ตอนที่ 12 ยืนกรานไม่ให้ (1)
พวกเด็กๆ คุยกันไปเรื่อยเปื่อย ไม่นานก็มาถึงบ้านเ้าของที่ดินเกา
“เสี่ยวเย่ว์ เครื่องประดับนี่ให้เ้าเก็บไว้เถอะ! ถึงอย่างไรก็ต้องให้ท่านย่าอยู่ดี ข้ากลัวว่าจะทำหาย เ้าฉลาดรอบคอบ ช่วยเก็บไว้ข้าจะได้สบายใจ” อันเสี่ยวเหมยกล่าวพลางยื่นตุ้มหูรูปดอกท้อให้อันเสี่ยวเย่ว์
“ใครว่าจะให้เครื่องประดับท่านย่าล่ะ” อันเสี่ยวเย่ว์กล่าวยิ้มๆ
“เสี่ยวเย่ว์ เ้าเป็คนพูดเองไม่ใช่หรือ พวกเราเอาเครื่องประดับมาอวดที่บ้านเ้าของที่ดินเกา พอตกเย็นก็เอาให้ผู้ใหญ่!” อันเสี่ยวหลีถามอย่างสงสัย “อีกอย่าง ถ้าพวกเราไม่ให้ ต่อให้ไม่ถูกตี ก็คงไม่ได้กินข้าวเย็นแน่ ท่านพ่อกับท่านแม่ก็ต้องถูกลงโทษไปด้วย ยังมีลุงใหญ่กับท่านป้าอีก”
“พี่สาวสุดบื้อของข้านี่น้า! พวกท่านลืมไปแล้วหรือว่าเมื่อครู่ข้าใช้คำพูดอย่างไร ตอนข้าบอกว่าจะมอบเครื่องประดับให้ผู้ใหญ่ ใช้คำว่า ‘อย่างเช่น’ กับคำว่า ‘หรือว่าควร’ ซึ่งล้วนแต่มีความหมายที่ไม่แน่นอน ข้าแค่อยากให้ท่านย่าเข้าใจผิดคิดว่าข้าจะมอบเครื่องประดับให้นาง ไม่อย่างนั้นพวกเราจะเอาเครื่องประดับออกจากบ้านได้อย่างไร นางไม่แย่งเอาไปสิแปลก!” อันเสี่ยวเย่ว์ยิ้มกริ่ม “ข้าไม่มอบเครื่องประดับให้หรอก หยวนเซิง เ้าว่าไหม!”
“ไม่ให้เด็ดขาด!” อันหยวนเซิงยังเด็ก คิดอะไรเรียบง่าย ดังนั้นอันเสี่ยวเย่ว์พูดอะไร เขาก็ว่าตามนั้น
“ดี! ทำตามคำน้องเล็กของพวกเรา ไม่ให้เครื่องประดับอย่างเด็ดขาด ตัดสินใจเช่นนี้กันเถอะ” อันเสี่ยวเย่ว์ยิ้มน้อยๆ แล้วหันมาพูดกับอันเสี่ยวหลีและอันเสี่ยวเหมยที่หน้าตาเต็มไปด้วยความกังวลว่า “พี่สาวคนดีของข้า ไม่ต้องห่วงหรอก มีข้าอยู่ ไม่เป็ไรแน่”
“เสี่ยวเย่ว์ เ้ามาหาข้าแล้วหรือ” เสียงของเกาหม่านไฉดังขึ้น เขากำลังยืนะโโลดเต้นอยู่บนโม่หินตัวใหญ่ในลานบ้าน!
อันเสี่ยวเย่ว์โบกมือให้เกาหม่านไฉ แล้วกล่าวกับพี่สาวน้องชายว่า “ไปกันเถอะ ไปบ้านเ้าของที่ดินเกาก่อน กินขนมรองท้องสักหน่อยแล้วค่อยว่ากัน”
พออันเสี่ยวเย่ว์เดินเข้าไป เกาหม่านไฉก็เข้ามาหา “เสี่ยวเย่ว์ ข้าได้ยินมาหมดแล้ว เ้าสุดยอดไปเลย!”
“เื่จิ๊บๆ!” อันเสี่ยวเย่ว์ยิ้มยืดอก “เอาขนมออกมารับรองพี่สาวกับน้องชายข้าสิ แล้วเอาไข่ไก่ให้ข้าหนึ่งใบ อย่าลืมบอกพ่อแม่เ้าก่อนด้วยล่ะ!”
“ของแค่นี้ ไม่ต้องบอกพวกเขาหรอก ข้าเกาหม่านไฉเป็เ้าภาพเอง ไปกัน เข้าบ้านก่อน” เกาหม่านไฉเดินนำพวกเด็กๆ เข้าห้องโถงกลางของบ้าน แล้วนำของอร่อยสารพัดอย่างออกมา
เด็กทั้งหลายรู้ว่าบ้านเ้าของที่ดินเกามีเงิน มักซื้อขนมกินเล่นมากมายหลายชนิดให้เกาหม่านไฉ วันนี้พอเห็นขนมที่ยามปกติไม่เคยกิน ดวงตาก็เป็ประกาย
เวลานี้พอเ้าของที่ดินเกากับภรรยาได้ข่าวก็ออกมาหา
“อ้าว เสี่ยวเย่ว์มาแล้ว” เ้าของที่ดินเกาพอเห็นอันเสี่ยวเย่ว์ก็หัวเราะจนหุบปากไม่ลง ขณะที่หัวเราะก็ดูเหมือนปากจะเบี้ยวกว่าเดิม
“ข้าพาพี่สาวกับน้องชายมากินขนม ท่านลุงเกาคงไม่ถือสากระมัง” อันเสี่ยวเย่ว์พูดด้วยรอยยิ้ม อันที่จริงนางรู้ว่าเ้าของที่ดินเกาดูแลนางเสมือนเป็ผู้มีพระคุณ ไม่ได้สนใจกับของพวกนี้เลย แต่คำพูดตามมารยาท จะอย่างไรก็ควรพูดไว้บ้าง
“พูดอะไรอย่างนั้นเล่า! ถือสาไม่ถือสาอะไรกัน พวกเ้าพี่น้องกินกันตามสบายเลย ชอบกินอะไรก็บอกได้เลย พอดีข้ากำลังจะไปร้านข้าวสารที่ในเมืองเสียหน่อย จะได้ซื้อของมาต้อนรับพวกเ้าด้วยเลย” เ้าของที่ดินเกาพูดอย่างใจกว้าง เขาไม่ขี้เหนียวกับอันเสี่ยวเย่ว์แม้แต่น้อย
“ใช่แล้ว เสี่ยวเย่ว์ เ้ามีบุญคุณช่วยชีวิตหม่านไฉเอาไว้ เ้าช่วยชีวิตเขาไว้ ก็เท่ากับช่วยพวกเราทั้งครอบครัว” แม้ว่ายามปกติภรรยาเ้าของที่ดินจะตระหนี่ แต่กลับไม่กล้าคิดจุกจิกกับอันเสี่ยวเย่ว์
สองสามีภรรยาเชื่อมั่นในวิชาแพทย์ของอันเสี่ยวเย่ว์อย่างยิ่ง แทบจะเรียกได้ว่านับถืออันเสี่ยวเย่ว์เลยทีเดียว เพราะเขาเชิญหมอมาตั้งมากมายแต่ไม่มีใครรักษาลูกชายได้ จนสุดท้ายมีหมอเถรตรงคนหนึ่งบอกให้เตรียมจัดการงานศพรอได้เลย แต่อันเสี่ยวเย่ว์กลับสามารถช่วยรักษาลูกเขาให้กลับคืนมาได้ พวกเขาไม่าออาจไม่ยอมรับนับถือ ยิ่งกว่านั้น ที่บ้านเขาในวันนี้อันเสี่ยวเย่ว์ยังแทงเข็มให้หม่าซื่อฟื้นจากการสลบไสลในเข็มเดียวอีก พวกเขาจึงยอมรับนับถือยิ่งกว่าเดิม
พวกเขาสองสามีภรรยาคิดว่า หาของกินอร่อยๆ ต้อนรับอันเสี่ยวเย่ว์ ไม่เพียงเป็การขอบคุณ ต่อไปบ้านเขาไม่ว่าใครไม่สบายปวดหัวตัวร้อนขึ้นมา ก็ขอให้อันเสี่ยวเย่ว์ช่วยรักษา ยังได้ผลดีกว่าจ่ายเงินหาหมอในอำเภอเสียอีก
อันเสี่ยวเย่ว์วางขนมถั่วตัดในมือลง กล่าวกับเ้าของที่ดินเกาว่า “ท่านลุงเกา ท่านเข้าเมือง ช่วยพาพวกเราติดไปด้วยได้หรือไม่”