องค์ที่1: คืนแรกในไพรีที่บ้านเกิด
ดูเหมือนว่าเรวิชจะถูกส่งมาปรากฏตัวกลางป่า…ในถ้ำแห่งหนึ่ง
ถึงจะไม่รู้แน่ชัดว่านี่คือป่าอะไรและมี “อสุรกาย” (Monsters)แบบไหนอาศัยอยู่ แต่ข้าก็ไม่อาจประมาทได้ เรวิชจึงเริ่มตั้งสติตรวจสอบอุปกรณ์ที่พอจะมีติดตัวมาแม้จะไม่มีธูปเก้าดอกเหมือนที่เคยใช้ในพิธีเบิกป่าแต่ข้าก็หยิบกิ่งไม้แห้งใกล้ตัวขึ้นมา ตั้งจิตอธิษฐาน ปักลงกับพื้นด้วยความเคารพ
เรวิชท่องนะโมพร้อมตั้งจิตถึงพระรัตนตรัย เบิกทางสู่ผืนป่าแห่งนี้ แม้จะหวนกลับมายังโลกบ้านเกิดแต่ “ป่า” ของฝั่งนี้…ก็อันตรายไม่น้อยไปกว่าป่าอาถรรพ์ในโลกก่อนหน้าเลย
ที่โลกนี้ไม่เคยมีพิธีเบิกป่าเรวิชไม่แปลกใจเลยว่าทำไมนักผจญภัยที่นี่จึงาเ็ล้มตายกันบ่อยนักโดยเฉพาะพวกอันดับล่างที่ไม่มีครูดี ๆ สั่งสอนให้รู้จัก “ขอขมา” ก่อนเหยียบย่างเข้าสู่เขตแดนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์
เรวิชนั่งสงบจิตแล้วกล่าวเป็ภาษาบ้านเกิดว่า
“ข้าขอฝากตัวไว้กับเ้าป่าเ้าเขา เ้าทาง เ้าที่ หากข้าล่วงเกินสิ่งใด ขอกราบขอขมา ณที่นี้ด้วยเถิด…และหากมีสัตว์ตนใดที่สิ้นอายุไขแล้วขอท่านเ้าป่าจงโปรดประทานแก่ข้าด้วยเถิด”
จากนั้น เรวิชกลั้นใจใช้ปลายมีดพลิกดินขึ้น 3ครั้ง และพลิกใบไม้แห้งทั้งสดกลับด้านขึ้นทั้งหมด
ไม่นาน…สายลมเย็นะเืก็พัดผ่านมาเบาๆ
เรวิชรู้สึกได้ทันทีว่านั่นคือ“สัญญาณ”
หลังทำพิธี เรวิชก็สะพายเป้ขึ้นบ่าชุดที่ข้าใส่คงดูแปลกตาในโลกนี้เสื้อซาฟารีสีกากี เสื้อกั๊ก หมวกปีกกว้างและรองเท้าเดินป่าดูคล้ายคนเตรียมสำรวจป่าอเมซอนมากกว่าผู้กล้าที่หลุดมาจากต่างโลก
ป่าแห่งนี้…คล้ายกับป่าดิบชื้นในโลกฝั่งนั้นเสียงนก เสียงแมลง ดังระงมรอบด้านจนขนลุก บ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์และความลึกลับ
เรวิชเดินมาจนพบต้นไม้ใหญ่มหึมาเหมาะอย่างยิ่งที่จะสร้าง “ห้าง” พักแรมข้าจึงนั่งพักและหยิบอาหารที่พวกเขาทำไว้ให้ก่อนส่งข้ากลับมาบ้านเกิด
เรวิชน้ำตาซึมด้วยความซาบซึ้งอาหารธรรมดา แต่กลับอบอวลไปด้วยความห่วงใย
ข้าแบ่งอาหารส่วนหนึ่งใส่ใบไม้ยกถวายแด่เ้าป่าเ้าเขา และเหล่าภูติผีที่อาจสิงสถิตอยู่ ณ ที่แห่งนี้เพื่อแสดงความเคารพในฐานะผู้มาเยือน
ในขณะที่เรวิชกำลังเคี้ยวข้าวด้วยความอิ่มใจเสียงพุ่มไม้ก็ไหวขึ้นมีบางสิ่งคืบคลานออกมา ร่างของมันใสวาว ลื่นไหลเหมือนวุ้นสิ่งมีชีวิตไม่มีหัวใจหรือสมองแต่มันขยับได้คล่องแคล่ว
เมือก (Slime) – อสุรกายระดับ2
ลักษณะ: วุ้นใสหลากสีคล้ายฟองน้ำ มีรูปร่างยืดหยุ่นสูง อาศัยในถ้ำเปียกชื้น
อาหาร: แมลงเล็ก ๆ
จุดแข็ง:กันการโจมตีกายภาพ ทิ่ม แทง ไม่มีผล
จุดอ่อน: ไฟ
เรวิชจำได้จากตำราในหอสมุด มันไม่อันตรายถ้ามาเพียงตัวเดียว…แต่ถ้ามากันเป็ฝูงละก็นั่นอีกเื่ ในอดีต ข้าคงจัดการมันไปแล้ว
แต่ครานี้ เรวิชนั่งสงบเพราะเรวิชเรียนรู้สิ่งหนึ่งจากโลกฝั่งนั้นคือ: "เมตตา"คือพลังที่ยิ่งใหญ่
เรวิชนึกถึงท่านอาจารย์ผู้ธุดงค์ในป่าท่านเคยแผ่เมตตาให้สัตว์ร้ายกระทั่งมันยอมถอยออกไปโดยไม่ต้องเสียเืเนื้อ
ส่วนจอมขมังเวทย์ก็มีวิธีสยบิญญาร้ายด้วยมนตราเฉพาะโลกนี้ก็เช่นกัน…มีทั้งสัตว์ ิญญา อสุรกายและเผ่าพันธุ์ที่เฉลียวฉลาดไม่ต่างจากมนุษย์ ข้าจึงไม่แตะต้องเ้าเมือกนั้นปล่อยมันไหลไปทางของมัน
เรวิชรำลึกถึงคำอธิษฐานเมื่อครู่ว่าจะไม่ล่าสัตว์โดยไม่จำเป็ เว้นแต่เ้าป่าจะมอบสัตว์หมดอายุไขมาให้เมือกไม่ใช่ของอร่อย แถมผู้คนส่วนใหญ่มักเอามันไปใช้ย่อยสลายสิ่งปฏิกูลมากกว่า
เรวิชรู้สึกโล่งใจเล็กน้อยเพราะเข็มทิศยังใช้งานได้ แสดงว่าที่นี่ ไม่ใช่ป่าอาถรรพ์ อีกทั้ง"ระฆังลมฮวงจุ้ย" ที่ข้านำมาจากโลกก่อนหน้า ก็ยังคงเงียบงันมันจะดังเฉพาะเมื่อมีพลังเวทย์หรือสิ่งอาถรรพ์ใกล้ตัวเท่านั้น
เรวิชจึงวางใจได้ระดับหนึ่งว่านี่คือป่าธรรมดา…แต่ก็ยังต้องระวัง โชคดีที่เรวิชเจอลำธารสายเล็กข้าจึงตัดสินใจตั้งแคมป์ตรงนี้ ตกปลาย่างกิน เพราะตะวันก็ใกล้จะลับฟ้าแล้ว
กลางคืนในป่า…คือหนทางสู่ความตายโดยไม่จำเป็
เรวิชสร้างห้างขึ้นบนต้นไม้สร้างให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เก็บสัมภาระ กลบไฟ ปิดร่องรอยทุกอย่างอย่างมิดชิด
ก่อนขึ้นนอนข้าเดินวนรอบโคนต้นไม้ ขีดอาณาเขตเป็วงกลมแล้วสวดคาถาคุ้มภัยที่เคยเรียนรู้จากพระธุดงค์
“สังสิมิมะสัพพัญญิโก โลมามิ
พระยายมาาธัมมาจุติ มะอะอุกาโร
ท้าวเวสสุวัณโณพุทโธ กันติ”
เพื่อขอบารมีพญายมและท้าวเวสสุวัณให้คุ้มครองจากสิ่งไม่ดีในยามค่ำคืน