ภาพโฮโลแกรมที่พึ่งได้เห็นครั้งแรกปรากฏขึ้นตรงหน้าเด็กชาย
{พลังกาย : 2,300/3,000
พลังจิต : 680/1,000
พลังปราณ : 0/1
ความจุจิติญญา :650/1,000 }
เด็กชายพอจะคาดเดาความแข็งแกร่งของตนจากตัวเลขที่เห็นได้รางๆ
“นี่ระบบตัวเลขด้านหลังคงมิใช่ขีดจำกัดสูงสุดของข้าหรอกนะ?”
เซี่ยจิ่งหลินถามด้วยความฉงนใจ
[ปิ๊งป่อง]
[เป็ขีดจำกัดความจุในขั้นการบ่มเพาะปัจจุบัน]
[โฮสต์สามารถยกระดับเพิ่มขีดจำกัดได้หลายวิธี]
[ไม่ว่าจะเป็การทะลวงระดับการบ่มเพาะ, การกระตุ้นจากสมุนไพรล้ำค่า, การฝึกฝนอันหนักหน่วงเกินขีดจำกัดและอื่นๆ]
[้าดูดซับตำราสมุนไพริญญาขั้นต้นหรือไม่]
ระบบถามเด็กชายด้วยน้ำเสียงเฉยชาเช่นเดิม
“้า!เริ่มเลยขอรับนายท่าน!”
โดยไม่สนใจเด็กเก็บสมุนไพรด้านข้างเซี่ยจิ่งหลินตอบกลับเสียงดังราวกับว่ากำลังคุยกับใครบางคน
วู้มมม
ข้อมูลต่างๆหลายร้อยหน้าในตำราที่เด็กชายถือกำลังไหลหลั่งเข้าสู่ห้วงจิต
ความรู้สึกเหมือนสายน้ำเย็นอาบชโลมจิตใจเหมือนดั่งย้อนไปในครั้งแรกที่ตนได้ดูดซับข้อมูลจากคัมภีร์รวบรวมลมปราณาฉบับสมบูรณ์ยิ่งนัก!
เป็ความรู้สึกที่..เวรี่กู๊ด!
หลังจากที่ดูดซับข้อมูลเสร็จสิ้น..
เพียงแค่คิดภาพของสมุนไพรแต่ละต้น สรรพคุณทางยาแต่ละแบบ..
ก็ปรากฏขึ้นในจิตใจอย่างฉับพลัน!
ไม่จำเป็ต้องเค้นสมองคิดเสียด้วยซ้ำ!
“นี่คงไม่ใช่ว่าหากข้ามีความจุของจิติญญาเพียงพอ..”
“ข้าก็ทำได้ทุกอย่างเลยนะสิ!”
ฮา ฮ่า ฮ่า ฮา!
เด็กชายหัวเราะอย่างบ้าคลั่งด้วยรอยยิ้มและแววตาอันแสนเ้าเล่ห์
เขาไม่ได้สังเกตเลยว่าศิษย์สายนอกจากตำหนักโอสถโดยรอบต่างมองเขาด้วยความงุนงง..
พูดเอง เออเอง เ้านี่..คงมิเป็บ้าหรอกกระมัง?
……
เพื่อพิสูจน์สิ่งที่คิด ตลอดระยะเวลาเกือบสองเดือนเซี่ยจิ่งหลินเอาแต่คลุกอยู่ในหอตำราของตำหนักโอสถและตำหนักสรรพวุธกว่าครึ่งค่อนวัน
ั้แ่ยามตะวันขึ้นจนตะวันลับขอบฟ้า
มีเพียง่เวลายามเย็นเท่านั้นที่เด็กชายออกจากหอตำราเพื่อฝึกฝนและขัดเกลาทักษะยุทธที่เกือบถึงขั้นสมบูรณ์แล้วของตน
“ตอนนี้ข้าไม่ขาดแคลนทักษะยุทธเพราะเพียงแค่สองคัมภีร์ที่ได้จากระบบก็ทำให้ข้าใช้ฝึกฝนไปถึงจุดสูงสุดของขั้นหลอมปราณแท้จริงแล้ว”
คัมภีร์ที่ว่านั้นคือ‘คัมภีร์เกาทัณฑ์ทะลวง์’ และ ‘คัมภีร์ดาบเบญจธาตุกลืนกิน’
สองคัมภีร์ยุทธอันสุดแสนอัศจรรย์ที่เซี่ยจิ่งหลินใช้ฝึกฝนั้แ่อยู่ในถ้ำเพลิงโลกันต์
และยังเป็เหตุผลว่าทำไมเขาจึงใช้เกาทัณฑ์และดาบเป็อาวุธนั่นเอง!
“อีกเพียงแค่ก้าวเดียวข้าก็จะหยั่งถึงทักษะลำดับที่สี่ของทักษะพื้นฐานแห่งการฟาดฟัน”
ฟุ่บ! ฟั่บ!
“วิชาดาบของคัมภีร์ดาบเบญจธาตุกลืนกินประกอบด้วยสี่ทักษะพื้นฐาน สามการสำแดงพลังสองแห่งการผันแปรสรรพสิ่งและหนึ่งกลืนกิน”
“สี่ทักษะพื้นฐานประกอบไปด้วย การฟาดฟัน การจ้วงแทงการถ่ายแรงและการะเิพลัง”
เด็กชายถือแท่งเหล็กในมือแต่ละข้างกวัดแกว่งท่อนเหล็กต่างดาบด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อะเิพลังอันล้นหลามของกล้ามเนื้อแต่ละมัดจนถึงจุดสูงสุด!
แท่งเหล็กเหล่านี้ล้วนเป็สิ่งที่เซี่ยจิ่งหลินหลอมขึ้นด้วยฝีมือของตนเองในตำหนักสรรพาวุธ แน่นอนอยู่แล้วว่ามันต้องเป็อาวุธชั้นดีเยี่ยมเหล็กแต่ละแท่งนั้นมีน้ำหนักมากถึงห้าร้อยจิน กระนั้นก็ตามเด็กชายก็กวัดแกว่งมันประหนึ่งเหมือนถือท่อนไม้ท่อนหนึ่งเท่านั้น!
พละกำลังดุจปีศาจ!
หากมีผู้ใดพบเห็นเขาในตอนที่ฝึกฝนวิชาเหล่านี้ละก็คงอดที่จะใกับภาพที่ตนเห็นตรงหน้า และคงสงสัยในพลังกำลังอันมหาศาลของเขาเป็แน่แท้
เด็กชายจึงมักเลือกออกมาฝึกยุทธ์ในยามเย็นหลังตำหนักสรรพาวุธในเวลาที่บรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องไปกินข้าวพักผ่อน เพื่อให้การฝึกเป็ไปอย่างสงบ และเพื่อที่การใช้ชีวิตในฐานะศิษย์ร่วมอาจารย์จะเป็ไปอย่างราบรื่นไร้สิ่งรบกวนดังคำกล่าวที่ว่า ทำดีได้แต่อย่าเด่นจะเป็ภัย
เมื่อจิ่งหลินฝึกวิชาดาบไปได้สองชั่วยามเขาก็นำคันศรที่พาดคล้องอยู่บนหลังออกมา
มือหนึ่งถือเกาทัณฑ์อีกมือพาดศรไว้หกดอก
เมื่อปลายนิ้วแผลงศรออกไปยังเป้าที่วาดไว้บนต้นไม้ทั้งหกต้น..
เพียงแค่พริบตาเดียวเท่านั้นมือข้างที่ปล่อยลูกศรก็จับแท่งเหล็กหนาที่ห้อยไว้ข้างเอวใช้ออกซึ่งทักษะดาบพื้นฐานทั้งสี่ของวิชาดาบดาบเบญจธาตุกลืนกิน..
นี่คือการฝึกผสานทักษะการใช้อาวุธทั้งสอง!
การโจมตีระยะไกลด้วยเกาทัณฑ์รวมกับการฟาดฟันด้วยดาบในระยะประชิด..
หนึ่งเกาทัณฑ์ หนึ่งดาบสยบใต้หล้า!
แม้จะยังมีช่องโหว่อยู่บ้าง..
แต่หากเด็กชายฝึกจนเชี่ยวชาญและผสมผสานกันได้อย่างสมบูรณ์แล้วละก็คงกลายเป็ฝันร้ายสำหรับศัตรูเป็แน่แท้
ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากเขาไม่ได้พบกับระบบ
ขอท่านเทพแห่งความโกงสถิตอยู่กับข้าตลอดไป! นายท่านระบบจงเจริญ!