ด้วยความโมโหที่ถูกกัวเยี่ยนสือหลอกในสนามรบมานาน คืนที่สองของการแต่งงาน หลังจากอุ้มนางขึ้นไปบนเตียงนอนแล้วก็ไม่อาจทำใจััแตะต้องกัวเอินถงได้ หญิงสาวนอนหันหลังให้กับเขา นางรู้สึกว่าเขากำลังนอนมองแผ่นหลังของนางอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นเสียงลมหายใจสม่ำเสมอก็ดังขึ้น
เช้าวันแต่งงานวันที่สาม เป็วันที่ต้องกลับไปเยือนบ้านเ้าสาว แต่เป็เพราะบ้านของกัวเอินถงอยู่ห่างไกลแสนไกล กั๋วฮูหยินจึงได้พาครอบครัวตื่นแต่เช้าไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดหยก์แทน
“หลายปีมาแล้ว ที่เสี่ยวหลุนไปรบ เป็เพราะแต่งงานกับเ้า ฮ่องเต้จึงทรงอนุญาตให้กลับมาอยู่บ้านนานถึงเพียงนี้ พวกเราไปไหว้พระพร้อมกันเพื่อความเป็สิริมงคลก็แล้วกัน”
ขบวนสกุลจีไปถึงวันหยก์ แต่ด้วยสภาพร่างกายของกัวเอินถง ทำให้กั๋วฮูหยินบอกกับบุตรชายว่าไม่ต้องขึ้นไปไหว้เจดีย์บนลานสูงชั้นบน จีหลุนมองบันไดที่สูงชันแล้วก็เห็นด้วยกับมารดา
“หากพวกเราขึ้นไปจะทำให้นางน้อยเนื้อต่ำใจ เราก็พานางไหว้จากข้างล่างนี้ก็ได้ แล้วค่อยเข้าไปในอารามเพื่อไหว้พระ คนเผ่าเหลียนซานับถือพุทธศาสนา นางจะได้มีความสุข”
“ขอรับ ท่านแม่”
เหย้าหลีทำหน้าที่เข็นรถเข็นของกัวเอินถงตามหลังครอบครัวของฝูกั๋วกงเข้าไปไหว้พระในอารามหลังใหญ่
“ฮูหยินน้อยเ้าคะ วัดหยก์ใหญ่โตกว่าวัดของพวกเรามากทีเดียว”
“เป็ธรรมดา แคว้นิใหญ่ที่สุดในห้าแคว้น มั่งคั่งทั้งเงินทองและอำนาจการทหาร วัดหยก์แห่งนี้สร้างขึ้นโดยห้าตระกูลที่ร่วมก่อตั้งแคว้นมา ข้าได้ยินว่าที่นี่มีความลับซ่อนอยู่มากมาย”
“มีของล้ำค่าไหมเ้าคะ?”
“น่าจะมี แต่ยากจะค้นเจอ วัดที่สร้างั้แ่ต้นราชวงศ์คงจะมีกลไกมากมายและที่สำคัญคงต้องมีคนเฝ้าอยู่อย่างแน่นอน”
เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นในอารามกลบเสียงพูดคุยระหว่างกัวเอินถงกับเหย้าหลี กั๋วฮูหยินหันมามองหน้าลูกสะใภ้ทำให้กัวเอินถงบอกให้เหย้าหลีรีบเข็นนางไปใกล้แม่ของสามี
“เ้ามาไหว้พระเสียสิ มาอยู่ไกลบ้านไกลเมืองอย่างนี้ จะได้สงบใจ”
“เ้าค่ะ ท่านแม่”
พอไหว้พระเสร็จ ทั้งครอบครัวก็เดินออกมาที่หน้าอาราม ยามนั้นท่านรองเสนาบดีฝ่ายซ้ายก็พาภรรยาและบุตรมาสมทบ กัวเอินถงเพิ่งได้พบกับครอบครัวของน้องสาวสามีอย่างเป็ทางการ
“คารวะท่านพ่อ ท่านแม่” ชายหนุ่มเดินเข้ามาค้อมศีรษะอย่างนอบน้อมให้กับท่านฝูกั๋วกงและภรรยา จากนั้นค่อยหันมาทางจีหลุนและกัวเอินถง “พี่หลุน และพี่สะใภ้”
“ท่านแม่ ข้าได้ยินว่าพวกท่านจะมาไหว้พระก็เลยพาหลานๆ ตามมาที่นี่ด้วยเ้าคะ” สิ้นคำบอกของจีลี่อิง เสียงเด็กสองคนก็ดังขึ้นด้านหลังเจื้อยแจ้ว
“ท่านตา ท่านยาย”
เด็กสองคนวิ่งตื๋อเข้ามายืนตรงหน้าผู้าุโแล้วโค้งคำนับอย่างรู้ความ รอยยิ้มของฝูกั๋วกงกว้างที่สุดเท่าที่กัวเอินถงเคยเห็น หญิงสาวนึกถึงสิ่งที่มารดาเคยบอกไว้ ‘คนวัยชราส่วนใหญ่มักจะรักหลานมากกว่าลูก’ เห็นได้ชัดว่าฝูกั๋วกงดูมีความสุขอย่างยิ่งเมื่อได้พบกับหลานทั้งสอง
“เ้าตัวเล็กเล่า?”
“เมื่อคืนเ้าตัวเล็กนอนไม่ค่อยหลับเ้าค่ะ ข้าก็เลยปล่อยให้เขานอนต่อ ทิ้งไว้ให้ท่านปู่กับท่านย่าคอยดูแล”
ฝูกั๋วกงจูงมือเล็กๆ ทั้งด้านซ้ายและขวาไปยังม้านั่งในศาลาใหญ่ สาวใช้สี่คนเดินเรียงรายเข้าไปยืนรอคำสั่งอยู่ใกล้ๆ อีกสองคนเตรียมถาดใส่กาน้ำชามาวางบนโต๊ะ
จีหลุนทรุดกายลงนั่งใกล้ๆ หลานชายคนโต เขาทั้งกอดทั้งหอมเด็กชายอย่างรักใคร่ กัวเอินถงเห็นแล้วก็สะท้อนใจ เขาคงอยากจะแต่งงานมีบุตรอย่างเช่นน้องสาว แต่เพราะพี่ชายของนางทำให้ความเป็บุรุษของเขาบกพร่อง ในเมื่อความหวังมลายไปสิ้น ก็ควรแล้วที่เขาจะแค้นเคืองพี่ชายของนางมากถึงกับอยากฆ่าให้ตาย
กัวเอินถงได้แต่นั่งมองดูการสนทนาของคนในครอบครัวเงียบๆ นางสนใจในตัวรองเสนาบดีฟ่านอย่างมาก ได้ยินว่าเขาได้รับตำแหน่งนี้ในตอนอายุยังน้อย
ฟ่านหลี่เจี๋ยมีความนิ่งและสุขุม รูปร่างสูงโปร่ง ลักษณะของเขาดูเป็บัณฑิตทรงภูมิรู้อย่างเต็มตัว อาจจะด้วยบารมีของความเป็ขุนนางใหญ่ ทำให้กัวเอินถงรู้สึกเกร็ง
ส่วนท่านหญิงจีลี่อิงผู้เป็น้องสาวของสามีก็งดงามและสดใส ดูจาก แววตาของนางแล้ว กัวเอินถงััได้ว่านางมีชีวิตแต่งงานที่ดียิ่ง ครอบครัวสามีให้ความเมตตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามีรักใคร่นางยิ่งนัก
“ท่านแม่เ้าคะ ใกล้จะถึงวันเกิดของเ้าแฝดแล้ว”
“ตายจริง แป๊บเดียวก็จะครบปีอีกแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ทำเหมือนปีก่อนก็แล้วกัน ฉลองกับปู่ย่ากันก่อน วันต่อไปก็เจอกันที่วังจีนะ แม่จะให้พ่อบ้านต้วนเตรียมอาหารไว้รอ”
“เ้าค่ะ”
กัวเอินถงเพิ่งรู้ว่าหลานชายหญิงของเขาเป็ฝาแฝด พอสังเกตดูให้ดี นางเพิ่งเห็นว่าเด็กทั้งสองมีใบหน้าคล้ายกันมากเพียงกลับหญิงเป็ชายเหมือนกับนางและพี่ชาย
ฟ่านหลี่เจี๋ยขยับเข้าไปใกล้ภรรยา เขาใช้ปลายนิ้วแตะข้อศอกนางแล้วขยับเข้าไปกระซิบบางอย่างอยู่ข้างหู ท่านหญิงจีจึงเอ่ยปากบอกบิดากับมารดา
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกเราคงต้องกลับแล้วล่ะเ้าค่ะ”
“จะกลับกันแล้วหรือ? เร็วจริง เพิ่งได้คุยกับเ้าแฝดแป๊บเดียวเอง”
“อีกสองวันจะพาเด็กๆ ไปหาที่วังจีนะเ้าคะ”
พอทุกคนทยอยออกจากศาลาไป เหลือกัวเอินถงรั้งท้าย เหย้าหลีก็เอ่ยขึ้นมา “ท่านหญิงจีดูมีความสุขมากเลยนะเ้าคะ”
“สตรีที่เกิดมาในครอบครัวที่ดี ทั้งยังได้แต่งงานเข้าไปในครอบครัวที่ดีอีกก็นับว่าชะตาดีแล้ว แต่นี่นางยังได้อยู่กับบุรุษที่นางรักและรักนาง” ถัวเอินถงมองดูการเดินเคียงคู่ระหว่างคนทั้งสองแล้วอดจะอมยิ้มไม่ได้ คู่สามีภรรยาที่ดูประคับประคองกันตรงหน้าช่างดูทนุถนอมอีกฝ่ายยิ่งนัก
“ท่านรองเสนาบดีดูรักท่านหญิงจีเหลือเกินเ้าค่ะ”
“พวกเขามีชีวิตครอบครัวที่ราวกับความฝัน ข้าอยากจะมีครอบครัวเช่นนี้บ้าง หวังว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสสักครั้ง”
“ท่านต้องมีโอกาสแน่นอนเ้าค่ะ” เหย้าหลีทรุดกายลงนั่งยองๆ ยื่นมือกุมมือของกัวเอินถงเอาไว้
“ขอเพียงช่วยท่านพ่อกับพี่เยี่ยนสือได้ บุกน้ำลุยไฟข้าก็ต้องทำ”
“ทุกอย่างต้องสำเร็จแน่เ้าค่ะ”
จีหลุนที่ยืนอยู่กับมารดาที่กำลังจะขึ้นรถม้า หันกลับไปมองสองนายบ่าวที่กำลังปลอบใจกันอยู่หน้าศาลา วูบหนึ่งเขารู้สึกสงสารนางขึ้นมา สตรีที่ต้องนั่งรถเข็นั้แ่เด็กจนถึงอายุวัยออกเรือน ด้วยสภาพร่างกายนางคงจะไม่มีบุรุษใดยอมรับเป็ภรรยาแน่
หากเขาไม่ถูกบังคับด้วยคำว่าสมรสพระราชทานกับบ้านเมืองก็คงไม่คิดจะรับนางเข้าสู่ตระกูลด้วยเช่นกัน แต่...ความสงสารไม่ได้ทำให้ความแค้นลดลง จีหลุนเป็คนแยกบุญคุณกับความแค้นชัดเจน
หลายวันผ่านไป จีหลุนก็ดูเหมือนยังไม่หายโมโห เขาออกไปจากจวนแต่เช้าตรู่และกลับมาในตอนหัวค่ำ กัวเอินถงได้เจอเขาที่โต๊ะอาหาร จากนั้นเขาก็จะเข้าไปในเรือนนอน เงียบหายไปพักใหญ่และเข้ามานอนอยู่ข้างๆ นางในตอนดึก
“ฮูหยินน้อย ดูเหมือนท่านชายมึนตึงยิ่งกว่าวันแรกที่เพิ่งแต่งงานนะเ้าคะ” หยวนจู้ที่เห็นจีหลุนออกไปจากห้องนอนของกัวเอินถงก่อนฟ้าสางรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก
“เดิมทีพวกเราก็มิใช่คู่สามีภรรยาที่รักใคร่กันอยู่แล้ว เขาจะเ็ายิ่งกว่านี้จะเป็ไรไป”
“ข้าจำได้ว่าหลังแต่งงานหนึ่งวัน ท่านชายก็ยังพูดคุยกับฮูหยินน้อยอยู่นะเ้าคะ แต่ระยะนี้เหมือนจะเื่โกรธเคืองขึ้นมา”
กัวเอินถงหันไปมองหน้าหยวนจู้ “เ้าหมายถึงเ้ามีเื่ให้โกรธข้ามากขึ้นอีกหรือ?”
“เ้าค่ะ ข้าดูแล้วน่าจะเป็เช่นนั้น”
หญิงสาวฟังแล้วก็รู้สึกเห็นด้วย นางจึงหันไปหาสาวใช้อีกคน “เหย้าหลี ลองไปสืบดูสิว่านี่มันเื่อันใดอีก?”
*******************

