟยและคำสัญญาที่ให้ไว้จะผุดขึ้นมาในความคิด มันเป็ทั้งเครื่องย้ำเตือนถึงเป้าหมายและเป็เหมือนหนามแหลมที่ทิ่มแทงหัวใจในเวลาเดียวกัน นางกำลังจะทำในสิ่งที่ทรยศต่อความรักอันบริสุทธิ์ของเขา... แต่นางก็บอกตัวเองซ้ำๆ ว่านี่คือหนทางเดียว
ในที่สุด ล้อรถม้าก็หยุดลงพร้อมกับเสียงโห่ร้องยินดีของผู้คน "ถึงแล้ว! ถึงเมืองหลวงแล้ว!"
เสี่ยวเหลียนชะโงกหน้าออกไปนอกผ้าใบที่คลุมรถม้า ภาพที่ปรากฏแก่สายตานั้นทำให้นางต้องเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง กำแพงเมืองสูงตระหง่านทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตา ประตูเมืองสีแดงสดบานมหึมาเปิดอ้ารับผู้คนหลั่งไหลเข้าออกไม่ขาดสาย ทหารยามในชุดเกราะมันวาวถือทวนยืนรักษาการณ์อย่างแข็งขัน บรรยากาศที่คึกคักและยิ่งใหญ่นี้แตกต่างจากความสงบของหมู่บ้านไผ่เขียวราวฟ้ากับดิน
นางก้าวลงจากรถม้าด้วยขาสั่นๆ เล็กน้อย ความรู้สึกประหม่าและหวาดหวั่นเข้าเกาะกุมหัวใจ นางเป็เพียงหญิงสาวบ้านป่าตัวคนเดียวในเมืองหลวงที่กว้างใหญ่แห่งนี้ ผู้คนเดินสวนกันไปมาขวักไขว่ แต่ละคนล้วนแต่งกายด้วยผ้าไหมเนื้อดี มีสีหน้าเร่งรีบจริงจัง ไม่มีใครสนใจใคร เสียงจอแจของผู้คน เสียงร้องขายของ เสียงเกือกม้ากระทบพื้นหินดังผสมปนเปกันไปหมดจนน่าเวียนหัว
เสี่ยวเหลียนกอดห่อผ้าที่ป้าหวังให้ไว้แน่น มันคือสิ่งเดียวที่เชื่อมโยงนางกับบ้านและเป็สมบัติทั้งหมดที่นางมีในตอนนี้ นางสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามตั้งสติ "ใจเย็นไว้เสี่ยวเหลียน... เ้าต้องหาโรงหมอของหมอเทวดาหลี่ให้เจอ"
นางเริ่มต้นเดินไปตามถนนสายหลักอย่างไร้จุดหมาย พยายามมองหาป้ายโรงหมอหรือสอบถามผู้คนที่เดินผ่านไปมา แต่ดูเหมือนทุกคนจะรีบร้อนเกินกว่าจะหยุดตอบคำถามของหญิงสาวชาวบ้านในชุดมอมแมมเช่นนาง บางคนมองนางด้วยสายตาดูแคลนเสียด้วยซ้ำ เวลาผ่านไปนานนับชั่วยาม นางเดินจนขาลากไปทั่วทั้งตลาดตะวันออก แต่ก็ยังไม่พบวี่แววของโรงหมอที่ตามหา ความหิวและความเหนื่อยล้าเริ่มเกาะกกินกำลังใจของนางทีละน้อย
จนกระทั่งนางเดินมาถึงหน้าร้านน้ำชาแห่งหนึ่ง ได้ยินชายสองคนในร้านกำลังพูดคุยกันเสียงดัง
"เ้าได้ยินข่าวหรือไม่? วันนี้คุณชายจาง ลูกชายท่านเ้ากรมพระคลังป่วยหนักอีกแล้ว ท่านเ้ากรมถึงกับต้องส่งรถม้าไปเชิญตัวหมอเทวดาหลี่ด้วยตัวเองเลยทีเดียว"
"โอ้! ถ้าถึงมือหมอเทวดาหลี่ก็หายห่วงได้เลย ฝีมือของเขาราวกับมีชีวิตของพญายมอยู่ในมือ อยากให้ใครตายหรืออยู่ต่อก็ได้ทั้งนั้น"
เสี่ยวเหลียนหูผึ่งทันที นางรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปหาชายทั้งสอง "ท่านพี่เ้าขา... ขออภัยที่รบกวน ไม่ทราบว่าโรงหมอของท่านหมอเทวดาหลี่ที่พวกท่านพูดถึงนั้น... อยู่ที่ใดหรือเ้าคะ?"
ชายทั้งสองหันมามองนางั้แ่หัวจรดเท้า ก่อนที่คนหนึ่งจะตอบอย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก "โรงหมอของเขามีชื่อว่า 'หอคืนวสันต์' อยู่ทางทิศเหนือของเมือง บนถนนสายดอกเหมย ใครๆ ก็รู้จัก ไปถามคนแถวนั้นดูเถอะ"
"ขอบพระคุณเ้าค่ะ! ขอบพระคุณพวกท่านพี่มาก!" เสี่ยวเหลียนโค้งคำนับอย่างนอบน้อมด้วยความดีใจ ในที่สุดนางก็มีเป้าหมายที่ชัดเจนเสียที
นางไม่รอช้า รีบมุ่งหน้าไปยังทิศเหนือของเมืองทันที ถนนสายดอกเหมยนั้นแตกต่างจากตลาดที่นางเพิ่งจากมาอย่างสิ้นเชิง สองข้างทางเรียงรายไปด้วยคฤหาสน์หลังใหญ่และร้านค้าที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ผู้คนที่เดินอยู่บนถนนสายนี้ล้วนเป็คุณชายคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์ บรรยากาศดูสงบและสูงส่งกว่ามาก
และในที่สุด... นางก็มองเห็นมัน
ป้ายไม้สีดำขัดมันปักด้วยอักษรสีทองสี่ตัว 'หอคืนวสันต์' แขวนเด่นเป็สง่าอยู่หน้าอาคารสองชั้นที่สร้างอย่างวิจิตรบรรจง ไม่เหมือนโรงหมอทั่วไป แต่กลับเหมือนจวนของขุนนางเสียมากกว่า หน้าประตูมีชายฉกรรจ์สองคนยืนเฝ้าอยู่ แสดงให้เห็นว่าที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะเข้าออกได้ตามใจชอบ
เสี่ยวเหลียนยืนมองอยู่ห่างๆ หัวใจของนางเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมานอกอก ที่นี่คือจุดหมายของนาง คือสถานที่ที่นางจะต้องทอดกายลงเพื่อแลกกับอนาคตของอาเฟย นางกำป้ายหยกของป้าหวังไว้ในมือแน่น มันเย็นเฉียบราวกับจะดูดกลืนความร้อนจากฝ่ามือของนางไปจนหมด
นางเห็นผู้คนเข้าออกหอคืนวสันต์อยู่บ้าง แต่ละคนล้วนดูมีฐานะและมาด้วยรถม้าคันหรู นางในสภาพนี้จะเข้าไปได้อย่างไร? แค่เดินเข้าไปก็คงถูกโยนออกมาแล้ว
ขณะที่กำลังคิดไม่ตกอยู่นั้นเอง รถหรูหราคันหนึ่งก็วิ่งมาจอดเทียบหน้าประตู ชายวัยกลางคนท่าทางเป็ขุนนางรีบลงจากรถแล้ววิ่งเข้าไปข้างในอย่างร้อนรน ไม่นานนัก เขาก็ประคองร่างของชายผู้หนึ่งออกมา ชายผู้นั้นสวมชุดผ้าไหมสีเขียวเข้มเนื้อดี อายุราวสี่สิบปี ใบหน้าเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยความหยิ่งทะนงในที ดวงตาเรียวคมกวาดมองไปรอบๆ อย่างไม่แยแส ท่าทางการเดินดูสง่างามแต่ก็แฝงความเกียจคร้านเอาไว้ แม้จะอยู่ในวัยกลางคนแล้ว แต่ก็ยังคงมีเสน่ห์ดึงดูดสายตาของสตรีได้อย่างประหลาด
เสี่ยวเหลียนเดาได้ในทันที... ชายผู้นี้ต้องเป็หมอเทวดาหลี่อย่างแน่นอน!
นางเห็นเขาขึ้นรถม้าคันหรูจากไปพร้อมกับขุนนางผู้นั้น ในใจพลันเกิดความคิดขึ้นมา... การจะเข้าพบเขาที่โรงหมอคงเป็ไปได้ยาก แต่ถ้าหากนางไปดักรอเขาที่จวนของคนไข้ล่ะ?
เมื่อคิดได้ดังนั้น นางจึงตัดสินใจสะกดรอยตามรถม้าคันนั้นไปอย่างเงียบๆ นางต้องวิ่งเหยาะๆ สลับกับเดินเร็วเพื่อไม่ให้คลาดสายตา โชคดีที่จวนของท่านเ้ากรมพระคลังนั้นไม่ได้อยู่ไกลนัก เป็คฤหาสน์หลังใหญ่โตโอ่อ่าสมฐานะ
เสี่ยวเหลียนหาที่ซ่อนตัวอยู่ตรงมุมกำแพงฝั่งตรงข้าม เฝ้ารอเวลาอย่างอดทน เวลาผ่านไปนานหลายชั่วยาม จากเที่ยงวันจนบ่ายคล้อย จากบ่ายคล้อยจนตะวันเริ่มลับขอบฟ้า ท้องของนางร้องประท้วงด้วยความหิว แต่สมาธิทั้งหมดของนางยังคงจดจ่ออยู่ที่ประตูจวนไม่วางตา
ในที่สุด... ประตูจวนก็เปิดออกอีกครั้ง หมอเทวดาหลี่เดินออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม แต่เสี่ยวเหลียนสังเกตเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของเขาซึ่งหายวับไปอย่างรวดเร็ว ท่านเ้ากรมเดินออกมาส่งเขาด้วยตัวเองพร้อมกับมอบถุงเงินขนาดใหญ่ให้เป็การขอบคุณ
นี่คือโอกาสของนาง!
เสี่ยวเหลียนรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี วิ่งออกจากที่ซ่อนแล้วตรงเข้าไปคุกเข่าลงขวางหน้ารถม้าของหมอเทวดาหลี่ทันที!
"ท่านหมอเทวดา! ได้โปรดช่วยข้าด้วยเ้าค่ะ!" นางะโเสียงดังจนทุกคนบริเวณนั้นหันมามองเป็ตาเดียว
ชายรับใช้ที่กำลังจะเชิญหมอหลี่ขึ้นรถหันมาตวาดนางอย่างเกรี้ยวกราด "หญิงบ้าที่ไหนกัน! ไสหัวไปให้พ้น! รู้หรือไม่ว่านี่คือรถม้าของใคร!"
"ได้โปรดเถิดเ้าค่ะ! ข้ามีเื่สำคัญจะขอร้องท่านหมอเทวดาจริงๆ!" เสี่ยวเหลียนไม่ยอมลุกขึ้น นางยังคงคุกเข่าอ้อนวอนอยู่เช่นนั้น
หมอเทวดาหลี่หรี่ตามองนางั้แ่หัวจรดเท้า แม้เนื้อตัวจะมอมแมม แต่โครงหน้าและเครื่องหน้าที่งดงามนั้นไม่อาจซ่อนเร้นได้ แววตาของเขาฉายประกายบางอย่างที่อ่านได้ยาก ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ "มีเื่อะไร?"
"ข้า... ข้าอยากจะขอให้ท่านช่วยรักษาคนผู้หนึ่งเ้าค่ะ! เขาเป็คนสำคัญของข้า!"
หมอหลี่แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ "คนทั้งเมืองหลวงอยากให้ข้ารักษาทั้งนั้น แล้วเ้ามีปัญญาจ่ายค่ารักษาให้ข้ารึ?" เขาเหลือบมองเสื้อผ้าเก่าๆ ของนางอย่างดูแคลน
หัวใจของเสี่ยวเหลียนชาวาบ นางรู้ดีว่าคำถามนี้จะต้องมาถึง นางสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาโดยตรง ดวงตาของนางฉายแววเด็ดเดี่ยวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
"ข้าไม่มีเงินทองมากมายจะมอบให้ท่าน... แต่ข้ามีสิ่งอื่นที่จะตอบแทนท่านได้เ้าค่ะ" นางพูดเสียงสั่นเล็กน้อย "ข้า... ข้ายินดีจะมอบ... ร่างกายของข้า... เพื่อเป็การตอบแทน"
สิ้นคำพูดของนาง บริเวณนั้นพลันเงียบกริบราวกับป่าช้า ท่านเ้ากรมที่ยืนอยู่เบิกตากว้างอย่างตกตะลึง ชายรับใช้มองนางเหมือนเห็นตัวประหลาด
แต่หมอเทวดาหลี่กลับเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่น่าค้นหาปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขาอีกครั้ง เขาก้าวลงจากบันไดรถม้า เดินตรงเข้ามาหานางช้าๆ แล้วย่อตัวลงตรงหน้า ใช้ปลายนิ้วที่เรียวยาวเชยคางของนางขึ้นเพื่อพิจารณาใบหน้างามนั้นอย่างละเอียด
"น่าสนใจ..." เขากระซิบเสียงเบา "เ้าเป็หญิงสาวที่น่าสนใจมากทีเดียว"
สายตาของเขาราวกับจะเปลื้องเสื้อผ้าของนางออกทีละชิ้น มันทั้งเ็า ประเมินค่า และเต็มไปด้วยความปรารถนาที่ซ่อนเร้น เสี่ยวเหลียนตัวสั่นสะท้านด้วยความกลัวและความอัปยศ แต่ก็ยังฝืนสบตาเขานิ่ง
"ลุกขึ้น" เขาออกคำสั่งเสียงเรียบ "แล้วตามข้ากลับไปที่หอคืนวสันต์"
พูดจบเขาก็หันหลังเดินขึ้นรถม้าไปทันที โดยไม่สนใจสายตาของผู้คนรอบข้างอีกต่อไป
เสี่ยวเหลียนยังคงคุกเข่าอยู่กับที่ สมองของนางยังคงมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันง่ายกว่าที่คิด... ง่ายจนน่าใจหาย นางทำสำเร็จแล้ว... นางได้ในสิ่งที่้าแล้ว...
แต่ทำไม... ทำไมในใจของนางถึงได้รู้สึกว่างเปล่าและหนาวเหน็บเช่นนี้?
"ยังจะนั่งบื้ออยู่ตรงนั้นอีกนานไหม! ท่านหมอสั่งให้ตามไปก็รีบไปสิ!" เสียงของชายรับใช้ตวาดขึ้นอีกครั้ง ปลุกนางให้ตื่นจากภวังค์
เสี่ยวเหลียนพยุงร่างที่สั่นเทาของตัวเองลุกขึ้นยืน นางหันไปมองรถม้าคันหรูที่จอดรออยู่ มันดูเหมือนปากของอสูรร้ายที่กำลังอ้ารอจะกลืนกินนางเข้าไปทั้งเป็ นางหลับตาลง... นึกถึงใบหน้าของอาเฟย... นึกถึงคำสัญญาของเขา...
แล้วนางก็ก้าวเดินไปข้างหน้า... ก้าวขึ้นไปบนรถม้าคันนั้น... ก้าวเข้าสู่เงื้อมมือของหมอเทวดา... และก้าวเข้าสู่ชะตากรรมที่นางเป็ผู้เลือกเอง
ประตูรถม้าปิดลง... ตัดขาดนางออกจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง