จนกระทั่ง!!
ลู่อันซี นางถูกส่งตัวเข้าวังเย็น!!
เป็ดั่งฟางเส้นสุดท้ายสำหรับนางเช่นกัน.. ชั่วชีวิตมิมีผู้ใดกระทำการลบหลู่นางเช่นนี้.. นางถูกกล่าวหาว่ามีใจริษยาต่อ ิเหยา ผู้เป็สนมคนโปรดนางหนึ่งใน เยียนสุน..
แม้นนางจะพยามอธิบายด้วยเหตุผล.. ด้วยทุกสิ่งที่นางมี ว่าใจนางหรือจะริษยาผู้ใดได้ ดั่งสายฟ้าฟาดลงเเผ่นดินใจของนาง ลู่อันซี ถูกราชโองการจากบุรุษที่นางรักยิ่งชีวิต.. จองจำนางยังวังเย็น เป็ระยะเวลาสามเดือน ให้นางสำนึกในสิ่งที่ตนเองนั้นกระทำ
หากเเต่นางมิได้กระทำผิดนางจะต้องสำนึกสิ่งใด... มีเพียงเเต่ย้ำคิดย้ำจำ!! ว่าเยียนสุนในปีนั้นได้ตายสิ้นจากโลกนี้ไปเเล้ว มีเพียงนางผู้เดียวเหลือเพียงนางผู้เดียวที่ยังคงโง่งมในรักอันไร้ซึ่งความหมายในสายตาของบุรุษไร้สัจจะผู้นั้น อันซีนางที่เคียดแค้นก็มีแต่ใจตนเหตุใดนางจึงยังรัก...... เกลียดนัก ชังนัก แต่ก็ยังมิอาจจะสลัดรักนั้นพ้นไปจากใจได้เลยแม้นสักวัน
ลู่อันซีนางก้มมองอาภรณ์หยาบๆ ที่นางสวมใส่อยู่ในเวลานี้.... “รักเ้ามิทำร้ายแม้นกายใจ” ลู่อันซีนางกล่าวทั้งน้ำตาซ้ำหัวเราะเยาะในโชคชะตานี้ของนางไปด้วย
หลายวันต่อมา
ภายใต้เงามืดของวังเย็น.. เเม้นภายนอกจะมีเเสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญอันเรืองรอง หากเเต่ภายในหัวใจของลู่อันซีนั้นกลับมืดดำ!! อันซี สตรีสูงศักดิ์กำเนิดเเต่สกุลลู่วันนี้กลับต้องถูกจองจำด้วยเหตุอันไม่น่าเชื่อ.. หรือเขาหมดรักในตัวเเล้วจริงๆ อันซี มองออกไปที่ช่อง้าของห้องที่ปิดทึบ ในส่วนที่เเสงจันทร์เเทรกเข้ามาได้ นางทอดถอนหายใจเฮือกใหญ่ คล้ายคนหมดสิ้นเสียทุกสิ่งเเล้ว...
.
.
.
.
ตำหนักใหญ่
ด้านเยียนสุน.. บัดนี้เขายังคงนั่งอ่านฎีกาอย่างจดจ่อ.. ในวันนี้ดวงตาของเขานั้นส่อเเววเคร่งขึมกว่าทุกวัน ด้วยเหตุผลกลใด.. สิ่งที่เขาทำลงไป มันมีเหตุผลอะไรกันเเน่
"อันซี ข้าผิดต่อเ้า" เยียนสุนเขียนคำนี้ลงไปในหน้าของสมุด เเละปิดลง เมื่อหันไปมอง ก็พบกับกองสมุดสีน้ำตาล วางเรียงอยู่บนชั้นวาง นับร้อยเล่ม??
เเท้จริงเยียนสุน มิได้ละทิ้งนะมิเคยลืมความรักที่มอบให้กับอันซี หากเเต่สิ่งที่เขาเเสดงออกมา มันช่างสวนทาง
ทุกๆ วันตลอดหลายปีที่ผ่านมา เยียนสุนจะนั่งเขียนคำว่า" อันซีข้าผิดต่อเ้า" ลงในสมุดนั้นในทุกวัน วันละหน้า จนกองสมุดมีจำนวนนับไม่ถ้วน
ถือเป็ความจริงใจพอแล้วหรือ เยียนสุนท่านเสียหมึกเพียงไม่กี่หยด ในเเต่ละค่ำคืนที่พ้นผ่าน ข้าต้องเสียน้ำตาไปกี่ร้อยหยดมิอาจนับ...
.
.
.
.
.
หลายวันต่อมา
ในเวลาอาหารกลางวัน
ขันทีประจำวังเย็นได้นำอาหาร.. มาให้ลู่อันซีตามปกติ หากเเต่ของเก่ามาเช่นไรก็กลับเช่นนั้น อันซีนางเพียงดื่มน้ำเปล่าเพียงเท่านั้น
หากเเต่ด้วยวันนี้ขันทีผู้นั้นกล่าวว่า อาหารมื้อนี้เป็สิ่งพระราชทานจากฮองเต้ อันซีจึงยินยอมที่จะกินมันเข้าไป..
หากเเต่ก็ถูกขัดจังหวะด้วยการมาของเสวี่ยเฉิง เสนาบดีหนุ่ม สกุลลู่ ด้วยศักดิ์ที่นับว่ามีอำนาจไม่เป็รองผู้ใด ด้วยทักษะสามารถฝีปากอันคมกริบหว่านล้อมทุกทางจนเข้าพบลู่อันซีได้
เสวี่ยเฉิงจึงอาศัยขออ้าง การที่เป็คนสกุลลู่ว่านำข่าวจากสกุลมาบอกกับลู่อันซีนับว่าเป็เื่ด่วน
"เสวี่ยเฉิง เ้ามาที่นี้ได้อย่างไร" อันซีที่ยามนี้ใบหน้านางซีดผาด นางเพียงหันให้เห็นเพียงครึ่งใบหน้านางเท่านั้น เสวี่ยเฉิงแม้นพบเพียงนั้นก็ปวดใจเต็มเต็มทน แสงแดดที่สาดส่องบนใบหน้าเรือนผมนั้น ปีนั้นนางยังคงมียิ้มที่สดใสเป็ที่สุดต่างจากวันนี้..... เ็ปนัก
" ข้ามาพบท่าน.. ข้าได้ยินว่าหลายวันมานี้ ท่านไม่ยอมกินอาหารเเม้นสักคำ " เสวี่ยเฉิงแสร้งเป็ไม่รู้สึก
"คนไร้ประโยชน์เช่นข้า จะกินให้มันเปลืองเเรงไปใย วังเย็นก็เข้ามาเเล้ว.. มินาน ตำเเหน่งมารดาเเผ่นดินก็เกรงว่ามิอาจรักษา" อันซียิ้มอย่างเย็นเยือก
"ฮองเฮา ท่านอย่าเอ่ยเช่นนั้น พวกเราสกุลลู่จะมิยอมให้เกิดขึ้นเเน่"
"ข้าเหนื่อย เหนื่อยแล้ว อดทนไม่ไหวแล้ว” อันซีนางเสียงสั่นเคลือ
"ฮองเฮา... "
"เ้ากลับไปเถอะ.. ข้าอยากอยู่คนเดียว"
"ฮองเฮาข้า..."
"ข้าบอกให้เ้ากลับไป.. ข้ามิอยากให้เ้าจดจำข้าในสภาพตกต่ำเช่นนี้ อันซีในที่สุดก็มีวันนี้ " ลู่อันซีนางมองไปยังวังช่องหน้าต่างนั้น นางลุกเดินขึ้นไปและผายมือไปรับเอาแสงแดดด้วยท่วงท่าที่สง่างามหากแต่ก็ทุกข์ระทม
เสวี่ยเฉิงแม้นอยากจะเข้าไปกอดปลอบนางสักเพียงใดที่ทำได้ก็เพียงแต่ข่มตาลง นางเกินคว้า นางกับเขาราวเส้นขนานที่มิอาจจะครองคู่ จากนั้น เสวี่ยเฉิงก็ได้ละกายออกไป หากเเต่เมื่อ เสวี่ยเฉิงก้าวพ้น ประตูวังเย็น กลับได้ยินเสียง "ฮองเฮาถูกลอบปลงพระชนน์"
โปรดติดตามตอนต่อไป