“ไม่ต้องจะดีกว่าค่ะคุณแม่ จันทร์อยากนอนพักแบบ พักผ่อนจริงๆ อยากนอนฟังเสียงธรรมชาติ เสียงนกเสียงกาเพลินๆกว่าฟังนิทานน่ะค่ะ ฮ่าๆๆ” แกล้งหัวเราะกลบเกลื่อนความหวังดีของคนเป็แม่สักหน่อย ก็เธออายุปูนนี้แล้ว ใครเขาจะฟังนิทานแล้วรู้สึกอินกันอีกล่ะ
ไม่รู้ว่าที่ผ่านมา แสงจันทร์คนเดิมมัวคิดและทำอะไรอยู่ เธอทำตัวเป็เด็ก หรือเพราะผู้ใหญ่ทำให้เธอต้องเป็เด็กอยู่วันยังค่ำ
"จันทร์หันมาชอบบรรยากาศสงบๆ ก่อนจะเข้านอน คิดว่าถ้าตัวเองโตขึ้นจะทำให้นอนหลับเต็มอิ่มมากกว่าค่ะ" เธอพยายามพูดให้ฤดีไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจมากไป พยายามสื่อบอกว่าเธอจะไม่ใช่แสงจันทร์คนเดิมอีกต่อไปแล้วน่ะสิ
“อย่างนั้นก็ได้ ถ้าลูก้า”
"ขอบคุณที่เข้าใจนะคะ คุณแม่" แสงจันทร์ทิ้งประโยคอ่อนหวานก่อนจะเดินขึ้นบันไดไป
ฤดีรอจนลูกสาวเดินไปสุดสายตา เธอถึงจะหันมาว่ากล่าวตักเตือนเหล่าสาวใช้ เวลานี้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์คงไม่เข้าใจในความเปลี่ยนไปโดยสิ้นของเ้านาย ที่ไม่เหลือความเป็คุณหนูผู้อ่อนโยนแม้แต่น้อย
ก่อนหน้านี้ฤดีเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกสาว หมอพยายามตรวจแล้วตรวจอีก แต่ก็ไม่เจอความผิดปกติใด แม้แต่หมอยังวินิจฉัยเป็การคาดเดา ว่าแสงจันทร์อาจจะเจอเื่ราวที่ทำให้ต้องเสียใจมากเกินไปหรือเปล่า
ผลกระทบทางด้านจิตใจ อาจเป็บ่อเกิดให้เธอเลอะเลือนอย่างตอนนี้
“แสงจันทร์อาจจะหลงๆ ลืมๆ ไปบ้าง ลูกฉันมีหลายอย่างผิดแปลกไป แต่คุณหมอก็บอกมาว่าหลงลืมแค่เล็กน้อยและคงไม่นานนัก ไม่มีอะไรน่ากังวล บอกทุกคนให้ทำตัวเป็ปกติ อย่าพยายามทักท้วงถ้าเห็นว่าเธอผิดแปลกไป มีอะไรให้มารายงานฉันแทน”
“ค่ะคุณหญิง” เหล่าสาวใช้ตกรับคำอย่างพร้อมเพรียง แม้ว่าลึกๆแล้วก็ยังอยากทราบ ว่าแท้ที่จริงเกิดอะไรขึ้นกับแสงจันทร์กันแน่
อีกฝั่งจุ๋มจิ๋มเพิ่งประคองเ้านายมาจนถึงห้องนอน
แสงจันทร์ถึงขั้นดวงตาเบิกโพลง เมื่อเห็นไลฟ์สไตล์ของคุณหนูตระกูลผู้ดี ผ่านห้องนอนเสมือนห้องเ้าหญิงในนิทานรูปแบบจำลอง ตกแต่งคุมโทนสีขาวชมพูอ่อน ม่านผ้าฝ้ายลายลูกไม้
'เห็นแล้วเลี่ยน...อยากอ้วก'
มันต่างกับห้องนอนของคาร์ลาที่ฝรั่งเศสเกินไป คาร์ลาและแสงจันทร์ต่างเป็หญิงที่ก้าวเดินคนละเส้นทาง
ห้องนอนก่อนที่ชีวิตเปลี่ยน เธอตกแต่งคุมโทนสีดำ แสงต้องแดง ม่วงหรือน้ำเงินเท่านั้น
“โอ๊ยแล้วฉันจะนอนหลับไหมเนี่ย เห็นแล้วจะอ้วก เอาหวานไปไหน อยากเป็เบาหวานมากหรือไง!!” เธอสะบัดแขนออกจากมือจุ๋มจิ๋ม เดินมุ่งตรงไปฟุบหน้าลงบนเตียงสีขาวชมพูอ่อน หัวเตียงยังมีตุ๊กตากระต่ายฟันสองซี่สีขาวจ้องมองไม่ห่าง
“มองหน้าอยากมีเื่เหรอไอ้ฟันสองซี่!!”
จุ๋มจิ๋มได้แต่ยืนมองเ้านายอารมณ์ร้อนอย่างวิเคราะห์
'ไหงเมื่อกี้คุณหนูบอกว่าเดินไม่ไหว...?'
เ้านายที่เพิ่งจะลุกจากเตียงด้วยท่าทางหุนหันใจร้อน เธอคว้าตุ๊กตากระต่ายซึ่งเคยเป็ของชิ้นโปรดปรานมาชกต่อยตบตี
“ฉันโคตรไม่ชอบที่ใครจ้องหน้าแล้วยิ้มกวนประสาทแบบนี้รู้ไหม!!”
ผลัวะ!
เธอหงุดหงิดไลฟ์สไตล์ของแสงจันทร์คนเดิม จนมาลงไม้ลงมือชกต่อยเ้าตุ๊กตากระต่ายเพื่อความสาแก่ใจ
“ยัง นี่แกกล้าเยาะเย้ยฉัน รู้ไหมว่าฉันเป็ใคร!!” ตุ๊กตาทำอะไรผิด ก็แค่สิ่งไม่มีชีวิตที่ถูกเย็บถักด้วยฝีมืุ์ ให้มีรอยยิ้มกวนประสาทอยู่ตลอดเวลาแค่นั้นเอง เ้ากระต่ายใช่ว่าจะอยากยิ้มกับเธอนักหนา นางผู้หญิงใจร้าย!
ตุบ !
‘จิ๋มคิดว่าคงเป็ผลข้างเคียงรุนแรงจากเครื่องกระตุ้นหัวใจ มันอาจจะส่งผลถึงสมองของคุณหนูจันทร์ ว่าแต่ทำไมคุณหมอถึงตรวจไม่พบความผิดปกติเลยนะ?’
เพราะที่เห็นอยู่ตอนนี้ คุณหนูของจุ๋มจิ๋มอาการค่อนไปทางหนักถึงหนักมากเลยก็ว่าได้
'น่าสงสารจัง หวังว่าคุณหนูของจิ๋มจะหายมาเป็ปกติเร็วๆนี้..' เธอคงเข้าใจว่าเ้านายบ้าไปแล้วล่ะสิ จุ๋มจิ๋ม
บริเวณด้านหลังคฤหาสน์ เหล่าสาวใช้เรียกเพื่อนร่วมอาชีพมารวมตัวกันคล้ายประชุมอะไรสักอย่าง
ซึ่งน่าจะเป็เื่ราวที่ใหญ่โตพอสมควร ไม่อย่างนั้น คงไม่มาสุมหัวกันกว่าสิบชีวิตอย่างนี้หรอก
“ฉันว่าคุณหนูจันทร์เปลี่ยนไปมากกว่าที่คุณหญิงบอกอีก ไม่อย่างนั้นคงไม่ดื่มน้ำล้างมือจนหมดเหยือก”
น้ำสะอาดหนึ่งเหยือกรินผ่านมือลงชามแก้วคล้ายกะละลัง เสร็จก็หันมาซับด้วยผ้าสะอาดสีขาว นั่นคือสิ่งที่แสงจันทร์ต้องกระทำหลังกลับมาจากทำธุระนอกเรือน
เธอลืมสิ่งที่ต้องปฏิบัติทุกครั้งก่อนเข้าเรือน สิ่งที่แสงจันทร์ต้องกระทำมาั้แ่เด็กจนเติบโต
ถือเป็ความเคยชินที่ยากจะลืม...
“คนสะอาดเอี่ยมอย่างหนูจันทร์น่ะเหรอจะยกน้ำล้างมือดื่มจนหมดเหยือก ไม่มีทาง ถึงหลงลืมไปบ้างก็ไม่มีทางทำอย่างนั้น!”
“แต่เมื่อกี้คุณหนูก็ทำให้พวกเราได้เห็นแล้ว ฉันว่าคุณหนูของพวกเราคงมีปัญหาเกี่ยวกับสมองขั้นรุนแรงเลยล่ะ ท่าทางรวมถึงน้ำเสียงก็แปลกไปด้วย ไม่เชื่อพรุ่งนี้พวกเอ็งลองสังเกตกันดีๆ”
“ฉันคิดว่าคราวนี้คุณหมอกรคงทำร้ายจิตใจคุณหนู จนความเ็ปลามไปถึงสมองเลยล่ะมั้ง ถึงได้กลายเป็อย่างนี้ น่าสงสารคุณหนูจริงๆ”
แม้แต่สาวใช้ยังคาดเดาไปในทิศทางเดียวกันกับฤดี ว่าที่แสงจันทร์เป็อย่างนี้ก็เพราะทิวากรคือสาเหตุ