“แล้วข้าจะรอ”เมื่อได้ยินคำขู่อันแสนเยือกเย็นของเก๋อหงตอนกำลังจากไป เย่เฉินก็แสยะยิ้ม
การประลองได้สิ้นสุดลงแล้วเดิมทีที่คิดว่าคงจะไม่มีอะไรเกินจากที่คาดการณ์ไว้แต่กลับกลายเป็การต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมอย่างหาที่เปรียบได้ยากยิ่งการโต้กลับของศิษย์ฝึกหัด ไม่เพียงแต่จะเอาชนะศิษย์ของยอดเขาตี้หยางได้แต่ยังเป็การยั่วยุเก๋อหงอย่างโจ่งแจ้ง ทำให้เขานั้นต้องสูญเสียเกียรติไปทั่วทั้งยอดเขา
การต่อสู้ในครั้งนี้เกิดขึ้นราวกับว่ามันถูกกำหนดให้เย่เฉินได้แสดงพร์ต่อสำนักเหิงเยว่ทั้งยังกำหนดให้เขากลายเป็ที่พูดถึงในยามว่างของชาวสำนักอีกด้วย
“พวกเ้าไม่เห็นหรือ! อีกนิดเดียวจ้าวหลงก็จะถูกดาบของเย่เฉินสังหารเสียแล้ว”
“ประมุขแห่งยอดเขาตี้หยางโกรธจนแทบจะฆ่าเขาเลยทีเดียวเสียดายว่าพวกเ้าไม่ได้เห็นหน้าของเขาในตอนนั้น!”
“มันช่างน่าเหลือเชื่อสิ้นดี!” บนยอดเขาเทียนหยาง จ่งเหลาเต้าที่เอนกายอยู่บนเก้าอี้ เมื่อได้ฟังรายงานจากลูกศิษย์ก็ลุกขึ้นนั่งตรงอย่างไม่อยากจะเชื่อ ใบหน้าอันอวบอิ่มนั้นปรากฏสีหน้าแปลกใจอย่างเห็นได้ชัด
“จ้าวหลงแพ้แล้วหรือ?” บนยอดเขาเหรินหยางหลังจากนักพรตชิงหยางที่กำลังเข้าฌานสมาธิอยู่ได้รับรายงานเขาก็เบิกตาโพลงขึ้นทั้งสองข้างอย่างตกตะลึง บทสรุปเช่นนี้อยู่เหนือการคาดการณ์ของเขาจริงๆ
เมื่อเทียบกันระหว่างยอดเขาเทียนหยางและยอดเขาเหรินหยางเสียงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวของเก๋อหงแห่งยอดเขาตี้หยางนั้นได้ดังกึกก้องไปทั่วทั้งยอดเขา
“เศษสวะเศษสวะทั้งนั้น” เก๋อหงอดไม่ได้ที่จะตวาดออกไปด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม“ชื่อเสียงของยอดเขาตี้หยาง ถูกพวกเ้าทำเสียหายไปหมดสิ้นแล้ว”
เบื้องล่างเหล่าบรรดาศิษย์ของยอดเขาตี้หยางต่างหมอบคลานอยู่เมื่อเห็นเก๋อหงกำลังโกรธเกรี้ยวอย่างกับสายฟ้าฟาด จึงไม่มีผู้ใดกล้าเปล่งเสียงออกมาแม้แต่คำเดียว
ในขณะนี้เย่เฉินผู้ที่สร้างความปั่นป่วนขึ้นมา กำลังซ่อนตัวอยู่ในป่าหลังเขาและได้ทำการสำรวจของรางวัลที่ได้รับมาจากชัยชนะในครั้งนี้
สิ่งที่เป็ของรางวัลจากการต่อสู้ก็คือถุงเก็บของที่เก๋อหงให้เขามานั่นเอง
ในถุงเก็บของมีหินิญญาที่ส่องแสงประกายแวววาวอยู่กองหนึ่ง หินิญญาเหล่านี้เป็เงินตราใช้จ่ายของบรรดาผู้ฝึกตนด้านในเต็มไปด้วยพลังิญญาที่ถูกปิดผนึกเอาไว้ มันสามารถใช้สำหรับซื้อสิ่งของได้อีกทั้งยังสามารถช่วยในการฝึกตนได้อีกด้วย
“หินิญญาห้าร้อยก้อน”หลังจากนับจำนวนหินิญญาในถุงเก็บของแล้ว เย่เฉินก็ต้องประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของเก๋อหง
โดยปกติแล้วเป็ศิษย์นอกของสำนักเหิงเยว่ศิษย์ทุกคนจะได้รับหินิญญาเป็จำนวนยี่สิบก้อนต่อเดือน สำหรับหินิญญาจำนวนห้าร้อยก้อนนี้นับได้ว่าเป็โชคลาภก้อนใหญ่ของเขาเลยทีเดียว
แกร่ก!
เย่เฉินบีบหินิญญาก้อนหนึ่งเบาๆเขาได้ซึมซับพลังงานิญญาบริสุทธิ์ที่โชยออกมาอย่างละโมบเติมเต็มพลังงานส่วนที่ใช้ไปในการต่อสู้
หลังจากซึมซาบพลังงานิญญาบริสุทธิ์ไปหลายสิบก้อนขณะที่เย่เฉินกำลังเก็บถุงเก็บของอยู่นั้น สีหน้าของเขากลับเคร่งขรึมขึ้นในทันทีตอนอยู่บนลานเมฆวายุ เขาโกรธเก๋อหงเป็อย่างมากแม้ว่าเขาจะอยู่ที่สำนักเหิงเยว่ได้ไม่นาน แต่ก็ได้ยินเื่ราวของเก๋อหงมาไม่น้อยคนผู้นี้เป็คนเ้าคิดเ้าแค้นคนหนึ่ง
“ดูเหมือนว่าต่อจากนี้ไปชีวิตของข้าคงจะไม่มีคืนวันที่ราบรื่นอีกแล้ว” เย่เฉินปวดหัวขึ้นมาเล็กน้อยลูบไปที่คิ้วเบาๆ
ดวงตะวันใกล้ลับขอบฟ้าเย่เฉินจึงออกมาจากหลังเขาอย่างเงียบๆ กลับไปยังสวนแห่งิญญา
อาการาเ็ของจางเฟิงเหนียนเริ่มฟื้นฟูขึ้นแล้วเหลือเพียงแต่เ้าสัตว์ิญญาอย่างเ้าอินทรีตัวนั้น ที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก
ในไม่ช้ากระทะเหล็กขนาดใหญ่ก็ถูกยกออกมาวางบนกองไฟที่กำลังลุกโชนเย่เฉินได้ทำการตุ๋นหมาป่าโลหิตที่เขาล่ามาได้ในครั้งก่อน กลิ่นของมันนั้นหอมอบอวลไปทั่วทั้งสวนแห่งิญญา
“ข้าไม่ได้เห็นเนื้อสัตว์มากมายขนาดนี้มานานมากแล้ว”หู่หวาเช็ดน้ำลายที่ไหลออกมามากกว่าหนึ่งครั้งและก็ไม่ลืมที่จะเหลือบไปมองเ้าอินทรีตัวนั้นที่กำลังจดจ้องอยู่กับกระทะเหล็กใบนั้นแล้วก็หัวเราะขึ้นมา “เ้าอินทรี วันนี้เ้าจะได้กินอย่างอิ่มเอมแล้วนะ”
“เ้าหนุ่มน้อยวันนี้เ้า...” อีกด้านหนึ่ง จางเฟิงเหนียนจับจ้องไปยังเย่เฉินแต่เขากลับถูกเย่เฉินพูดขัดขึ้นมา
“วันนี้ข้าสบายดีไม่มีปัญหาอะไร!” เขายิ้มขึ้นอย่างเฉยเมย เย่เฉินใส่เครื่องเทศลงไปในกระทะเหล็กไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเื่ที่ลานเมฆวายุเลยแม้แต่คำเดียว
“ไม่มีก็ดีแล้วไม่มีก็ดีแล้ว” จางเฟิงเหนียนยิ้มอย่างอบอุ่นแต่ในดวงตานั้นกลับเต็มไปด้วยความกังวล
เื่ราวการต่อสู้กันอย่างดุเดือดระหว่างเย่เฉินกับจ้าวหลงได้แพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวางและดูเหมือนว่าเขาเองก็พอจะได้ยินมาบ้าง แม้ว่าจะเกินคาดการณ์ไปบ้างแต่ในใจกลับอิ่มเอม นึกไม่ถึงว่าคนที่ไม่เคยเกี่ยวข้องอะไรกันแค่คนที่เขาเคยช่วยชีวิตเอาไว้ แต่สุดท้ายกลับเต็มใจที่จะทำเพื่อเขาโดยไม่ลังเลแม้ว่าจะต้องท้าทายกับความน่ากลัวของเก๋อหง
เมื่อนึกถึงเื่นี้จางเฟิงเหนียนก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาในใจ
เขาเคยเป็ผู้าุโของสำนักเหิงเยว่แต่ั้แ่ถูกขับไล่ลงมาจากเขา เขาก็ต้องพบแต่ความเศร้าโศกเหล่าศิษย์พี่น้องในสมัยก่อนนั้นต่างดูถูกเขา หรือแม้แต่ศิษย์ในรุ่นหลังก็มักจะหาเื่วุ่นวายมาให้เขาอยู่เสมอ
เมื่อเทียบระหว่างศิษย์พี่น้องของเขากับศิษย์รุ่นหลังที่แสนอัปยศเย่เฉินผู้นี้ที่อยู่ตรงหน้าเขา ช่างมีความแตกต่างจากพวกเขาเ่าั้โดยสิ้นเชิง
“มาเถอะ! มากินข้าวกัน“ เย่เฉินที่อยู่ด้านข้างไม่ทันได้สังเกตท่าทีที่เปลี่ยนไปของจางเฟิงเหนียนเขาตักเอาเนื้อหมาป่าที่ตุ๋นได้ที่แล้วออกมา
“ข้าอดทนรอไม่ไหวแล้ว”
“เ้าอินทรีชิ้นนี้สำหรับเ้า กินบำรุงเยอะๆ นะ”
อาหารเย็นมื้อนี้พวกเขาต่างรับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อย เหงื่อไหลโชกไปทั้งตัวหมาป่าโลหิตเป็สัตว์อสูร มันเป็ของมีประโยชน์ทั้งตัว เมื่อนำมาตุ๋นเป็ซุปก็จะเป็ยาชั้นเลิศสำหรับบำรุงเพื่อฟื้นฟูร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับจางเฟิงเหนียนและหู่หวา หลังจากรับประทานเข้าไปแล้วทั่วทั้งร่างก็รู้สึกอุ่นขึ้นทันที
สวนแห่งิญญาในค่ำคืนนี้ไม่เงียบเหงาระหว่างที่พวกเขากำลังรับประทานอาหารได้เพียงครึ่ง ก็มีหญิงงามแวะเวียนเข้ามา
และผู้ที่เข้ามานั้นก็คือศิษย์สตรีในชุดสีขาวอันพลิ้วไหวแสงของจันทราอาบมายังนาง ช่างดูงดงามไร้ที่ติ แต่ทว่าบนใบหน้านั้นกลับมีความเฉยเมยเ็าปรากฏขึ้นมาแต่ไกลเมื่อมองดูใกล้ๆก็พบว่าหญิงสาวผู้นี้คือซูซินเยว่ที่เขาพบที่ลานประลองเมื่อกลางวัน
“ศิษย์พี่หญิงซูลมอะไรพัดพาท่านมาถึงที่นี่” เย่เฉินไม่ได้หันไปมองซูซินเยว่ทำเพียงแต่ตักเนื้อหมาป่าขึ้นมาชิ้นหนึ่ง และพูดขึ้นอย่างราบเรียบ
เมื่อได้ยินคำพูดของเย่เฉินซูซินเยว่ก็มีสีหน้าที่เคร่งขรึม สูดหายใจเข้าลึกๆ และไม่ได้ตอบโต้ใดๆ
“ท่านอาจารย์ให้มาเชิญเ้าเข้าเป็สมาชิกของยอดเขาเหรินหยาง” ซูซินเยว่กล่าวอย่างเ็าเมื่อกล่าวจบก็ไม่ลืมที่จะส่งเทียบเชิญลอยไปในอากาศ “หากว่าเ้าตอบรับพรุ่งนี้ก็ไปยังยอดเขาเหรินหยางของข้า”
แม้ว่าซูซินเยว่จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันเ็าแต่ในใจกลับกำลังข่มความรู้สึกโกรธเอาไว้ นางคือใครกัน นางเป็ถึงดอกไม้ผู้งดงามของศิษย์นอกสำนักเหิงเยว่และเป็ศิษย์คนสุดท้ายของประมุขแห่งยอดเขาเหรินหยางแต่วันนี้ที่ลานประลองกลับถูกเย่เฉินมากล่าวสั่งสอนและเมื่อกลับไปนักพรตชิงหยางก็ยังให้นางเป็ผู้นำเทียบเชิญนี้มาให้อีก
“เทียบเชิญของยอดเขาเหรินหยางมันทำให้ข้าปลื้มใจยิ่งนัก!”
“เทียบเชิญก็มาแล้วเ้าลองดูเองก็แล้วกัน” ซูซินเยว่ไม่้าจะอยู่นานกว่านี้หลังจากทิ้งเทียบเชิญไว้แล้วก็หันหลังจากไปทันที
ในขณะที่นางกำลังเดินจากไปจู่ๆ นางก็หยุดชะงักแล้วหันกลับไปมองเย่เฉินที่กำลังกินอยู่อย่างตะกละตะกลาม “อย่าคิดนะว่าเอาชนะจ้าวหลงได้แล้วเ้าจะไร้คู่ต่อกรในใต้หล้า เ้าจำไว้เสียด้วยว่ายังมีศิษย์เหิงเยว่อีกมากมายที่สามารถจะจัดการกับเ้าได้หากใจของเ้ายังมีแต่เื่เข่นฆ่า เ้าจะไม่มีวันประสบผลสำเร็จเป็แน่”
หลังจากพูดจบซูซินเยว่ก็หายลับไปราวกับสายลม
หลังจากนางออกไปแล้วเย่เฉินไม่ได้มีท่าทีเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อยเขายังคงแทะเนื้อหมาป่าอย่างตะกละตะกลามอยู่เช่นเดิม
“เ้าหนุ่มยอดเขาเหรินหยางเป็หนึ่งในยอดเขาหลักทั้งสามของสายนอกสำนัก เ้าควรไปที่นั่นเถอะ! อย่าได้ทิ้งอนาคตของตนเลย อดกลั้นไว้สักหน่อยแล้วมันก็จะผ่านพ้นไป”จางเฟิงเหนียนพูดกับเย่เฉินอย่างอ่อนโยน และจริงใจ
“ผู้าุโข้าเข้าใจแล้ว” เย่เฉินหัวเราะเบาๆ ขึ้นมา พูดจบก็เช็ดคราบน้ำมันตรงมุมปาก
ผ่านไปเพียงชั่วครู่ประตูของสวนแห่งิญญาก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง ครั้งนี้คนที่เข้ามาเป็ศิษย์ผู้สง่างามในชุดสีขาวที่ได้ฝึกตนสำเร็จถึงขั้นรวมพลังชั้นที่หกแล้วแม้ว่าจะด้อยกว่ากันอยู่เพียงเล็กน้อย แต่เขากลับดูแข็งแกร่งกว่าจ้าวหลงอยู่มาก
คนผู้นี้เป็ศิษย์คนสุดท้ายของประมุขแห่งยอดเขาเทียนหยาง นามว่า เว่ยหยาง
“เ้านะหรือคือผู้ที่เอาชนะจ้าวหลง?” เว่ยหยางเดินเข้ามาพร้อมขยับพัดเบาๆ สายตาเหลือบมองไปยังจางเฟิงเหนียน แล้วมองไปยังเย่เฉินอย่างเย้ยหยัน
ฮึ! เดิมทีเย่เฉินคิดว่าเว่ยหยางผู้นี้เป็ผู้มีความสุภาพอ่อนน้อมเฉกเช่นเดียวกับรูปลักษณ์ภายนอกแต่ทว่าเมื่อเขาได้เอ่ยปากออกมากลับทำให้ความประทับใจที่มีต่อเว่ยหยางนั้นถูกทำลายไปจนหมด เขาดูเหมือนจะสง่างามแต่ภายในกลับเป็สุภาพบุรุษจอมปลอม
“ไม่ทราบว่าพี่ชายมาเยี่ยมเยียนยามมืดค่ำเช่นนี้มีเื่อันใดหรือ” คำพูดของเย่เฉินยังคงเฉยเมยอยู่เช่นเดิม สำหรับคนแบบนี้แล้วเขาไม่้าจะเสวนาด้วยเลยแม้แต่น้อย
“ไม่ได้มีเื่ใหญ่โตอันใดข้าแค่นำข้อความของท่านอาจารย์มาบอกกล่าว ท่านอาจารย์บอกว่าเ้าสามารถเข้าเป็ศิษย์ของยอดเขาเทียนหยางได้” เว่ยหยางยิ้มขึ้น พลางสะบัดพัดเบาๆยกคางสูงขึ้น วางท่าทีราวกับเป็ผู้สูงส่ง
“อือ!”
เย่เฉินตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ไม่ใส่ใจจากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาอยู่กับเนื้อหมาป่าต่อ
เห็นท่าทางแบบนี้ของเย่เฉินแล้วเว่ยหยางก็ยังสงบอยู่ไม่ได้โกรธแต่อย่างใด ได้แต่เพียงฝืนยิ้มเล็กน้อยแล้วหันหลังกลับไปทางประตู
เพียงแต่ก่อนที่เขาจะก้าวพ้นประตูออกไป เขาก็เหลียวหลังกลับมามองเย่เฉินคล้ายกับซูซินเยว่“เ้ามันไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ ไปยั่วยุยอดเขาตี้หยางอย่าได้ดูแคลนต่อความหวังดีของผู้อื่น เ้าควรจะจำเอาไว้ว่าที่ยอดเขาเทียนหยางของข้านั้นเ้าไม่ได้เป็อะไรเลยสักนิด”
พูดจบเว่ยหยางก็โบกพัดเบาๆ และก้าวออกจากประตูไป
หลังจากเว่ยหยางออกไปเย่เฉินก็วางตะเกียบลง
“เ้าหนุ่มเ้า...” จางเฟิงเหนียนเหมือน้าจะพูดอะไร แต่กลับถูกเย่เฉินพูดขัดจังหวะเอาไว้
“ผู้าุโข้ารู้ว่าท่าน้าจะพูดอะไร” เย่เฉินเช็ดคราบน้ำมันออกจากริมฝีปากแล้วพูดขึ้นว่า “ไม่ใช่ว่าข้าไม่้าหาที่พึ่งพิงแต่ท่านก็เห็นแล้วว่าพวกเขาล้วนแต่ดูถูกข้าหากข้าเสนอหน้าไปเป็ศิษย์ของพวกเขาละก็ จะไม่เป็การหาเื่อับอายให้ตัวเองไปหน่อยหรือ?”
เฮ้อ!
จางเฟิงเหนียนนิ่งเงียบได้แต่ถอนหายใจออกมา
“เื่ภายในสำนักข้าก็สังเกตมานานมากแล้ว” เย่เฉินยิ้มเบาๆ แล้วพูดต่อไป“ในโลกใบนี้จะต้องเป็ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะได้รับความเคารพ แม้ว่าข้าจะเป็เพียงศิษย์ฝึกหัดที่เลวทรามแต่ข้าคงจะไม่เข้าเป็ศิษย์ของทั้งสามยอดเขาเป็แน่”
“ถ้าอย่างนั้นเ้าก็จงทำให้ดีที่สุดอย่าได้ทรมานตนเอง”
“คำสอนของผู้าุโข้าจะจดจำไว้อย่างดี”