เช้าวันรุ่งขึ้นแสงแดดสาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างเล็กกระทบใบหน้าอยู่ชั่วครู่ ทำใหเด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกตัวขึ้นพร้อมกับอาการปวดเมื่อยตามร่างกายจากการหนีซอมบี้ เปลือกตาทั้งสองข้างยังปิดสนิทเพราะเขาคิดที่จะนอนต่อั้แ่แรก
ไม่กี่อึดใจเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆพร้อมกับผลักประตูเข้ามา และมีเสียงเหมือนกับคนกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง เขาจึงค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมองไปยังต้นเสียง
เห็นชายวัยกลางคนกำลังนั่งคุกเข่าหยิบชวดน้ำเปล่ากับขนมปังถุงหนึ่งใส่กระเป๋าเป้ของแกอยู่ เขาจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงงัวเงีย
"เราจะไปกันแล้วเหรอครับ ?" พร้อมกับค่อยๆดันตัวเองลุกขึ้นนั่ง
"ใช่...เรามีเวลาไม่มากแล้ว...เตรียมตัวให้พร้อม" ลุงเดชลุกขึ้นพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
"เราจะไปที่ไหนครับ"
"สนามกีฬากองทับบก...ฉันได้ยินข่าวมาว่าจะมีรถมารับประชาชนที่นั้น" ลุงเดชสะพายกระเป๋าแล้วลุกยืนขึ้นเช็คให้แน่ใจ
เมื่อทั้งคู่พร้อมแล้วก็พากันเดินลงมาจากชั้น 2 หลบออกทางด้านหลังตึก
ทุกอย่างเงียบสงบ มีเพียงกลิ่นเหม็นเน่าโชยมาตามสายลมอันแ่เบา ไม่มีอีกแล้วผู้คนที่วุ่นวายออกทำมาหากินในยามเช้า
เด็กหนุ่มเดินตามลุงเดชไปตามริมถนน สายตาของเขาจ้องมองไปรอบทิศด้วยความหวาดระแวง เพราะเพิ่งเจอกับตัวเองมาเมื่อวาน ส่วนลุงเดชนั้นดูเหมือนว่าจะสีหน้ากังวลใดๆ เดินไปอย่างเงียบๆหรือแกอาจจะกำลังเก็บซ่อนความรู้สึกบางอย่าง ซึ่งกล้าได้แต่สงสัยภายในใจ
เมื่อเดินออกมาได้ประมาณเกือบ 1 กิโลเมตร กล้าได้แต่มองตึกแต่ละหลังยิ่งดูยิ่งน่ากลัวไปหมด เริ่มเดินผ่านหมู่บ้านซึ่งตอนนี้น่าจะร้างไปเป็ที่เรียบร้อย ผ่านไปทีละซอยๆ ทุกอย่างตอนนี้ไม่พบสิ่งผิดปกติ
สักพักหูของเด็กหนุ่มเหมือนจะจับเสียงอันแปลกประหลาดมาจากซอยด้านหน้า ก่อนที่เขาจะหันไปสะกิตบอกลุงเดช แต่ลุงเดชกับส่งสัญญาณให้นั่งลงพร้อมกับจุ่ปาก
"เงียบนะ...เดินตามมาๆ" ลุงเดชกระซิบเบาๆพร้อมกับย่อตัวย่องไปหลบข้างรถที่จอดขวางฟุตบาตอยู่
เหงื่อของเด็กหนุ่มเท่าเมล็ดถั่วเขียว ค่อยๆไหลลงตามใบหน้า อะดรีนาลีนเริ่มสูบฉีดจนได้ยินเสียงหัวใจเต้น
ตอนนี้ทั่งคู่ไม่มีใครกล้าแม้กระทั่งส่งเสียง ได้แต่อยู่นิ่งๆเพื่อดูสถานการณ์ที่จะต้องเจอในไม่ช้า
ไม่นานนักก็มีซอมบี้ออกมาจากซอยที่ทั้งคู่ต้องเดินผ่าน ตัวของมันแดงฉานไปด้วยเืที่ค่อยไหลหยดลงกับพื้น เหมือนมันเพิ่งเขมือบเหยื่อผู้โชคร้ายมาหมาดๆ ร่างของมันนั้นคล้ายๆกับเ้าตัวที่เด็กหนุ่มหนีกันมาเมื่อวาน มันค่อยลากขาเดินไปอย่างไม่รู้ทิศรู้ทาง ได้ยินแต่เพียงเสียงขู่ในลำคอของมัน และมันก็มองมาที่พวกเขา!!
ทั้งสองจับจ้องร่างซอมบี้อย่างไม่คลาดสายตาอยู่ครู่ใหญ่ๆ ลุงเดชเห็นสิ่งที่ผิดสังเกตอะไรบางอย่าง จึงค่อยๆหันมากระซิบกับกล้าอย่างแ่เบา
"แกคิดว่ามันเห็นเราไหม?"
"ผมไม่แน่ใจ..."เด็กหนุ่มกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงสั่นๆ
"แกอยากรู้ไหม?" ลุงเดชหันมายิ้มให้
"อยากครับ...แต่ผมไม่เอาวิ่งเหมือนเมื่อวานนะ"
เด็กหนุ่มยังคงจดจำกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวอย่างขึ้นใจ
"ถ้าอยากกำจัดมันก็ต้องตีหัวมันให้แหลก" ลุงเดชพูดต่อพร้อมกับเหลือบมองหาสิ่งของที่พอจะเป็อาวุธได้
"ผมไม่กล้าา..."
"ชื่อกล้าแต่ไม่กล้าซะงั้น...เฮ้ออ" ลุงเดชพูดพร้อมถอนหายใจเบาๆ
"คอยจับตาดูมันไว้ให้ดีนะ...เดี๋ยวฉันมา"
ลุงเดชถอยออกแล้วปีนขึ้นรั้วบ้านด้านหลังค่อยๆย่องไปอย่างเงียบๆ ทำให้เด็กหนุ่มตอนนี้ต้องอยู่เพียงลำพังกับซอมบี้ที่กำลังเดินอยู่กลางถนน ห่างกันไม่ถึง 10 เมตร
ผ่านเวลาไปไม่นานนักลุงเดชปีนกลับลงย่องมาที่เดิมของแกพร้อมกับเหล็กเก่าๆเส้นหนึ่ง ยาวราวๆ 2 เมตร
“อย่าบอกนะว่าลุงจะเอามาแทงมัน” เด็กหนุ่มถามอย่างซื่อๆ
“ใช่...ถ้าอยากรอดก็ต้องฝึกฆ่า"
“แล้วเราจะฆ่ามันได้ยังไง
ชายวัยกลางคนสังเกตไปยังบริเวณรอบๆเพียงชั่วครู่แล้วหันมาทางเด็กหนุ่มพร้อมกับยิ้มมุมปาก
“ฉันคิดออกแล้ว” พร้อมกับหยิบเชือกเส้นเล็กๆมันกับหูของประป๋องน้ำอัดลม
“อย่าบอกนะ” เด็กหนุ่มรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาเมื่อเห็นการกระทำของลุงเดช
“ต้องแกแล้วละพวก” พร้อมกับยื่นเชือกให้เด็กหนุ่มแล้วพูดต่อ “แกเห็นรถคันนั้นไหม…ก็แค่ล่อมันให้เข้าไปประตูฝั่งหนึ่งได้แล้วนายก็รีบออกมา…ส่วนฉันก็จะปิดประตูอีกฝั่งแล้วก็ขังมันไวแค่นั้น”
“คุณคิดว่าเราจะทำได้หรอ ?” เด็กหนุ่มถามอย่างเป็กังวล
“ไม่ลองไม่รู้...แต่ถ้านายไม่กล้าแล้วเมื่อไหร่นายจะเติบโต” ลุงเดชจ้องไปยังใบหน้าของเด็กหนุ่ม แล้วแตะไหล่เขาเบาๆ
“ก็ได้ “ เด็กหนุ่มตอบเสียงสั่นอย่างไม่เต็มใจนัก
ทั้งคู่ก็ค่อยๆย่องไปยังถนนกลางซอยช้า รู้สึกว่าตอนนี้แต่ละก้าวช่างดูยาวนานเหลือเกิน ไม่ช้าพวกเขาก็มาถึงรถเป้าหมาย ลุงเดชมองไปที่ร่างของเ้าซอมบี้ พร้อมกับทำท่าทางยกแขนสะบัดโบกไปมา เพื่อทดสอบการมองเห็นของมัน
“มันไม่เห็นเราจริงด้วย…งั้นก็จัดการล่อมันมาได้แล้ว” ลุงเดชกระซิบเบาๆพร้อมกับยื่นด้ามไม้ที่เก็บได้ระหว่างทางมาส่งให้
เมื่อเด็กหนุ่มได้ยินเช่นนั้น ก็จัดการหยิบด้ามไม้ฟาดเข้ากับประตูรถอย่างสุดแรง
“ปัง!! ปัง!!”
ตอนนี้เ้าซอมบี้เริ่มจะััถึงเสียงตีรถของเขา จึงหันมาพร้อมกับขู่คำรามอย่ากึกก้อง แล้วะโพุ่งตัวเข้าหาต้นเสียงทันที
“คว้าก!!!!!!!”
เด็กหนุ่มเห็นแบบนั้นก็รีบเปิดเข้าประตูทางด้านซ้ายแล้วรีบข้ามมายังอีกขวาของตัวรถเพื่อรอจังหวะ เ้าซอมบี้ที่เริ่มบ้าคลั่งก็พุ่งตรงมาใกล้จะถึงตัวรถ เขาจึงโยนกระป๋องที่เตรียมไว้แล้วดึงให้เกิดเสียงจากการเสียดสี เพื่อล่อให้เข้ามายังด้านในรถ ก่อนที่ร่างนั้นจะกระโจนเข้าใส่อีกครั้ง เด็กหนุ่มรีบผลักประตูแล้วดันปิดทันที
ขณะที่อีกด้านหนึ่งที่ลุงเดชปิดประตูขังเ้าซอมบี้ได้ตามแผนที่วางไว้
ทางด้านในรถร่างอันอัปลักษณ์นั้นได้แต่แผ่เสียงร้องเหมือนจะรู้ตัวว่ากำลังถูกกักขัง จึงพยายามที่จะตะเกียดตะกายที่จะหาทางออก จนรถตอนนี่เริ่มมีรอยนูนอย่างเห็นได้ชัด จากการกระแทกจากด้านใน
ชายทั้งสองกำลังยืนมองดูอย่างสมเพช ทั้งคู่หันมองหน้ากัน เด็กหนุ่มกำลังจะอ้าปากพูดเพื่อจะถามถึงแผนต่อไป ทันใดนั้นเองก็มีเสียงกระจกตรงหน้าของเขาแตกออก
ร่างนั้นก็โผล่หัวออกมาขู่ใส่พวกเขา แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้มันจะไม่สามารถขยับแขนได้เพราะขนาดตัวของมันพอดีกับตัวรถด้านในอย่างพอดิบพอดี
เด็กหนุ่มถึงกับสะดุ้งโหยง หลับไปทางด้านหลังลุงเดช
“ลุง!!!....มันจะออกมาแล้วว”
“แกรีบปิดบัญชีมันซะ” ลุงเดชยื่นเหล็กที่เขาหาได้ในตอนแรกให้กับเด็กหนุ่ม
“ผมกลัว…ผมทำไม่ได้!!”
“แกจะรอให้โดนมันแดกแกก่อนงั้นหรอ? รับไปซะ”
ที่จริงแล้วชายวัยกลางคนผู้นี้กำลังคิดหาวิธีที่จะฝึกกล้าให้รู้จักการดำรงชีวิตรอดอยู่ต่อไปได้ เพราะบทเรียนที่ดีที่สุดคือการเผชิญหน้ากับปัญหาไม่ว่าจะรูปแบบไหน ซึ่งเขาเห็นความศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายในเด็กหนุ่ม
“เอาไง…จะทำไหม!!?” ลุงเดชพูดด้วยน้ำเสียงเข้มขรึม
“ทะ…ทำครับ”
“ดีมาก…รับโชว์ให้ดูหน่อยซิ”
ขณะนี้เด็กหนุ่มก็ค่อยๆเดินเข้าไปหาร่างนั้นช้าๆ สองมือกำท่อนเหล็กไว้แน่น
“การที่คนเราจะเติบโดมันก็ต้องมีประสบการณ์…เข้าใจไหม” ลุงเดชพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ พร้อมกับเดินผ่านด้านหลังเด็กหนุ่มไป
ตอนนี่เด็กหนุ่มรู้สึกกล้าๆกลัวๆที่จะปิดชีพมัน มั่วแต่ยืนนิ่งไม่ลงมือสักทีจงลุงเดชต้องะโบอกเผื่อเตือนสติของเขา
“มั่วแต่ยืนมอง…เดี๋ยวมันก็หลุดหรอก ไวๆเข้าจะได้เดินทางต่อ!!”
“เอาวะ!!...ลาก่อน…” เมื่อกล้าตัดสินใจได้ก็ถอดหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนที่เขาจะส่งแท่งเหล็กในมือเสียบอย่างสุดแรง ทำให้เหล็กทะลุศีรษะของเ้าซอมบี้คลั่งนั้น เืที่ไหลนอง เสียงคำรามจากมันก็จางหายไป เด็กหนุ่มได้ยืนมองอย่างสมเพชชั่วครู่ เขาจึงรีบหันหลังแล้ววิ่งตามลุงเดชไปจนทัน
ลุงเดชหันยิ้มแยกเขี้ยว ใส่ก่อนที่จะพูดทักด้วยน้ำเสียงเรียบๆพร้อมกับอมยิ้มเล็กน้อย
“เป็ไงประสบการณ์ครั้งแรก…ดีใช่ไหมละ?”
“ดีมาก…ดีนะไม่ช็อกตายก่อน” เด็กหนุ่มทำคิ้วขมวดใส่พร้อมพูดเสียงแข็งๆ
ทำเอาลุงเดชถึงกับอดที่สะกลั่นขำไว้ไม่อยู่เพราะสีหน้าท่าทางของกล้า พร้อมกับพูดปลอบใจอย่างสนุกสนาน
“ถ้าครบ 10 ตัวเดี๋ยวให้ 1,000 บาท”
"ได้หรอลุง?"เด็กหนุ่มมองจ้องใบหน้าอันเข้มขรึม ของชายวัยกลางคน
"ก็เหมือนกับเล่นเกมไง...สนุกๆ" ลุงเดชทำท่ายักไหล่
"ผมไม่ใช่เด็กแล้วนะ!" เด็กหนุ่มพูดเสียงแข็ง
ลุงเดชได้แต่ยิ้มขำในลำคอ
เด็กหนุ่มสังเกตสีหน้าของลุงเดชเปลี่ยนไปจากตอนแรกที่เห็น เหมือนแกจะเริ่มสนิทกับเขามากขึ้น จากที่ได้เผชิญเหตุการณ์มาด้วยกัน
“เเล้วลุงเคยฆ่ามากี่ตัว? ” เด็กหนุ่มถามด้วยความสงสัย
"อยากรู้หรอ?" ลุงเดชถามกลับ
"ครับ" เด็กหนุ่มพยักหน้าตอบคำถามของลุงเดข
“อย่าใจร้อนสิ…ดูนั้นก่อน” ลุงเดชพูดพร้อมกับชี้นิ้วไปยังเบื้องหน้า
ซอยรามอินทรา 5
เมื่อเด็กหนุ่มมองไปยังดูตามที่ลุงเดชบอกก็พบกับร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตอยู่อีกไม่ไกลมากนัก
"ไปถึงนั้นก่อนแล้วฉันจะบอกนะ" ลุงเดชหันหน้ามายิ้มแยกเขี้ยวใส่ พร้อมกับพูดอย่างเป็กันเอง
ทั้งสองก็เริ่มเร่งฝีเท้ากันไปยังเป้าหมายต่อไป....