บทที่ 37 เสิ่นทิงหงกลั้นน้ำตาไม่อยู่แล้ว
“วันนี้อาหารกลางวันอร่อยมากครับ! มีทั้งกระต่าย ไก่ป่า และเนื้ออีกด้วย! เสิ่นเสี่ยวปิงพูดอย่างมีความสุข
เดิมทีจางซู่ฉินพลั้งปากถามไปอย่างนั้นเอง แต่พอถามไปแล้วเธอก็รู้สึกไม่สบายใจ
เมื่อมองดูโจ๊กเม็ดหยาบและผักที่อยู่ตรงหน้า จู่ ๆ ก็เกิดอาการเบื่ออาหารขึ้นมาทันที สีหน้าเจื่อนลง
“เฮ้อ เสิ่นต้าลี่ คุณดูน้องชายตัวดีของคุณสิ ในวันสำคัญอย่างยกคานบ้าน บ้านเจ้ารองก็ชวนไป พ่อแม่ก็ชวนไป มีแต่พวกเราที่ไม่ชวนก็เพราะดูถูกพวกเรา!”
เสิ่นต้าลี่รู้สึกปวดหัว ในแต่ละวันมีเรื่องราวไร้สาระเกิดขึ้นมากเกินไป ที่สำคัญคือภรรยาตัวเองก็ไม่ใช่คนสงบปากสงบคำ
“กินข้าวของคุณไปเถอะ ทำไมพูดมากจัง? เป็นแบบนี้แล้วคุณยังหวังให้คนอื่นชวนคุณไปอีกเรอะ?”
แม้ว่าปากจะพูดไปอย่างนั้น แต่เสิ่นต้าลี่ก็ยังรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ
ตอนนี้เจ้าสามไม่เห็นพี่ใหญ่อย่างตนอยู่ในสายตาเลย
แต่คนอย่างจางซู่ฉินใครจะทนไหว เอาแต่ด่าทอสาปแช่งตลอดเวลา
จนกระทั่งเสิ่นต้าหย่งและอู๋อวิ๋น รวมถึงสองสามีภรรยาผู้เฒ่ากลับมาแล้วก็ยังด่าไม่หยุด
เสิ่นโหย่วเหวยกินเสร็จก็วางตะเกียบก่อนจะเผ่นแน่บไปคนแรก เสิ่นปี้เหลียนเองก็ไม่อยากฟังแม่ตัวเองด่าไปทั่วจึงสะพายเป้ออกไปข้างนอก
“เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่แยกบ้านก็หงุดหงิดอารมณ์ไม่ดี ตอนนี้เขาไปสร้างบ้านใหม่แล้ว ก็เลยต้องรีบประจบประแจงสินะ!”
คำพูดคำจานี้ไม่น่าฟังเลย แทบจะชี้หน้าด่าบ้านรองอยู่แล้ว เมื่อก่อนที่เธอด่าอู๋อวิ๋นก็ไม่โต้ตอบ ส่งผลให้คนคนนี้ก้าวร้าวมากขึ้นเรื่อย ๆ แทบจะด่าเหมาทุกคนในตระกูลเสิ่นหมดแล้ว ยกเว้นบ้านใหญ่
เสิ่นต้าหย่งโกรธจัดจนหน้าดำหน้าแดง แต่นั่นก็พี่สะใภ้ของเขา เขาไม่ควรโต้เถียงกับเธอ แต่ไม่ใช่กับอู๋อวิ๋น
ถ้ากับหลิวเยว่เธอคงจะอดทนกับเสียงด่าแบบนี้ เพราะต่อให้ด่ายังไงเธอก็ด่าไม่ชนะ ถ้าเกิดลงไม้ลงมือขึ้นมา หล่อนก็มีพวกพี่ชายทั้งสามกับพี่สะใภ้ทั้งสาม คงไม่ดีถ้าจะไปหาเรื่อง
แต่ทำไมเธอต้องอดทนต่อเศษสวะอย่างจางซู่ฉินด้วย? จึงเอ่ยปากด่าขึ้นมาทันที
“พอกลับมาก็ได้ยินเสียงหมาเห่า นึกว่าเป็นหมาบ้าจากบ้านไหนไม่ล่ามไว้ให้ดี ปกติเวลาที่ต้องช่วยเหลือกันก็ไม่เห็นหัว พอมีผลประโยชน์ก็มาโทษคนอื่นว่าไม่นึกถึง เมื่อไหร่จะเรียนรู้ว่าเป็นปัญหาของตัวเองนะ!”
ต่อมาพี่สะใภ้น้องสะใภ้ทั้งสองก็ไม่ยอมลดราวาศอกให้แก่กัน จนแทบจะลงไม้ลงมือกัน
เดิมทีพ่อเฒ่าเสิ่นและแม่เฒ่าเสิ่นมีความสุขมากเพราะลูกชายคนเล็กสร้างบ้านอิฐและกระเบื้องให้ แต่ตอนนี้อารมณ์ดี ๆ ได้หายไปหมดแล้ว
สุดท้ายเรื่องนี้ก็ถือว่าจบลงหลังจากที่พ่อเฒ่าเสิ่นโมโห แน่นอนว่าคู่สามีภรรยาเฒ่านั้นโกรธมาก
เสิ่นทิงหงและครอบครัวเก็บกวาดบ้านใหม่เรียบร้อย ก่อนหน้านี้พวกเสิ่นต้าเฉียงได้จ้างคนมาติดเฟอร์นิเจอร์ แต่ตอนนี้การยกคานบ้านได้เสร็จสิ้นลงแล้ว คาดว่าจะเริ่มขนย้ายได้ในช่วงบ่าย
รออีกสองวัน พวกเขาก็จะได้ย้ายเข้าแล้ว
ยิ่งเสิ่นทิงหงมองบ้านหลังนี้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งพอใจมากขึ้นเท่านั้น ถึงแม้จะไม่ค่อยดีนัก แต่เธอชอบทำเลนี้ เพราะอยู่บริเวณท้ายหมู่บ้าน ไม่มีใครเลือกสร้างบ้านแถวนี้
ต้องรู้ว่าหลังจากที่ทุกคนรู้จักทำเลบ้านหลังใหม่ของเสิ่นต้าเฉียงแล้วก็ยังมีคนที่สนิทสนมกันอีกหลายคนมาเกลี้ยกล่อมถึงบ้าน
แต่นี่คือทำเลที่เสิ่นทิงหงต้องการ และเธอก็ให้เสิ่นต้าเฉียงและหลิวเยว่คัดกรองแล้ว ดังนั้นยิ่งมองก็ยิ่งมีความสุข
ทุกคนเห็นว่าเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จก็ได้แต่ปล่อยเลยไปตามเลย
เสิ่นทิงหงยังรู้สึกว่าทำเลนี้ดีไม่น้อย กินอะไรในบ้านคนอื่นก็ไม่ได้กลิ่น เหมาะสำหรับครอบครัวที่ได้ลาภก้อนใหญ่แต่อยากอยู่เงียบ ๆ อย่างพวกเขา
พวกเขากำลังจะมีบ้านเป็นของตัวเอง มันทำให้ทุกคนในบ้านสามต่างเห็นรอยยิ้มจากใจจริงของตัวเอง
เมื่อนึกถึงการบรรลุเป้าหมายในคราวเดียว ทั้งเสิ่นทิงอู่และเสิ่นทิงเหวินกำลังจะเข้าสู่วัยแต่งงาน ดังนั้นคราวนี้พวกเขาจึงสร้างบ้านและห้องต่าง ๆ ค่อนข้างมาก
บ้านหลังนี้มีทั้งหมดหกห้อง เสิ่นต้าเฉียงและหลิวเยว่หนึ่งห้อง สองพี่น้องเสิ่นทิงอู่และเสิ่นทิงเหวินคนละห้อง เสิ่นทิงหงหนึ่งห้อง ส่วนอีกสองห้องที่เหลือเตรียมไว้อยู่เวลาพวกเขามีลูก
บวกกับห้องครัวและห้องน้ำก็ทำให้บ้านทั้งหลังกินพื้นที่ค่อนข้างมาก แต่จะพูดอย่างไรดี ถึงแม้จะดูปลอดโปร่ง แต่ก็ใช้เงินไปไม่น้อยเช่นกัน โดยทั่วไปแล้วนอกจากเงิน 100 หยวนที่เยี่ยเสิ่นเหยียนมอบให้เสิ่นทิงหงตามลำพังก่อนหน้านี้ เงินออมของครอบครัวก็มาถึงจุดต่ำสุดแล้ว
โชคดีที่เสิ่นทิงเหวินยังคงมีเงินเดือน พวกเขาจึงผ่านช่วงเวลายากลำบากมาได้
ในช่วงบ่ายเสิ่นต้าเฉียงหาขบวนรถเพื่อไปรับเฟอร์นิเจอร์ ชิ้นเล็ก ๆ ก็เอากลับเองได้ ส่วนชิ้นใหญ่ก็ให้ชาวบ้านที่เป็นคนทำเฟอร์นิเจอร์ส่งมาให้
แม้ว่าจะไม่ได้รับอนุญาตให้ซื้อขายโดยพลการ แต่คนในหมู่บ้านไม่มีเงินหรือตั๋วอยู่แล้ว ไม่สามารถไปซื้อเฟอร์นิเจอร์ในเมืองได้ มีงานฝีมือแบบนี้ในหมู่บ้านจึงเป็นเรื่องดีสำหรับทุกคน
ท้ายที่สุดมันก็ไม่ได้แพงเลย เงินก็หามาได้อย่างยากลำบาก แต่ได้สินค้าที่ราคาถูกกว่าการไปซื้อในเมืองมาก ทุกคนต่างรู้กันอยู่แล้ว
ใครที่ยังไม่ได้แต่งงาน ใครที่ยังไม่ได้ของมาเพิ่ม?
เช่นเดียวกับหมอประจำหมู่บ้าน ความจริงแล้วเป็นหมอเท้าเปล่าที่เรียกเก็บเงินค่าตรวจรักษา แต่ก็ไม่มีใครกล้ารายงานเรื่องนี้
คุณจะรายงานก็ได้ แต่หากในอนาคตครอบครัวของคุณแค่ปวดหัวเป็นไข้ก็ต้องทนอยู่บ้านหรือไปโรงพยาบาลเท่านั้น
เสิ่นต้าเฉียง เสิ่นทิงเหวิน เสิ่นทิงอู่ สามพ่อลูกไปด้วยกัน ส่วนเสิ่นทิงหงกับหลิวเยว่รอพวกเขาอยู่ในบ้านหลังใหม่
เฟอร์นิเจอร์ไม่ได้ถูกผลิตขึ้นใหม่ทั้งหมด ส่วนใหญ่ใช้เงินเพื่อสร้างตู้และเตียงให้กับเสิ่นทิงหง แต่สองพี่น้องเสิ่นทิงเหวินและเสิ่นทิงอู่ก็เปลี่ยนเตียงใหม่เช่นกัน
ส่วนหลังเก่าสามารถวางไว้ในห้องที่เหลืออีกสองห้องได้ ต่อไปลูกหลานจะได้มีไว้นอน
ส่วนเสิ่นต้าเฉียงกับหลิวเยว่กลับไม่ได้เปลี่ยนหลังใหม่ให้ตัวเอง เสิ่นทิงหงยังพบว่าเตียงที่ให้เธอนั้น น่าจะทำตามรูปแบบในห้างสรรพสินค้า
แม้ว่าในสายตาของเสิ่นทิงหงมันจะดูเชยมาก แต่ในยุคนี้ก็ถือว่าเป็นรูปแบบที่สวยงามแล้ว
แต่จะเห็นได้ว่า ในด้านการแกะสลักช่างไม้ในหมู่บ้านยังขาดความชำนาญ แต่ถึงอย่างนั้น ราคาของเตียงนี้ก็สูงกว่าของสองพี่น้องเสิ่นทิงเหวินและเสิ่นทิงอู่อย่างแน่นอน
“นีเอ๋อร์! รีบมาดูสิว่าชอบหรือเปล่า!” เมื่อช่วยกันยกเตียงไปที่ห้องใหญ่ที่สุดกับลูกชายทั้งสองเสร็จแล้ว เสิ่นต้าเฉียงก็ปาดเหงื่อบนหน้าผาก แล้วตะโกนเรียกอย่างซื่อ ๆ และคาดหวัง
เสิ่นทิงหงรู้สึกว่าตัวเองจะกลั้นน้ำตาไม่อยู่แล้ว ผู้ชายซื่อ ๆ คนนี้ ผิวสีเข้มของเขายังแดงอยู่เล็กน้อยเนื่องจากแสงแดง เนื้อตัวเต็มไปด้วยเหงื่อ ดูเก้ ๆ กัง ๆ
เมื่อเขาเตรียมของขวัญไว้ให้กับลูกสาวตัวน้อยของตัวเอง สีหน้าระแวดระวังรอคอยให้ลูกสาวมาแกะดูนั้น เห็นแล้วน่าอิจฉามาก
นี่คือพ่อของเธอ แม้ว่าจะครอบครองร่างของเจ้าของเดิมอยู่ แต่ชีวิตที่เหลืออยู่ เธอจะปฏิบัติต่อครอบครัวของตัวเองเป็นอย่างดี
เมื่อเห็นดวงตาแดงก่ำของเสิ่นทิงหง เสิ่นต้าเฉียงก็รู้สึกงุนงง “ทำไมล่ะ ลูกเป็นอะไรไป?”