**รายได้ทั้งหมดจากนิยายเื่นี้ในช่องทางนี้..นำไปมอบให้มูลนิธิที่ดูแลเด็กๆ ค่ะ**
บ้านเจนจิรา พินิจโสพรรณ
หยาดฟ้าตื่นตะลึงกับความใหญ่โตของบ้านทุกครั้งที่ได้มาเยือนประตูรั้วลายวิจิตรตระการตาบ่งบอกฐานะเ้าของบ้านว่า ‘มี’ เสียจนเหลือกินเหลือใช้
‘คุณสดใส’ คุณป้าแท้ๆที่เลี้ยงเจนจิราแทนบุพการีของหญิงสาวที่ต้องไปทำงานประจำอยู่ต่างประเทศั้แ่เด็กออกมาต้อนรับด้วยตัวเองอย่างเคย และถามหานาตาลีเมื่อไม่เห็น หยาดฟ้ายกมือไหว้ทำความเคารพก่อนตอบว่านาตาลีแวะทำธุระให้พี่ชายก่อนเดี๋ยวจะตามมา
คุณสดใสยิ้มรับขณะหันไปทางเด็กรับใช้ “ไปตามคุณเจนได้แล้ว”
“ไม่ต้องหรอกค่ะคุณป้ากำลังจะลงมาพอดีค่ะ” เสียงเจื้อยแจ้วขานรับแทบทันทีไม่นานก็เห็นขาไวๆ ก้าวลงมาจากบันได
“ไม่ได้ตื่นสายนะคะ แต่ว่าเอ็กเซอร์ไซส์อยู่น่ะค่ะ”
“จ้ะ แม่คุณ” คุณป้ารับคำด้วยสีหน้าเอ็นดู
“แล้วนัทล่ะ” เจนจิราถามหยาดฟ้าที่ได้แต่ยืนทำหน้าบ้องแบ๋วแต่คุณสดใสชิงตอบเสียก่อน
“เขาไปทำธุระให้พี่ชาย เสร็จแล้วจะตามมา” นั่นแหละคนที่เหลือจึงพยักหน้ายืนยันแล้วฝ่ายคุณป้าก็เอ่ยชวน
“เราไปนั่งคุยกันที่สนามหญ้าหน้าบ้านดีกว่า ป้าให้เด็กจัดไว้แล้ว”
สามชีวิตเดินลัดเลาะจากตัวตึกไปตามทางอิฐสีน้ำตาลไหม้ที่แซมด้วยต้นหญ้าสีเขียวซึ่งถูกตัดแต่งสม่ำเสมอทั่วทั้งบริเวณและเพิ่งได้รับการรดน้ำยามเช้ามาหมาดๆ จึงส่งกลิ่นหอมสดชื่นชุดโต๊ะเก้าอี้รับแขกสีขาวสะอาดอยู่ใกล้กับธารน้ำตกจำลองที่คละเคล้าด้วยไม้ดอกไม้ประดับกำลังแข่งกันอวดช่อชูใบหลากสี ช่วยแต่งเติมความเป็ธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน
“เออนี่! เธอจำพี่ชายฝาแฝดสองคนของฉันได้ไหมที่เคยให้ดูในรูปน่ะ” เจนจิราโพล่งขึ้นเมื่อนึกได้ ส่งผลให้หยาดฟ้าเผยดวงตาวิบวับ
“แหม! ทำไมจะจำไม่ได้เล่า” แล้วบีบเสียงจนเป็กระซิบ
“ออกจะดูดีปานนั้น” เลี่ยงคำพูดตรงๆ ว่า ‘หล่อมาก’ พร้อมสงวนท่าทีวี๊ดว๊ายกระตู้วู้เพราะเกรงใจผู้ใหญ่ณ ที่นั้น
ก็หล่อกระชากใจอย่างร้ายกาจออกอย่างนั้นใคร๊จะจำไม่ได้
สองหนุ่มที่ถูกกล่าวถึง คือบุตรชายของคุณสดใส ซึ่งพักอาศัยอยู่กับพ่อแม่ของเจนจิราขณะไปเรียนต่อต่างประเทศทั้งคู่มีบุคลิกสูงใหญ่และหน้าตาดีจัดว่าหล่อเหลาเข้าขั้นเทพ หยาดฟ้าแอบเทใจให้จนหมดั้แ่แรกเห็นภาพถ่ายเมื่อหลายปีก่อน
เจนจิราอมยิ้มแฉล้ม ก่อนขยับปากฟุ้งต่อ “พี่ๆ ฉันจะรับปริญญาสัปดาห์หน้าฉันกับคุณป้าจะบินไปงานพี่ที่อังกฤษด้วย” คนฟังแทบหยุดหายใจ เนื้อเต้นตาโตยิ่งกว่าคนได้ไปเสียอีก
“เราเดินทางพรุ่งนี้่ดึกใช่ไหมคะ” คุณสดใสยิ้มรับคำถามหลานสาว
“ป้าดาวของหนูน่ะจัดการให้เสร็จ ส่วนป้าแค่เตรียมตัวให้พร้อมเท่านั้นเป็พอ”
‘คุณดวงดาว’ น้องสาวของคุณสดใสสาวโสดที่ชอบเขียนหนังสือประเภทบันทึกการเดินทางจนขายดิบขายดีมีชื่อเสียงเป็ที่รู้จักไปทั่วเพราะตัวเองไม่มีครอบครัวจึงทุ่มเทความรักให้หลานๆ จนหมดโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้เห่อจัดกับการเป็มหาบัณฑิตจากเมืองนอกของหลานชาย
“นั่นไง พูดถึงก็มาเชียว”
“คุณพี่คะ เตรียมกระเป๋าเดินทางเรียบร้อยหรือยังขาดเหลืออะไรก็ทำเป็รายการไว้นะคะ ยังมีเวลาทันอยู่ อ้าว! วันนี้นัดเพื่อนไว้หรือจ๊ะแม่เจน”
คนมาใหม่ยิงประโยคยาวแบบไม่เว้นช่องว่างให้คนอื่นได้แทรกสองสาวยกมือไหว้ทำความเคารพพร้อมเพรียง ส่วนคนรับไหว้ยังใจจดจ่อกับสิ่งที่พูด..หันพรืดมาทางคุณสดใสเชิงขอคำตอบ
“เรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องเอาอะไรไปมากหรอก ขืนหอบไปมากกว่านี้คงอยู่ได้เป็เดือนๆฉันเป็แม่แท้ๆ ของพวกเขายังไม่ตื่นเต้นเท่าเธอเลยนะ”
“แหมคุณพี่! เขาเรียกว่าเตรียมพร้อมต่างหากล่ะคะ งานแบบนี้ใช่จะมีบ่อยๆเมื่อไหร่กัน” พูดจบก็โปรยยิ้มภาคภูมิอีกครั้ง “ดิฉันล่ะชื่นใจจริงๆ”
ไม่ใช่แค่คุณป้าเท่านั้นที่รักหลานๆ มาก แต่ทั้งหลานสาวและหลานชายต่างก็รักคุณดวงดาวมากเช่นกันเหตุผลก็ไม่ใช่อะไร ‘ใจดี’ บวกกับ ‘ตามใจ’ นั่นแหละ หลานๆ อยากได้อะไรไม่ต้องเสียเวลาขอผู้บังเกิดเกล้าให้เมื่อยขบ เข้าทางคุณป้าง่ายกว่าเยอะ
เสียงมอร์เตอร์ไซค์เร่งเครื่องคำรามก่อนตีโค้งเข้ามาชะลอจนจอดสนิทตรึงทุกสายตาในวงสนทนาได้ชะงัด
คุณดวงดาวกระตุกหัวคิ้วหมับ ขณะตวัดมือข้างหนึ่งทาบอกคล้ายกลัวใจจะกระเด็นหายไปหากยังส่งเสียงค่อนแคะได้ดังถนัดหู
“ยัยนัท! ฉันบอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่าเป็สาวเป็นางทำขี่มอร์เตอร์ไซค์ซ่าจัดไม่เข้าเื่ถ้าล้มไปล่ะไม่ต้องพูดเลย โรงพยาบาลอย่างเดียว” เล่นเอาคนมาใหม่เสียวสันหลังวาบ
อวยพรแต่เช้า
“สวัสดีค่ะคุณป้าใส คุณป้าดาว”
คนแรกยิ้มรับ ส่วนอีกคนกลับสะบัดหน้าพรืดหนี
“เอาเถอะน่ะ..เธอจะไปว่าอะไรเด็กนักหนา โลกมันเปลี่ยนไปมากแล้ว จะให้เป็เหมือนอย่างรุ่นเราได้ยังไง”คุณสดใสปรามเสียงแ่ ก่อนหันไปบอกเด็กรับใช้ให้จัดเตรียมของว่าง
นาตาลีเข้ามานั่งร่วมวงสนทนาอย่างรวดเร็วหลังจากจัดการปลดหมวกกันน๊อคออก
“บ่นอะไรแต่เช้าคะเนี่ย ไม่เอาน่า..เดี๋ยวไม่สวยนะคะนั่นเห็นไหมรอยเท้ากาเริ่มมาเยือนแล้วค่ะ” เห็นจะมีแต่เธอเท่านั้นที่กล้าต่อคำแต่พองามนอกนั้นขอเงียบดีกว่า
“ยังมีหน้ามาพูดดีอีกนะเรา” คนถูกทักแบบไม่เข้าหูและไม่ทันได้ตั้งตัวพลันหันขวับไปถามสองสาวว่ามีริ้วรอยจริงหรือเดี๋ยวเวลาไปถ่ายรูปจะไม่สวย เจนจิรากับหยาดฟ้าจึงตอบว่า “ไม่ต้องห่วงค่ะ คุณป้าดูดีอยู่แล้ว”เท่านั้นก็ผุดยิ้มพราว แล้วกลับมาค้อนใส่คนพูดดีจนคุณสดใสหลุดหัวเราะร่วน
“โถ..กลัวไม่สวย ทำเป็สาวรุ่นไปได้”
“แหม!ก็ต้องนิดนึงล่ะค่ะคุณพี่”
ไม่นานนักคุณแม่บ้านก็เข้ามาด้วยท่าทางรีบร้อนโดยมีเด็กสาวรับใช้วัยกระเตาะยกขนมและเครื่องดื่มถาดใหญ่ตามมาติดๆ คุณสดใสจึงเอ่ยถาม
“มีอะไรจ๊ะ?”
“ของคุณดาวค่ะคุณใส คุณโกศลส่งคนมารับเอกสารค่ะ” คุณดวงดาวหันขวับมาทำตาโตเสียั้แ่ยังไม่ทันฟังความจบ
“อ้าว! ทำไมมาเร็วจังล่ะ ไหนว่า่บ่ายๆ แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน”
“รออยู่หน้าตึกใหญ่ค่ะ”
“งั้นช่วยไปหยิบถุงสีแดงในห้องหนังสือส่งให้เขา วางอยู่ที่โต๊ะน่ะ” คุณดวงดาวละสายตาจากคุณแม่บ้านเมื่อฝ่ายนั้นพยักหน้ารับ
“ไม่มีใครซะล่ะ คนของสำนักพิมพ์” คำพูดมาพร้อมแววตาเปี่ยมประกายคล้ายจะบอกว่า‘ตนยังคงเป็นักเขียนระดับแนวหน้าที่ได้รับความนิยมจากผู้อ่านมากมาย’
“พูดถึงหนังสือของคุณป้า นัทได้อ่านบ้างแล้ว..ดีค่ะ”
“หยาดก็ชอบอยู่หลายเล่มเหมือนกันนะคะ แต่ที่ชอบมากๆ คือเล่มที่คุณป้าเขียนที่ธิเบต”
“ใช่ๆ เล่มนั่นน่ะเจ๊งเลย ภาพสวยสุดๆ”
“เห็นว่าตีพิมพ์ครั้งที่ 7 แล้ว หน้าปกติดว่าBest Seller ด้วย” คนฟังแอบภูมิใจอยู่ลึกๆ หากแต่ยังวางฟอร์มเฉย
“พวกเธออย่ามาประจบฉันซะให้ยาก ไม่มีอะไรจะให้นะบอกไว้ก่อน”
เจนจิราหัวเราะคิกก่อนช่วยยืนยันทิ้งท้าย“จริงค่ะคุณป้าไม่ได้ชมหวังผลสักหน่อยนี่คะ” ทำคนฟังกั๊กรอยยิ้มไว้ไม่อยู่เชียวล่ะ
สักครู่ใหญ่เด็กรับใช้ก็เข้ามาบอกกับคุณดวงดาววว่ามีโทรศัพท์ร่างอิ่มท้วมจึงลุกพรวดไปรวดเร็วจนคุณสดใสอดค่อนขอดไม่ได้
“ศิลปินก็อย่างนี้ งานยุ่งตลอด ว่าแต่..ขนมป้าเป็ไงบ้างจ๊ะ”
“อร่อยค่ะ” คุณหลานๆ ต่างโพล่งเป็คำเดียว
แน่ล่ะ..คุณสดใสมีฝีมือในการทำอาหารและขนมที่ใครๆต่างยอมรับ นาตาลียังเคยขอสูตรไปลองทำอยู่บ่อยครั้ง และครั้งนี้ก็ไม่พลาด
“ได้จ้ะ หายากนะเด็กสมัยนี้ที่จะสนใจเื่เสน่ห์ปลายจวัก”
“โธ่คุณป้าคะ! ก็ยัยนัทน่ะคุณพ่อคุณแม่เสียั้แ่เด็กจะหวังพึ่งพี่ชายกับว่าที่พี่สะใภ้ก็ใช่ที่” คนเป็ป้าตีหมับเข้าที่แขนหลานสาว
“พูดจาอะไรแบบนี้ หือ!” นาตาลีรีบฉีกยิ้มแห้งๆ
“ไม่เป็ไรค่ะ เราไม่ถือสากันอยู่แล้ว เจนเขาพูดถูก”
“ก็แล้วมันใช่เหตุผลที่ดีไหม ของแบบนี้มันอยู่ที่ความสนใจมากกว่า ไอ้เื่เข้าครัวกับคนรุ่นใหม่เนี่ยดูจะไม่ค่อยถูกกันยิ่งเราน่ะตัวดีแม่เจน” คนถูกดุทำปากปูด งานนี้โดนเต็มๆ
คุณดวงดาวเดินกลับมาพร้อมถาดขนมในส่วนเพิ่มเติม คุณสดใสจึงละความสนใจจากสาวน้อยเปลี่ยนเป้าหมายเป็สาวใหญ่แทน
“ไม่ให้เด็กยกมาล่ะ แล้วเื่ของเธอเรียบร้อยไหม”
“เรียบร้อยดีค่ะ คุณโกศลเขาโทร.เช็คว่าเด็กเขามาถึงหรือยัง”
“ท่าทางหนังสือจะขายดีนะ มารับต้นฉบับถึงที่เชียว”
“เสียเมื่อไหร่ล่ะคะคุณพี่ ดิฉันแค่บอกเขาว่าจะส่งต้นฉบับช้าหน่อยเพราะต้องไปอังกฤษหลายวันทางโน้นเลยขอไว้ว่าให้เร่งให้ที แล้วจะให้เด็กมารับ ดิฉันก็..ตามใจเขาล่ะค่ะ ดีเหมือนกันทำให้เรียบร้อยไปซะจะได้มีเวลาไปขอบใจพ่อเนเรลรูปงามที่ช่วยเป็นายแบบให้ด้วย” พาให้เหล่าคนฟังเกิดความฉงนหลากประเด็นกันไป
ประเด็นแรกเป็ของนาตาลี คำว่า ‘ไปอังกฤษ’ทำให้เธอรีบหันมาไถ่ถามกับเจนจิรา ส่วนประเด็นหลังเป็ของหยาดฟ้า เพราะคำว่า‘เนเรล’ ทำสะดุดหู
“เนเรลไหนคะคุณป้า ที่เป็ดาราหรือเปล่า”
เพราะใครๆ ก็อาจใช้ชื่อนั้นได้ไม่เฉพาะดาราดังคนนั้น แต่ก็แอบลุ้นกันตัวโก่งว่าจะ...
“ใช่จ้ะ”
เรียกเสียงฮือฮายกใหญ่ งานนี้ได้คนร่วมความฉงนเพิ่มอีกหนึ่งคือเจนจิราที่ดูหน้าตื่นยิ่งกว่าใคร
“ทำไมหนูไม่เห็นทราบเลยคะคุณป้า” คุณสดใสอมยิ้ม
“เขาเพิ่งรู้จักกันตอนไปเรียนที่อังกฤษนั่นแหละตอนนั้นเนเรลยังไม่ได้เข้าวงการเลยนะ คุณพ่อคุณแม่เขาก็อยู่ที่โน่นไม่ได้มาเมืองไทยบ่อยนัก นานๆ จะมาทีก็มาหาคุณยายที่นครนายก” คนฟังออกอาการหัวฟัดหัวเหวี่ยงสุดฤทธิ์
“พี่ๆ นี่แย่ที่สุดนี่มันเื่สำคัญระดับชาติเลยนะเนี่ย ทำไมไม่บอกกันบ้าง ไว้ให้เจอตัวก่อนเถอะ..น่าดู!”
หลังมื้อเที่ยงเป็่เวลาเบาๆให้คุณป้าๆ และคุณหลานๆ ได้ย่อยอาหารกันตามอัธยาศัยคุณดวงดาวพลันนึกอะไรบางอย่างได้ จึงรีบหันไปถามคุณแม่บ้านว่าตอนที่หยิบถุงสีแดงมาจากโต๊ะในห้องหนังสือเห็นกระบอกพลาสติกทรงกลมสีเทาอยู่ในนั้นหรือไม่
คนถูกถามส่ายหน้าว่าไม่ได้เปิดดูจึงไม่ทราบคุณดวงดาวถึงกับลุกไปพิสูจน์ด้วยตัวเองให้แน่ใจ ก็ปรากฏว่าตนลืมใส่ถุงไว้รวมกัน
“ดูสิ! ดิฉันนี่แย่จริงค่ะคุณพี่ดันลืมของสำคัญไปให้หัวหน้าคุณโกศล”
“มีอะไรในนั้นล่ะ”
“ก็รูปวาดเนเรลในชุดนักรบโบราณที่คุณลดาเพื่อนดิฉันอยากให้เอาไปขึ้นปกนิยายเื่ใหม่ของเธอไงคะไม่งั้นดิฉันไม่ไปขอให้หลานๆ ช่วยถึงเมืองนอกเมืองนาไกลโขโน่นหรอกค่ะ แย่จริงเชียว!คุณลดารออยู่ด้วย” คนบ่นอุบเผยสีหน้ากังวลระคนโมโหความขี้ลืมของตัวเอง
“ลองโทร.ให้เขาส่งเด็กมารับสิจ๊ะ”
“ดีค่ะ” คนร้อนใจหันซ้ายขวาพัลวัน จะอ้าปากบอกให้ใครไปนำโทรศัพท์มาก็ดูจะไม่ทันใจ..ไปเองดีกว่า
ไม่นานนักก็เดินกลับมาพร้อมกับสีหน้ายุ่งเหยิง แถมมีคิ้วผูกโบอันใหญ่คาเด่ที่หน้าผาก
ไม่ต้องถามก็รู้ว่า ‘ไม่สำเร็จ’
“เด็กเขาติดงานกันหมดค่ะคุณพี่ คงต้องเป็พรุ่งนี้” พูดพลางทอดถอนใจก่อนทิ้งร่างอิ่มท้วมลงกับเก้าอี้
นาตาลีเห็นอาการนั้นแล้วก็อดขานอาสาไม่ได้
“นัทจัดการให้ไหมค่ะ รับรองว่าถึงมือผู้รับแน่นอน คุณป้าจะได้หายห่วงมีความสุขตลอดทริปเดินทาง”
“ใช่ค่ะ คุณป้า”
“แล้วบ้านคุณลดาอยู่ที่ไหนล่ะคะ” สาวๆช่วยกันสนับสนุนเต็มที่ หากฝ่ายคุณป้ายังไม่คลายหน้ายับ
“จะดีเรอะ วุ่นวายซะเปล่านะเป็ธุระให้ฉันน่ะ” ออกตัวเกรงใจกันน่าดูนาตาลียิ้มร่าก่อนเสริม
“ยิ่งกว่าดีอีกค่ะ เพราะนัทต้องไปรับของให้พี่ยุทธแถวนั้นอยู่แล้วยังไงก็ต้องผ่านทางนั้นอยู่ดี” เมื่อทุกอย่างเข้าล็อค ประกอบกับความตั้งใจดีของหลานๆคุณดวงดาวจึงตกลง
“ไม่ต้องไปถึงบ้านคุณลดาหรอกมันไกลมากเอาไปฝากไว้กับสามีเขาที่สำนักพิมพ์ดีกว่า อยู่แค่คลองเตยนี่เอง”
“สามีคุณป้าลดา?” เจนจิราลากเสียงสูง
“หัวหน้าคุณโกศลไงล่ะ”
ถึงบางอ้อกันเลยทีเดียว
“โธ่! แค่นี้เองค่ะคุณป้า..คืบๆ ยัยนัทจัดการได้สบายอยู่แล้วไปกลับคงไม่เกินชั่วโมงหรอกค่ะ ถมเถทันไปขี่ม้ากัน่เย็น”เจนจิราสรุปภารกิจคร่าวๆ นาตาลีทำหน้ามาดมั่นราวกับจะรับรองคุณภาพตัวเองตามคำโฆษณานั้นหากมีเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย
“ว่าแต่ขอดูภาพข้างในได้ไหมคะ นัทอยากรู้ว่าเขาจะหล่อเลิศสักแค่ไหนเชียวใครต่อใครถึงได้นิยมชมชอบกันนัก”เ้าของดวงตากลมพูดพลางปรายตายังเหล่าเพื่อนฝูงที่บัดนี้ต่างส่งสายตาวิบวับราวหมู่ดาวบนท้องฟ้ายามราตรี
น่าหมั่นไส้
คุณดวงดาวหยิบแผ่นกระดาษข้างในมาคลี่ออก สิ่งที่เห็นเป็งานสะเก็ดภาพด้วยดินสอชายหนุ่มในชุดนักรบโบราณครึ่งตัวดูสง่างามและน่าเกรงขาม ไม่มีสีสันอะไรนอกจากการสร้างความเหมือนจากปลายดินสอเท่านั้น
สาวๆ ต่างวิพากวิจารณ์ว่าดูแปลกดีเพราะส่วนใหญ่จะเห็นแต่ถ่ายแบบแฟชั่นนำสมัย เป็ภาพธรรมดาในสายตาของทุกคน
แต่สำหรับนาตาลีภาพนั้นดั่งมีชีวิตเหมือนกับว่าดวงตาคมจัดของชายหนุ่มกำลังจ้องมองมายังเธอ ผิวกายััได้ถึงรัศมีอบอุ่นประหลาดที่กำลังแผ่ขยายอยู่รอบตัวแต่กลับทำให้ขนลุกเกรียวจนน่าใ
“ไม่เคยเห็นเลยเนอะ แต่อยู่ในชุดนักรบนี่ก็เท่น์ไปอีกแบบ นัทว่ามะ” เจนจิรากระเซ้าถาม แต่อีกฝ่ายกลับไม่สนใจฟังแม้แต่น้อยสายตายังคงจับจ้องอยู่นั่น
“นัท! ได้ยินหรือเปล่า ไหนว่าไม่อยู่ในกระแสนิยม แล้วมัวแต่ตะลึงอะไรอยู่ยะ”เสียงแขวะมาพร้อมแรงเขย่าที่บ่า มันแรงพอจะทำให้คนนิ่งงันราวถูกสะกดรู้สึกตัว
“อืมมมม จ๊ะ..ก็ดูดี”
“ฮั่นแน่!อย่าบอกนะว่าหลงเสน่ห์เนเรลเข้าแล้ว” หยาดฟ้าได้ทีแซว
“บ้าน่ะ!”
“ไม่เสียฟอร์มหรอกแม่คนใจหิน ก็เนเรลน่ะเขาเป็คนน่ารักออก”เจนจิราช่วยเสริมทันควัน และก่อนที่สองสาวจะรวมหัวกันจัดหนัก คนถูกรุมจำเป็ต้องรีบสกัดดาวรุ่งไว้ก่อน
“หุบปากกันไปเลยนะถ้าพวกเธอยังอยากมีหัวติดกับตัวอยู่ล่ะก็” แซวจนได้เื่แล้วไหมล่ะ
“อูย! แรงอ่ะ”
“เออๆ เลิกแซวก็ได้ แต่อย่าเผลอละกันนะยัยนัทไม่งั้นเธอเสร็จพวกฉันแน่” นาตาลีลอบส่ายหน้าเชื่องช้า แต่นั่นหาใช่เกิดจากคำเย้าของเพื่อนฝูงไม่
แต่เป็เพราะเธอรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่าง..บางอย่างที่เหมือนรู้สึกผูกพันกันมาแสนนาน
คุณดวงดาวเก็บมันเข้าที่เรียบร้อยแล้วยื่นส่งให้นาตาลีเธอยังจดๆ จ้องๆ อย่างไม่แน่ใจ ก่อนจะยอมยื่นมืออันร้อนผ่าวออกไปเืในกายพุ่งพล่านราวกับได้รับของสำคัญ และ ‘เธอคือผู้เป็เ้าของ’
บ้าน่ะ! คิดอะไรอยู่
คนฟุ้งซ่านสูดลมหายใจลึก พยายามสลัดทุกความคิดออกไปจากหัว
“ไม่ต้องห่วงนะคะคุณป้า ทุกอย่างจะเรียบร้อย”
“จ้ะแม่คุณ! แล้วก็ไม่ต้องรีบซะจนเกินไปล่ะ เดี๋ยวป้าจะโทร.ไปบอกทางโน้นให้เขารอรับจะได้รู้กัน” คุณดวงดาวเตือนด้วยความห่วงใยระคนเคอะเขินที่กลับต้องพึ่งพาเ้ารถสองล้อ‘เหล็กหุ้มหนัง’ นี่เสียได้
นาตาลีบอกกับตัวเองได้ชัดว่าเมื่อครู่รู้สึกอัศจรรย์ใจเพียงใดแต่ไม่ว่าจะมากแค่ไหนก็อดคิดไม่ได้ว่า ‘รู้สึกไปเอง’
คงไม่มีอะไร
ระหว่างทางหญิงสาวเลี้ยวรถซ้ายขวาไปตามซอกซอยอย่างระมัดระวังสองข้างถนนโล่งตาจนน่าแปลกใจ เหมือนว่ามีเพียงเธอเท่านั้นที่ใช้เส้นทางนี้
เอ..ผู้คนแถวนี้หายไปไหนหมด
ข้างหน้าเป็สี่แยกออกสู่ถนนสายใหญ่อีกเดี๋ยวเถอะคงเจอทั้งรถทั้งคนคับคั่ง เพราะในเมืองแท้ๆย่อมเป็ไปไม่ได้ที่จะไม่เห็นใครเลยสักคนแม้จะเป็วันหยุดก็เถอะ คนที่กำลังคำนวณประชากรโลกคร่าวๆในใจพลันต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นควันจางๆ ที่กำลังเริ่มพวงพุ่งเป็กลุ่มหนาโผล่พ้นแมกไม้ชายคาร้านอาหารชั้นเดียวริมถนนใหญ่ทางด้านซ้าย
ไฟไหม้!
‘ไทยมุง’ ที่แท้ก็แห่ไปทำหน้าที่กันอย่างรวดเร็วนี่เองว่าแต่เธอคงไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ด้วยเป็แน่ เพราะพอถึงสี่แยกข้างหน้าก็ต้องเลี้ยวขวาแล้ว
แต่แปลกจริง ควันแดงๆ เขียวๆ อย่างนั้นมันไหม้อะไร!
‘ความสงสัย’ ถูกแยกออกจาก ‘ความใคร่รู้’โดยสิ้นเชิงเพราะมีธุระสำคัญต้องทำขืนมัวเสียเวลาหาความจริงอาจไม่ทันการ มือขวากระชับแฮนด์บิดเต็มอัตราเมื่อเห็นว่าไฟเขียวรถยิ่งพุ่งทะยานเข้าใกล้ทางแยกเท่าไหร่ กลุ่มควันสีแปลกตานั้นก็เหมือนยิ่งทวีท้นจนปกคลุมไปทั่วบริเวณ
ปรี้นนนน! ปรี้นนนน!
“โอ้วววว! ไม่!”
เสียงแตรรถดังกึกก้อง มันมาพร้อมเงาทะมึนดำใหญ่ที่กว่าจะรู้ว่าเป็อะไรก็ยากจะหักหลบทัน!!!
ปรี้นนนน! ปรี้นนนน!
นาตาลีตัดสินใจหักซ้ายสุดตัว ส่งผลให้ทั้งคนทั้งรถหมุนคว้างเข้าสู่ใจกลางกลุ่มควันทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนยากจะจับเหตุการณ์ได้
ร่างเล็กที่กลิ้งคลุกไปกับพื้นถนนหลายตลบเริ่มผ่อนลงสติที่เหลือเพียงน้อยนิดทำให้พอจะรับรู้ได้ว่าเนื้อตัวไม่ได้ปะทะกับอะไรรุนแรงหากแต่มวลอากาศรายรอบเหมือนหนาแน่นจนทำให้หายใจไม่คล่องปอด ร่างกายชาดิกและหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตุ้มเหล็กทั้งที่รู้สึกอย่างนั้นแต่ทำไมคล้ายว่ากำลังลอยละล่องอยู่กลางอากาศได้เล่า
‘ตาย’ หรือ ‘อยู่’ กันแน่!
ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ตอนนี้ นอกจากเธอจะไม่ได้ช่วยใครๆแล้ว ยังเป็ภาระให้คนอื่นต้องหามส่งโรงพยาบาลอีกหรือนี่!
เหอะ!ใกล้ๆ มีโรงพยาบาลดีๆ ตั้งเยอะ ส่งโรงไหนก็ได้สักโรงเถอะ
ปลายทางอันแสนใกล้ นั่นคือสิ่งที่คาดคิดเอาไว้โดยที่ไม่รู้เลยว่าโชคชะตาได้กำหนดเส้นทางไว้ให้เธอ
ไกลกว่านั้นมากนัก!