แสงอาทิตย์ยามเหม่ายังไม่ทันทอประกาย ทว่าเซิ่งมู่กลับออกมายืนเตรียมร่างกายที่ลานกว้างแล้ว
กู้เฟยที่เพิ่งเปิดประตูเดินเข้ามาในเรือนมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย “อรุณสวัสดิ์คุณชายเซิ่ง นอนไม่หลับหรือเจ้าคะ”
เซิ่งมู่หันไปยิ้มตอบนาง พลางยืดแขนคลายความเมื่อยล้า “เปล่าหรอก ข้าตื่นยามเหม่าเป็นปกติอยู่แล้ว เจ้ามิต้องสนใจข้า ไปทำงานของเจ้าเถอะ”
กู้เฟยพยักหน้ารับ ขณะที่นางกำลังจะก้าวเข้าไปในห้องเก็บฟืน เซิ่งมู่กลับเอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน “ข้าเตรียมฟืนไว้ให้เจ้าแล้ว ไปทำอาหารเลยเถอะ”
กู้เฟยก้มศีรษะให้เขาคราหนึ่ง ก่อนหมุนกายเดินไปทางห้องครัว ไม่นานนักเซิ่งมู่ก็เริ่มได้กลิ่นไหม้ของไม้ และเห็นควันสีขาวลอยกรุ่นออกมา
เขาหันกลับมาปลดอาภรณ์สีขาวที่สวมอยู่ออก พับอย่างเรียบร้อยแล้วนำไปวางไว้ใต้ต้นหอมหมื่นลี้
เซิ่งมู่แยกขาออกจากกันเล็กน้อย หลับตาตั้งท่าหมัดที่ปู่เย่เป็นคนสอน ก่อนเริ่มร่ายรำด้วยจังหวะมั่นคง
เขากางมือออก นิ้วทั้งห้าเรียงชิดติดกัน ข้อมือหมุนวนวาดแขนต่อเนื่องไม่ขาดสายดั่งสายธาร พลังชีวิตทั่วร่างถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้น ลมเย็นยามเช้าตรู่ของวสันตฤดูหมุนวนรอบกาย ชั่วพริบตาฝ่ามือของเซิ่งมู่พลันแปรเปลี่ยนเป็นกำปั้นแข็งแกร่ง ชกออกไปเบื้องหน้าจนเกิดเสียงอากาศระเบิด ยามดึงแขนกลับมาหนักแน่นมั่นคงดั่งเทือกคีรี
เขาฝึกกระบวนท่าวนซ้ำไปเรื่อยๆ บ้างกำหมัดแน่นปลดปล่อยพลังแข็งกร้าว บ้างแบมือออกด้วยท่าทางอ่อนช้อยพลิ้วไหว พลังชีวิตในร่างไหลเวียนโคจรไม่หยุดนิ่ง
กระทั่งเวลาล่วงเลยไปครึ่งชั่วยาม เซิ่งมู่จึงกลับมายืนตัวตรง สองมือคว่ำลงกดอากาศสู่พื้นอย่างเชื่องช้า เปลือกตาค่อยๆ เปิดขึ้น
เขาพึมพำกับตนเองเบาๆ “มิได้ฝึกหมัดมาเสียนาน จังหวะยังติดขัดอยู่มิน้อย”
เซิ่งมู่เงยหน้ามองผืนฟ้า แสงอาทิตย์สีส้มทอประกายกระทบหมู่เมฆ เขากำลังจะเดินไปหยิบอาภรณ์ที่พับไว้มาสวม ทว่ากลับสังเกตเห็นกู้เฟยยืนถือชุดของเขาไว้ในอ้อมแขนเสียก่อน
นางก้าวเข้ามาใกล้ เซิ่งมู่ที่รู้เจตนาของนางพลันยกมือห้าม “ข้าขอใส่เองเถอะ”
กู้เฟยมิได้ปฏิเสธ นางยื่นชุดไหมสีขาวให้เขาด้วยสองมืออย่างนอบน้อม แล้วยืนรอเงียบๆ จนเขาสวมใส่อาภรณ์เสร็จ
“ไปกินข้าวกันเถอะ” เซิ่งมู่หันมาเอ่ยกับนาง
…
โต๊ะหินใต้ต้นหอมหมื่นลี้ บุรุษหนุ่มในชุดขาวนั่งจิบชาอยู่เงียบๆ ในมือถือตำราที่บอกเล่าเรื่องราวของหกกรมแห่งราชสำนัก
บุรุษหนุ่มช้อนสายตาขึ้นมองสตรีในชุดสาวใช้ ที่ยืนทำหน้าเรียบเฉยอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
เขาคว่ำหน้าตำราลงพลางถอนหายใจ “มานั่งเถิด เจ้ายืนเช่นนั้นมาหนึ่งชั่วยามแล้วนะ”
สาวใช้ส่ายหน้าปฏิเสธ ไม่เอ่ยคำใด
เขาพ่นลมหายใจยาวพลางเอ่ยขู่ “จะยอมมานั่งดีๆ หรือจะให้ข้าไปบอกฮูหยินหลิว ว่าเจ้าบกพร่องในหน้าที่?”
กู้เฟยจึงยอมเดินมานั่งลงเบื้องหน้าเขาแต่โดยดี ทว่าสายตานิ่งสงบของนางยังคงจดจ้องมาที่เขาไม่วางตา
เซิ่งมู่ทำเพียงก้มหน้าอ่านตำราต่อไปเงียบๆ บางคราก็เงยหน้าขึ้นมาไต่ถามกู้เฟยเกี่ยวกับเรื่องราวในเมืองหลวงบ้าง เช่น หกกรมในเมืองหลวงต้องดูแลเรื่องราวบนภูเขาด้วยหรือไม่? สำนักหลวงมีคนธรรมดาสามัญอยู่บ้างหรือเปล่า?
กู้เฟยก็มักจะตอบเขากลับมาเพียงสั้นๆ
“มิเกี่ยวข้องกันเจ้าค่ะ”
“มีเจ้าค่ะ”
กระทั่งหมดคำถาม เขาจึงต้องถอนหายใจออกมาอีกระลอก บางคำถามที่เอ่ยไปมิใช่ว่าเขาไม่รู้คำตอบ แต่เป็นเพราะการมีสตรีมานั่งจ้องหน้ากันเช่นนี้ มันทำให้เขารู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย
เซิ่งมู่เก็บตำราลงแล้วหยิบพัดพับไม้ไผ่ขึ้นมา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองนาง “ปกติแล้วเจ้าทำสิ่งใดบ้าง?”
กู้เฟยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “รับใช้คุณหนูหลิวและฮูหยินเจ้าค่ะ”
เขาถอนหายใจเป็นรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ของวัน ก่อนจะเอ่ยถามย้ำ “ข้าหมายถึงยามว่าง เจ้าชอบทำสิ่งใด”
กู้เฟยมองหน้าเขา ไร้ซึ่งคำตอบหลุดออกจากปาก คล้ายกับว่าตัวนางเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าปกติตนชอบทำสิ่งใด
เซิ่งมู่มองหน้านางกลับ ทั้งคู่ต่างกะพริบตาจ้องมองกันอยู่นาน จนสุดท้ายเขาต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้ไปเอง พลางพึมพำกับตนเองเบาๆ “ชอบจ้องตาผู้อื่นนักหรือไง”
กู้เฟยตอบกลับทันควัน “เปล่าเจ้าค่ะ”
“ข้า…” เขายกนิ้วขึ้นมาชี้ คล้ายอยากจะเอ่ยบางสิ่ง ก่อนจะส่ายหน้าไปมา “ช่างเถอะๆ”
เซิ่งมู่สะบัดมือเพียงคราเดียว กระดานหมากล้อมไม้และโถที่มีเม็ดหมากอยู่เต็มสองใบก็พลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
เขาเอ่ยถามโดยมิได้เงยหน้าขึ้นมอง คล้ายไม่อยากเล่นประชันสายตากับนางอีก “เจ้าเล่นเป็นหรือไม่”
กู้เฟยตอบเสียงสั้น “ไม่เป็นเจ้าค่ะ”
เซิ่งมู่จึงเริ่มอธิบายกฎเกณฑ์ให้นางฟัง “กระดานหมากล้อมมีสามร้อยหกสิบเอ็ดจุดตัด สิบเก้าเส้นแนวขวาง สิบเก้าเส้นแนวตั้ง หมากดำได้เริ่มก่อน จากนั้นจึงผลัดกันวางคนละเม็ด” เขาเริ่มหยิบเม็ดหมากสีดำและสีขาววางสลับลงบนกระดาน “การจะชนะได้คือเจ้าต้องยึดครองพื้นที่บนกระดานให้ได้มากกว่าข้า จนข้ามิอาจวางหมากต่อไปได้อีก”
เซิ่งมู่ลองวางหมากขาวล้อมหมากดำเป็นตัวอย่าง เพื่อให้นางเห็นภาพรูปแบบการเอาชนะ เขาสอนนางตั้งแต่วิธีการจับเม็ดหมาก ไปจนถึงรูปแบบการวางค่ายกลบนกระดาน ก่อนจะเลื่อนโถหมากสีดำไปเบื้องหน้านาง
“ข้าจะต่อให้เจ้าสิบเม็ด เจ้าลองวางหมากสิบเม็ดแรกของเจ้าดูก่อนเถิด” เขาผายมือเชื้อเชิญนาง
กู้เฟยใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางอันเรียวยาวคีบเม็ดหมากสีดำขึ้นมา วางลงบนจุดตัดตามรูปแบบการเปิดหมากที่เซิ่งมู่เพิ่งสอนไป
เซิ่งมู่พยักหน้า รู้สึกประทับใจในท่วงท่าการวางหมากของนางอยู่ไม่น้อย แม้จะเป็นเพียงการเพิ่งหัดเล่น ทว่าท่าทางกลับดูสง่างามเป็นธรรมชาติ
เขาวางเม็ดหมากสีขาวตามลงไปด้วยท่าทีสง่างามไม่แพ้กัน พลางใช้มือซ้ายรวบจับชายแขนเสื้อของตนเอาไว้
เวลาล่วงเลยไปหนึ่งชั่วยาม กระดานหมากในยามนี้กลับถูกห้อมล้อมไปด้วยหมากสีขาว ทว่านั่นมิใช่เพราะเขาจงใจรังแกนาง แต่เป็นเพราะทุกครั้งที่เซิ่งมู่วางหมาก เขาได้คำนวณล่วงหน้านำหน้านางไปหลายก้าว การเดินหมากแต่ละตาของเขาล้วนแฝงไปด้วยการกดดัน เพื่อบีบให้นางรู้จักขบคิดหาทางแก้ เขาจงใจเปิดช่องโหว่ให้นางไว้สามสี่ทาง หากนางเลือกเดินถูกก็ถือว่ารอดพ้นจากแผนปิดล้อมของเขา ทว่าหากนางเดินพลาด ก็จะถูกหมากขาวของเขาปิดกั้นจนสูญเสียพื้นที่มากกว่าเดิม
กระทั่งพื้นที่ว่างบนกระดานเหลือเพียงไม่กี่สิบช่อง มือของกู้เฟยชะงักค้างอยู่เหนือกระดานหมาก นางยกมือค้างไว้เช่นนี้มาเกือบครึ่งเค่อแล้ว
เซิ่งมู่ยิ้มบางเบา เอ่ยถามนางด้วยน้ำเสียงใจเย็น “คิดออกหรือไม่”
กู้เฟยส่ายหน้า ก่อนจะดึงมือกลับไป
เขาจึงเอ่ยบอกนาง “โยนหมากลงบนกระดานเถอะ นั่นถือว่าเป็นการยอมรับความพ่ายแพ้”
นางจึงโยนเม็ดหมากสีดำในมือลงบนกระดานเบาๆ ตามคำบอก
เซิ่งมู่เงยหน้าขึ้นมองนาง พลางอธิบายรูปหมากบนกระดานที่เพิ่งจบไป “แท้จริงแล้วหมากกระดานนี้ ข้าตั้งใจสอนให้เจ้ารู้จักการมองล่วงหน้า หมากสิบเม็ดแรกที่ข้าวาง ล้วนเป็นกลลวงล่อให้เจ้าเข้ามายึดครอง ส่วนหมากเม็ดหลังๆ ถึงจะเป็นหมากสังหารที่แท้จริง หากจะอธิบายให้เจ้าเข้าใจง่ายขึ้น หมากล้อมก็เปรียบดั่งการทำศึกในสนามรบ แม้หมากแต่ละเม็ดจะไร้ชื่อเรียกขาน ทว่าพวกมันล้วนมีหน้าที่เป็นของตนเอง บางตัวเป็นเพียงเบี้ยที่ใช้สละทิ้งเพื่อหลอกล่อศัตรู บางตัวเป็นนักรบที่คอยตรึงกำลังมิให้ผู้ใดบุกรุกเขตแดน และบางตัวก็คือขุนพลเอกที่ข้าตั้งใจใช้นำทัพเพื่อพิชิตชัยบนกระดาน”
ระหว่างที่อธิบาย เซิ่งมู่ก็หยิบหมากเก็บเข้าโถไปทีละเม็ด ก่อนจะหันไปมองดวงอาทิตย์ที่เริ่มลอยเด่นอยู่กลางศีรษะ “เล่นครั้งแรกยังฝืนทนรับมือข้าได้ถึงหนึ่งชั่วยาม ถือว่าเจ้ามีพรสวรรค์อยู่ไม่น้อย คราแรกที่ข้าหัดเล่นกับท่านปู่ เพียงผ่านไปครึ่งชั่วยามข้าก็หงุดหงิดจนโยนหมากทิ้งเสียแล้ว”
กู้เฟยที่กำลังช่วยเขาเก็บหมากอยู่ เอ่ยตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ขอบคุณเจ้าค่ะ”
“สนุกหรือไม่” เซิ่งมู่เงยหน้าขึ้นถาม
กู้เฟยพยักหน้า เอ่ยตอบ “สนุกเจ้าค่ะ”
เซิ่งมู่จึงผลักกระดานหมากกับโถไปทางนาง “เช่นนั้นเจ้าเก็บไว้ฝึกเล่นเถอะ” เขาหยิบตำราหมากล้อมเล่มหนึ่งขึ้นมาแล้วยื่นส่งให้นาง “ไม่ได้เป็นตำราที่มีกลวิธีล้ำเลิศอันใด ทว่ามันน่าจะช่วยเจ้าในช่วงเริ่มต้นได้”
นางลุกขึ้นยืนรับตำรามาด้วยสองมือ ก่อนจะยอบกายลงคารวะ “ขอบคุณคุณชายเซิ่งเจ้าค่ะ”
เซิ่งมู่นั่งรอจนนางเก็บข้าวของเสร็จสิ้น เมื่อเห็นนางเดินกลับเข้ามา เขาจึงเอ่ยถามขึ้น “ในจวนหลิว มีผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสูงอยู่บ้างหรือไม่”
กู้เฟยส่ายหน้าตอบ “ไม่มีเจ้าค่ะ ทว่าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในจวนหากไม่นับรวมฮูหยิน ก็คือองครักษ์ใหญ่เจิ้งเจ้าค่ะ”
เซิ่งมู่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ “ท่านเจิ้งจื่อหานน่ะหรือ?”
เมื่อเห็นนางพยักหน้ายืนยัน เขาจึงลุกขึ้นยืนบิดกายคลายความเมื่อยล้า “เช่นนั้นรบกวนเจ้าพาข้าไปพบท่านเจิ้งทีเถิด”
กู้เฟยจึงเริ่มเดินนำเขาออกไปจากเรือนตะวันออก เขาเดินตามหลังนางผ่านตำหนักหลัก ลัดเลาะผ่านเรือนตะวันตก ออกไปจากเขตชั้นในของจวน จนกระทั่งเดินลอดผ่านซุ้มประตูเรือนโค้ง ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็เปิดกว้างให้เห็นลานดินขนาดใหญ่ ล้อมรอบด้วยบ้านพักหลังเล็กหลายหลัง ชายฉกรรจ์หลายสิบคนที่สวมชุดผู้คุ้มกันตระกูลหลิวกำลังฝึกปรือฝีมือกันอยู่
บางคนนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่เพื่อรวบรวมลมปราณจากฟ้าดิน บางคนจับกลุ่มกันศึกษาตำราและเขียนยันต์ ทว่าจุดที่ดึงดูดความสนใจของเซิ่งมู่ได้มากที่สุด กลับเป็นกลุ่มที่กำลังฝึกซ้อมการตั้งค่ายกล ซึ่งมีทั้งค่ายกลป้องกัน ค่ายกลโจมตี และค่ายกลปิดล้อม
ภาพเหล่านี้ทำให้เขานึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย โดยปกติแล้วผู้คุ้มกันของตระกูลใหญ่ล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มุ่งเน้นขัดเกลาร่างกายผ่านการประลองฝีมือ ทว่าผู้คุ้มกันของจวนสกุลหลิวกลับล้วนแต่เป็นผู้ฝึกปราณทั้งสิ้น การจะใช้โอสถล้ำค่ามาคอยหล่อเลี้ยงพลังปราณให้แก่คนจำนวนมากถึงเพียงนี้ได้ หากไม่ใช่ตระกูลเฉินที่มั่งคั่งที่สุดในเมืองหลวง ก็คงมีเพียงตระกูลหลิวแห่งนี้แล้ว
ในจังหวะนั้นเอง เจิ้งจื่อหานที่กำลังยืนออกคำสั่ง พลางชี้แนะช่องโหว่ของค่ายกล ก็พลันสังเกตเห็นบุรุษหนุ่มในชุดขาว เขาเดินตรงเข้ามาหาเซิ่งมู่พร้อมกับยกมือประสานคารวะอย่างหนักแน่น “คุณชายเซิ่ง!”
เซิ่งมู่ยกมือประสานคารวะตอบกลับ “ท่านองครักษ์ใหญ่เจิ้ง”
“คุณชายเซิ่งเดินทางมาถึงที่นี่ มีธุระสำคัญอันใดหรือไม่?” เจิ้งจื่อหานเปิดปากเอ่ยถาม
เซิ่งมู่ปรายตามองกลุ่มผู้คุ้มกันที่กำลังตั้งค่ายกลโจมตี ก่อนจะหันกลับมาเอ่ยถามเจิ้งจื่อหาน “หากมิรบกวนจนเกินไปนัก ข้าขอเข้าร่วมการฝึกซ้อมกับหน่วยคุ้มกันได้ด้วยหรือไม่?”
เจิ้งจื่อหานมีสีหน้าสงสัย พลางส่ายหน้าปฏิเสธ “เพราะเหตุใด? คุณชายเซิ่งเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ทว่าหน่วยคุ้มกันของข้าล้วนเป็นผู้ฝึกปราณ ข้าเกรงว่าวิธีการฝึกของพวกเราคงไม่ค่อยเหมาะสมกับท่านเท่าใดนัก”
เซิ่งมู่ยิ้มกว้างก่อนเอ่ยตอบ “นั่นแหละเหมาะสม! ข้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ต้องการขัดเกลาร่างกาย ท่านก็ต้องการคนมาเป็นเป้าซ้อมค่ายกลมิใช่หรือ?”
เจิ้งจื่อหานหรี่ตามองเขา “คุณชายเซิ่งหมายความว่า…”
เซิ่งมู่พยักหน้า พลางปลดเสื้อตัวนอกออกแล้วยื่นไปด้านข้าง กู้เฟยพลันก้าวออกมารับเสื้อผ้าไปถือไว้อย่างรู้ความ คล้ายกับว่านางคอยปรนนิบัติรับใช้เขามาเนิ่นนานหลายปี
เห็นดังนั้น เจิ้งจื่อหานพยักหน้ายอมรับ ก่อนจะเอ่ยเตือน “ค่ายกลที่พวกเขาฝึกฝนอยู่นั้น อย่างเบาก็มากพอจะทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตที่สี่ลำบากได้ อย่างหนักก็สามารถปลิดชีพผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตที่สี่ได้เลย ท่านจะทนรับไหวหรือไม่?”
เซิ่งมู่ยิ้มรับพลางเอ่ย “การก้าวเดินบนเส้นทางที่เต็มไปด้วยคมมีดและบ่อโคลนตม นั่นสิถึงจะสมควรเรียกว่าเป็นวิถีที่แท้จริงของผู้ฝึกยุทธ์”
เจิ้งจื่อหานพยักหน้าด้วยใบหน้าชื่นชม ก่อนจะโบกมือเรียกบุรุษหนุ่มวัยยี่สิบกว่า ร่างสูงโปร่ง คิ้วหนาเข้ม และมัดผมสีดำไว้จนสั้น บุรุษผู้นั้นรีบวิ่งเข้ามาประสานมือคารวะเจิ้งจื่อหานและเซิ่งมู่อย่างรวดเร็ว “ท่านหัวหน้า! คุณชายเซิ่ง!”
เจิ้งจื่อหานตบบ่าชายหนุ่มผู้นั้น พลางเอ่ยแนะนำตัว “นี่คือหม่าจ้าน เป็นหัวหน้าหน่วยย่อยที่ข้าคอยดูแลเป็นพิเศษ หม่าจ้าน… คุณชายเซิ่งต้องการขัดเกลาร่างกายโดยใช้ค่ายกลโจมตีของหน่วยเจ้า พวกเจ้าพอจะช่วยเป็นคู่ซ้อมให้คุณชายได้หรือไม่?”
หม่าจ้านพยักหน้ารับคำสั่ง ก่อนจะหันหน้ามาทางเซิ่งมู่พลางผายมือ “เช่นนั้นเชิญคุณชายขอรับ”
เซิ่งมู่เดินตามเขาออกไปยังลานกว้าง ผู้คุ้มกันคนอื่นที่เห็นจึงหยุดฝึกพลางหันมามองทางพวกเขาอย่างสนอกสนใจ
หม่าจ้านกับยอดฝีมือในหน่วยอีกสี่คนเดินเข้ามาตีวงล้อมรอบกายเซิ่งมู่ ก่อนจะเอ่ยเตือนเสียงหนัก “ค่ายกลที่พวกข้าจะใช้คือค่ายกลเพลิงตะวันกลางหาว ขอให้คุณชายโปรดระมัดระวังตัวด้วยขอรับ”
เซิ่งมู่พยักหน้ารับ ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย “เช่นนั้นพวกเจ้าก็เริ่มจากเบาๆ ก่อนเถอะ”
หม่าจ้านพยักหน้ารับคำ ชั่วพริบตานั้น ทั้งหน่วยพลันกระโดดทะยานขึ้นกลางอากาศ หลับตาทำมุทราอย่างรวดเร็วจนสายตามองตามแทบไม่ทัน ธงค่ายกลทั้งห้าผืนถูกซัดลงมาปักตรึงอยู่บนพื้นรอบทิศ
ลวดลายอักขระสีทองอร่ามเริ่มก่อตัวขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะแผ่ขยายเป็นม่านพลังครอบร่างของเซิ่งมู่เอาไว้ อุณหภูมิโดยรอบเริ่มพุ่งสูงขึ้นจนรู้สึกได้ถึงความร้อนระอุ
ทันทีที่หม่าจ้านลืมตาขึ้น ยอดฝีมือทุกคนพลันชี้นิ้วพุ่งตรงมาเบื้องหน้า พร้อมกับคำรามประสานเสียงต่ำ “ไป!”
ลูกเพลิงขนาดเล็กหลายลูกซึ่งร้อนจนแผดเผาผิวกาย พวยพุ่งออกมาจากความว่างเปล่ากลางอากาศ โจมตีเข้าหาเซิ่งมู่ในทันที
เซิ่งมู่เบี่ยงกายหลบเพลิงลูกแรกไปได้ ก่อนที่จะมีลูกเพลิงอีกหลายสิบลูกพุ่งตามมาติดๆ เซิ่งมู่ใช้จังหวะหลบหลีกลูกเพลิงคอยศึกษาค่ายกลโจมตีอันลึกลับ
กระทั่งการโจมตีของลูกเพลิงระลอกแรกหมดลง เซิ่งมู่จึงเอ่ยปากบอกหม่าจ้าน “ต่อได้เลย!”
หม่าจ้านพลันตั้งมือทำมุทราอีกครั้ง พลังปราณอันรุนแรงเกรี้ยวกราดกว่าเดิมพวยพุ่งออกมาอย่างบ้าคลั่ง
ทว่ารอบนี้เซิ่งมู่กลับมิได้ขยับกายหลบหลีก เขายืนตั้งท่าป้องกันอย่างมั่นคง หมายจะใช้เพลิงร้อนเหล่านี้มาหลอมรวมเพื่อขัดเกลาร่างกาย
ทันทีที่เพลิงหลายสิบลูกพุ่งทะยานเข้ามาถึงตัว เซิ่งมู่ก็ปลดปล่อยหมัดที่รวบรวมพลังตบะของผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตที่สามสวนออกไป เพลิงอันร้อนแรงที่แผดเผาจนแทบละลายผิวกายตกลงมากระทบกายของเขาโดยตรง ส่งผลให้ผิวหนังของเขาถูกแผดเผาจนเกิดรอยไหม้พุพองทั่วตัว
เลือดลมในกายสูบฉีดโคจรอย่างบ้าคลั่ง พลังชีวิตที่หลับใหลถูกกระตุ้นจนระเบิดทะลักออกมาอย่างดุดัน
เซิ่งมู่เร่งโคจรวิชาจิตดั้งเดิมจนถึงขีดสุด รอจนกระทั่งลูกเพลิงพุ่งเข้ามาประชิดร่าง แล้วจึงค่อยออกหมัดปัดป้องทำลายพวกมันทิ้ง
บางครั้งเขาก็ตั้งใจปล่อยให้ลูกเพลิงพุ่งเข้ามากระทบร่าง บางครั้งก็อาศัยพละกำลังปัดป้องมันออกไป การต่อสู้ดำเนินไปยาวนานถึงหนึ่งชั่วยามเต็ม จนกระทั่งร่างกายของเซิ่งมู่เต็มไปด้วยรอยไหม้แดง ผิวหนังบางส่วนหลุดลอก บริเวณหน้าอกเริ่มมีรอยปริแตกจนโลหิตสีแดงฉานไหลซึมออกมา
เมื่อเห็นสภาพเช่นนั้น หม่าจ้านจึงชะงักมือลงด้วยความลังเล ทว่าเซิ่งมู่กลับตะโกนออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มสะใจ “มาอีก!”
แม้เจิ้งจื่อหานจะมีสีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล แต่เขาก็มิได้ก้าวเข้าไปห้าม ปล่อยให้เซิ่งมู่เป็นคนตัดสินใจ
หน่วยย่อยของหม่าจ้านจึงทำมุทราอีกครั้ง ลูกเพลิงเกือบร้อยลูกพลันพุ่งทะยานออกมาพร้อมกันในคราวเดียว เซิ่งมู่กัดฟันทนรับลูกเพลิงอันร้อนระอุเหล่านั้นเอาไว้กว่าครึ่ง จนสติเริ่มพร่าเลือนลง
เขากัดฟันตะโกนเสียงดังลั่น ชกหมัดสุดท้ายออกไป เมื่อเพลิงระลอกสุดท้ายสลายหายไปจนหมดสิ้น ร่างของเซิ่งมู่ก็ทรุดฮวบลงไปนั่งหอบเหนื่อยอยู่กลางลานหิน กู้เฟยรีบวิ่งเข้ามาหาเขาทันทีด้วยสีหน้าเป็นห่วง
นางเข้าพยุงร่างของเขาเอาไว้ ก่อนจะรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับคราบเลือดที่ไหลซึมอยู่ตามร่างกายให้อย่างแผ่วเบา
เจิ้งจื่อหานรีบเดินเข้ามาหาเขา ก่อนจะก้มศีรษะลงคารวะพร้อมกับหน่วยย่อยของหม่าจ้าน “ต้องขออภัยที่ล่วงเกินคุณชายเซิ่งแล้ว”
เซิ่งมู่คลี่ยิ้มออกมา ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะ “ขอโทษอันใดกัน ข้าต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายขอบคุณพวกท่าน! หลายวันมานี้ข้าแทบจะมิได้หล่อหลอมร่างกายอย่างจริงจังเลย ต้องขอบคุณพี่หม่าที่ช่วยตอบรับคำขอของข้า”
เขายกมือขึ้นประสานคารวะไปยังเจิ้งจื่อหานและหม่าจ้านอย่างจริงใจ ก่อนที่กู้เฟยจะช่วยพยุงประคองร่างอันบอบช้ำของเขากลับไปพักผ่อนที่เรือนตะวันออก
…
ลานหินกลางเรือนตะวันออก เซิ่งมู่นั่งขัดสมาธิเพื่อรวบรวมพลังชีวิตมารักษาอาการบาดเจ็บ บาดแผลพุพองบนหน้าอกเริ่มสมานตัวกลับมาอย่างช้าๆ กู้เฟยยืนเฝ้าอยู่ไม่ไกลนัก สีหน้าของนางกลับมาราบเรียบสงบนิ่งดังเดิม ทว่าบริเวณหัวคิ้วกลับยังคงขมวดเข้าหากันเป็นปมน้อยๆ
“เจ้าไปบอกจื่ออี้ว่าข้าต้องการยาแบบเดิม บอกเพียงเท่านี้นางก็จะเข้าใจเอง” เซิ่งมู่เอ่ยบอกกู้เฟย ขณะที่ยังคงหลับตา
กู้เฟยยอบกายรับคำสั่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินมุ่งหน้าไปทางเรือนตะวันตก
ลมเย็นยามสายพัดโชยมาปะทะรอยแผลเปิดบนร่างกายของเขาจนรู้สึกหนาวเยือกซึมลึกเข้าไปถึงกระดูก ทว่าเซิ่งมู่กลับมิได้แสดงอาการเจ็บปวดใดๆ เขาเพียงลืมตาขึ้นมาช้าๆ ใบหน้าซีดขาวยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ
“การใช้ผู้ฝึกยุทธ์ด้วยกันหล่อเลี้ยงกายช่วยเสริมอวัยวะภายใน กลับกันการใช้เพลิงของผู้ฝึกปราณหลอมกายกลับช่วยให้ภายนอกแข็งแกร่งมากกว่านัก” เซิ่งมู่เอ่ยกับตนเองยิ้มๆ
โดยปกติแล้ว หากผู้ฝึกยุทธ์เป็นผู้หลอมกายให้กันเอง จะช่วยกระตุ้นให้พลังชีวิตในร่างกายเพิ่มพูน เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อที่ถูกทำลายจนแตกสลาย เมื่อได้รับการฟื้นฟูกลับมาก็จะทำให้ขอบเขตร่างกายยกระดับแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม ทว่าในทางกลับกัน การใช้เคล็ดวิชาของผู้ฝึกปราณมาขัดเกลาร่างกายแทนนั้น จะสร้างเพียงบาดแผลทางภายนอกเท่านั้น ไม่อาจส่งผลกระทบไปถึงอวัยวะภายในได้ลึกล้ำเท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ด้วยกัน
ทว่าเซิ่งมู่กลับตระหนักได้ว่า การให้ผู้ฝึกปราณมาช่วยขัดเกลาร่างกายก็มีข้อดีที่ไม่อาจมองข้ามเช่นกัน หากฝึกฝนด้วยวิธีนี้ต่อไปเรื่อยๆ แม้ขอบเขตพลังของเขาจะไม่ได้เลื่อนระดับสูงขึ้น ทว่าความแข็งแกร่งของผิวกายภายนอกย่อมต้องทนทานดุจเหล็กกล้าได้อย่างแน่นอน
หากการใช้หมัดขัดเกลาคือการสร้างรากฐานที่มั่นคงจากภายใน การใช้เพลิงของผู้ฝึกปราณก็คือการเสริมแกร่งจากภายนอก
เขาคลี่ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข แม้ว่าในยามนี้ทั่วทั้งร่างจะยังคงเต็มไปด้วยรอยแผลพุพองจากเปลวเพลิงก็ตามที