รุ่งเช้าทั้ง 5 คนเปลี่ยนจากนั่งเรือเปลี่ยนเป็ขี่ม้าไปแทนเพราะว่า่นี้ เป็่น้ำหลาก จะใช้เวลานานกว่า 2 วันจะถึง ขี่ม้าไปไม่เกิน หนึ่งวันก็ถึงแล้ว อาอู่เรียกให้เ้าม้าน้อยออกมา ให้มันได้ออกมาเที่ยวชมด้วย
ทั้งห้าควบม้าออกเดินทางไปออกจากเมืองละโว้ไปทางด้านเหนือ พอจะออกจากด่านก็รู้สึกผิดปกติ เพราะผู้คนที่กำลังจะออกจากเขตแดนละโว้ เข้าเมืองศรีเทพกลับมีกองกำลังทหารนับร้อยตั้งด่าน ตรวจสอบผู้คน ทำให้ผู้เป็จำนวนมากต้องเข้าแถวรออกจากด่าน ทำให้เสียเวลายิ่งนัก พี่สิงห์รีบเข้าไปถามพวกทหารก่อนทันที
“ เกิดอะไรขึ้นท่านหัวหน้าด่าน ทำไมวันนี้ถึงได้ตรวจละเอียดขนาดนี้” พี่สิงห์เข้าไปถามด้วยความคุ้นเคย
“ อ้อ เ้าสิงห์เองหรอกหรือ คือเวลานี้มีคำสั่งจากเมืองหลวง ให้ตรวจหาโจรขโมยสมบัติ ทำให้พวกข้าต้อง ตรวจละเอียดมากขึ้น แล้วนี่พวกเ้าจะไปเมืองศรีเทพกันทำไมกันหรือ” ด่านนี้ออกไปก็เป็เมืองศรีเทพแล้ว หัวหน้าทหารเลยเอ่ยถามพวกพี่สิงห์
“ สำนักส่งพวกเราไปตามจับโจรปล้นสินค้า ที่ต้นน้ำแถวเมืองศรีเทพ พวกท่านพอจะให้พวกข้าออกไปปฏิบัติภารกิจโดยไม่ต้องรอเข้าแถวเลยได้ไหม” พี่สิงห์เอ่ยเสียงเบาลง เพราะไม่อยากให้ใครได้ยินมาก
“ พวกเ้าแต่ละคนก็ล้วนอยู่ใน ข้อแรกที่ต้องตรวจสอบทั้งหมดเลยนะเนี่ย”หัวหน้าด่านเอ่ย แล้วมองหน้าไปทีละคน และหยุดมาที่อาอู่
“ เ้านี่เด็กเกินไป เ้าสิงห์ยังจะให้เขาออกทำภารกิจนี้ด้วยหรือ” หัวหน้าด่านแทนที่จะปล่อยไปเลย กลับมาถามเื่ไร้สาระอีก
“ หัวหน้าด่านรีบตรวจเร็วเข้าเถอะ พวกข้าไม่อยากชักช้า” พี่สิงห์เร่ง
“ ข้อสองพวกเ้าต่างก็มีดาบเดียวเหมือนกันหมดเลย ขอให้ชักดาบให้ข้าดูหน่อย” ทุกคนจึงชักดาบให้ดู
“ เฮ้อ นี่ทางเมืองหลวงให้ข้อมูลข้ามาแค่นี้ ข้าจะตามโจรนั้นได้อย่างไร”หัวหน้าเอ่ยด้วยความปวดหัว พี่สิงห์เลยถามว่าทางเมืองหลวง มีข้อมูลโจรยังไง
“ ข้อแรกเป็ชายอายุไม่เกิน 20 ปี ข้อสอง มีดาบที่ชักออกไม่ได้ ข้อสาม มีพลังหมัดไร้เทียนทาน ข้อสี่ มีทองคำหนึ่งหีบใหญ่ ข้อห้า รู้คาถาอาคม มีข้อมูลแค่นี้ใครจะไปจับได้ พวกเ้าลงชื่อเสร็จแล้วก็ไปทำภารกิจจับโจร กันเถอะ” จากนั้นกลุ่มของอาอู่ก็ขี่ม้าออกไปจากเมืองละโว้ เข้าเมืองศรีเทพทันที
ทั้งหมดขี่ม้า มาหนึ่งชัวยามแล้ว จึงให้ม้าพักดื่มน้ำ ส่วนทั้งห้าก็มาที่ตลาดแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเขาถมอรัตน์ ูเาศักดิ์สิทธ์ ทั้งห้าคนได้หาร้านนั่งกินข้าวพักผ่อนกัน
“ ท่านลุง่นี้พวกท่านได้ยินข่าวพวกกองโจรที่ชอบปล้นสินค้าบ้างไหม” พี่สิงห์ลองเอ่ยถามลุงเ้าของร้านอาหาร
“ พ่อหนุ่มทั้งหลาย พวกเ้าอย่าไปยุ่งกับพวกมันเลย พวกมันมีกันเป็ร้อย หากมันรู้ว่าพวกเ้าถามถึงมัน พวกเ้าตายแน่” ลุงเ้าของร้านกระซิบบอกเบาๆ กลัวตายเช่นกัน
“ แล้วลุงรู้ว่าพวกมันอยู่ที่ไหนกันหรือ” พี่ฟ้าลั่นเอ่ยถามเบาๆ เช่นกัน
“ ไม่รู้ ถึงรู้ลุงก็ไม่บอกหรอก ไม่งั้นพวกมันเอาตายแน่” ลุงพูดจบก็รีบเดินไปหลังร้านทันที
“ แสดงว่าพวกมันต้องมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้แน่นอน เื่นี้มันน่าสงสัยทำไมทหารในพื้นที่น่าจะรู้เื่ที่อยู่ของโจรเหล่านี้ ขนาดลุงเ้าของร้านยังรู้เลยว่าพวกมันมีเป็ร้อย และก็อันตรายมาก” พี่เดชวิเคราะห์ให้ทุกคนฟัง
“ ใช่แล้วเื่ที่อยู่ก็ส่วนหนึ่ง แต่ทำไมกองกำลังทหารรักษาความปลอดภัยทำไมปล่อยให้กองโจรเหล่านี้ ทำผิดโดยไม่ทำอะไร กลับแจ้งไปที่สำนักตักศิลาให้มาช่วยสืบสวนเื่นี้ น่าสงสัยจริงๆ” องค์ชายสาธิตก็เริ่มดูปัญหาออก
“ พวกเราต้องไปท่าเรือที่ต้นน้ำแล้วสืบสวนเื่นี้ที่นั่น น่าจะรู้คำตอบไม่ยาก”อาอู่พูดเสนอแิขึ้นมาบ้าง ทุกคนต่างพยักหน้าตามที่อาอู่พูดมา
“ ถ้าเช่นนั้นสิ่งสำคัญคือไปถามคนที่แจ้งขอความช่วยเหลือก่อน จากนั้นค่อยสืบหาพวกโจร แต่ว่าคืนนี้เราจะพักกันในเมืองศรีเทพ หรือว่าไปที่เขาถมอรัตน์กันดีระยะทางไปเขาถมอรัตน์ก็ไม่ไกลเท่าไร ค้างที่นั่น แล้วตอนเช้าค่อยเข้าเมืองก็ยังเร็วกว่าพวกที่มาเรืออยู่แล้ว” พี่สิงห์เสนอไปพักทีู่เาถมอรัตน์แล้วค่อยเข้าเมือง
ทั้งหมดตกลงไปทีู่เาถมอรัตน์กันก่อน ดังนั้นพอควบม้าไปไม่นานก็ถึงูเาศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ รอบูเาล้วนมีสายธารน้ำตกไหลลงมาเป็สาย หลายทางมากกลายเป็ลำน้ำตกที่สวยสะดุดตา อาอู่มองไปรอบๆ มีผู้คนจำนวนมากแต่งกายชุดขาว มานั่งสมาธิ และรวมกลุ่มกันเป็ จุด พออาอู่กับพวกมาถึง ก็มีชายชรานุ่งขาวห่มขาวเป็ผู้ดูแลถ้ำแห่งนี้เข้ามาสอบถามทันที
“ พวกท่านจะมาพักที่นี้เพื่อแสวงบุญขอพรสิ่งศักดิ์สิทธ์ หรือจะมาทำพิธีเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่านเ้าพ่อศรีเทพ?”
“ พวกเรามาขอพรสิ่งศักดิ์สิทธ์ แล้วว่าจะพักที่แห่งนี้สักคืน” พี่สิงห์กล่าวกับผู้ดูแลสถานที่
“ ถ้าเช่นนั้นพวกท่านเชิญทางนี้ ด้านล่างฝั่งนี้เป็ที่พัก ส่วนด้านในถ้ำจะเป็รูปแกะสลักสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย พวกท่านขอพร สวดมนต์ กันได้อย่างเต็มที่ แต่ว่าท่านอย่าไปทางหลังเขา เพราะกลางคืนอาจมีพวกสัตว์ร้ายออกมาหากินเชิญพวกท่านตามสบาย” ผู้ดูแลสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แนะนำอย่างมีไมตรียิ่ง แต่ว่าอาอู่สงสัยรู้สึกมีบางสิ่งแปลกๆ หรือว่าจะเป็สัตว์ร้ายที่ว่านั่น
“ พวกเราเข้าไปไหว้ ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธ์ กันก่อนเถอะ” พี่ฟ้าลั่นเอ่ยชวน
ทุกคนเดินตามไปข้างในถ้ำ ในสถานที่ศักดิสิทธิ์แห่งนี้มีผู้มาสักการะ อยู่หลายคนต่างก็ก้มกราบ เทพเ้าแต่ละองค์ บ้างก็นั่งสมาธิ ตามเทพเ้าที่พวกเขาเคารพ อาอู่มายืนที่จุดหนึ่ง เบื้องหน้ามีรูปปั้นฤาษีรูปหนึ่ง ตั้งอยู่อาอู่บอกให้ทุกคนกราบไหว้ ขอพรตามที่ตนปราถนา ส่วนอาอู่บอกขอเวลา 1 ชั่วยามนั่งสมาธิ
อาอู่ก้มลงกราบท่านรูปปั้นฤาษี ตรงหน้า แล้วนั่งสมาธิส่งจิตเข้าไป ไม่นานจิตของอาอู่ก็มาอยู่ในมิติแห่งหนึ่งคล้ายกับมิติของท่านอาจารย์ฤาษี แต่ว่าข้างหน้าอาอู่ตอนนี้คือท่านฤาษีวาริศที่ ท่านอาจารย์ฤาษีบอกหรือเปล่านะอาอู่ก้มลงกราบที่เท้าของท่านฤาษีที่นั่งหลับตาอยู่ พออาอู่ก้มกราบที่เท้าท่านฤาษีก็ลืมตาขึ้น
“เ้ามาแล้วหรือ อาอู่ “
“ ท่านฤาษีวาริศ” อาอู่ค่อยมั่นใจขึ้นมาทันที
“ เ้ารู้ไหมว่าทำไมอาจารย์เ้าให้มาหาข้าที่นี่” ท่านฤาษีวาริศถามยิ้มๆ
“ ไม่ทราบขอรับ”
“ ข้าจะให้เ้าจัดการสัตว์ร้ายตัวหนึ่ง มันถูกวิณญาณร้ายที่อาศัยสิ่งศักดิ์สิทธ์ที่แห่งนี้ ที่บำเพ็ญตบะทำให้มันมีพลัง มีอำนาจ และก็มีพลังที่แปลงร่างให้กลายเป็มนุษย์ก็ได้ สร้างความเดือดร้อน ให้กับผู้ที่จาริก แสวงบุญ ณ ที่แห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ และสัตว์ร้ายตัวนี้ได้เริ่มเข่นฆ่าผู้คนไปหลายคนแล้ว
ข้าติดต่อขอความช่วยเหลือไปทางท่านสุกกทันตะฤาษี ท่านเลยส่งพวกเ้ามาที่เมืองศรีเทพ เพื่อปราบโจรปล้นชิงสินค้า แต่ว่าเื้ั้าส่งเ้ามาจัดการกับการสัตว์ร้ายตัวนี้” ฤาษีวาริศ พูดน้ำเสียงที่เหมือนจะเป็ห่วงสัตว์ร้ายตัวนี้
“ ข้าขอภัยที่ถาม เหตุใดท่านทราบว่าสัตว์ร้ายตัวนี้ สร้างเภทภัยให้กับมนุษย์ทำไมท่านฤาษี ไม่จัดการเลยขอรับ” อาอู่สงสัยอยากรู้จริงๆ
“ ข้าเป็ผู้ทรงศีล ละเว้นการฆ่ามานานมากแล้ว ไม่อยากจะทำลายการบำเพ็ญของข้า เพราะเื่นี้ และอีกอย่างข้าเลี้ยงดูมันมาั้แ่เกิด ข้าไม่อยากทำลายมันด้วยตัวของข้าเอง แต่เ้าไม่ต้องห่วง ข้าไม่ให้เ้าทำเื่นี้โดยเปล่าประโยชน์หรอกเข้ามาใกล้ๆ “ อาอู่ได้ฟังเช่นนั้นก็เข้าใจทั้งหมด รีบขยับตัวเข้าใกล้ท่านฤาษีวาริศ ท่านฤาษีท่องมนต์คาถาอะไรบางอย่าง แล้วจับศรีษะของอาอู่ให้ตั้งตรง
และทันใดนั้น ก็มีสิ่งที่คล้ายดวงตาที่มีประกายไฟโผล่ขึ้นมาที่หน้าผากของท่านฤาษีวาริศอีกดวง จากนั้นดวงตาไฟดวงนี้ก็พุ่งเข้ามาที่หน้าผากของอาอู่ทันที
อาอู่ร้อนยิ่งกว่าถูกไฟแผดเผาไปทั่วร่าง แต่แล้วก็ค่อยๆ เย็นขึ้นแล้วรู้สึกสบายเป็ที่สุด ท่านฤาษีวาริศปล่อยให้อาอู่เคลื่อนไหวอิสระ แล้วบอกให้อาอู่ ตั้งจิตให้มั่น
แล้วใช้รวมพลังไปที่หน้าผาก แล้วก็ลืมตาขึ้นมา ปรากฏว่ามีดวงตาโผล่ขึ้นที่หน้าผากของอาอู่ แล้วปล่อยแสงไฟออกไปที่หินก้อนหนึ่งที่วางอยู่ ไฟที่ส่งออกมาทำให้หินก้อนนั้นละลายกลายเป็ผุยผง
“ นี่คืออะไรกัน” อาอู่ใกับสิ่งที่เกิดขึ้นยิ่งนัก พอเอามือไปลูบหน้าผากตัวเองดวงตาที่หน้าผากก็หายไป
“ นี่คือดวงตาอัคคี ท่านสุกกทันตะฤาษี อยากให้ข้ามอบให้เ้าั้แ่ชาติก่อนของเ้าแล้ว แต่ไม่มีโอกาส ครั้งนี้เ้าช่วยข้าเื่นี้ ข้าเลยมีโอกาสมอบให้เ้า จำไว้ไฟนี้ไว้ให้เ้าใช้ทำลายิญญาภูติผี ปีศาจ สัตว์ร้าย คนชั่ว แต่กับคนที่ดีมีศีลธรรมเ้าไม่อาจจะใช้ทำร้ายคนเ่าั้ได้” ท่านฤาษีวาริศเอ่ยอย่างภาคภูมิใจในขณะที่อาอู่มองท่านฤาษีวาริศด้วยความพิศวง
“ นี่ท่านคือฤาษีตาไฟ ในตำนานใช่ไหมขอรับ” อาอู่ตะลึงจนต้องถามเื่นี้