Starcraft : The Last Commander

    ตอนที่ 45 : คืนพักรถ

    รถลำเลียงไต่ผ่านถนนเหนือที่แทบไม่เหลือเส้นแบ่งเลนให้มองเห็นอีกต่อไปอย่างช้า ๆ เสียงเครื่องยนต์ครางต่ำอยู่ใต้ฝากระโปรงเหมือนสัตว์แก่ที่ยังฝืนลากร่างตัวเองต่อไปท่ามกลางหิมะ ทุกครั้งที่ล้อเหยียบผ่านรอยแตกใต้ผิวถนน แรงสั่นสะเทือนจะวิ่งผ่านพื้นรถขึ้นมาถึงฝ่าเท้าของทุกคนในห้องโดยสาร ก่อนจางหายไปในความเงียบที่หนาเกินกว่าจะเรียกว่าเพียงคืนหนาว


    นอกกระจกหน้า ถนนทอดยาวเข้าไปในม่านสีเทาขาวของหิมะ แสงไฟหน้ารถตัดผ่านความมืดได้เพียงไม่กี่สิบเมตรก่อนถูกเกล็ดหิมะกลืนกิน ทิวต้นไม้เปลือยใบสองข้างทางยืนเรียงกันเป็นเงาดำสูงผอม เหมือนซี่โครงของสัตว์ยักษ์ที่ตายไปนานแล้วแต่ยังไม่ยอมล้มลง ลมพัดกวาดหิมะข้ามถนนเป็นแผ่นบาง ๆ เป็นระยะ ทำให้พื้นข้างหน้าดูเหมือนขยับเองได้ในแสงไฟสั่นไหว


    คาเอลนั่งอยู่ตรงเบาะกลางของรถ ไม่ได้หลับ และไม่ได้ตื่นอย่างเต็มที่ในความหมายปกติ เขาเพียงนั่งอยู่ตรงนั้น มือขวาวางใกล้อาวุธที่พิงอยู่ข้างเบาะ นิ้วไม่ได้กำแน่น แต่ก็ไม่เคยห่างจากมันพอจะเรียกว่าผ่อนคลาย แสงจากหน้าปัดรถสะท้อนบนใบหน้าของเขาเป็นสีเขียวจาง ๆ ทำให้เงาใต้ตาดูลึกกว่าความจริง เสียงเครื่องยนต์ เสียงหิมะกระทบกระจก เสียงลมหายใจของคนในรถ และเสียงผ้าห่มเสียดสีกันเบา ๆ รวมเป็นจังหวะเดียวกันที่ชวนให้หลับ หากไม่ใช่เพราะในหัวของเขายังมีอีกเสียงหนึ่งที่ไม่เคยยอมเงียบ


    จำนวนกระสุน


    จำนวนอาหาร


    ระดับเชื้อเพลิง


    ระยะทางที่เหลือ


    ความเร็วเฉลี่ย


    สภาพร่างกายของแต่ละคน


    ความเสี่ยงจากการหยุดพัก


    ความเสี่ยงจากการไม่หยุดพัก


    เขารู้ว่าตัวเองไม่ควรคิดแบบนั้น


    แต่ความคิดเหล่านั้นไหลเข้ามาเองเหมือนน้ำเย็นซึมผ่านรอยร้าวของประตู ไม่ได้ถามเขาว่าอยากรับมันไหม ไม่ได้สนว่าเขาจะเกลียดมันหรือเปล่า มันเพียงเข้ามา จัดเรียงตัวเองเป็นแถว แล้วรอให้เขาตัดสินใจราวกับโลกทั้งใบเป็นหน้าต่างข้อมูลที่ต้องประมวลผล


    คาเอลเหลือบมองด้านหลัง


    แจ็กซ์ขับรถด้วยมือสองข้างที่จับพวงมาลัยแน่นเกินจำเป็น ข้อนิ้วของเขาขาวซีดใต้แสงหน้าปัด ตาซ้ายกระตุกนิด ๆ ทุกครั้งที่ล้อรถสะบัดจากพื้นน้ำแข็ง แต่ปากยังพึมพำอะไรบางอย่างกับเครื่องยนต์เหมือนกำลังต่อรองกับเพื่อนเก่าที่มีนิสัยไม่ดี


    โวร่านั่งตรงเบาะริมประตูขวา ไม่พิงหลังเต็มตัว มือหนึ่งวางบนปืน อีกมืออยู่ใกล้มีด ดวงตาของเธอมองออกไปนอกกระจกที่มีฝ้าขาวเกาะเป็นวงเหมือนดูอะไรบางอย่างที่คนอื่นมองไม่เห็น ผมสีเงินของเธอถูกแสงหน้าปัดแตะเป็นประกายจาง ๆ แต่ใบหน้ายังคงนิ่งเกินไปสำหรับคนที่เพิ่งอุ้มเด็กหนีจากความตายมาไม่กี่ชั่วโมงก่อน


    นิกซ์นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโวร่า เขาซ่อนแขนข้างที่ผิดปกติไว้ใต้เสื้อคลุมหนา ทั้งที่ในรถอากาศอับและกลิ่นเหงื่อกับน้ำมันเครื่องคลุ้งจนแทบหายใจไม่สะดวก ผ้าคลุมตรงท่อนแขนของเขาขยับเป็นระยะจากการกระตุกเล็ก ๆ ใต้ผิวหนัง เขาก้มหน้าเหมือนเด็กที่ไม่อยากให้ครูเห็นว่าตัวเองกำลังร้องไห้ ทั้งที่ไม่มีน้ำตาไหลออกมา


    มิเลียนั่งใกล้ลูน่า เธอไม่ได้กอดเด็กไว้ ไม่ได้เอื้อมมือแตะตลอดเวลา แต่ตำแหน่งของเธออยู่ใกล้พอที่ถ้าลูน่าสะดุ้งหรือเสียหลัก เธอจะคว้าได้ทันที ความระมัดระวังนั้นเป็นสิ่งที่คาเอลเห็นชัดยิ่งกว่าคำพูดใด ๆ ของเธอ ลูน่านั่งห่อผ้าห่มอยู่ข้างหน้าต่างเล็ก ๆ มือทั้งสองประคองกระดิ่งเก่าที่ได้มาจากคนตาย ริมฝีปากซีดแตะกันแน่น ดวงตาลอยไปยังความมืดนอกกระจก แต่ไม่ได้มองทิวทัศน์ เธอดูเหมือนกำลังฟังอะไรบางอย่างจากในความเงียบของตัวเอง


    เด็กเก้าขวบควรหลับเพราะเหนื่อย


    แต่ลูน่าไม่กล้าหลับสนิท


    และนั่นทำให้คาเอลรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างค่อย ๆ กดลงบนอก


    เขาดึงสายตากลับมา


    ไม่ใช่เพราะไม่อยากมองเธอ


    แต่เพราะถ้ามองนานกว่านี้ หัวเขาจะเริ่มคิดถึงเด็กอีกกี่คนที่ไม่ได้ขึ้นรถ เด็กอีกกี่คนที่ไม่มีผ้าห่ม ไม่มีคนเฝ้า ไม่มีโอกาสนั่งเงียบ ๆ อยู่ในรถที่ยังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้


    “ข้างหน้าเหมือนมีอาคาร” แจ็กซ์พูดขึ้นหลังจากเงียบอยู่นาน เสียงของเขาแหบเพราะใช้งานมาทั้งวัน “หรือไม่ก็ซากที่แกล้งทำเป็นอาคาร ฉันไม่อยากตัดสินใครในสภาพนี้”


    คาเอลเอนตัวมองผ่านกระจกหน้า


    ในม่านหิมะสีขาวเทา มีเงาใหญ่ต่ำ ๆ ปรากฏอยู่ริมถนน แสงไฟหน้ารถค่อย ๆ เผยให้เห็นหลังคาสถานีพักรถเก่าที่ถล่มไปครึ่งหนึ่ง เสาค้ำด้านหน้าบิดเอียง ป้ายไฟเหนือทางเข้าเหลือแสงกะพริบสีฟ้าซีดเพียงไม่กี่ตัวอักษร ส่วนที่เหลือดับสนิทหรือแตกหายไปแล้ว ลานจอดรถถูกหิมะกลบจนมองไม่เห็นเส้นช่องจอด มีรถเก่าคันหนึ่งจมอยู่ครึ่งล้อใกล้ปั๊มเติมน้ำมันที่พังและถูกน้ำแข็งเกาะเป็นเส้นขาว


    “หยุดที่นี่” คาเอลพูด


    แจ็กซ์ไม่ถามว่าทำไม เขาเพียงหักพวงมาลัยช้า ๆ รถลำเลียงเบี่ยงออกจากถนนหลัก ล้อหน้าจมลงในหิมะหนาขึ้นจนตัวรถส่ายเล็กน้อยก่อนกลับมาตั้งตรง เสียงโลหะใต้ท้องรถขูดกับอะไรบางอย่างดังครืด ทำให้ลูน่าสะดุ้งจนกระดิ่งในมือกระแทกผ้าห่มเบา ๆ แต่ไม่มีเสียงใสออกมา


    รถค่อย ๆ เคลื่อนเข้าไปใต้เงาของสถานีพักรถ เหยียบผ่านพื้นหิมะที่ไม่มีรอยเท้าใหม่ ไม่มีรอยล้อใหม่ ไม่มีอะไรบอกว่ามีใครใช้ที่นี่เมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่ในโลกตอนนี้ ความไม่มีร่องรอยไม่ได้หมายถึงปลอดภัย มันแค่หมายความว่ายังไม่มีใครรอดมาทิ้งร่องรอยไว้ หรืออะไรบางอย่างเก็บร่องรอยกลับไปแล้ว


    แจ็กซ์เหยียบเบรก รถหยุดลงพร้อมเสียงล้อบดหิมะเก่าดังครืดต่ำ ๆ แรงสั่นสุดท้ายไหลผ่านตัวถังแล้วค่อย ๆ หายไปในอากาศเย็นจัด


    ไม่มีใครพูดทันทีหลังรถหยุด


    บางครั้งความเงียบหลังการหนีตายก็หนักกว่าเสียงเครื่องยนต์เสียอีก


    แจ็กซ์มองหน้าปัดรถอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอื้อมมือไปดับเครื่อง


    เสียงเครื่องยนต์ที่ครางต่ำมาตลอดหลายชั่วโมงขาดหายทันที


    โลกเงียบลง


    เงียบเกินไป


    เสียงหิมะขูดตัวถังรถดังชัดขึ้นในวินาทีถัดมา เสียงเล็ก ๆ ที่ก่อนหน้านี้ถูกกลืนด้วยเครื่องยนต์ ตอนนี้กลับเหมือนนิ้วเล็บจำนวนมากลากผ่านผิวโลหะอย่างแผ่วเบา ลมหนาวลอดเข้ามาตามรอยรั่วของประตูด้านข้าง เป็นลมหายใจเย็นจัดที่แตะหลังคอแล้วซึมผ่านเสื้อผ้าลงไปถึงผิวหนัง


    แจ็กซ์ค้างมืออยู่บนกุญแจเหมือนยังลังเลว่าจะบิดกลับไปเปิดเครื่องอีกครั้งไหม


    “ถ้าดับแล้วสตาร์ตไม่ติด ฉันจะถือว่ารถทรยศเรา” เขาพูดเบา ๆ


    “รถไม่ได้ทรยศ” โวร่าตอบจากเบาะข้างประตู “คนขับอาจดูแลมันไม่ดีพอ”


    แจ็กซ์หันไปมองเธอทันที


    “นี่เราพักหายใจได้ไม่ถึงสิบวินาที เธอก็แทงฉันแล้วเหรอ”


    “ถ้านายเรียกนั่นว่าแทง แสดงว่านายยังไม่เคยโดนแทงจริง”


    “ขอบคุณที่เตือนว่าชีวิตฉันยังมีประสบการณ์เลวร้ายรออยู่อีกมาก”


    บทสนทนาสั้น ๆ นั้นควรทำให้บรรยากาศเบาลง แต่ครั้งนี้มันตกลงบนความเงียบแล้วจมหายไปเร็วเกินไป ทุกคนเหนื่อยเกินจะหัวเราะเต็มเสียง แม้แต่แจ็กซ์เองก็พูดเหมือนคนกำลังดันกำแพงไม่ให้พังมากกว่าคนอยากตลกจริง ๆ


    โวร่าเป็นคนแรกที่ขยับ


    เธอเปิดประตูด้านข้างรถอย่างเงียบที่สุดเท่าที่โลหะเก่าจะยอมให้ทำ เสียงบานพับครางเบา ๆ ในลมหนาว ก่อนกลิ่นอากาศภายนอกจะพุ่งเข้ามาในห้องโดยสาร กลิ่นหิมะ กลิ่นน้ำมันเก่าจากปั๊มที่พัง กลิ่นสนิมเปียก และกลิ่นดินเย็นจัดที่ถูกปิดทับอยู่ใต้ชั้นหิมะหนา


    โวร่าก้าวลงไปในลานจอดรถ หิมะยุบใต้รองเท้าของเธอโดยแทบไม่มีเสียง ร่างของเธอลดต่ำลงเล็กน้อยทันทีตามสัญชาตญาณ ดวงตากวาดผ่านสถานีพักรถในจังหวะที่เร็วจนดูเหมือนไม่ได้มองแต่จริง ๆ แล้วเก็บทุกรายละเอียด


    ประตูหลักแตกครึ่งหนึ่ง เหลือกรอบโลหะบิดงอ


    หน้าต่างด้านซ้ายหายไปทั้งบาน เศษกระจกบางส่วนจมอยู่ในหิมะใกล้ผนัง


    เคาน์เตอร์เก่ากลางห้องอาจใช้เป็นที่กำบังได้ แต่ไม้ผุและมีรอยไหม้เป็นแถบ


    ห้องน้ำด้านหลังเป็นจุดอับ มีทางเข้าแคบเกินสองคนผ่านพร้อมกัน


    หลังคาครึ่งหนึ่งถล่ม เปิดช่องให้หิมะตกลงมากองเป็นเนินภายในอาคาร


    ทางวิ่งกลับมารถจากประตูสถานีคือสิบเก้าก้าวสำหรับคนทั่วไป สิบสองก้าวสำหรับเธอ เก้าก้าวถ้าต้องลากเด็ก และมากกว่านั้นหากหิมะหนาขึ้นอีก


    คาเอลเห็นสายตาเธอทำงานก่อนคำพูด เขาไม่จำเป็นต้องถามก็รู้ว่าโวร่าคิดอะไรอยู่ เพราะเขาเองก็กำลังคิดคล้ายกัน


    กระสุนเหลือเท่าไร


    เชื้อเพลิงเหลือเท่าไร


    อาหารพออีกกี่มื้อ


    ระยะทางถึงบ้านของโวร่าอีกเท่าไร


    เวลาที่พวกเขาหยุดพักได้ก่อนความเสี่ยงเกินจุดยอมรับคือเท่าไร


    ใครเดินไหว ใครเริ่มหมดแรง ใครยังมีเลือดซึม ใครอาจพังกลางทางถ้าถูกบังคับให้ลุกหนีในอีกสิบนาที


    ตัวเลขไหลผ่านหัวเขาเร็วเกินไป สะอาดเกินไป เย็นเกินไป


    คาเอลหลับตาครู่หนึ่ง


    หยุด


    เขาบอกตัวเองในความมืดหลังเปลือกตา


    นี่ไม่ใช่แผนที่ ไม่ใช่ตารางทรัพยากร ไม่ใช่รายงานความเสียหาย


    นี่คือคน


    แต่เมื่อเขาลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นยังเป็นจำนวนคนในรถอยู่ดี


    หกคน


    หนึ่งคนเป็นเด็ก


    หนึ่งคนกำลังได้ยินสิ่งที่คนอื่นไม่ได้ยิน


    หนึ่งคนมีร่างกายที่ไม่ยอมเป็นมนุษย์ทั้งหมด


    หนึ่งคนกำลังเหนื่อยจนใช้มุกแทนการหายใจ


    หนึ่งคนยืนใกล้เขามากพอให้เขารู้สึกผิดที่ยังไม่รู้ว่าจะปกป้องเธอได้อย่างไร


    และหนึ่งคนคือเขา


    คนที่เริ่มคิดว่าคำว่า “คน” ต้องถูกเตือนซ้ำ ๆ ก่อนจะไม่หลุดหายไปจากหัว


    “เราพักที่นี่ไม่นาน” โวร่าพูดจากด้านนอกรถ เสียงของเธอเบาแต่คมพอจะตัดผ่านลม “ประตูหน้าใช้ไม่ได้ หน้าต่างแตกสามบาน ทางหนีหลักคือกลับขึ้นรถ ทางหนีรองคือช่องหลังเคาน์เตอร์ แต่ถ้ามีอะไรเข้ามาจากด้านหลัง เราจะติด”


    “แปลว่าเป็นสถานที่พักที่ยอดเยี่ยมตามมาตรฐานหลังวันสิ้นโลก” แจ็กซ์พึมพำ แล้วปลดเข็มขัดนิรภัยออก “มีหลังคาครึ่งหนึ่ง มีผนังสองด้าน มีโอกาสตายแบบเลือกทางได้ ถือว่าหรูแล้ว”


    มิเลียไม่ตอบมุกนั้นทันที เธอหันไปมองลูน่าก่อน น้ำเสียงของเธอต่ำลงเมื่อพูดกับเด็ก


    “ลูน่า ลงไหวไหม”


    เด็กหญิงมองเธอช้า ๆ เหมือนต้องใช้เวลานานกว่าจะเข้าใจว่าคำถามนั้นไม่ได้บังคับอะไร เธอพยักหน้าเล็กมาก เกือบมองไม่เห็น


    มิเลียไม่ได้ยื่นมือไปดึงทันที เธอรออยู่ตรงนั้น รอให้ลูน่าขยับเอง


    คาเอลสังเกตเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ นั้น


    มิเลียไม่เร่ง


    ไม่แตะ


    ไม่บอกว่าไม่ต้องกลัว


    เพราะบางคนกลัวจริง และคำว่าไม่ต้องกลัวเป็นเพียงเสียงที่คนปลอดภัยใช้ปลอบตัวเองมากกว่าปลอบคนตรงหน้า


    ลูน่าค่อย ๆ ลุกขึ้น กอดผ้าห่มกับกระดิ่งไว้แน่นจนปลายนิ้วขาวซีด ตอนที่เธอก้าวผ่านนิกซ์ เด็กหญิงชะงักเพียงเสี้ยววินาที


    นิกซ์เห็น


    ทุกคนเห็น แม้ไม่มีใครพูด


    เด็กหนุ่มลดสายตาลงทันทีและขยับตัวออกไปอีกนิดทั้งที่ที่นั่งในรถไม่ได้กว้างพอให้ขยับได้มากนัก แขนข้างที่ผิดปกติซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อหนา เขาดึงชายเสื้อลงปิดจนเกือบถึงข้อมือมากกว่าเดิม มืออีกข้างกดทับไว้เหมือนกำลังลงโทษตัวเองที่ยังมีมันอยู่


    ลูน่าไม่ได้พูดอะไร เธอเดินผ่านไปโดยมีมิเลียคอยเดินช้า ๆ อยู่ข้าง ๆ


    แต่ความเงียบระหว่างนิกซ์กับเด็กหญิงติดค้างอยู่ในรถเหมือนละอองน้ำแข็ง


    แจ็กซ์เปิดประตูฝั่งคนขับ ก้าวลงไปแล้วสะดุ้งเมื่อรองเท้าจมลงในหิมะถึงข้อเท้า


    “โอเค เย็นจริง เย็นแบบไม่เคารพสิทธิมนุษยชนเลย”


    เขาเดินไปเปิดฝากระโปรงรถ เสียงโลหะเก่าแง้มขึ้นดังแอ๊ดในความเงียบ ไอน้ำจาง ๆ ลอยขึ้นจากเครื่องยนต์เหมือนลมหายใจของสัตว์บาดเจ็บ แจ็กซ์ส่องไฟฉายลงไป ขยับสายไฟบางเส้น ตรวจท่อ ตรวจคราบน้ำมัน ก่อนใช้หลังมือแตะเครื่องยนต์แล้วรีบชักกลับ


    “ยังอุ่นอยู่ อย่างน้อยมันก็พิสูจน์ว่ารถคันนี้มีชีวิต”


    “เพราะยังดีอยู่?” มิเลียถามจากในสถานีพักรถ


    “ไม่ เพราะมันดื้อ” แจ็กซ์ตอบโดยไม่เงยหน้า “ของที่ยังวิ่งได้หลังโดนถนนพัง หิมะ ฝูงบ้า ๆ และฝีมือขับรถของฉัน ไม่ได้เรียกว่าสภาพดี เรียกว่ามันไม่ยอมตาย”


    “เหมือนนาย” โวร่าพูด


    แจ็กซ์หยุดมือไปเสี้ยวหนึ่ง แล้วหันไปมองเธออย่างระแวง


    “นี่ชมใช่ไหม”


    “แล้วแต่นายจะเอาไปใช้ปลอบใจตัวเอง”


    “ดี ฉันจะรับเป็นคำชม เพราะคืนนี้ฉันไม่มีพลังเหลือรับคำด่าเพิ่ม”


    ลมหายใจสั้น ๆ ของใครบางคนหลุดออกมาในรถ อาจเป็นมิเลีย อาจเป็นแจ็กซ์เอง หรืออาจเป็นความพยายามของโลกที่จะจำว่าการหัวเราะเคยเป็นอย่างไร


    คาเอลลงจากรถเป็นคนสุดท้าย


    หิมะใต้รองเท้ายวบลงทันที ความเย็นแทรกผ่านพื้นรองเท้าขึ้นมาช้า ๆ แต่แน่วแน่ เขาปิดประตูรถเบาที่สุดเท่าที่ทำได้ แล้วมองออกไปยังถนนที่พวกเขาเพิ่งผ่านมา รอยล้อสองเส้นลากยาวไปในความมืด ก่อนค่อย ๆ ถูกหิมะกลบทีละนิด


    ไม่นานคงไม่เหลือรอยอะไรเลย


    เหมือนพวกเขาไม่เคยผ่านมาที่นี่


    เหมือนคนที่ไม่ได้ขึ้นรถไม่เคยยื่นมือมา


    คาเอลกะพริบตาช้า ๆ แล้วหันกลับเข้าหาสถานีพักรถ


    ข้างใน กลิ่นฝุ่นเก่า ผ้าเปียก และน้ำมันเครื่องค้างอยู่ในอากาศ พื้นกระเบื้องแตกร้าวหลายจุด มีคราบดำเก่า ๆ ติดอยู่ตามมุมห้องจนแยกไม่ออกว่าเป็นเชื้อรา เขม่า หรืออะไรที่ไม่ควรจินตนาการ ชั้นวางสินค้าโล่งเกือบหมด เหลือซองขนมเปล่า กล่องบุหรี่เปียกน้ำ และป้ายลดราคาที่ลอกครึ่งหนึ่งแขวนอยู่เหนือเคาน์เตอร์เหมือนตลกร้ายจากโลกเก่า


    มิเลียเลือกมุมด้านในสุดที่ยังมีผนังกันลมสองด้าน เธอใช้ไฟฉายส่องพื้นก่อน ใช้ปลายรองเท้าเขี่ยเศษกระจกและเศษพลาสติกออก จากนั้นจึงปูผ้าห่มผืนหนึ่งลงบนพื้นให้ลูน่า ไม่ชิดไฟฉายเกินไป ไม่ใกล้ทางออกเกินไป และไม่ไกลจากคนอื่นจนเด็กต้องรู้สึกถูกทิ้ง


    “ตรงนี้อุ่นสุดแล้ว” เธอพูดเบา ๆ “นั่งพักก่อนก็ได้ ไม่ต้องนอนถ้ายังไม่อยากนอน”


    ลูน่านั่งลงช้า ๆ วางกระดิ่งไว้บนผ้าห่มตรงหน้า แต่ปลายนิ้วยังแตะอยู่เช่นเดิม


    คาเอลมองภาพนั้นแล้วรู้สึกเหมือนมีบางอย่างในอกขยับช้า ๆ เด็กคนหนึ่งควรมีของเล่น ตุ๊กตา หนังสือ หรือขนมติดมือ ไม่ใช่กระดิ่งของคนตาย ไม่ใช่ความเงียบที่ทำให้เธอสะดุ้งทุกครั้งเมื่อมีใครเดินผ่านด้านหลัง


    โวร่ากลับเข้ามาหลังจากตรวจรอบแรก เธอไม่ได้เดินเข้ามานั่งทันที แต่หยุดอยู่กลางห้องแล้วชี้ตำแหน่งด้วยคำสั้น ๆ


    “แจ็กซ์ รถต้องหันหน้าออกถนน อย่าจอดลึกกว่านี้ ถ้าต้องหนีจะถอยเสียเวลา”


    แจ็กซ์โผล่หน้าจากฝากระโปรงรถ “รับทราบ กัปตันเงามืด”


    “มิเลีย เด็กอยู่มุมนี้ดีแล้ว แต่อย่าให้ของกองปิดทางออก”


    มิเลียพยักหน้าโดยไม่โต้แย้ง เธอเลื่อนกระเป๋าเสบียงออกจากแนววิ่งกลับรถทันที


    “นิกซ์”


    เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นช้า ๆ จากมุมที่เขาเลือกใกล้หน้าต่างแตกฝั่งตรงข้าม


    โวร่ามองเขานิ่ง


    “ถ้านายได้ยินอะไร บอกก่อนที่มันจะใกล้เกินไป”


    นิกซ์เม้มปาก


    “ถ้าผมแยกออกว่าเป็นอะไร”


    “ไม่ต้องแยก” โวร่าตอบ “แค่บอกว่าได้ยิน”


    คำพูดนั้นไม่ได้อ่อนโยน แต่ก็ไม่กล่าวโทษ มันเป็นคำสั่งที่วางนิกซ์ไว้ในฐานะคนที่ยังทำประโยชน์ได้ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องถูกเฝ้าระวังเพียงอย่างเดียว


    นิกซ์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า


    มิเลียเหลือบมองโวร่าเพียงเสี้ยววินาที


    คาเอลเห็นเช่นกัน


    โวร่าอาจไม่รู้ตัว แต่บางครั้งวิธีพูดห้วน ๆ ของเธอกลับปลอบคนบางคนได้ดีกว่าคำอ่อนหวาน เพราะมันไม่ทำเหมือนพวกเขาแตกหักเกินกว่าจะใช้การได้


    นิกซ์เลือกมุมใกล้หน้าต่างแตกต่อไป แม้ตรงนั้นจะหนาวกว่าอย่างเห็นได้ชัด เขานั่งลงโดยไม่ถอดเสื้อคลุม มือที่ผิดปกติซ่อนอยู่ในเงาระหว่างหัวเข่ากับแขนเสื้อ


    มิเลียเหลือบมองเขา


    เธอเห็น


    คาเอลรู้ว่าเธอเห็น


    แต่เธอไม่เรียกเขากลับทันที


    บางครั้งการดึงคนที่กำลังลงโทษตัวเองให้กลับมาข้างวงไฟ อาจทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกบังคับให้แสดงความเจ็บให้ทุกคนดู


    มิเลียเพียงวางผ้าห่มสำรองอีกผืนไว้บนลังพลาสติกใกล้ ๆ ระยะที่นิกซ์เอื้อมถึงได้ ถ้าเขายอมเอื้อมเอง


    นิกซ์มองผ้าห่มนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก้มหน้าลง


    คาเอลเก็บภาพนั้นไว้เงียบ ๆ


    ไม่ใช่ทุกการช่วยเหลือต้องประกาศตัวว่าเป็นการช่วยเหลือ


    คาเอลเริ่มตรวจเสบียงกับแจ็กซ์โดยไม่พูดมาก ลังเล็กสองลังถูกลากเข้ามาวางหลังเคาน์เตอร์ที่ยังพอใช้กันลมได้ เขาเปิดทีละใบ ไฟฉายส่องผ่านกระป๋องอาหาร ถุงแห้ง กล่องเวชภัณฑ์เหลือครึ่งหนึ่ง กระสุนไม่กี่แถว แบตเตอรี่ไฟฉาย และผ้าพันแผลที่เริ่มเหลือน้อยเกินไปสำหรับทีมซึ่งมักกลับจากทุกทางเลือกพร้อมแผลใหม่


    “อาหารแบบกินได้จริงหรือแบบกินแล้วเสียความเคารพตัวเอง” แจ็กซ์ถาม ขณะนั่งยอง ๆ ข้างลัง


    “ทั้งสองอย่าง”


    “ดี อย่างน้อยทางเลือกยังหลากหลาย”


    คาเอลหยิบกระป๋องขึ้นมาหนึ่งใบ อ่านฉลากที่ลอกไปครึ่งหนึ่ง แล้ววางลงเป็นกองอาหารเย็น


    เขาไม่ได้ตั้งใจนับเสียงดัง แต่ตัวเลขในหัวสรุปให้เอง


    ถ้ากินประหยัดมากพอ อยู่ได้สามวันครึ่ง


    ถ้าลูน่ากินได้น้อยลงเพราะช็อก อาหารจะพอยาวขึ้น แต่สุขภาพเด็กจะตกเร็ว


    ถ้านิกซ์กินอาหารปกติไม่ได้มากขึ้น ต้องหาแหล่งโปรตีนอื่น หรือยอมรับว่าเขากำลังเปลี่ยนไปในทิศทางที่ไม่มีใครอยากพูด


    ถ้าพายุทำให้เดินทางช้ากว่าเดิม เชื้อเพลิงจะเป็นตัวกำหนดก่อนอาหาร


    ถ้ามีการโจมตีตอนกลางคืน...


    คาเอลวางกระป๋องแรงเกินไปเล็กน้อย เสียงโลหะกระทบพื้นดังเกินควรในห้องเงียบ


    มิเลียหันมามอง


    เขารู้ว่าเธอเห็นความคิดพวกนั้นเกือบชัดเท่าตัวเขาเอง


    “พอแล้ว” เธอพูดเบา ๆ


    แจ็กซ์ชะงัก “อะไรพอ ฉันยังไม่ได้ขโมยอาหารเลยนะ”


    “ไม่ใช่นาย”


    คาเอลเงียบ


    มิเลียไม่ได้เดินเข้ามาหา เธอเพียงมองจากระยะเดิม ตรงกลางระหว่างเขากับลูน่า


    “คืนนี้เอาเท่าที่จำเป็นก่อน” เธอบอก “ที่เหลือค่อยคิดตอนเช้า”


    คาเอลเกือบตอบว่าถ้าคิดตอนเช้าอาจสายไป


    แต่เขากลืนประโยคนั้นลงคอ


    เพราะรู้ว่ามันถูก


    และรู้ว่ามันผิดในเวลาเดียวกัน


    แจ็กซ์มองซ้ายขวาแล้วค่อย ๆ ยกมือ


    “งั้นในฐานะฝ่ายสร้างขวัญกำลังใจที่ไม่มีใครแต่งตั้ง ฉันขอเสนอสิ่งที่จำเป็นที่สุดตอนนี้”


    โวร่ามองเขาอย่างไม่ไว้ใจ “อะไร”


    แจ็กซ์ยกซองผงเครื่องดื่มฉุกเฉินขึ้นสามซองด้วยสีหน้าภาคภูมิใจเกินเหตุ


    “อาหารเหลวทางจิตวิญญาณ”


    “มันคืออะไร”


    “ไม่รู้ แต่คำว่าอุ่นอยู่บนซอง และในคืนแบบนี้ ฉันพร้อมเชื่อคำโฆษณาที่ต่ำที่สุด”


    เขาเทผงลงในถ้วยโลหะ เติมน้ำจากกระติกเล็ก แล้วใช้ชุดทำความร้อนพกพาที่เหมือนจะทำงานด้วยความแค้นมากกว่าพลังงานจริง ๆ จุดให้ร้อน เสียงฟู่เบา ๆ ดังขึ้นพร้อมไอน้ำบาง ๆ กลิ่นหวานปลอม ๆ ลอยออกมา ผสมกับกลิ่นฝุ่นและน้ำมันเครื่องจนกลายเป็นกลิ่นที่ไม่ควรมีชื่อเรียก


    แจ็กซ์คนถ้วยด้วยไขควงที่เช็ดแล้วครึ่งหนึ่ง


    มิเลียมอง


    “นายใช้ไขควงคนเหรอ”


    “มันสะอาดกว่าความหวังของเราอีก” แจ็กซ์ตอบอย่างมั่นใจ “และก่อนใครจะถาม ใช่ ฉันเช็ดแล้ว เช็ดแบบคนที่ยังอยากมีเพื่อนเหลืออยู่”


    เขายกถ้วยหนึ่งขึ้น สูดกลิ่น แล้วทำหน้าเหมือนเพิ่งเห็นอนาคตที่เลวร้าย


    “ฉันขอตั้งชื่อว่า น้ำอุ่นที่เคยฝันอยากเป็นซุป”


    คาเอลเกือบยิ้ม


    เกือบเท่านั้น


    แจ็กซ์ยื่นถ้วยแรกให้มิเลีย มิเลียรับไปแล้วเดินไปหาลูน่า เธอย่อตัวลง ไม่ยื่นถ้วยเข้าใกล้หน้ามากเกินไป


    “อุ่นนะ ระวังมือ”


    ลูน่ามองถ้วย มองมิเลีย แล้วค่อย ๆ รับไปด้วยสองมือ


    เธอไม่ได้ดื่มทันที เพียงถือไว้ ให้ไออุ่นแตะนิ้วที่เย็นจนซีด


    แจ็กซ์แสร้งถอนหายใจโล่ง


    “อย่างน้อยก็มีคนให้เกียรติงานครัวฉุกเฉินของฉัน”


    “เธอยังไม่ได้ชิม” โวร่าพูด


    “ขอร้อง อย่าทำลายโมเมนต์นี้ ฉันมีโมเมนต์ดี ๆ ไม่กี่อันต่อวัน”


    คราวนี้ลูน่ากะพริบตา


    ไม่ถึงกับหัวเราะ


    แต่ไหล่ของเด็กหญิงคลายลงเพียงเล็กน้อย


    เล็กมากจนถ้าไม่มองดี ๆ อาจไม่เห็น


    แต่โวร่าเห็น


    คาเอลเห็นโวร่าเห็น


    เธอมองเด็กหญิงอยู่ชั่วขณะ ไม่ใช่ด้วยสายตาอ่อนโยนชัดเจน ไม่ใช่ด้วยความอบอุ่นแบบมิเลีย แต่เหมือนกำลังนับลมหายใจของลูน่า ดูว่ามันสม่ำเสมอไหม ดูว่าไหล่เล็ก ๆ นั้นหยุดสั่นหรือยัง ดูว่าเด็กคนนี้จะหายไปจากตรงนั้นหรือเปล่าถ้าเธอละสายตานานเกินไป


    แล้วโวร่าก็หันกลับไปมองประตูเหมือนไม่เคยสนใจอะไรทั้งนั้น


    คาเอลยืนอยู่ตรงกลางห้องพร้อมถ้วยอุ่นในมือ เขาไม่ได้ดื่ม เขามองไอน้ำบาง ๆ ลอยขึ้นจากผิวน้ำสีน้ำตาลขุ่น แล้วหายไปก่อนแตะใบหน้า


    ช่วยขึ้นรถได้


    ให้ผ้าห่มได้


    ให้เครื่องดื่มร้อนได้


    แต่ไม่อาจพาใครออกจากสิ่งที่พวกเขาได้ยิน เห็น สูญเสีย หรือจำได้


    เขาคิดถึงคนที่ไม่ได้ขึ้นรถอีกครั้ง


    ไม่ใช่เพราะอยากคิด


    แต่มันอยู่ตรงนั้นเสมอ อยู่ในช่องว่างระหว่างเสียงลมหิมะ อยู่ในความเงียบหลังบทสนทนา อยู่ในทุกครั้งที่ลูน่าแตะกระดิ่งเหมือนแตะมือใครบางคนที่ไม่มีอยู่แล้ว


    “ฉันออกไปดูด้านนอกหน่อย”


    มิเลียหันมาทันที “คนเดียวเหรอ”


    “แค่ใต้ชายคา”


    เธอมองเขานานกว่าคำตอบควรได้รับเล็กน้อย ก่อนพยักหน้า


    คาเอลเดินออกไปทางประตูด้านหน้า


    ลมหนาวกระแทกใบหน้าทันทีที่เขาก้าวพ้นขอบผนังครึ่งพัง ชายคาของสถานีพักรถเหลืออยู่เพียงส่วนเดียว พอให้ยืนหลบหิมะโดยไม่ต้องออกไปกลางถนนเต็มตัว แต่ไม่พอจะกันความหนาวที่เดินทางมากับลม เขายืนอยู่ตรงนั้น มองไฟหน้ารถที่ดับไปแล้ว มองถนนสีขาวเทา มองรอยล้อที่ค่อย ๆ หายไปใต้หิมะ


    โลกดูสะอาดขึ้นเมื่อถูกหิมะกลบ


    และนั่นทำให้มันโหดร้ายกว่าเดิม


    เพราะใต้ความขาวนั้นมีรอยเลือด เศษโลหะ รอยเท้าคนวิ่งหนี และสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ในที่ซึ่งแสงไฟส่องไม่ถึง


    คาเอลยกถ้วยขึ้นจรดริมฝีปาก เครื่องดื่มอุ่นเกือบร้อน แต่รสชาติแย่พอให้เขาต้องกลืนนิ่ง ๆ ด้วยความเคารพต่อความพยายามของแจ็กซ์มากกว่าความอร่อย


    เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังจากด้านหลัง


    เขาไม่หันไปทันที


    เขารู้ว่าเป็นใครก่อนเห็น


    กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ จากเสื้อคลุมของมิเลียมาก่อน เสียงผ้าห่มที่เธอถือเสียดสีกับแขนตามมา และสุดท้ายคือความอุ่นเล็ก ๆ ที่ขยับเข้ามาใกล้ในอากาศหนาวจนแทบจับต้องได้


    มิเลียหยุดยืนข้างเขา เว้นระยะไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือ


    เธอยื่นผ้าห่มให้โดยไม่พูดก่อน


    คาเอลมองผ้าห่ม แล้วมองมือของตัวเอง เพิ่งรู้ว่านิ้วกำลังสั่น


    หนาว


    หรือเครียด


    หรือทั้งสองอย่าง


    เขารับผ้าห่มมาคลุมไหล่


    “ขอบใจ”


    “นายออกมายืนตรงนี้นานเกินกว่าจะเรียกว่าแค่ดูด้านนอก”


    “เพิ่งไม่นาน”


    “สำหรับนาย ทุกอย่างที่ทำคนเดียวมักเริ่มจากคำว่าไม่นาน”


    คาเอลเงียบ


    มิเลียไม่ได้ยิ้ม แต่ในน้ำเสียงมีเงาของบางอย่างที่เคยเป็นความคุ้นเคยมาก่อน โลกอาจพังไปแล้ว เมืองอาจกลายเป็นซาก ถนนอาจเต็มไปด้วยฝูงที่เรียนรู้มนุษย์ และระบบในหัวเขาอาจเริ่มเปลี่ยนทุกสิ่งเป็นข้อมูล แต่เธอยังจับจังหวะการโกหกเล็ก ๆ ของเขาได้แม่นยำเหมือนเดิม


    นั่นทำให้เขารู้สึกปลอดภัยและเจ็บในเวลาเดียวกัน


    หิมะพัดเฉียงผ่านลานหน้าสถานีพักรถ แสงไฟกระพริบสีฟ้าจากป้ายเก่าแตะใบหน้ามิเลียเป็นช่วง ๆ สว่าง มืด สว่าง มืด ราวกับเธอยืนอยู่ระหว่างโลกสองใบ โลกหนึ่งที่เขาเคยรู้จัก กับอีกโลกที่กำลังกลืนเขาเข้าไปช้า ๆ


    “ฉันยังนับอยู่” คาเอลพูดในที่สุด


    มิเลียหันมามองเขา


    “อะไร”


    เขามองถนน ไม่มองเธอ


    “คนที่ไม่ได้มา”


    เสียงลมลอดผ่านซากป้ายดังวูบต่ำ ๆ ราวกับสถานีพักรถทั้งหลังหายใจออกพร้อมกัน


    มิเลียไม่ได้ตอบทันที


    เธอไม่ได้พูดว่าเขาทำดีที่สุดแล้ว


    ไม่ได้พูดว่าไม่มีทางเลือก


    ไม่ได้พูดว่าถ้าไม่ทำแบบนั้นทุกคนคงตาย


    คำปลอบเหล่านั้นถูกต้องเกินไปจนไร้ประโยชน์


    เธอเพียงยืนอยู่ตรงนั้น หายใจออกเป็นไอขาวบาง ๆ ให้ความเงียบทำงานแทนคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง


    “งั้นคืนนี้นับคนที่ยังหายใจก่อน” เธอพูด


    คาเอลหลับตาลงช้า ๆ


    คำพูดนั้นทำให้เขานึกถึงภาพเก่า ๆ ที่ไม่ใช่เมืองลุกเป็นไฟ ไม่ใช่ประตูเหล็ก ไม่ใช่เสียงไซเรน แต่เป็นสนามหญ้าดิจิทัลสีเขียวใน Zone Sync ของ StarCraft Reality Sync วันที่โลกยังทำเหมือนทุกอย่างเป็นแค่เกม


    ในความทรงจำนั้น คาเอลวัยก่อนโลกพังนั่งอยู่บนขอบหน้าผาจำลอง เปิดหน้าต่างสถิติของตัวเองค้างไว้นานเกินจำเป็น แสงสีฟ้าจากกรอบข้อมูลลอยอยู่ตรงหน้าเขา ตัวเลขเรียงตัวเป็นแถวอย่างเรียบร้อยจนดูปลอดภัยอย่างประหลาด


    เลเวล


    ค่าสถานะ


    คะแนนทักษะ


    อัตราความแม่นยำ


    ทุกอย่างในตอนนั้นดูเหมือนวัดได้ แก้ได้ เพิ่มได้ ลดได้ ถ้าตัวเลขยังไม่ดีพอก็แค่ทำภารกิจเพิ่ม ถ้าพลังโจมตียังต่ำก็แค่เก็บแต้ม ถ้าความเร็วไม่พอก็แค่เลือกอัปอีกทาง ทุกคำถามดูมีช่องให้ตอบ ทุกปัญหาดูมีหน้าต่างระบบรออยู่


    เขากำลังลังเลว่าจะเพิ่มค่าสถานะอะไร


    ข้างหลังเขามีเด็กสาวคนหนึ่งยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเดียวกับมิเลียในปัจจุบัน


    “นายดูมันมาสิบนาทีแล้วนะ”


    คาเอลในความทรงจำไม่หันกลับทันที เขายังจ้องตัวเลขเหมือนมันกำลังตัดสินอนาคตของโลกทั้งใบ ทั้งที่ตอนนั้นมันเป็นเพียงเกม


    “ฉันกำลังคิดว่าจะเพิ่มค่าอะไรดี”


    “เพิ่มค่าชีวิตทางสังคมก่อนดีไหม”


    คาเอลเงยหน้ามองเธอจริงจังเกินไป


    “มันมีด้วยเหรอ”


    เด็กสาวคนนั้นตอบทันที


    “ไม่มี”


    เธอเว้นจังหวะสั้น ๆ ก่อนพูดต่อ


    “แต่ควรมี”


    ในความทรงจำนั้น ลมจำลองพัดผ่านสนามหญ้าสีเขียวจนปลายใบหญ้าไหวเป็นคลื่น แสงอาทิตย์ปลอมอบอุ่นเกินจริงแตะขอบหน้าผา เสียงระบบแจ้งเตือนภารกิจไกล ๆ ดังอยู่ตรงไหนสักแห่ง แต่สิ่งที่คาเอลจำได้ชัดที่สุดกลับไม่ใช่หน้าต่างสถิติ ไม่ใช่ทิวทัศน์ และไม่ใช่เกม


    เป็นรอยยิ้มของเธอ


    ไม่ใช่รอยยิ้มใหญ่ ไม่ใช่ภาพหวานชัดเกินจริง แต่เป็นรอยยิ้มสั้น ๆ ที่เหมือนคนเพิ่งเจอเรื่องตลกเล็ก ๆ ในตัวเขา และเลือกจะไม่ใจร้ายกับมัน


    รอยยิ้มที่คาเอลเคยลืมไปแล้ว


    หรืออาจไม่เคยรู้ว่าตัวเองจำได้


    หิมะขูดผ่านหลังคาสถานีพักรถเบา ๆ


    คาเอลกะพริบตา


    สนามหญ้าดิจิทัลหายไป เหลือเพียงมิเลียที่ยืนอยู่ข้างเขา ใกล้พอให้ไหล่แทบแตะกัน และไกลพอให้คำถามเก่า ๆ ยังติดอยู่ในลำคอ


    หรือว่าผู้เล่นคนนั้นจะเป็นเธอ


    ความคิดนั้นกลับมาอีกครั้งเหมือนแสงใต้ประตูที่ปิดไม่สนิท


    เขาเคยเห็นภาพวาบนั้นมาก่อน ภาพในล็อบบี้เสมือน เสียงฝนจำลอง และผู้เล่นหญิงคนหนึ่งที่เสียงคล้ายเธอเกินไป เขาเคยเกือบจะบอกเธอ เคยเกือบจะถาม แต่คำถามนั้นติดอยู่ระหว่างความจำกับความกลัวเสมอ


    เพราะถ้ามันเป็นจริง


    ถ้าเขากับมิเลียเคยเจอกันมาก่อนใน StarCraft Reality Sync


    มันจะไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญของผู้เล่นสองคน


    มันจะหมายความว่าความทรงจำของเขาถูกแตะต้องมาก่อน


    หมายความว่า StarCraft Reality Sync ไม่ใช่เกมอย่างที่พวกเขาเคยเชื่อ


    หมายความว่าระบบอาจไม่ได้เริ่มมองเขาในวันที่โลกพัง แต่อาจมองอยู่นานกว่านั้น


    และถ้าเปิดประตูบานนั้นออกไป เขาไม่แน่ใจว่าข้างหลังมันจะมีความทรงจำ หรือกับดัก หรือความจริงที่ทำให้เขาไม่อยากหลับตาอีก


    “คาเอล”


    เสียงมิเลียดึงเขากลับมา


    เขาหันไป


    เธอมองเขาอยู่แล้ว


    “นายหายไปไหนมา”


    คำถามนั้นเบามาก แต่ไม่ใช่คำถามเรื่องสถานที่


    คาเอลกลืนน้ำลาย รสเครื่องดื่มร้อนแย่ ๆ ยังติดปลายลิ้นจาง ๆ


    “แค่คิดถึงเรื่องเก่า”


    มิเลียมองเขาต่ออีกครู่หนึ่ง ดวงตาของเธอไม่บังคับ ไม่ไล่ต้อน แต่ก็ไม่ปล่อยให้เขาหลบง่าย ๆ เหมือนกัน


    “เรื่องที่อยากพูดไหม”


    เขาเกือบพูด


    เกือบถามว่าเธอเคยเล่น StarCraft Reality Sync ด้วยชื่ออะไร


    เกือบถามว่าเธอเคยยืนบนหน้าผาจำลองมองเด็กผู้ชายคนหนึ่งจ้องค่าสถานะเหมือนกำลังสอบปลายภาคหรือเปล่า


    เกือบถามว่าเธอจำรอยยิ้มนั้นได้ไหม


    แต่เสียงลมด้านนอกครูดผ่านผนังพังดังขึ้นพอดี และในความเงียบหลังจากนั้น เขาได้ยินเสียงบางอย่างในหัวตัวเองเบามาก


    ไม่ใช่คำพูด


    ไม่ใช่ระบบ


    แค่ความรู้สึกว่ามีบางสิ่งกำลังรอฟังคำถามของเขาเช่นกัน


    คาเอลจึงเก็บมันไว้


    “ยังไม่ใช่คืนนี้” เขาพูด


    มิเลียไม่ได้ดูแปลกใจ


    เธอเพียงพยักหน้าเล็กน้อย แล้วมองออกไปยังถนนขาวเทาเคียงข้างเขา


    “งั้นก็อยู่ตรงนี้ก่อน”


    คำพูดนั้นเรียบง่ายเกินกว่าจะเรียกว่าคำปลอบ


    แต่มันทำให้บางอย่างในตัวคาเอลหยุดสั่นไปชั่วขณะ


    เขาไม่รู้ว่ามิเลียเข้าใจแค่ไหน ไม่รู้ว่าเธอเห็นประตูบานเดียวกับเขาหรือเปล่า ไม่รู้ว่าเธอกลัวคำถามที่เขาเก็บไว้มากเท่าไร แต่เธอไม่ถอยออกไป เธอยืนอยู่ใกล้พอให้ไหล่ของพวกเขาเกือบแตะกันเมื่อมีลมพัดแรงเข้ามา และไม่มีใครขยับหนี


    คาเอลมองไหล่ของเธอจากหางตา


    ระยะห่างเพียงนิดเดียว


    น้อยกว่าระยะยิง


    น้อยกว่าระยะหลบ


    น้อยกว่าระยะที่ระบบใด ๆ จะวัดแล้วอธิบายได้ว่าทำไมมนุษย์คนหนึ่งจึงรู้สึกกลับมาอยู่ในร่างตัวเองได้เพียงเพราะมีอีกคนยืนอยู่ข้าง ๆ


    “ตอนนั้น” มิเลียพูดขึ้นเบามาก


    คาเอลหันไปหาเธอ


    “ตอนที่นายบอกว่ายังนับอยู่” เธอพูดต่อ สายตามองถนน ไม่มองเขา “ฉันไม่ได้จะบอกให้นายลืมคนที่ไม่ได้มา”


    เขานิ่งไป


    “ฉันรู้”


    “ฉันแค่...” เธอหยุดเหมือนต้องเลือกคำให้ดีในคืนที่ทุกคำอาจทิ้งรอยไว้ “ฉันกลัวว่านายจะนับจนเหลือแค่คนที่ตาย แล้วลืมมองคนที่ยังอยู่ตรงหน้า”


    ลมหิมะพัดผ่านช่องหลังคาที่แตก เสียงมันครางยาวอยู่เหนือหัวพวกเขา


    คาเอลมองเธอด้านข้าง แสงสีฟ้าจากป้ายเก่ากะพริบผ่านใบหน้ามิเลียอีกครั้ง เขาเห็นความเหนื่อยใต้ตาเธอ เห็นริมฝีปากที่แห้งแตกเล็กน้อยจากอากาศหนาว เห็นรอยเลือดเก่าที่ล้างออกไม่หมดตรงขอบแขนเสื้อ เห็นมือที่จับผ้าห่มของเขาไว้เมื่อครู่และยังคงสั่นน้อยมากจนถ้าไม่มองจริง ๆ จะไม่เห็น


    เธอก็กลัว


    เธอไม่ได้เป็นสมอที่ไม่เคยสั่น


    เธอเพียงยังยืนอยู่แม้ตัวเองสั่น


    ความคิดนั้นทำให้คาเอลเจ็บกว่าที่คาด


    “ฉันกลัวตัวเอง” เขาพูดก่อนจะทันคิดครบ


    มิเลียหันมามอง


    คำพูดนั้นออกไปแล้ว


    เขาไม่อาจเก็บกลับได้


    คาเอลมองพื้นหิมะตรงหน้า พยายามหาจุดให้สายตาเกาะ แต่มีเพียงสีขาวต่อเนื่องเหมือนกระดาษว่างเปล่าที่รอให้ใครบางคนเขียนคำพิพากษาลงไป


    “ไม่ใช่แค่กลัวว่าจะตัดสินใจผิด” เขาพูดช้า ๆ “แต่กลัวว่าสักวันฉันจะตัดสินใจถูกทุกอย่าง แล้วไม่รู้สึกอะไรกับมันอีก”


    มิเลียเงียบ


    เงียบแบบที่ทำให้เขาได้ยินเสียงตัวเองหายใจ


    “ตอนอยู่ในรถ ฉันมองทุกคนแล้วหัวฉันเริ่มจัดเป็นข้อมูลเอง” คาเอลพูดต่อ “ใครเดินไหว ใครเป็นภาระ ใครเสี่ยง ใครควรอยู่ตำแหน่งไหน ถ้าเกิดอะไรขึ้นต้องเสียใครก่อนถึงจะรักษาคนส่วนใหญ่ไว้ได้”


    เขาหยุด พยายามกลืนอะไรบางอย่างที่แข็งอยู่ในคอ


    “ฉันรู้ว่ามันช่วยให้เรารอด แต่บางครั้งฉันไม่รู้แล้วว่ามันเป็นฉันคิด หรือเป็นระบบคิดผ่านฉัน”


    มิเลียฟังจนจบ


    เธอไม่ได้รีบพูดว่าไม่จริง


    ไม่ได้รีบยืนยันว่าเขายังเป็นเขา


    เพราะเธอรู้ดีเกินไปว่าคำปลอบแบบนั้นจะทำให้เขารู้สึกถูกมองไม่เห็น


    “งั้นถ้าวันไหนนายไม่แน่ใจ” เธอพูดในที่สุด “ถามฉัน”


    คาเอลมองเธอ


    “ถามว่าอะไร”


    “ถามว่าคนตรงหน้านายยังเป็นคนอยู่ไหม”


    ลมหยุดลงชั่วเสี้ยววินาที ราวกับโลกทั้งใบก็ฟังคำตอบนั้น


    “แล้วถ้าวันหนึ่งเธอตอบไม่ได้ล่ะ” เขาถามเบามาก


    มิเลียมองเขานาน


    ดวงตาของเธอไม่มีคำสัญญาง่าย ๆ ไม่มีแสงหวาน ไม่มีความมั่นใจแบบคนไม่เคยถูกโลกทำร้าย


    มีเพียงความจริงของคนที่ยังยืนอยู่


    “งั้นฉันจะอยู่ตรงนั้นจนกว่าจะตอบได้” เธอพูด


    คาเอลรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างในอกถูกบีบจนเจ็บ


    มันไม่ใช่คำพูดใหญ่


    ไม่ใช่คำสารภาพ


    ไม่ใช่สัญญารัก


    แต่มันหนักกว่าทั้งหมดนั้นในคืนที่โลกข้างนอกขาวจนไร้ทิศทาง


    มือของมิเลียขยับ


    ไม่มาก


    นิ้วของเธอแตะข้อมือเขาเบา ๆ ผ่านชายผ้าห่ม


    ครั้งก่อนตอนหนี ลมหายใจยังร้อนจากความกลัว และการแตะนั้นเหมือนดึงเขากลับจากขอบบางอย่าง


    ครั้งนี้มันค้างนานขึ้นเพียงนิดเดียว


    นิดเดียวจริง ๆ


    แต่พอให้คาเอลรู้สึกถึงอุณหภูมิของคนเป็นผ่านความหนาวทั้งหมดรอบตัว


    เขาไม่ได้จับมือเธอกลับ


    แต่ก็ไม่ได้ถอย


    ทั้งสองยืนอยู่ใต้ชายคาสถานีพักรถร้างจนลมหิมะเปลี่ยนทิศอีกครั้ง


    ข้างใน แจ็กซ์หลับคาพื้นใกล้เคาน์เตอร์ในท่าที่ถ้าโลกยังปกติคงถูกถ่ายรูปไปล้อหลายปี ประแจอันหนึ่งอยู่ในมือเหมือนตุ๊กตาก่อนนอน กระเป๋าเครื่องมือวางเปิดอยู่ข้างตัว มีสายไฟโผล่ออกมาเหมือนลำไส้ของเครื่องจักรที่เขาซ่อมไม่เสร็จ


    นิกซ์นั่งอยู่มุมเดิม ผ้าห่มที่มิเลียวางไว้ตอนแรกถูกดึงไปคลุมไหล่แล้ว แม้เขาจะดึงมันเพียงครึ่งตัวเหมือนไม่อยากยอมรับว่าต้องการความอุ่น มือข้างที่ผิดปกติยังซ่อนใต้ผ้า แต่บางครั้งนิ้วของเขากระตุกเองเบา ๆ ใต้เงา ผิวบริเวณข้อมือมีเส้นมืดเคลื่อนไหวช้า ๆ ราวกับบางสิ่งใต้ผิวกำลังฝัน


    ลูน่าหลับไปช่วงสั้น ๆ ในมุมที่มิเลียจัดไว้


    เด็กหญิงนอนตะแคง หายใจเบามาก กระดิ่งยังอยู่ในมือ หน้าผากย่นเหมือนความฝันเองก็ไม่ปล่อยให้เธอพักเต็มที่ ทุกครั้งที่โลหะของสถานีพักรถลั่นจากลมหนาว นิ้วเธอจะเกร็งรอบกระดิ่ง


    โวร่ายังคงนั่งเฝ้ายามที่ประตู


    เธอนั่งนิ่งจนเกือบเป็นส่วนหนึ่งของเงา ปืนวางพาดบนเข่า มีดอยู่ในระยะหยิบใช้ ใบหน้าครึ่งหนึ่งรับแสงจากไฟฉายที่วางบนพื้น อีกครึ่งหนึ่งจมอยู่ในความมืด ดวงตาของเธอไม่เคยหลับ แม้ร่างกายจะเหนื่อยจนกล้ามเนื้อคอตึงและแผลเก่าหลายจุดเริ่มประท้วงทุกครั้งที่อากาศเย็นเกินไป


    คาเอลกลับเข้ามาหลังจากมิเลีย เขาไม่ได้พูดอะไรกับโวร่า เธอก็ไม่ได้หันมาถาม เขาเพียงเห็นตำแหน่งปืนของเธอ เห็นมุมที่เธอเลือกนั่ง เห็นว่าถ้าบางอย่างพุ่งเข้ามาจากประตู เธอจะเป็นคนแรกที่รับมันไว้


    เขาอยากบอกให้เธอพัก


    แต่รู้ว่าคำสั่งนั้นไม่มีความหมาย


    บางคนไม่พักเพราะยังทำได้


    บางคนไม่พักเพราะถ้าหยุด เขาจะต้องรู้สึก


    โวร่าเป็นแบบหลังมากกว่าแบบแรก


    คาเอลนั่งลงในมุมที่มองเห็นทั้งประตู ทั้งรถ และทุกคน เขาพิงผนังเย็นจัด หลับตาโดยไม่ตั้งใจหลับจริง ในหัวเขายังนับอยู่ แม้จะพยายามไม่ทำ


    หกคน


    ลูน่ายังหายใจ


    นิกซ์ยังหายใจ


    แจ็กซ์กรนเบามากจนถ้าเจ้าตัวรู้คงปฏิเสธ


    มิเลียนั่งหลับตาอยู่ไม่ไกล อาวุธวางใกล้มือเกินกว่าจะเรียกว่าพัก


    โวร่ายังตื่น


    เขายังตื่น


    หกคน


    คืนนี้ให้นับคนที่ยังหายใจก่อน


    เขาทวนประโยคของมิเลียในใจเหมือนท่องอะไรบางอย่างที่อาจกันเขาจากการลื่นลงไปในระบบได้


    เวลาผ่านไปช้าในสถานีพักรถร้าง


    นาฬิกาของโลกเก่าอาจยังเดินอยู่ที่ไหนสักแห่ง แต่ที่นี่เวลาถูกวัดด้วยเสียงลมหิมะ เสียงโลหะลั่น เสียงคนหายใจ และจังหวะที่ไฟป้ายด้านนอกกะพริบลอดรอยแตกเข้ามาแตะพื้น


    ลูน่าตื่นตอนกลางคืนลึก


    ไม่มีเสียงร้อง


    ไม่มีการสะดุ้งแรงจนทุกคนตื่น


    เด็กหญิงเพียงลืมตาขึ้นในความมืด ใบหน้าซีดใต้เงาผ้าห่ม ดวงตาของเธอเบิกกว้างเหมือนได้ยินใครเรียกชื่อจากที่ไกลมาก


    กระดิ่งในมือของเธอไม่ดัง


    แต่นิ้วเล็ก ๆ กำมันแน่นขึ้น


    ลูน่าค่อย ๆ ลุกนั่ง มองไปรอบ ๆ อย่างช้า ๆ แจ็กซ์ยังหลับอยู่ มิเลียหลับตาแต่คิ้วขมวดเล็กน้อย นิกซ์หายใจไม่สม่ำเสมอ คาเอลนั่งพิงผนังเหมือนหลับ แต่จริง ๆ แล้วดวงตาเขาเปิดครึ่งหนึ่งอยู่ในเงา


    เขาเห็นเธอตื่น


    แต่ไม่ขยับ


    ไม่ใช่เพราะไม่สนใจ


    แต่เพราะลูน่าไม่ได้มองหาเขา


    เด็กหญิงมองไปที่ประตู


    ที่โวร่านั่งอยู่


    ลูน่ากอดผ้าห่มรอบตัวแน่นขึ้น แล้วค่อย ๆ ลุกเดิน เสียงเท้าเปล่าหรือรองเท้าเบา ๆ ของเธอแทบไม่ดังบนพื้นกระเบื้องแตก เธอเดินช้าเหมือนกลัวว่าถ้าทำเสียงดังเกินไป ความมืดด้านนอกจะรู้ว่าเธอตื่นแล้ว


    โวร่าไม่หันกลับมาทันที


    แต่คาเอลเห็นนิ้วของเธอขยับเข้าใกล้ปืนเพียงเสี้ยวหนึ่งก่อนหยุด


    เธอรู้ว่าลูน่าเดินมา


    รู้ตั้งแต่ก้าวแรก


    แต่เลือกไม่หันไปทำให้เด็กตกใจ


    ลูน่าหยุดอยู่ห่างจากเธอประมาณหนึ่งช่วงแขน ไม่ชิด ไม่ไกล เธอนั่งลงช้า ๆ ข้างผนังใกล้ประตู โดยยังเว้นระยะพอให้วิ่งหนีได้ถ้าความกล้าของตัวเองหมดลง


    โวร่ามองออกไปข้างนอกต่ออีกครู่หนึ่ง ก่อนเอื้อมมือไปหยิบผ้าห่มสำรองที่พาดอยู่บนลังไม้ข้างตัว


    เธอไม่พูด


    เพียงเลื่อนมันไปทางลูน่า


    ผ้าห่มหยุดอยู่ตรงกลางระหว่างทั้งสองคน


    ลูน่ามองผ้าห่ม มองโวร่า แล้วค่อย ๆ ดึงมันมาคลุมตัว


    “พี่ไม่นอนเหรอ” เด็กหญิงถามเบามาก


    เสียงนั้นเล็กจนเกือบหายไปกับลม


    โวร่าตอบโดยไม่หันมามอง


    “ยัง”


    ลูน่าก้มหน้าลง มองกระดิ่งในมือตัวเอง


    “ข้างนอกมีตัวอะไรไหม”


    คราวนี้โวร่าหันไปมองนอกประตูนานขึ้นเล็กน้อย พื้นหิมะด้านนอกเรียบขาวภายใต้แสงฟ้ากะพริบ ไม่มีรอยเท้าใหม่ ไม่มีเงาเคลื่อน ไม่มีเสียงกรงเล็บ ไม่มีลมหายใจของสัตว์ล่า


    แต่ความไม่มีอะไรให้เห็นไม่ได้แปลว่าไม่มีอะไรอยู่


    โวร่ารู้ดีเกินไป


    “ถ้ามี” เธอพูด “ฉันจะเห็นก่อน”


    ไม่ใช่คำปลอบแบบอ่อนหวาน


    ไม่ใช่คำสัญญาว่าทุกอย่างจะปลอดภัย


    แต่มันฟังเหมือนข้อเท็จจริง


    และสำหรับลูน่า ข้อเท็จจริงเล็ก ๆ นั้นอาจน่าเชื่อกว่าคำปลอบทั้งหมดที่ผู้ใหญ่เคยพูด


    เด็กหญิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนขยับเข้ามาใกล้อีกนิด


    ไม่ถึงกับแตะตัวโวร่า


    แต่ปลายผ้าห่มชนรองเท้าของเธอ


    โวร่าก้มมองจุดนั้น


    สายตาของเธอหยุดอยู่กับชายผ้าห่มที่แตะรองเท้าตัวเองนานกว่าปกติ เหมือนไม่เข้าใจว่าใครบางคนเอาความไว้ใจมาวางไว้ใกล้เท้าเธอได้อย่างไร


    โวร่าเคยชินกับระยะห่าง


    ระยะโจมตี


    ระยะฆ่า


    ระยะหลบ


    ระยะที่ปลอดภัยพอจะไม่มีใครแตะถึงตัว


    แต่ระยะที่เด็กคนหนึ่งเลือกนั่งใกล้เพราะเชื่อว่าเธอมองเห็นอันตรายก่อนใคร เป็นระยะที่ไม่มีคู่มือ ไม่มีการฝึก ไม่มีคำสั่งจากใครเตรียมไว้ให้


    “หนูได้ยิน” ลูน่าพูดหลังจากเงียบอยู่นาน


    โวร่าไม่หันขวับ แต่ดวงตาเธอคมขึ้นทันที


    “อะไร”


    ลูน่าขมวดคิ้ว เหมือนกำลังพยายามอธิบายสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง


    “ไม่รู้”


    เธอกำกระดิ่งแน่นขึ้น


    “มันเหมือน...มีอะไรเคาะอยู่ไกล ๆ”


    คาเอลซึ่งนั่งอยู่ในเงาเปิดตาเต็มที่


    นิกซ์ขยับตัวเล็กน้อยในมุมของเขา แม้ยังไม่ตื่นเต็มที่


    โวร่ามองออกไปนอกประตูอีกครั้ง


    หิมะยังตกเบา ๆ


    ไม่มีเสียงเคาะ


    มีเพียงลมกับความเงียบ


    “ฝันหรือเปล่า” โวร่าถาม


    คำถามนั้นไม่ได้นุ่ม แต่ก็ไม่ทำร้าย เธอถามเหมือนถามตำแหน่งศัตรู เหมือนต้องการข้อมูล ไม่ใช่ต้องการปฏิเสธเด็ก


    ลูน่าส่ายหน้า แล้วหยุดกลางคัน


    “อาจจะฝัน”


    เธอพูดเบาลง


    “หนูไม่รู้แล้วว่าอะไรเป็นฝัน”


    ประโยคนั้นทำให้โวร่าเงียบไป


    คาเอลรู้สึกว่าความหนาวในห้องเปลี่ยนรูปร่าง มันไม่ได้อยู่แค่บนผิวหนังอีกต่อไป แต่มันเข้าไปนั่งอยู่ในช่องอก


    เด็กเก้าขวบไม่ควรต้องพูดประโยคแบบนั้น


    ไม่มีใครควรต้องพูดประโยคแบบนั้น


    โวร่าขยับมือ


    มันเป็นการเคลื่อนไหวเล็กมาก


    มือข้างที่ไม่ได้จับปืนยกขึ้นจากเข่าเพียงเล็กน้อย แล้วหยุดค้างกลางอากาศ ราวกับร่างกายเธอคิดจะทำบางอย่างก่อนที่ความเคยชินจะถามว่าควรทำไหม


    ลูน่าไม่ได้เห็น


    เด็กหญิงเอนหลังพิงผนัง ดวงตาค่อย ๆ ปิดลงจากความเหนื่อยที่ลึกกว่าการนอนน้อย ศีรษะเล็ก ๆ เอียงช้า ๆ จนเกือบแตะแขนของโวร่า


    โวร่านิ่งค้าง


    มือของเธอยังค้างอยู่กลางอากาศนานมาก


    นานพอให้คาเอลรู้ว่าเธอกำลังต่อสู้กับสิ่งที่ยากกว่าสัตว์ประหลาดบางตัว


    ในที่สุด โวร่าก็ดึงผ้าห่มขึ้นให้ลูน่าโดยไม่ปลุก


    การเคลื่อนไหวของเธอเบากว่าตอนปลดกลไกอาวุธ เสียงผ้าขยับแทบไม่ได้ยิน เธอดึงชายผ้าห่มขึ้นปิดไหล่เด็กหญิงให้พ้นลมที่ลอดเข้ามาจากประตู แล้วมือก็ถอยกลับไปทันทีเหมือนไปแตะของร้อนมา


    เธอไม่ยิ้ม


    ไม่ถอนหายใจ


    ไม่พูดอะไร


    แต่ปากกระบอกปืนของเธอเปลี่ยนตำแหน่ง


    มันขยับออกจากเด็กมากขึ้นเล็กน้อย


    และร่างของโวร่าขยับบังลมจากประตูให้ลูน่าโดยไม่ตั้งใจ หรืออาจตั้งใจแต่ไม่ยอมเรียกมันอย่างนั้น


    คาเอลมองภาพนั้นจากในเงา


    เขาไม่พูด


    ไม่บันทึกเป็นตัวเลข


    ไม่เรียกมันว่าอะไร


    เพราะถ้าพูดออกมา ภาพนั้นอาจแตกเหมือนน้ำแข็งบาง ๆ ใต้เท้า


    แต่ระบบในหัวเขาไม่รู้จักความเงียบแบบมนุษย์


    ข้อความสีซีดผุดขึ้นที่หลังความคิด


    [ตรวจพบรูปแบบการยึดเหนี่ยวใหม่]


    [สถานะ: ไม่เสถียร]


    คาเอลกัดฟันเบามาก


    คำพวกนั้นเย็นเกินไป


    เย็นจนโหดร้าย


    ตรงหน้าเขาไม่ใช่รูปแบบการยึดเหนี่ยว ไม่ใช่สถานะ ไม่ใช่ตัวแปรใหม่ในทีม


    มันคือเด็กคนหนึ่งที่หลับอยู่ข้างคนเฝ้ายาม


    มันคือหญิงสาวที่เคยถูกทำให้เป็นอาวุธและกำลังเรียนรู้ว่าการบังลมให้ใครสักคนอาจเป็นการต่อสู้แบบหนึ่ง


    มันคือสิ่งที่ระบบไม่มีสิทธิ์ตั้งชื่อแทนพวกเขา


    ข้อความยังค้างอยู่ในหัว


    คาเอลหลับตา


    ไม่ตอบสนอง


    ไม่ไล่ตาม


    ไม่ยอมให้มันกลายเป็นสิ่งเดียวที่อธิบายภาพตรงหน้าได้


    เขานั่งอยู่ในความมืดจนข้อความจางลงเอง


    ก่อนรุ่งสาง หิมะหยุดตกชั่วครู่


    มันไม่ได้ทำให้โลกสงบขึ้น


    ตรงกันข้าม


    ความเงียบที่ตามมาหนาเกินไป


    หนาจนเหมือนมีอะไรบางอย่างวางฝ่ามือลงบนสถานีพักรถทั้งหลังและบอกให้ทุกเสียงหยุดหายใจ


    คาเอลลืมตาขึ้นทันที


    เขาไม่รู้ว่าตัวเองตื่นเพราะอะไร


    ไม่มีเสียงดัง


    ไม่มีแรงสั่น


    ไม่มีคำเตือนจากระบบ


    มีเพียงความรู้สึกว่าความเงียบผิดรูปไป


    แจ็กซ์ยังนอนอยู่ แต่คิ้วขมวดเหมือนกำลังฝันร้าย มิเลียลืมตาขึ้นช้า ๆ มือของเธอเลื่อนไปหาอาวุธข้างตัวโดยไม่ทำให้เกิดเสียง นิกซ์นั่งตัวแข็งอยู่ในมุม มือทั้งสองยกขึ้นกุมหู แต่เขายังไม่พูด


    โวร่าตื่นอยู่แล้ว


    และเธอกำลังมองออกไปนอกประตู


    ลูน่ายังหลับอยู่ข้างเธอ


    กระดิ่งในมือเด็กหญิงสั่นเบามาก


    ไม่ใช่เสียงใส


    ไม่ใช่เสียงที่ควรดังจากโลหะเล็ก ๆ


    มันเป็นเสียงอุดอู้เหมือนถูกผ้าห่อไว้


    กริ่ง...


    ไม่ชัดพอจะเป็นเสียงจริง


    แต่ชัดพอให้ทุกคนที่ตื่นอยู่หันไปมอง


    คาเอลได้ยินอะไรบางอย่างตามมา


    ก๊อก


    มันเบามาก


    ไกลมาก


    เหมือนเสียงเคาะจากใต้บ้านที่ไม่มีห้องใต้ดิน


    ก๊อก


    คราวนี้นิกซ์สะดุ้งแรงจนหลังชนผนัง


    “นิกซ์” มิเลียเรียกเสียงต่ำ


    เด็กหนุ่มส่ายหน้าเร็ว ๆ มือยังกุมหู ดวงตาเขาเบิกกว้างแต่เต็มไปด้วยความกลัวแบบคนที่รู้ว่าตัวเองได้ยินสิ่งเดียวกับใครบางคนและไม่อยากยอมรับ


    “ผมไม่ได้...” เขาพูดไม่จบ


    ลูน่าขมวดคิ้วทั้งที่ยังหลับอยู่ ริมฝีปากเล็ก ๆ ขยับเหมือนกำลังจะพูดอะไร แต่ไม่มีเสียงออกมา


    โวร่ายกปืนขึ้นช้า ๆ


    ทุกการเคลื่อนไหวของเธอเงียบและแม่นยำ ปากกระบอกปืนตามแนวพื้นหิมะด้านนอกไปทีละช่วง จากซ้ายไปขวา จากรอยผนังพังไปถึงซากตู้เติมน้ำมันเก่า จากเงารถลำเลียงไปถึงถนนที่ถูกหิมะกลบ


    ไม่มีอะไร


    พื้นหิมะเรียบเกินไป


    เรียบจนผิดธรรมชาติ


    หิมะที่ควรถูกลมพัดเป็นริ้วกลับแผ่เป็นผิวขาวต่อเนื่อง ไม่มีรอยเท้า ไม่มีรอยลาก ไม่มีรอยของสิ่งที่เคลื่อนไหวผ่าน


    และนั่นทำให้มันน่ากลัวกว่าเดิม


    คาเอลลุกขึ้นช้า ๆ มือหยิบอาวุธข้างตัวโดยไม่ละสายตาจากพื้นด้านนอก เขาไม่เปิดหน้าต่างระบบ ไม่ถามระบบ ไม่อยากรู้ว่ามันจะจัดสิ่งนี้อยู่ในหมวดไหน


    เพราะบางอย่างในตัวเขารู้ก่อนข้อความเสียอีก


    ใต้หิมะมีอะไรบางอย่าง


    หรือเคยมี


    หรือกำลังฟังอยู่


    แจ็กซ์สะดุ้งตื่นเพราะเสียงโลหะลั่นจากรถด้านนอก


    เขาดีดตัวขึ้นจากพื้น ประแจในมือเกือบหลุด ก่อนมองซ้ายขวาด้วยตาแดงก่ำ


    “อะไร ใครตาย ยังไม่ถึงคิวฉันใช่ไหม”


    ไม่มีใครหัวเราะ


    แจ็กซ์มองหน้าทุกคนแล้วสีหน้าตื่นเต็มที่ทันที


    “โอเค ไม่ใช่มุกตอนเช้า เข้าใจแล้ว”


    เสียงโลหะจากรถดังอีกครั้ง


    แอ๊ด...


    ไม่ใช่เสียงมีอะไรชน


    เหมือนตัวถังหดตัวจากความเย็นหรือความดันบางอย่างเปลี่ยนเร็วเกินไป


    แจ็กซ์รีบคว้าไฟฉาย เดินไปใกล้ประตูแต่ยังไม่ออกไปเต็มตัว เขามองรถ มองไอน้ำจาง ๆ ที่ลอยจากฝากระโปรง แล้วเงยหน้ามองท้องฟ้า


    “ความดันอากาศตกเร็วผิดปกติ”


    โวร่าหันมามองเขา


    “แปลว่าอะไร”


    แจ็กซ์กลืนน้ำลาย


    “แปลว่าพายุมา”


    “หิมะตกอยู่แล้ว” โวร่าตอบ


    “ไม่ใช่แบบนี้” แจ็กซ์พูดเบาลง น้ำเสียงจริงจังกว่าปกติจนทำให้ทุกคนเงียบ “นี่ไม่ใช่แค่หิมะตก อากาศมันกำลังยุบ เหมือนอะไรบางอย่างดึงทั้งแถบนี้ให้ต่ำลง พายุจะมาเร็วมาก และถ้าเราออกช้า...” เขาหยุดแล้วหันไปมองถนน “เราจะมองไม่เห็นอะไรเลย”


    วิทยุในรถซึ่งควรปิดอยู่ส่งเสียงซ่าขึ้นมา


    ซ่า...


    ทุกคนหันไปพร้อมกัน


    เสียงนั้นแทรกเข้ามาจากลำโพงเก่าของรถ ลอดผ่านประตูที่ปิดไม่สนิท เป็นเสียงขาด ๆ หาย ๆ เหมือนสัญญาณจมน้ำแข็ง


    “...ขาว...”


    แจ็กซ์ตัวแข็ง


    ซ่า...


    “...อย่าเดิน...”


    มิเลียลุกขึ้นเต็มตัวแล้ว


    ซ่า...


    “...ใต้...”


    เสียงขาดหาย


    วิทยุกลับสู่ความเงียบเหมือนไม่เคยเปิด


    ลูน่าลืมตาขึ้นช้า ๆ


    เด็กหญิงไม่ได้ร้อง ไม่สะดุ้ง เธอเพียงมองออกไปทางถนนด้วยสายตาของคนที่ยังติดอยู่ครึ่งหนึ่งในความฝัน และอีกครึ่งหนึ่งได้ยินบางอย่างที่คนตื่นไม่ควรได้ยิน


    คาเอลรู้สึกข้อความหนึ่งปรากฏขึ้นในหัว


    [ทัศนวิสัยภายนอก: ลดลง]


    [คำแนะนำ: อย่าหยุดนาน]


    เขามองข้อความนั้นแล้วเกลียดความจริงที่ว่าครั้งนี้มันอาจพูดถูก


    หิมะเริ่มตกอีกครั้ง


    ครั้งแรกเป็นเพียงเกล็ดเล็ก ๆ ลอยลงมาอย่างเชื่องช้า


    จากนั้นลมก็เปลี่ยน


    เกล็ดหิมะทั้งหมดพัดเฉียงไปทางเดียวกันพร้อมกันอย่างผิดธรรมชาติ เหมือนมีบางสิ่งขนาดมหึมาหายใจใส่โลกจากด้านหนึ่ง หิมะไม่ได้โปรยลงอย่างอิสระอีกต่อไป แต่มันถูกดึง ถูกผลัก ถูกจัดทิศทางจนถนนทั้งสายเริ่มหายไปหลังม่านขาวที่หนาขึ้นทุกวินาที


    ใต้ผิวหิมะไกลออกไป คาเอลเห็นเส้นนูนเล็ก ๆ เคลื่อนผ่าน


    เร็วมาก


    เพียงวูบเดียว


    เหมือนอะไรบางอย่างใต้ผืนขาวยกตัวขึ้นแล้วมุดหายไปก่อนสายตาจะยืนยันได้ว่ามันมีอยู่จริง


    “เห็นไหม” เขาถามเสียงต่ำ


    โวร่าตอบทันที


    “เห็น”


    มิเลียเงียบ แต่มือกำอาวุธแน่นขึ้น


    นิกซ์ส่ายหน้าเหมือนไม่อยากเห็น แม้สายตาของเขาจ้องจุดเดียวกันอยู่แล้ว


    แจ็กซ์ค่อย ๆ ถอยจากประตู


    “ฉันขอโหวตให้เราไม่เดินไปถามว่ามันคืออะไร”


    ไม่มีใครค้าน


    ลูน่าลุกขึ้นนั่งเต็มตัว ผ้าห่มเลื่อนลงจากไหล่เล็ก ๆ กระดิ่งในมือของเธอยังสั่นเบามาก ทั้งที่นิ้วของเธอนิ่ง


    เด็กหญิงมองถนน


    มองหิมะ


    มองพื้นขาวที่ดูเรียบเกินไป


    แล้วกระซิบด้วยเสียงแหบจากการนอนน้อย


    “มันฟังอยู่ข้างล่าง”


    ไม่มีใครถามว่าอะไร


    ไม่มีใครถามว่าเธอรู้ได้ยังไง


    เพราะในความเงียบใต้พื้น ทุกคนเหมือนได้ยินบางอย่างขยับพร้อมกัน


    หิมะตกหนักขึ้น


    ครั้งนี้มันไม่ได้กลบเสียง


    มันเก็บเสียงไว้ข้างใต้


    คล้ายกับเรื่องStarcraft : The Last Commander ที่คุณอ่าน

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นฮองเฮา พร้อมระบบเชฟเทพนักปรุง [จบ]

    นิยาย รัก
    615K 1801