ไม่มีผู้ใดสงสัยในความสามารถอันแข็งแกร่งของกู่ฉิงใน่เวลาแห่งการบำเพ็ญตนสามปีที่ผ่านมาไม่มีผู้บำเพ็ญตนรุ่นราวคราวเดียวกันผู้ใดสามารถต่อกรกับนางได้ซึ่งหน้าแม้แต่ผู้เดียวซึ่งแน่นอนว่าเหลยหู่และเหลยเป้าก็เป็หนึ่งในจำนวนนั้นด้วยเช่นกันทว่าในวันนี้นางกลับถอยหลังจนตกลงจากแท่นประลองเื่เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน!
กู่ฉิงที่ล้มลงไปบนพื้นลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วใบหน้าของนางซีดเผือดไปเล็กน้อยก่อนจะกัดฟันแน่นทันทีที่กลับขึ้นมาบนแท่นประลองนางจึงตรงดิ่งไปหาเมิ่งฝานในทันที
นางผลักฝ่ามือออกไป พลังแข็งแกร่งพลันเคลื่อนทะยานไปในอากาศทำให้เมิ่งฝานที่สูญสิ้นพลังปราณรู้สึกหวาดกลัวจนขนหัวลุกทันทีเขาทำได้เพียงมองกู่ฉิงจู่โจมตนเองโดยไร้ซึ่งการป้องกันใดๆ!
ในชั่วพริบตาที่ฝ่ามือเรียวสวยของกู่ฉิงเข้ามาใกล้ร่างของเมิ่งฝานอย่างรวดเร็วปานสายฟ้านั้นเสียงอันทรงพลังของคนผู้หนึ่งก็ดังขึ้นที่ข้างกาย
“ฉิงเอ๋อร์ หยุดเสีย เ้าแพ้แล้ว!”
เมื่อได้ยินเสียงนี้กู่ฉิงจึงทำได้เพียงหยุดชะงักตามคำสั่งนางเงยหน้าขึ้นมองไปยังกู่หยวนด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงความไม่ยอมจำนนแม้ว่านางจะมีนิสัยใจคอที่หยิ่งทะนงแต่ก็จำต้องฟังคำสั่งของกู่หยวน
เมื่อเ้าของเสียงนั้นขยับ ร่างของกู่หยวนก็มายืนอยู่เบื้องหน้าของเมิ่งฝานในทันทีทันทีที่ฝ่ามือใหญ่ัักับร่างกายของเด็กหนุ่มพลันมีพลังปราณอันแข็งแกร่งหลั่งไหลเข้ามาในร่างของเมิ่งฝานเพื่อช่วยรักษาอาการาเ็ของเขานั่นเอง
ภายใต้พลังปราณอันแข็งแกร่ง เมิ่งฝานเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาอย่างช้าๆพลังในร่างกายของเขาค่อยๆ กลับคืนมาทว่าในยามนี้ใบหน้าของกู่หยวนกลับมีความแปลกใจปรากฏเพราะเขาััได้ถึงสิ่งที่แปลกไปจากผู้อื่นในร่างกายของเมิ่งฝาน
ต่อมากู่หยวนจึงเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ “กายิญญาอันบริสุทธิ์ เ้าทำได้อย่างไรกัน?”
เสียงของกู่หยวนนำมาซึ่งความตกตะลึงปกคลุมไปทั่วบริเวณผู้คนโดยรอบมองเมิ่งฝานด้วยความสงสัยเพราะพวกเขาต่างก็รู้ดีว่าสิ่งที่กู่หยวนเอ่ยขึ้นมานั้นคือคุณสมบัติของร่างกายที่แม้แต่กู่ฉิงก็ยังไม่ได้
แม้จะมีความตกตะลึงเกิดขึ้นในใจทว่าเมิ่งฝานกลับไม่ได้แสดงอาการใดออกมาทางสีหน้า เขาเอ่ยเสียงเข้ม “เหตุเกิดเพราะความหิวขณะที่ข้ากำลังบำเพ็ญตนอยู่บริเวณชายเขาเยียนหลางข้าบังเอิญไปกินผลไม้อย่างหนึ่งเข้า ก่อนจะรู้สึกร้อนที่หน้าท้องจากนั้นมันก็เป็อย่างที่ท่านเห็น!”
ประโยคเมื่อครู่เป็คำพูดที่เมิ่งฝานเตรียมไว้ก่อนหน้าทั้งยังผ่านการไตร่ตรองมาแล้วหลายต่อหลายครั้งแม้ว่าเขาจะมั่นใจในนิสัยของกู่หยวนแต่เมิ่งฝานก็ยังไม่อาจแพร่งพรายเื่ลูกปัดสีดำเม็ดนั้นให้ผู้ใดรับรู้
เมื่อได้ยินเช่นนั้นั์ตาของกู่หยวนก็เผยความประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อยแต่หลังจากที่เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้าและเอ่ยว่า “ในเมื่อเป็เช่นนี้สิ่งที่เ้ากินเข้าไปคงจะเป็พืชวิเศษระดับสามสักชนิดหนึ่งมันถึงได้ทำให้สิ่งแปลกปลอมที่อยู่ภายในร่างกายของเ้าถูกขับออกมาทั้งหมดส่งผลให้การบำเพ็ญของเ้าเลื่อนขั้นขึ้นมาได้ถึงระดับนี้!”
บังเอิญได้รับพืชวิเศษระดับสามโดยไม่ตั้งใจ!
เมื่อได้ยินคำพูดของกู่หยวนใบหน้าของผู้คนที่อยู่โดยรอบก็กระตุกไปหนึ่งครั้งโดยเฉพาะเหลยชิงที่ถึงกับจ้องมองเมิ่งฝานด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง คิดไม่ถึงว่าเมิ่งฝานจะโชคดีถึงเพียงนี้แต่ถึงกระนั้นทุกคนก็หาได้สงสัยในคำพูดของเขาไม่เพราะถึงอย่างไรก็มีเพียงเหตุผลนี้จึงจะสามารถอธิบายทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาได้
เลื่อนขั้นสี่ระดับภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือนหากเป็ดินแดนแห่งอื่นนอกหมู่บ้านอูเจิ้นสิ่งนี้ก็ถือเป็เื่ที่น่าภาคภูมิใจยิ่งและนอกจากพืชวิเศษระดับสามแล้วก็คงไม่มีสิ่งใดจะมีสรรพคุณเช่นนี้อีก กู่ฉิงยังคงยืนอยู่ที่เดิมนางทำได้เพียงกัดฟันแน่นก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงดังอย่างไม่ชอบใจ “ท่านพ่อ เมื่อครู่เป็เพราะข้าประมาทเกินไปเท่านั้นข้า้าต่อสู้กับเขาอีกครั้ง!”
เมื่อนางพูดจบก็ก้าวเดินออกมาข้างหน้าพร้อมทั้งตั้งท่าเตรียมตัวทำการประลองอย่างที่เอ่ยเอาไว้
ทว่า กู่หยวนปรายตามองนางแล้วส่ายหน้าปฏิเสธ จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเข้ม “ข้าเองก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าเมื่อเมิ่งฝานถูกเ้าบีบคั้นจู่โจมในระยะประชิดแล้วจะะเิพลังที่ซ่อนเร้นภายในกายออกมาเป็เพราะพลังฝ่ามือนั้นเพิ่มพูนขึ้นมากจึงทำให้เ้าพ่ายแพ้ไปหาใช่เื่แปลกแต่อย่างใดถึงอย่างไรแล้วยิ่งฤทธิ์ของพืชวิเศษระดับสามถูกกระตุ้นมากเท่าใดก็ยิ่งทำให้มันแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นทว่า...ฉิงเอ๋อร์ จะอย่างไรเมื่อครู่เ้าก็กระเด็นล่าถอยจนตกแท่นประลองไปแล้วถือว่าเ้าพ่ายแพ้ไปแล้ว!”
เมื่อเมิ่งฝานได้ยินสิ่งที่กู่หยวนเอ่ยออกมาก็ถอนหายใจขึ้นในใจเพราะเขากังวลว่าตนเองควรจะอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ออกไปเช่นไรแต่แล้วเขาก็พบว่ากู่หยวนไม่ได้สังเกตถึงพลังสายธารหลั่งสมุทรของตนเองซึ่งอาจเป็เพราะเมิ่งฝานเพิ่งจะฝึกฝนพลังของมันได้เพียงไม่นานจึงทำให้พลังที่แสดงออกมาเมื่อครู่กลายเป็เพียงพลังธรรมดาเท่านั้น
โดยเฉพาะเวลาที่ตกอยู่ในอันตรายหากใช้เหตุผลที่ว่าพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ในกายถูกกระตุ้นจนะเิออกมาภายใต้สถานการณ์เช่นนี้นับเป็สิ่งที่เหมาะสมที่สุดฉะนั้นจึงทำให้กู่หยวนคิดผิดไป
ที่มากไปกว่านั้นคือเมื่ออิงตามตำราก็จะพบว่าพลังที่แท้จริงของสายธารหลั่งสมุทรจะปรากฏขึ้นมาก็ต่อเมื่อผู้ฝึกฝนก้าวเข้าสู่ขั้นหลอมปราณแล้วมีพลังปราณที่แข็งแกร่งมากพอเสียก่อนจึงจะสามารถแสดงอานุภาพของมันออกมาได้หนึ่งฝ่ามือแห่งพลังปราณเสมือนสายธารหลั่งไหลสู่มหาสมุทรเมื่อเวลานั้นมาถึงมันจะทรงพลังถึงเพียงใด?
กู่ฉิงมองบิดาแล้วกัดฟันแน่น จากนั้นก็เอ่ยขึ้นมาอย่างไม่สบอารมณ์ “แต่ท่านพ่อเ้าคะ ข้ายังมีกำลังที่จะสู้ต่อได้!”
“เอาเถอะ ถอยไปได้แล้ว ฉิงเอ๋อร์...เ้าต้องเรียนรู้ที่จะพ่ายแพ้!”
กู่หยวนยกมือบอกไปเขาไม่ได้รู้สึกโกรธกับการที่ต้องพบเจอกับผู้ที่เป็เหมือนอุปสรรคในการบำเพ็ญตนของบุตรสาวตนเองในทางกลับกันยังแสดงสีหน้าชื่นชมออกมาอีกต่างหาก เพราะถึงอย่างไรกู่ฉิงก็เป็ผู้ที่แข็งแกร่งไร้เทียมทานของบรรดาผู้เยาว์บุรุษและสตรีในอูเจิ้นแห่งนี้มานานมากแล้วมีผู้สยบนางได้เสียบ้างก็ดี
กู่หยวนมองไปรอบลานประลองหลังจากนั้นก็พยักหน้าแล้วเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอันทรงพลังก้องกังวานไปทั่วบริเวณ
“วันนี้การประลองได้เสร็จสิ้นลงแล้วข้าขอประกาศว่าผู้ชนะเลิศอันดับหนึ่งในการประลองของอูเจิ้นในครั้งนี้คือ...เมิ่งฝานและของรางวัลของผู้ที่ได้อันดับหนึ่งในครั้งนี้ก็คือพืชวิเศษระดับสามและหินโลหิตที่ข้าได้มาข้าก็จะมอบมันให้กับเด็กหนุ่มผู้นี้ ส่วนกู่ฉิงคืออันดับที่สอง เหลยหู่อันดับที่สามพวกเ้าทั้งสามคนจะได้เป็ผู้คุ้มกันหมู่บ้านคนใหม่!”
เมื่อเขาพูดจบก็มีเสียงปรบมือกึกก้องดังขึ้นในลานประลองเสียงปรบมือมากกว่าครึ่งมอบให้กับเมิ่งฝานเพราะถึงอย่างไรก็ถือว่าม้ามืดตัวนี้ได้แสดงศักยภาพเป็ที่น่าตกตะลึงแก่พวกเขาทั้งหลาย
นอกจากเหลยชิงและบุตรชายที่มีสีหน้าคล้ายไม่อาจยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ผู้อื่นต่างก็มีสีหน้าแสดงความดีใจด้วยกันทั้งสิ้นเพราะยิ่งผู้บำเพ็ญตนวัยแรกรุ่นเหล่านี้แข็งแกร่งเท่าใดย่อมหมายความว่าสายเืในภายภาคหน้าจะแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นที่เทือกเขาชิงหลงแห่งนี้หาได้มีเพียงแค่หมู่บ้านอูเจิ้นเพียงแห่งเดียวไม่พลังต่างหากที่เป็ตัวตัดสินเหตุผลและหลักการทุกสิ่ง
เมื่อได้ยินเสียงปรบมือที่ดังกึกก้องอยู่รอบตัวเมิ่งฝานเพียงครุ่นคิดอยู่ในใจภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าในยามนี้เป็สิ่งที่เขาได้แต่เฝ้าฝันและวาดหวังมานานแสนนานทว่าในวันนี้ได้กลายเป็ความจริงแล้ว
ในระหว่างที่เสียงปรบมือดังก้องไปทั่วบริเวณนั้นสีหน้าของกู่ฉิงและเหลยหู่ต่างก็ดีขึ้นจากเดิมเล็กน้อยแม้ว่าการประลองของหมู่บ้านในครั้งนี้จะทำให้พวกเขาพลาดโอกาสในการได้รับหินโลหิตไปต่อหน้าต่อตาทว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขาทั้งสามรู้สึกเหมือนได้กำไรก็คือการที่ตนเองได้รับสิทธิ์ให้ก้าวขึ้นเป็หนึ่งในผู้คุ้มกันหมู่บ้าน
ซึ่งสิทธิ์นี้หมายความว่าในวันหน้าพวกเขาทั้งสามสามารถเข้าไปในเขาเยียนหลางได้อย่างอิสระการที่เข้าไปแสวงหาพืชวิเศษและไล่ล่าสัตว์อสูรนับเป็คุณประโยชน์ที่ดีต่อผู้บำเพ็ญตนไม่น้อยถือเป็การชดเชยอย่างหนึ่งจากกู่หยวน
หลังจากเสียงประกาศผลการประลองดังขึ้นมาการประลองของอูเจิ้นในครั้งนี้ก็ได้จบลงไปอย่างช้าๆ ทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับไปและแล้วในที่สุดเมิ่งฝานก็ได้รับสิ่งที่ตนเองเฝ้าฝันจากกู่หยวน หินโลหิต
หลังจากที่นำหินโลหิตอันหนักอึ้งใส่ไว้ในสาบเสื้อตรงหน้าอกเมิ่งฝานก็รู้สึกตื่นเต้นเป็อย่างมากต่อมาจึงวิ่งกลับบ้านไปอย่างมีความสุขซึ่งในยามนี้ซินหลันเองก็กำลังวุ่นวายอยู่กับการทำอาหารอันเลิศรสที่ปกติแล้วเมิ่งฝานยากจะได้กิน
“เ้ากลับมาแล้วหรือ นั่งก่อนสิ อีกประเดี๋ยวอาหารก็จะเสร็จแล้วผู้ชนะของหมู่บ้านตัวน้อยของข้า!”
ซินหลันมองเมิ่งฝานที่มาถึงบ้านแล้วเอ่ยพลางยิ้มขึ้นมาใบหน้าของนางในยามนี้ไม่อาจปิดบังความภาคภูมิใจที่มีได้อีกต่อไปแม้ว่าเมิ่งฝานจะได้รับชัยชนะอันดับหนึ่งในการประลอง ทว่าสิ่งที่ทำให้ซินหลันชื่นชมยิ่งกว่าคือการที่บุตรชายรู้จักคิดและต่อสู้จนก้าวขึ้นเป็อันดับหนึ่งเพื่อตนเอง
“ท่านแม่ ท่านเห็นแล้วสินะขอรับ!”
หลังจากที่ชะงักงันไปชั่วครู่เมิ่งฝานก็มีสีหน้าแสดงถึงความดีใจที่มากล้นการที่ทำให้มารดารู้สึกภาคภูมิใจนับเป็สิ่งที่ดีที่สุดแล้ว
“อื้ม!”
ซินหลันพยักหน้ารับพร้อมทั้งลูบศีรษะของเมิ่งฝานั์ตาของนางมีความรักและยากจะตัดใจหากทำได้นางก็หวังว่าบุตรชายจะเป็เพียงเด็กธรรมดาคนหนึ่งที่เล่นสนุกไปวันๆเท่านั้น
เด็กหนุ่มคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะนำหินโลหิตส่งให้มารดาพลางเอ่ยขึ้นว่า “ท่านแม่ ข้าให้ท่าน!”
ซินหลันมองหินโลหิตที่อยู่เบื้องหน้าด้วยดวงตาแดงก่ำในยามนี้น้ำตาของนางแทบจะหลั่งรินลงเลยก็ว่าได้
นางรู้ดีว่าเมิ่งฝานต้องฝึกบำเพ็ญตนอย่างยากลำบากมานานหลายวันหลายคืนแม้นางจะไม่รู้ว่าบุตรชายต้องทนลำบากในการฝึกฝนศิลาสลักลายมากเพียงใดแต่นางก็สามารถรับรู้ได้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ใช้แรงกายแรงใจไปมากมายเพียงใด
เมื่อยามราตรีคืบคลานเข้ามาปกคลุมเมิ่งฝานจึงนำหินโลหิตไปต้มเป็น้ำแกงและนำไปให้กับมารดาอย่างไม่รีรอแม้นางจะกังวลเื่การบำเพ็ญของอีกฝ่ายแต่เมื่อถูกบุตรชายโน้มน้าวจนใจอ่อนนางก็จำต้องดื่มมันลงไปถึงอย่างไรยามที่โรคหานซางกำเริบก็นำมาซึ่งความเ็ปรวดร้าวที่ยากจะรับมือได้โดยเฉพาะกับร่างกายของมนุษย์ธรรมดาอย่างนาง
ในราตรีนั้น ร่างของซินหลันสั่นเทาทั้งยังมีเหงื่อไหลโชกไปทั่วร่างสุดท้ายนางก็กระอักเืสีดำออกมาจำนวนไม่น้อยทว่าใบหน้าที่เคยซีดเผือดมานานหลายปีกลับมีสีเืปรากฏ ที่มากไปกว่านั้นคือคล้ายกับว่านางอ่อนเยาว์ลงอีกไม่น้อย
สรรพคุณของมันต่างไปจากไป่เย่าเฉ่าที่ทำได้เพียงระงับโรคหานซางไว้ชั่วคราวทว่าหินโลหิตแปรสภาพมาจากเืของัฉะนั้นแล้วสรรพคุณที่เลิศล้ำของมันจึงสามารถขจัดโรคหานซางออกไปจากร่างกายของซินหลันได้อย่างหมดจดเมื่อเมิ่งฝานรู้ว่าความพยายามอย่างหนักของตนเองตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมาไม่ได้ไร้ความหมายก็ดีใจจนแสดงออกบนใบหน้า
เมิ่งฝานมองใบหน้าที่กลับมาเป็ปกติของซินหลันแล้วกำหมัดแน่นจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเบา “ท่านแม่ครั้งนี้เป็เพียงแค่ก้าวแรกเท่านั้น นับจากวันนี้ไปข้าจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเป็ของพวกเรากลับคืนมาทั้งหมด!”
ในขณะที่เอ่ยวาจาเขาก็กำหมัดแน่นคำพูดเมื่อครู่เป็ทั้งคำสัญญาและการตัดสินใจที่เด็ดขาด
หลังจากที่รักษาอาการของซินหลันจนหายดีเมิ่งฝานก็รู้สึกเหมือนดั่งได้ยกูเาออกจากอกต่อมาจึงได้ตั้งใจและลุ่มหลงอยู่กับการบำเพ็ญตน
เมื่อยามที่ทำการประลองนั้นความแข็งแกร่งของกู่ฉิงทำให้เมิ่งฝานเกิดความมุ่งมั่นและรู้ดีว่าตนเองต้องพยายามให้มากกว่านี้หากไม่ใช่เพราะโชคดีที่สามารถทำให้กู่ฉิงตกจากแท่นประลองในครานั้นหินโลหิตก้อนนี้ก็คงจะไม่ได้มาอยู่ในมือเขาฉะนั้นแล้วเมิ่งฝานจึง้าทำให้ความโชคดีในครั้งนี้กลายเป็สิ่งที่ควรเกิดขึ้นจริง
ใน่เวลาต่อมานั้นเวลาส่วนใหญ่ของเมิ่งฝานล้วนแต่ทำการบำเพ็ญตนอยู่ริมลำธารทั้งสิ้นแม้ว่าเขาจะไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นในหมู่บ้านอูเจิ้นหลังจากที่เสร็จสิ้นการประลองทว่าชื่อเสียงของเขากลับเป็ที่เลื่องลือในหมู่ผู้บำเพ็ญตนรุ่นราวคราวเดียวกันและนั่นก็ทำให้พวกเหลยหู่สามพี่น้องรู้สึกหวาดกลัวจนไม่มาหาเื่เมิ่งฝานอีกเลย
เมิ่งฝานมีความสุขในทุกวันที่ผ่านพ้นตั้งใจอยู่กับการบำเพ็ญตนโดยไม่สนใจสิ่งอื่นใด เวลาผ่านไปเพียงแปดวันแต่เมิ่งฝานกลับเลื่อนขั้นขึ้นมาอยู่ในระดับที่หกแล้วทว่าเขาก็ยังหาโอกาสที่จะทำการบรรลุระดับพลังต่อไปไม่ได้
ถึงอย่างไรการบรรลุขั้นพลังก็เป็เหมือนดั่งการก้าวข้ามอุปสรรคของ์ซึ่งการบำเพ็ญเพื่อบรรลุระดับพลังย่อยในขั้นพลังที่สูงกว่าเดิมก็ยิ่งเป็สิ่งที่ยากเย็นแสนเข็ญถือว่าอันตรายทุกย่างก้าวเลยก็ว่าได้
แต่ถึงกระนั้นเมิ่งฝานก็หาได้รีบร้อนใจไม่เขารู้ดีว่าตนเองจำต้องก้าวย่างไปอย่างมั่นคง เรียนรู้ให้มากแสดงออกมาให้น้อยถึงอย่างไรเขาก็มีลูกปัดสีดำไว้ ฉะนั้นแล้วสุดท้ายจะต้องสามารถทะลวงอุปสรรคกายาไปได้เป็แน่
ที่มากไปกว่านั้นคือเมิ่งฝานมั่นใจในตนเองไม่น้อยเพราะยิ่งการบำเพ็ญสูงขึ้นเท่าใดเขาก็ยิ่งมีโอกาสได้ััและเรียนรู้ผนึกที่อยู่ในหัวได้มากเท่านั้น
ความสามารถของผนึกที่อยู่ในหัวที่แสดงออกมาก่อนหน้านี้ทั้งสองครั้งหาได้ทำให้เมิ่งฝานรู้สึกผิดหวังไม่ฉะนั้นแล้วเด็กหนุ่มจึงเชื่อว่าหากผ่านไปอีกเพียงไม่กี่วันเขาก็จะมีโอกาสได้ดูดกลืนและรับรู้ข้อมูลจากผนึกอีกครั้งเพียงแต่เขายังไม่รู้ว่าความเลิศล้ำในครั้งต่อไปจะเป็สิ่งใด!