ขณะนี้ทุกคนหลบเร้นไป ทิ้งไว้เพียงนางให้อยู่บนรถม้า ท่ามกลางสมรภูมิการรบราฆ่าฟันอันดุเดือด เหวินชิงหลีไม่รู้สึกอนาทรร้อนใจเลยสักนิด นางกระโจนลงจากรถม้า ยืนหลังพิงหินผามองดูการรบราฆ่าฟันเงียบ ๆ สายตาจับจ้องไปยังการต่อสู้ ในขณะที่โน้มตัวก้มหยิบมีดพกสองด้ามตรงน่องกระชับแน่นไว้ในมือ หากตอนนี้มีปืนคงจะดีไม่น้อย น่าเสียดายก่อนตายไม่สามารถพกอาวุธไว้กับตัวได้ เนื่องด้วยการโดยสารเครื่องบินไปต่างแดน การรบราครั้งนี้แบ่งเป็สองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งอยู่ในเครื่องแบบน่าจะเป็ทหารที่ทางการส่งมา แต่อีกฝ่ายเป็กลุ่มใดกันแน่นะ ขณะใช้ความคิดหูพลันได้ยินเสียงะโดังมาจากด้านหลัง
“ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย”
เป็เสียงร้องขอความช่วยเหลือจากเด็กสาวนางหนึ่ง ขณะนี้กำลังวิ่งตรงดิ่งมาหานาง ด้านหลังมีชายฉกรรจ์สามคนวิ่งกรูกันตามหลังมาติด ๆ ราวกับว่าไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มีดพกสองด้ามในมือถูกปาออกไปอย่างไม่เคยพลาดเป้า อีกด้ามตรงเอวถูกหยิบขว้างตามออกไปด้วยความแม่นยำ
“ฉึก ฉึก ฉึก”
ชายฉกรรจ์ล้มหัวคะมำตายคาที่อย่างไม่ต้องสงสัย นางรีบวิ่งไปเก็บมีดพกบนศพทั้งสามด้วยความเร่งรีบ อาวุธมีจำกัดนางจะทิ้งไม่ได้
“ขอบคุณจอมยุทธ์หญิงที่ให้การช่วยเหลือ”
สาวน้อยสวมชุดผ้าฝ้ายสีหม่น ดวงตาใสแป๋ว หน้าตามอมแมม กล่าวขอบคุณนาง คำว่าจอมยุทธ์หญิงเกือบทำนางหลุดขำ
“ข้าไร้วรยุทธ์และไม่ใช่จอมยุทธ์หญิง” ใบหน้ายิ้มแย้มพูดปนขำ
“แต่ทำไมท่านดูเก่งกาจนักล่ะ ดูสิพวกเขาตายหมดเลย” สาวน้อยพูดจาใสซื่อ
“ข้าแค่เชี่ยวชาญการใช้อาวุธ” เหวินชิงหลีอมยิ้มและกวัดแกว่งมีดพกไปมา
“ไปเถอะ”
นางบอกสาวน้อยแล้วก้าวขาหันหลังจากไป หญิงสาววกกลับมายังจุดเดิมเพื่อซุ่มดูสถานการณ์ ทว่าพวกที่สวมชุดชาวบ้านกลับล่าถอยเสียแล้ว เหลือไว้เพียงศพเกลื่อนกลาด กับพวกทหารในเครื่องแบบทั้งาเ็และไม่เจ็บ
“ท่านแม่ทัพเป็อย่างไรบ้าง” ถ้อยคำถามไถ่แสดงความห่วงใย ดังมาจากโคนไม้ตรงหน้า
“ข้าไม่เป็ไร เ้าดูแลเหล่าทหารเถอะ” เสียงตอบของคนเจ็บ ฟังก็รู้ว่าเหนื่อยล้าเต็มที หญิงสาวชะเง้อคอมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“นั่นใครน่ะ ไสหัวออกมา” คนเจ็บตะคอก
“ข้าไม่ได้จะทำร้ายท่านนะ ข้าแค่เดินผ่านมา”
หญิงสาวรีบออกตัวพร้อมนั่งลงข้างคนเจ็บ เพียงแรกพบนางตกตะลึงจนพูดไม่ออก
‘นี่มันเทพบุตราชัด ๆ หน้าคม กรามชัด จมูกโด่ง ตาเฉี่ยว คิ้วเรียวเฉียงรูปกระบี่ แบบนี้คือชายในฝันเลยล่ะ’
แต่นี่ไม่ใช่เวลาชมความงามของบุรุษนะ นางรีบสลัดความรู้สึกเพ้อฝันทิ้งไป
“ข้าขอดูแผลท่านหน่อยได้หรือไม่”
นางยื่นมือออกไปััรอยฟันบนแขนที่เป็แผลเหวอะหวะ ด้วยความเหนื่อยล้าแม่ทัพหนุ่มจึงยอมนางแต่โดยดี หญิงสาวหยิบมีดกรีดเสื้อผ้าตรงแผลออก ใช้น้ำล้างทำความสะอาดก่อนทำการหยดยาลงบนแผล เบตาดีนขวดน้อยถูกหุ้มด้วยถุงผ้าฝ้ายสีดำ หยดแหมะ ๆ ลงไปจนเกือบหมด นางแก้ผ้ามัดเอวออกเพื่อใช้สำหรับพันแผลให้กับแม่ทัพหนุ่ม
“เอาล่ะ รีบกินยาซะจะได้ไม่ปวด” นางยื่นยาหนึ่งเม็ดให้กับชายหนุ่ม ยาเม็ดนี้ช่างแปลกนัก แม้มีความสงสัยแต่ยังหยิบมันใส่เข้าไปในปาก
“นี่น้ำ”
น้ำที่เหลือจากการทำความสะอาดหญิงสาวหยิบยื่นให้เขา แสงตะวันคล้อยต่ำลงทุกที หลังแม่ทัพหนุ่มดื่มน้ำเสร็จ หญิงสาวก็ทำท่าจะจากลา
“เ้าจะไปที่ใด” แม่ทัพหนุ่มรีบถาม
“ตามหาลูก”
“เ้ามีลูกแล้วเหรอ” แม่ทัพหนุ่มแปลกใจ หญิงสาวตรงหน้าท่าทางไม่เหมือนคนเคยมีลูกแล้วเลยสักนิด
“ใช่ ความจริงแล้วเรามากันทั้งหมดสี่คน เมื่อเห็นพวกท่านสู้รบ ข้าจึงให้พวกเขาหลบออกไปก่อน”
“แล้วแม่นางผู้นั้นล่ะ”
แม่ทัพหนุ่มชี้มือไปยังด้านหลังของนาง เหวินชิงหลีหันขวับ ก็เห็นสาวน้อยหน้าตามอมแมมผู้นั้นที่นางเคยช่วยเหลือ
“เ้ายังอยู่อีกเหรอ” หญิงสาวทำหน้าแปลกใจ
“ข้าขอติดตามคุณหนูได้หรือไม่ เดินทางคนเดียวข้ากลัว”
“แล้วญาติพี่น้องเ้าล่ะ”
“พ่อแม่ข้าเพิ่งถูกฆ่าตาย คุณหนูข้าไม่มีใครแล้ว ขอติดตามท่านได้หรือไม่”
“ก็ได้ งั้นเราไปกันเถอะ” เหวินชิงหลีตอบรับอย่างเร่งรีบเพราะเป็ห่วงลูกชาย
“ช้าก่อนแม่นาง” แม่ทัพหนุ่มรีบห้าม
“ท่านมีอะไรรีบว่ามา” นางกำลังรีบ
“ข้าจะส่งคนช่วยเ้าตามหา” พูดจบก็ส่งสัญญาณให้ตงเหอ
“ท่านแม่ทัพ” ตงเหอรีบมาทันทีที่ได้รับสัญญาณ เขาได้แต่มึนงงเมื่อเห็นหญิงสาวสองนางข้างกายท่านแม่ทัพ
“เ้าช่วยแม่นาง...เอ่อ” ชายหนุ่มมองหน้าเหวินชิงหลี แต่ยังไม่ยอมขยับปากพูด
“ข้าชื่อลี่จิ่น” ทันทีที่หญิงสาวแนะนำตัว ตงเหอสบตากับแม่ทัพหนุ่มโดยมิได้นัดหมาย
“เ้าจงนำทหารที่ไม่ได้รับาเ็ช่วยแม่นางลี่จิ่นออกตามหาลูก” ที่แท้นางคือหญิงหม้ายสกุลลี่ผู้นั้น
“ข้าน้อยลี่จิ่นขอบคุณท่านแม่ทัพ” นางขอบคุณจากใจจริง
แสงตะวันเคลื่อนคล้อยถอยลงแทบสิ้นแสง จิ้งหรีดเรไรร้องระงมทั่วแดนไพร แข่งกับเสียงเรียกหาเฟิงเกอกับจางฮูหยิน ่ปลายยามโหย่วในป่าสนรกร้าง เหล่าทหารได้พบกับบุคคลทั้งสามห้อยต่องแต่งอยู่บนต้นไม้ เพราะติดกับดักสัตว์ของนายพราน
“พบคนแล้วท่านแม่ทัพ!” เสียงร้องเอะอะดังมาจากชายป่าด้านทิศตะวันตก เหวินชิงหลีดีใจจนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ รีบรับลูกชายด้วยความปรีดา
“เฟิงเกอ”
“ท่านแม่” สองแม่ลูกสวมกอดกันด้วยความห่วงหาอาทร
“เ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่” เหวินชิงหลีก้มสำรวจร่างกายลูกน้อยอย่างไม่วางใจ
“ท่านแม่ข้าไม่เป็ไร ไม่มีแผลเลยสักนิด” สองมือเล็กลูบแก้มมารดาส่งยิ้มจนตาหยี
“เช่นนั้น เรารีบกลับบ้านกันเถอะ” หญิงสาวจูงมือลูกชายไปหาจางฮูหยินกับเป่าซาน ขณะนี้รถม้ายังจอดอยู่ที่เดิม แต่ก่อนไปนางไม่ลืมขอบคุณท่านแม่ทัพ
“ข้าน้อยลี่จิ่นขอบคุณท่านแม่ทัพ” ครั้นกล่าวจบ นางล้วงมือหยิบขวดยาไอบูโพรเฟนในแขนเสื้อ ที่ถูกแกะจากแผงจำนวนสี่เม็ดส่งให้กับเขา
“นี่คือยาระงับปวดรักษาาแของท่าน จงทานทุก 2 - 4 ชั่วยามเมื่อมีอาการปวด หากท่านไม่ทานหรือทานไม่หมด ยานี้สามารถเก็บได้อีกเพียงหกเดือน ถ้าผ่านหกเดือนจะกลายเป็ยาพิษ”
ความจริงเป็เช่นนั้น ยาแผนปัจจุบันส่วนใหญ่มีเวลาเก็บรักษามากสุดห้าปี นี่ก็ใกล้ครบแล้ว แม่ทัพหนุ่มยื่นมือออกมารับด้วยความยินดีปนความประหลาดใจ
“ขอบคุณแม่นางลี่ ไม่ทราบยานี้ท่านได้มาอย่างไรหรือ”
แม่ทัพหนุ่มรู้สึกแปลกใจ เขาเดินทางผ่านดินแดนต่าง ๆ มากมายนับไม่ถ้วน ผ่านสนามรบมาก็ไม่น้อย หมอยาชื่อดังก็ใช่ว่าไม่เคยพบ แต่ยาเม็ดแบบนี้กลับเพิ่งเคยเห็นเป็ครั้งแรก จะว่าไปยานี้ช่างแตกต่างจากยาที่เขาเคยััมากนัก แถมประสิทธิภาพก็ดีกว่ายาจากหมอหลวงมากโข หากรู้จักแหล่งซื้อขายคงจะดีไม่น้อย
“เรียนท่านแม่ทัพ ยานี้ของข้าได้มาจากปรมาจารย์ยาผู้หายสาบสูญ แม้กระทั่งชื่อแซ่ข้ายังไม่รู้จัก นี่ก็มืดค่ำมากแล้วข้าน้อยขอตัวลา”
ว่าแล้วหญิงสาวรีบมุ่งหน้าเดินจากไปโดยเร็ว นางรู้ดีหากขืนชักช้ากว่านี้ ยานี้ต้องสร้างปัญหาให้นางแน่
รอกระทั่งรถม้าของเหวินชิงหลีลับตา แม่ทัพหนุ่มจึงสั่งการตงเหอ ให้นำทหารฝีมือดีคอยอารักขาพวกนางอย่างลับ ๆ
“เ้าชื่อแซ่อะไร” เหวินชิงหลีถามสาวน้อยผู้คอยตามตื๊อขอนางกลับเรือนด้วย
“ข้าชื่อิเยว่ คุณหนูเรียกข้าว่าเสี่ยวเยว่ก็ได้” สาวน้อยแนะนำตัว
“เ้าอายุเท่าไหร่”
“คุณหนูปีนี้ข้าอายุสิบสี่แล้วเ้าค่ะ”
“เ้าเป็คนที่นี่เหรอ”
“เรียนคุณหนูบ้านเดิมของข้าอยู่ที่เมืองตงเป่ย เมื่อสามปีก่อนเกิดภัยแล้งอย่างหนัก พวกข้าและชาวบ้านต่างได้รับความเดือดร้อน เมื่อเป็เช่นนี้นานเข้า พ่อแม่ของข้าจึงพาข้าออกเดินทาง และปักหลักทำกินบนเขาลูกนี้ เมื่อสามวันก่อนกลุ่มโจรปล้นบ้าน โชคดีข้าหนีออกมาได้ แต่พ่อแม่กลับถูกโจรร้ายฆ่าตายหมด ข้าหนีตายถึงสองวันจึงได้พบคุณหนู ฮือ ๆ ๆ” สาวน้อยสะอื้นไห้ จางฮูหยินกอดปลอบสาวน้อยด้วยใจเวทนาสงสาร
“แม่หนูเป็วาสนาของเ้าจริง ๆ ที่ได้พบอาลี่ จากนี้ต่อไปก็ใช้ชีวิตให้ดีเถอะ พ่อแม่ของเ้าจะได้ไม่ห่วง” จางฮูหยินตบหลังปลอบนางเบา ๆ
รถม้าของเหวินชิงหลีเดินทางจากชายป่า มาถึงหน้าเรือนก็เกือบยามห้าย เปาจู๋เดินกระวนกระวายอยู่หน้าประตูใหญ่ด้วยความกังวล
“คุณหนูในที่สุดพวกท่านก็มา เปาจู๋เป็ห่วงแทบแย่ เรารีบเข้าบ้านกันเถอะเปาจู๋เตรียมกับข้าวไว้รอนานแล้ว” เปาจู๋รีบพูด เมื่อเห็นว่าคุณหนูกับคุณชาย ลงรถมาด้วยความปลอดภัย โดยไม่ทันสังเกตว่ามีใครเพิ่มมาอีกหนึ่งคน
“เปาจู๋นี่คือิเยว่นางจะมาอยู่กับเราที่นี่ ตอนนี้รีบเข้าบ้านกันเถอะข้าหิวจะแย่ กินข้าวเสร็จแล้วประเดี๋ยวข้าเล่าให้ฟัง”
เหวินชิงหลีแนะนำให้เปาจู๋รู้จักิเยว่ ก่อนเดินนำทุกคนเข้าบ้านเพราะความหิว
ณ ค่ายทหาร ในกระโจมพักของแม่ทัพหนุ่ม ตงเหอรีบรายงานทันทีที่มาถึง
“ท่านแม่ทัพเรียบร้อยแล้วขอรับ”
“ส่งถึงเรือนหรือไม่”
“ถึงขอรับ พวกนางอยู่กันสามคน ถ้ารวมแม่นางน้อยผู้นั้นที่ติดตามไปด้วย ก็เพียงสี่คนเท่านั้น ในบ้านเป็ผู้หญิงทั้งหมดขอรับ มีเพียงเฟิงเกอที่เป็ผู้ชาย”
“ตามที่เ้าเห็นพวกนางลำบากอะไรหรือไม่” เพราะได้รับความช่วยเหลือจนอาการดีขึ้น แม่ทัพหนุ่มจึงอยากตอบแทนนาง คำสั่งให้ตงเหออารักขานางกลับบ้าน ก็เพื่อ้ารู้ที่อยู่ของนางด้วย
“ดูเหมือนบ้านที่พวกนางอยู่จะเล็กและทรุดโทรมไปจริง ๆ ขอรับ หากซ่อมแซมได้น่าจะเป็ผลดีกับพวกนางไม่น้อย” ตงเหอแสดงความเห็นด้วยรู้สึกเห็นอกเห็นใจและขอบคุณนาง
“งั้นพรุ่งนี้ข้าจะไปดูด้วยตัวเอง” แม่ทัพหนุ่มรับปากตงเหอ ก่อนก้มมองขวดยาในมือแล้วเผลอยิ้มอย่างเหม่อลอย
แสงนวลของพระจันทร์อาบย้อมผืนฟ้าสีหมึก ไกลออกไปบนทางช้างเผือก ดวงดาวนับพันเรียงรายอยู่บนฟากฟ้า ยามนี้เหวินชิงหลีกำลังนึกถึงแม่ทัพหนุ่ม นางกังวลว่าแม่ทัพคนนี้จะรู้จักกับเต๋อหลางเยว่หรือไม่นะ ด้วยความห่วงใยลูก นางลืมถามกระทั่งชื่อแซ่ของเขา แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว นางคาดเดาว่าถึงแม่ทัพหนุ่มจะรู้จักกับเต๋อหลางเยว่ แต่เขาน่าจะไม่เคยพบกับเหวินชิงหลีแน่นอน คิดได้ดังนี้นางรู้สึกสบายใจขึ้นมาเล็กน้อย
“คุณหนูหลับหรือยังเ้าคะ” เสียงของเปาจู๋ดังมาจากด้านนอก
“เข้ามาเถอะข้ายังไม่นอน” เหวินชิงหลีรู้สึกแปลกใจ ดึกดื่นป่านนี้ทำไมเปาจู๋ยังไม่นอน
“เปาจู๋นึกว่าคุณหนูหลับแล้วเสียอีก”
“แล้วทำไมใยเ้าไม่นอน” นางเย้าเปาจู๋
“เป๋าจู๋มีเื่สำคัญมาก ๆ จะเรียนให้ทราบนี่นา” เปาจู๋ทำเสียงอ่อย
“ถ้าเช่นนั้นก็พูดมาให้ชัดเถอะ” นางทำน้ำเสียงจริงจังแต่หน้าตาสุดแสนทะเล้น
“นายท่านส่งคนมาแจ้งข่าว อีกห้าวันจะรับคุณหนูกลับจวน เพื่อร่วมงานเทศกาลหยวนเซียวเ้าค่ะ”
“เื่สำคัญมากจริง ๆ ด้วย เปาจู๋เช่นนั้นข้าจะทำอย่างไร” เหวินชิงหลีหน้าเจื่อน ราวถูกฟ้าผ่ากลางฤดูหนาวทำเอาตั้งตัวไม่ติดจริง ๆ
“จะทำอย่างไรได้ ก็ต้องไปน่ะสิเ้าคะ” เปาจู๋รีบตอบโดยไม่ต้องคิด
“เ้าคิดเช่นนั้นจริงหรือ”
“เ้าค่ะ” เปาจู๋พยักหน้า จ้องนางตาแป๋ว ในใจรู้สึกลิงโลด
“เช่นนั้นก่อนนอน เ้าช่วยเล่าเื่ของข้าตอนอยู่จวนเหวินให้ฟังหน่อยได้หรือไม่ รวมทั้งผู้ที่ไปมาหาสู่กับข้าใน่เวลานั้นด้วย”
“คุณหนู...เปาจู๋จะเล่าให้ฟังเ้าค่ะ” เมื่อรับรู้ว่าความทรงจำเดิมของคุณหนูหายไป เปาจู๋ปวดใจยิ่งนัก...