พอออกนอกตัวเมืองถนนก็เริ่มมืดเด็กหนุ่มเอนพนักเก้าอี้เล็กน้อย ไม่แตะต้องของว่างในช่องใส่ของ เพราะเอาแต่มองหญิงสาวผมยาวคุยกับพนักงานต้อนรับ
“ฉันทำน้ำหก ช่วยไปเช็ดให้หน่อยได้ไหมคะ”
กึก!
แขนเจ็บแปลบ ปลายเล็บของผู้นั่งห่มผ้าอยู่ข้างๆจิกลงบนท่อนแขนอย่างแรง ร่างนั้นนั่งเกร็ง ตาค้างเงยหน้ามองคนที่กำลังหันหลังเดินกลับที่นั่ง
การินหันขวับ มองตามสายตาของเด็กสาวในทันทีความเย็นระลอกหนึ่งก็พัดวูบปะทะใบหน้า
หญิงสาวที่กำลังเดินผ่านเขาไปนั้น...เธอไม่มีหัว
ถึงจะเป็เพียงเสี้ยววินาที แต่นั่นก็เพียงพอแล้ว
“หึ...หึอย่างนี้นี่เอง...เธอนี่มันน่าอิจฉาจริงๆ ยัยแม่มด” การินแสยะยิ้มจ้องหน้าจอมือถือตาเป็ประกาย ความรู้สึกร้อนรุ่ม ตื่นเต้นเอ่อท้นขึ้นมาจนอยากหัวเราะให้ลั่น
มันต้องแบบนี้สิ!
“การิน...นายหมายความว่ายังไง” ลัลทริมาเห็นอีกคนเงียบไปก็สะกิดถาม สีหน้าของเธอซีดเผือดเพราะภาพน่ากลัวเมื่อกี้ยังติดตา นึกสะดุดใจกับสิ่งที่การินเพิ่งบอก
‘คืนนี้....ไม่ว่ายังไงก็ห้ามหลับ’
“หรือว่าเมื่อกี้นายเองก็เห็นเหมือนกันที่พี่คนนั้น...ไม่มี” เธอไม่กล้าพูดต่อร่างกายเริ่มหนาวสะท้านยิ่งกว่าเดิม พยายามหาเหตุผล “อาจจะเป็เพราะแสงเงาบังเอิญพาดมาพอดี”
“ชิ!ความบังเอิญก็แค่คำอธิบายสิ่งที่ยากเกินเข้าใจอย่างโง่งมเท่านั้นหัดยอมรับความจริงซะบ้าง”
“แล้วที่บอกว่าห้ามหลับล่ะ”
“อย่างน้อยจะได้รู้ตัวไง...ว่าตายเพราะอะไรยัยโง่”
“การิน!” เธอนึกเสียใจไม่น้อยที่เปิดช่องให้อีกคนหลอกปั่นหัวให้หวั่นใจเล่นเอาได้จึงไม่ถามต่อ เธอหันหน้าหนีไปทางขวามืออาศัยมองวิวด้านนอกหน้าต่างผ่อนคลายความกังวลแทน
.......................................................................
อากาศเย็น ผ้าห่มอุ่นๆ แถมยังเหนื่อยมาทั้งวันไม่นานสติของลัลทริมาก็ชักรางเลือน ลืมที่การินบอกเอาไว้ เผลอหลับไปในที่สุด
‘เอวัมเม สุตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา ราชะคะเห’
ลัลทริมาสะดุ้งตื่น แต่ยังคงหลับตาเงี่ยหูฟังให้แน่ใจว่าได้ยินอะไร
‘วิหะระติ คิชฌะกูเฏ ปัพพะเตฯ อะถะโข จัตตาโรมะหาาา
มะหะติยา จะ ยักขะเสนายะ มะหะติยา จะคันธัพพะเสนายะ’
เป็เสียงสวดมนต์ชัดเจน และดังขึ้นเรื่อยๆ จนเธอทนต่อไปไม่ไหวหันไปต่อว่าคนข้างๆ ทันที
“การิน! หยุดเถอะ แบบนี้มันรบกวนคนอื่นในรถนะ”
ใบหน้าอันเ็าเป็ปกติซึ่งกำลังมองไปอีกทางกระตุกเล็กน้อยดึงหูฟังไร้สายออกจากหูก่อนหันมาจ้องเธอ
“นายเปิดเสียงสวดมนต์แกล้งฉันใช่ไหม มันดังมากนะเกรงใจคนอื่นเขา”
“ตอนนี้เธอเสียงดังที่สุดแล้วยัยโง่” การินขมวดคิ้ว “พูดบ้าอะไรของเธอ”
“ก็ที่นายฟังอยู่ไม่ใช่...อ๊ะ!” หูฟังในมือเด็กหนุ่มยัดพรวดเข้าไปในหู
‘มีเพียงสีดำเท่านั้นในจิตใจ’
ได้ยินแต่เพลง ไม่มีอะไรใกล้เคียงเสียงสวดสักนิด...
ที่แย่ไปกว่านั้นคือเมื่อการินดึงหูฟังออก เสียงสวดก็กลับมา
เด็กสาวนั่งตัวแข็งทื่อ ตาเบิกค้าง เหม่อลอย
“เธอได้ยินอะไร” การินยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนเธอต้องเอนตัวหลบกระแทกหน้าต่างจนเจ็บไปทั้งหัว
‘อะภิกกันตะวัณณา เกวะละกัปปัง คิชฌะกูฏังโอภาเสต๎วา
เยนะ ภะคะวา เตนุปะสังกะมิงสุอุปะสังกะมิต๎วา ภะคะวันตัง’
“นี่ไง...นาย...ไม่ได้ยินจริงๆ เหรอ” เธอถาม แต่อีกคนกลับส่ายหน้า
ลัลทริมายันตัวกับเบาะ ลุกขึ้นมองรอบๆผู้โดยสารคนอื่นถ้าไม่จดจ่ออยู่กับหน้าจอโทรศัพท์ก็เอนเบาะนอนหลับกันหมดแล้วไม่มีใครเลยที่มีท่าทางผิดปกติ แม้แต่เพื่อนรักทั้งสองก็หลับไปแล้ว
มีแค่เธอที่ได้ยิน!
“โอ๊ย!” ขมับปวดตุบเด็กสาวทรุดลงนั่งฟุบหน้ากับพนักพิงเก้าอี้ข้างหน้า “เสียงสวดมนต์...มัน...น่ากลัวเหลือเกิน”
กึก!
ไหล่ด้านซ้ายถูกเบียดลืมตาขึ้นก็เห็นแขนการินพาดอยู่ตรงหน้าพร้อมโถมทั้งตัวคร่อมเธอเอาไว้จนติดหน้าต่างริมฝีปากกระซิบอยู่ข้างหู
“ดูนั่นสิ...ยัยโง่” ไม่พูดเปล่ามือร้อนผ่าวจับหน้าเธอหันไปทางหน้าต่างอย่างแรง
แสงไฟหลากสีส่องเข้ามาจนตาพร่าประตูวัดขนาดใหญ่มีป้ายขนาดใหญ่ส่องไฟสว่างตั้งอยู่ เขียนว่า ‘พิธีสวดภาณั์โดยพระอาจารย์ xxxx วันที่ 4-5 xx พ.ศ.2563’
“สวดภาณั์...อ๊ะ!” หางคิ้วกระตุกปวดหัวขึ้นมาอย่างแรง
ถึงจะไม่ได้เป็คนที่สนใจในเื่พิธีกรรมอย่างการินเธอก็พอจะรู้ว่านี่เป็งานใหญ่
“เสียงสวดที่เธอได้ยินยังไงล่ะ” การินปล่อยมือ กลับไปนั่งที่ของตัวเอง “หึ...หึพิธีกรรมใหญ่ขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่จะหลงเหลืออะไรบางอย่างเอาไว้จนญาณอาถรรพ์ััได้ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือนอกจากเสียงสวดแล้ว...มันมีอย่างอื่นอีกหรือเปล่า”
ดวงตาดำขลับส่อประกายความสนุกตื่นเต้นจนคนถูกมองขนลุกวาบ
“เฮ้ย ระวัง!”
จู่ๆ คนขับรถก็ร้องเสียงหลง
เอี๊ยด!!
รถโดยสารเบรกกะทันหันจนลัลทริมากระแทกเข้ากับเบาะด้านหน้าผู้โดยสารคนอื่นต่างก็ร้องด้วยความใ รวมถึงพนักงานประจำรถที่ร้องดังกว่าใคร
ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นมีเพียงคนขับที่เบนรถเข้าจอดข้างทาง
“เชอร์รี่ดูแลผู้โดยสารที ฉันจะลงไปดูหน่อย”น้ำเสียงคนขับแ่เบา สีหน้าไม่สู้ดี “ฉัน...เหมือนจะชนใครเข้าแล้ว”
“พี่โนช! เป็ไปได้ยังไง”
“อย่าเพิ่งถาม ทำตามที่บอก” ชายวัยกลางคนตรงไปยังประตูทางขึ้นรถ
“เป็ฉัน...จะไม่เปิดประตูลงไปดูเด็ดขาด”
มือที่กำลังจะกดเปิดประตูชะงักมาโนชมองผู้โดยสารซึ่งเป็เด็กหนุ่มท่าทางแปลกๆ อย่างงุนงง
“คุณรออยู่บนนี้แป๊บหนึ่งนะครับ ผมต้องรีบลงไปดู”
“ฉันนั่งมองทางอยู่นานไม่เห็นว่ารถชนอะไรแต่ถ้าแกเปิดลงไป ฉันไม่รับรองว่าจะไม่เจออะไรนะ หึ...หึ”
คำพูดกวนประสาทและน้ำเสียงยโสเกินอายุทำเอามาโนชต้องระงับความโกรธไม่ให้เผลอสวนกลับ
“พี่โนช ฉันก็ไม่เห็นอะไรเลยนะ” เชอร์รี่กระซิบเสียงอ่อย เพราะเธอเองก็นั่งมองทางอยู่ตลอด
“ไม่ได้ ยังไงก็ต้องลงไปดูว่ารถมีอะไรเสียหายไหมมันเป็ความปลอดภัยของทุกคน”
พอคนขับลงจากรถ การินก็วิ่งตามไปติดๆ
“เกิดอะไรขึ้นเหรอลัล” เอมิกาชะโงกจากที่นั่งด้านหลังหน้าตาเหมือนคนเพิ่งตื่นมัณฑินีก็โดนแรงเหวี่ยงเมื่อครู่จนแว่นกระแทกจมูกแดงแจ๋
“หรือว่ารถชน”
“ไม่รู้เหมือนกัน ฉันไม่เห็น นี...เอมเธอสองคนได้ยินเสียงสวดมนต์หรือเปล่า”
เด็กสาวทั้งสองส่ายหน้ารัว ยิ่งคนถามเป็ลัลทริมาด้วยแล้วมัณฑินีก็ถึงกับเกาะแขนเอมิกาไว้แน่น
“ขออย่าให้มีอะไรเลย” ลัลทริมาลูบแขนสังหรณ์บางอย่างบอกเธอว่าไม่ใช่ความหนาวของเครื่องปรับอากาศแล้วที่ทำให้เธอสะท้านไปทั้งตัว
ทั้งที่ยังไม่ดึกมากแต่ถนนแถวนี้นอกจากไฟที่ส่องมาจากวัดก็แทบไม่มีผู้คนผ่านไปมามาโนชรีบเปิดไฟฉายพร้อมวิ่งไปดูที่ถนนใจเต้นไม่เป็ส่ำพอเห็นว่าไม่มีใครนอนแน่นิ่งอยู่ก็ถอนหายใจโล่งอก
“แต่เมื่อกี้...” พอคิดขึ้นมาว่าเมื่อครู่มาโนชเห็นเงาร่างหนึ่งวิ่งตัดหน้ารถไปในระยะกระชั้นจนต้องเบรกตัวโก่งขนแขนของเขาก็ลุกชันขึ้นมาดื้อๆ
“ชิ! ไม่มีอะไรรึนี่” เด็กหนุ่มยืนกอดอกเหยียดตามองท่าทางเบื่อหน่าย
มาโนชไม่ต่อความ เปิดไฟฉายเดินตรวจความเรียบร้อยก้มลงมองใต้ท้องรถจนแน่ใจก็โบกไฟฉายเรียกการินที่อ้อมไปด้านหลังกลับขึ้นรถ
“เอ้า! ขึ้นรถได้แล้ว เดี๋ยวจะเลยเวลา”
เชอร์รี่ะโลงมาจากรถ ทำเอาไฟที่กำลังโบกไปมาหยุดชะงัก
“ไอ้นี่ บอกกี่ทีแล้วว่าอย่าเรียกลอยๆ แบบนี้ไง!”มาโนชตวาดรุ่นน้องอย่างลืมตัวจนเธอหน้าเสียเจาะจงเรียกให้เด็กหนุ่มกลับขึ้นรถอีกครั้ง
รอจนผู้โดยสารนั่งกันเรียบร้อย คนขับก็ปิดประตู นั่งตัวตรงสูดลมหายใจลึก พนมมือสวดมนต์
“คุณพระคุณเ้าโปรดคุ้มครองลูกด้วย...อย่าให้มีอะไรเลย”ชายวัยกลางคนตั้งสติ สลัดความกลัวออกจากหัวบ่นพึมพำกับตัวเองออกมาแ่เบา
“ไม่น่าเห็นแก่เงินยอมแลกเวรมาขับรถเที่ยวนี้เลยจริงๆ”
.......................................................................
เหมือนดาว หนึ่งในผู้โดยสารกำลังดูคลิปที่โหลดเก็บไว้อยู่ดีๆรถก็เบรกกะทันหัน เธอเงยหน้ามองนิภา รุ่นพี่ซึ่งมาด้วยกันอย่างเลิ่กลั่ก
“เขาบอกว่าขับรถชนคน” นิภากระซิบพลางชะโงกดูเหตุการณ์ไปด้วย
ไม่ถึงสิบนาทีคนขับก็กลับขึ้นรถ จึงรู้ว่าเป็แค่การเข้าใจผิด
“ฟาดเคราะห์แท้ๆ ดีที่ไม่มีใครเป็อะไร” เหมือนดาวยกมือไหว้ไปทางกำแพงวัดที่รถขับเลยมาภาวนาขอให้เดินทางด้วยความปลอดภัย
รถออกได้สักพัก นิภาก็เบาใจเอนเก้าอี้นอนต่างจากเหมือนดาวที่ยังรู้สึกกังวล เธอเลิกเล่นโทรศัพท์หันซ้ายมองออกไปนอกหน้าต่าง ข้างทางมีแต่ป่าหญ้ากับสันเขา พอรถวิ่งเข้าทางโค้งเหมือนดาวก็เห็นศาลเพียงตาขนาดใหญ่สองศาลตั้งอยู่ริมทางใต้ต้นสักขนาดใหญ่
เธอยกมือไหว้อย่างที่ทำประจำ
ทางตัดตรง สองข้างทางมืดสนิทไม่ถึงห้านาทีรถก็เข้าทางโค้งอีกครั้งและยังมีศาลเพียงตาสองศาลตั้งอยู่ใต้ต้นสักเหมือนเดิม
มือที่พนมอยู่กลางอกของหญิงสาวแข็งค้าง
“อาจจะแค่บังเอิญก็ได้” เธอพึมพำขมวดคิ้วอย่างคาใจ
ผ่านไปอีกห้านาที รถก็เข้าโค้งที่สาม เหมือนดาวนั่งตัวตรงเอาหน้าแนบกระจกและรอคอย
แนวหญ้า ทางโค้ง ต้นสักใหญ่
...และศาลเพียงตาสองศาล!
มือข้างขวาตะปบลงที่ต้นขาของนิภาอย่างแรง
“พี่นิ...ตื่นเร็ว!” เสียงหญิงสาวสั่นเครือ
หมับ!
มือเย็นเฉียบคว้ามือเธอเอาไว้ บีบแน่นและสั่นเล็กน้อย
“พี่ไม่ได้หลับดาว...ไม่ว่าเธอจะเห็นอะไร...อย่าทักเด็ดขาด”