รุ่งเช้า เสียงระฆังเหล็กดังขึ้นก่อนฟ้าสางเช่นเคย
“ลุกขึ้น! ออกไปทำงาน!”
ประตูเพิงพักถูกเปิดออก ชายชุดดำถือแส้เดินเข้ามาะโขับไล่ คนงานที่เหนื่อยล้าต่างรีบลุกขึ้นอย่างหวาดกลัว ไม่มีผู้ใดกล้าชักช้าแม้แต่น้อย
เหวินซานกับเซิ่งหลินทำตัวไม่ต่างจากวันก่อน ทั้งสองก้มหน้าเดินปะปนไปกับคนงาน ก่อนถูกพากลับเข้าสู่อุโมงค์หมายเลขเจ็ด
ภายในอุโมงค์ยังคงเต็มไปด้วยเสียงค้อนกระแทกหินดังสะท้อน
กลิ่นฝุ่นหินและเหงื่อของคนงานคละคลุ้งอยู่ในอากาศ เหวินซานยกค้อนขึ้นทุบผนังหินตามคำสั่ง แต่สายตากลับคอยจับจ้องแร่สีม่วงซึ่งถูกขุดออกมาจากชั้นหินเบื้องหน้า
แร่ชนิดนั้นมีลักษณะประหลาด ผิวของมันเป็สีม่วง อัดแน่นไปด้วยพลังงานบางอย่างที่ไหลเวียนอยู่ภายในอย่างต่อเนื่อง เมื่อััใกล้ ๆ จะรู้สึกได้ถึงไอร้อนแ่เบาที่แผ่ออกมาจากตัวแร่ ราวกับมันมีชีวิตและกำลังชีพจรเต้นอยู่ตลอดเวลา
ผู้คุมให้ความสำคัญกับมันเป็พิเศษ ทุกครั้งที่คนงานขุดพบก้อนขนาดใหญ่ พวกมันจะสั่งให้นำไปแยกเก็บในรถเข็นอีกคันทันที แม้แต่เศษเล็กเศษน้อยบนพื้นก็ไม่ยอมปล่อยทิ้ง
เมื่อผู้คุมเดินห่างออกไป เซิ่งหลินจึงใช้กระแสจิตส่งเสียงเข้ามาในศีรษะของเหวินซาน “แร่พวกนี้เกี่ยวข้องกับค่ายกล”
เหวินซานยังคงยกค้อนทุบหิน สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง
“ข้าไม่เคยเห็นแร่ชนิดนี้มาก่อน แต่พลังภายในของมันสอดคล้องกับอักขระในโถงใต้ดินอย่างสมบูรณ์” เหวินซานเหลือบมองกองแร่ในรถเข็น เซิ่งหลินก้มหน้าทำงานต่อ พลางส่งกระแสจิตอย่างระมัดระวัง
“ค่ายกลหลอมเพลิงต้องใช้พลังจำนวนมหาศาล พลังจากชีวิตมนุษย์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แร่ชนิดนี้คงทำหน้าที่เป็ทั้งเชื้อเพลิงและตัวประคองพลังให้ไหลเวียนอย่างมั่นคง”
เหวินซานขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางกระซิบเบา ๆ“ หากไม่มีมัน ค่ายกลจะหยุดหรือไม่”
“ไม่หยุดทันที” เซิ่งหลินตอบ “พลังที่สะสมอยู่ยังคงทำให้มันทำงานต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง”
นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ “แต่ค่ายกลทุกชนิดมีขีดจำกัด หากป้อนพลังเข้าไปมากเกินกว่าที่เสาหินและอักขระจะรองรับได้ สมดุลทั้งหมดจะพังทลาย”
เหวินซานชะงักมือเพียงเสี้ยวลมหายใจ “แล้วจะเกิดอะไรขึ้น”
“พลังจะไหลย้อนกลับ อักขระจะสูญเสียการควบคุม” น้ำเสียงของเซิ่งหลินเคร่งเครียดขึ้น “หากรุนแรงพอ ค่ายกลทั้งชุดจะะเิ”
เหวินซานมองแร่ซึ่งกระจายอยู่ตามพื้น ดวงตาของเขาค่อย ๆ ฉายประกายบางอย่าง เซิ่งหลินกลับไม่ได้สังเกตเห็น เพราะในจังหวะนั้นผู้คุมกำลังเดินย้อนกลับมา นางจึงก้มหน้าทำงานตามปกติ
“อย่าคุยกัน!” ผู้คุมตวาด “วันนี้ผู้ใดขุดได้ไม่ครบ ไม่มีอาหาร!” ทุกคนเร่งมือตามคำสั่งทันที
เหวินซานเองก็ยกค้อนขึ้นทุบผนัง ในจังหวะที่ก้มลงเก็บก้อนแร่ เขาแอบใช้นิ้วกวาดแร่สีม่วงจำนวนหนึ่งขึ้นมาจากพื้น
เพียงความคิดวูบเดียว แร่ในฝ่ามือก็หายเข้าไปภายในมิติิญญาบางครั้งแสร้งปัดฝุ่นออกจากก้อนแร่ บางครั้งทำทีเก็บเศษหินใส่รถเข็น แต่ทุกครั้งจะมีแร่ส่วนหนึ่งหายเข้าไปในมิติ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาแเีจนไม่มีผู้ใดสังเกต เซิ่งหลินมัวแต่ระวังผู้คุมและสำรวจเส้นทางโดยรอบ จึงไม่รู้ว่าเหวินซานกำลังทำสิ่งใด
ตลอดทั้งวัน เขาเก็บแร่ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่ตัวเหวินซานเองก็ยังไม่แน่ใจว่ามันเพียงพอหรือไม่ แต่เขาไม่มีโอกาสมากกว่านี้แล้ว
ตกค่ำ คนงานทั้งหมดถูกต้อนกลับมายังค่ายพักตามเดิม เหวินซานกับเซิ่งหลินนั่งอยู่ตรงมุมเพิง ต่างคนต่างทำเหมือนหมดเรี่ยวแรงจากการทำงานหนัก พวกเขายังไม่ทันได้ปรึกษาแผนการ เสียงฝีเท้าหลายคู่ก็ดังขึ้นจากด้านนอก
ประตูเพิงถูกเปิดออกอย่างแรง หัวหน้าผู้คุมเดินเข้ามาพร้อมชายชุดดำอีกสี่คน สายตาของมันกวาดมองคนงาน ก่อนหยุดอยู่ที่เหวินซานและเซิ่งหลิน “เ้าสองคน ลุกขึ้น” คนงานรอบด้านก้มหน้าลงทันที ไม่มีผู้ใดกล้ามอง
เหวินซานแสร้งทำสีหน้าหวาดกลัว “จะ... จะพาพวกเราไปที่ใด”
หัวหน้าผู้คุมแสยะยิ้ม “พวกเ้าเป็ผู้ฝึกตนไม่ใช่หรือ ย่อมมีงานที่เหมาะสมกว่าการขุดหิน” เซิ่งหลินมองเหวินซานเพียงครู่เดียว ทั้งสองต่างรู้ทันทีว่าเวลาที่พวกเขาหวาดกลัวมาถึงแล้ว
ชายชุดดำเข้ามาล่ามโซ่เพิ่ม ก่อนลากพวกเขาออกจากเพิงพัก พาเดินผ่านอุโมงค์ชั้นนอก ตรงไปยังประตูหินสีดำที่ปิดกั้นเขตชั้นใน เมื่อประตูเปิดออก ลมร้อนผสมกลิ่นโลหิตก็พัดสวนออกมา
เหวินซานเดินลงบันไดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ครั้งก่อนพวกเขาเป็ฝ่ายลอบเข้ามา แต่ครั้งนี้ศัตรูกำลังพาพวกเขาเข้าสู่เตาหลอมด้วยตนเอง
ไม่นานนัก โถงใต้ดินขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เปลวเพลิงสีแดงโลหิตยังคงลุกโชนอยู่ภายในหลุมกลางโถง เสาหินทั้งแปดส่องแสงเป็จังหวะ อักขระบนพื้นไหลเวียนราวกับเส้นเืที่มีชีวิต
ชายชราชุดคลุมแดงดำยืนอยู่บนแท่นสูง เมื่อเห็นทั้งสองถูกพาเข้ามา ดวงตาลึกโหลของเขาก็ฉายแววพึงพอใจ “นี่หรือศิษย์ของสำนักโอสถจันทรา”
หัวหน้าผู้คุมประสานมือ “ขอรับ ตรวจสอบแล้ว ทั้งสองมีเส้นิญญาแข็งแรงกว่าชาวบ้านทั่วไปมาก โดยเฉพาะหญิงสาวผู้นั้น ระดับพลังของนางสูงกว่าภาชนะก่อนหน้าทั้งหมด”
ชายชราพยักหน้า “ดี”
เขากวาดตามองเหวินซาน ก่อนมุมปากจะยกขึ้น “เด็กหนุ่มผู้นี้แม้ระดับพลังไม่สูง แต่เส้นิญญากลับมั่นคงผิดปกติ นำขึ้นแท่นทั้งคู่”
เซิ่งหลินพยายามดิ้นรน “ปล่อยพวกเรา!”
ชายชุดดำใช้ด้ามดาบกระแทกกลางหลังนาง “อยู่นิ่ง ๆ!”
ทั้งสองถูกลากไปตรึงบนแท่นหินคนละด้าน โซ่เหล็กสีดำรัดข้อมือและข้อเท้าจนไม่อาจขยับได้
เหวินซานกวาดตามองรอบด้าน ใต้แท่นของเขามีอักขระจำนวนมากเชื่อมตรงไปยังหลุมเพลิง ส่วนร่องหินด้านข้างยังมีเศษแร่สีม่วงฝังอยู่เต็มไปหมด
เซิ่งหลินส่งกระแสจิตเข้ามา “ทนไว้ อย่าเพิ่งต่อต้าน”
ชายชราชุดแดงดำยกมือขึ้น “เริ่มได้”
ชายชุดดำทั้งแปดคนซึ่งยืนประจำเสาหินประสานมือพร้อมกัน ก่อนส่งพลังเข้าสู่อักขระ ครืน!
พื้นโถงสั่นะเื อักขระสีแดงบนเสาหินสว่างขึ้นทีละต้น กระแสเพลิงจำนวนมากถูกดึงออกจากหลุมกลางโถง แล้วไหลไปตามร่องค่ายกลเข้าสู่แท่นหินทั้งสอง เปลวไฟสีแดงค่อย ๆ พันรอบร่างของเซิ่งหลิน
ใบหน้าของนางพลันซีดเผือด พลังของเพลิงแทรกเข้าสู่เส้นิญญาราวกับเหล็กร้อนหลอมเหลว ความเ็ปทำให้นางกัดฟันจนเืไหลออกจากมุมปาก ขณะเดียวกัน เพลิงอีกสายหนึ่งก็ไหลเข้าสู่ร่างเหวินซาน
วูม!
เปลวเพลิงสีแดงปรากฏขึ้นทั่วร่างของเขา เสื้อผ้าสะบัดไหวทั้งที่ไม่มีลม ิัเรืองแสงสีแดงจากพลังซึ่งกำลังไหลเข้าสู่เส้นิญญา
ผู้คุมหลายคนเบิกตากว้าง “เขารับเพลิงได้!”
“ภาชนะไม่แตกสลาย!” ชายชุดดำผู้บันทึกผลจดลงบนแผ่นไม้ทันที “ผ่านไปสิบลมหายใจแล้ว เส้นิญญายังไม่สลาย”
ชายชราชุดแดงดำเองก็หัวเราะออกมา “ดี! ในที่สุดก็พบภาชนะที่เหมาะสมเสียที”
เปลวเพลิงรอบกายเหวินซานยิ่งลุกโชน
ยี่สิบลมหายใจ
สามสิบลมหายใจ
ร่างของเขายังคงไม่ไหม้เกรียมเหมือนคนก่อนหน้า กลับถูกห่อหุ้มด้วยเพลิงราวกับกลายเป็ส่วนหนึ่งของมัน ชายชุดดำหลายคนแสดงสีหน้าตื่นเต้น “สำเร็จแล้ว!”
“เมล็ดเพลิงกำลังยอมรับเขา!”
ทันทีที่พลังเพลิงไหลเข้าสู่ตันเถียน หินสีดำก็สั่นะเือย่างรุนแรง
ครืน…
อักขระบนพื้นผิวของมันสว่างขึ้นทีละเส้น เปลวเพลิงซึ่งควรเผาทำลายเส้นิญญากลับถูกแรงดึงดูดอันมหาศาลลากเข้าสู่หินสีดำโดยตรง
เพลิงในหลุมกลางโถงเริ่มลดระดับลงทีละน้อย ในตอนแรกไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น กระทั่งชายชราชุดแดงดำหรี่ตาลง รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาค่อย ๆ เลือนหาย
“ไม่ถูกต้อง...”
ผู้คุมคนหนึ่งหันมองอย่างสับสน “มีอะไรหรือขอรับ”
ชายชราจ้องหลุมเพลิงกลางโถง เปลวไฟที่เคยสูงหลายจั้งกำลังลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว สีแดงเข้มเริ่มซีดจาง เส้นพลังบนเสาหินทั้งแปดไหลเข้าสู่แท่นของเหวินซานเพียงด้านเดียว
“เขาไม่ได้กรองเพลิง” ดวงตาของชายชราเบิกกว้าง “เขากำลังดูดมัน!”
สิ้นคำ เสียงะโของเขาก็ดังก้องไปทั่วโถง “หยุดค่ายกลเดี๋ยวนี้!”
ชายชุดดำทั้งแปดรีบดึงมือกลับ แต่ช้าเกินไปแล้ว หินสีดำภายในร่างเหวินซานได้เชื่อมต่อกับค่ายกลอย่างสมบูรณ์ แรงดูดมหาศาลฉุดกระชากพลังจากเสาหินทุกต้นเข้าสู่ร่างของเขา เปลวเพลิงในหลุมกลางโถงพุ่งขึ้นเป็สายยาว ก่อนถูกลากเข้าสู่ตันเถียนอย่างบ้าคลั่ง
วูม!
ภายในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ เพลิงทั้งหลุมก็ถูกดูดหายไปจนหมด เหลือเพียงแอ่งหินสีดำว่างเปล่า ผู้คุมทั้งหมดนิ่งค้าง ชายชราชุดแดงดำหน้าซีดเผือด “เมล็ดเพลิง...” เสียงของเขาสั่นด้วยความไม่อยากเชื่อ “เมล็ดเพลิงหายไปแล้ว!”
ในเวลาเดียวกัน เหวินซานลืมตาขึ้น ภายในดวงตาของเขาปรากฏประกายเพลิงสีแดงเข้มวาบผ่าน เขาััได้ถึงเปลวเพลิงสายหนึ่งภายในมิติิญญา มันถูกหินสีดำพันธนาการไว้แ่า แม้ยังดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แต่ไม่อาจทำอันตรายร่างกายของเขาได้
เหวินซานพลิกฝ่ามือ แร่สีม่วงจำนวนมากซึ่งแอบเก็บไว้ตลอดทั้งวันปรากฏขึ้นกลางมือ เซิ่งหลินเบิกตากว้าง นางไม่เคยรู้มาก่อนว่าเขาเก็บมันไว้
เหวินซานไม่รอช้า เขาอาศัยพลังเพลิงที่ยังไหลเวียนอยู่ในร่าง สะบัดแร่ทั้งหมดลงไปบนร่องค่ายกลใต้แท่น ทันทีที่แร่ััอักขระ มันก็หลอมละลายกลายเป็กระแสพลังสีม่วง แทรกเข้าสู่เส้นค่ายกลในพริบตา ค่ายกลซึ่งเพิ่งสูญเสียเมล็ดเพลิงไปกลับได้รับพลังจากแร่จำนวนมากในคราวเดียว
เสาหินทั้งแปดสั่นะเือย่างรุนแรง ครืน! อักขระบนพื้นสว่างวาบจนแทบมองไม่เห็น
ชายชราชุดแดงดำหน้าเปลี่ยนสีทันที “สารเลว! เ้าป้อนแร่เข้าไปมากเกินไป!” เขาพุ่งลงจากแท่น หมายจะหยุดการไหลของพลังด้วยตนเอง แต่ทุกอย่างสายเกินไป
แกร๊ก! รอยร้าวเส้นแรกปรากฏขึ้นบนเสาหิน
จากหนึ่งรอย กลายเป็สิบรอย จากสิบรอย แผ่ขยายไปยังเสาทั้งแปด
“ถอยออกไป!” ชายชราะโสุดเสียง
ตูมมมมม!
เสาหินต้นแรกะเิออก แรงปะทะซัดผู้คุมที่อยู่ใกล้ที่สุดกระเด็นไปชนผนัง เืสดพุ่งออกจากปากทันที
ตูม! ตูม! ตูม!
เสาต้นอื่นะเิต่อเนื่องเป็ลูกโซ่ พื้นโถงแตกออกเป็ทางยาว เศษหินและโซ่เหล็กพุ่งกระจายไปทั่วทุกทิศ คลื่นพลังเพลิงที่สูญเสียการควบคุมกวาดผ่านทุกสิ่งราวกับพายุ
ชายชุดดำหลายคนถูกซัดกระเด็น บางคนถูกเศษเสาหินเจาะทะลุร่าง บางคนล้มลงหมดสติท่ามกลางเปลวไฟ แม้แต่ชายชราชุดแดงดำก็ถูกแรงะเิกระแทกจนถอยไปหลายสิบก้าว เืสีแดงสดไหลออกจากมุมปาก
เซิ่งหลินไม่อาจขยับหนี นางยังถูกตรึงอยู่บนแท่น และพลังเพลิงที่ไหลผ่านร่างก่อนหน้านี้ทำให้เส้นิญญาาเ็หนัก เมื่อเห็นคลื่นะเิกำลังพุ่งเข้ามา นางกัดฟัน ก่อนสะบัดมือเรียกแผ่นอักขระสีทองออกมาจากเสื้อ
เซิ่งหลินส่งพลังิญญาเฮือกสุดท้ายเข้าไปในแผ่นอักขระ “เปิด!”
วูม!
อักขระสีทองลุกไหม้กลางอากาศ ก่อนเปลี่ยนเป็ม่านพลังขนาดใหญ่ปกคลุมร่างของนางและเหวินซานเอาไว้ คลื่นะเิพุ่งเข้าปะทะม่านพลังเต็มกำลัง
ตูม!
ม่านแสงสั่นไหวอย่างรุนแรง รอยร้าวจำนวนมากปรากฏขึ้นบนพื้นผิว ก่อนแตกสลายไปพร้อมกับแผ่นอักขระ แรงกระแทกส่วนที่เหลือยังคงซัดเซิ่งหลินจนกระอักเื ร่างของนางหลุดจากโซ่แล้วกลิ้งไปตามพื้นหลายตลบ
ส่วนเหวินซานกลับยืนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงโดยแทบไม่ได้รับาเ็ เปลวไฟที่พุ่งเข้าหาเขาไม่เพียงไม่เผาไหม้ร่าง แต่กลับถูกดูดเข้าสู่ิัทีละสาย ก่อนหายเข้าไปในหินสีดำภายในตันเถียน ราวกับเพลิงทั้งหมดในสถานที่แห่งนี้ยอมศิโรราบต่อเขา
กระทั่งการะเิสงบลง โถงใต้ดินทั้งแห่งก็เต็มไปด้วยฝุ่นควันและซากปรักหักพัง เสาหินทั้งแปดพังทลาย แท่นหลอมแตกร้าว
แรงะเิอันรุนแรงและคลื่นเพลิงที่แผดเผาไม่ได้เพียงทำลายสิ่งก่อสร้างเท่านั้น แต่มันยังแผดเผาโซ่เหล็กและอักขระพันทนาการที่ล่ามข้อมือข้อเท้าของเหวินซานและเซิ่งหลินจนขาดสะบั้นลงในพริบตา ปลดปล่อยทั้งสองให้หลุดพ้นจากพันธนาการอย่างสมบูรณ์
ชาวบ้านและผู้ฝึกตนที่ถูกจับจำนวนมากได้รับาเ็ บางคนคลานออกจากซากหินด้วยร่างกายสั่นเทา ฝ่ายชายชุดดำเองก็มีสภาพไม่ต่างกัน ผู้คุมส่วนใหญ่ล้มลงาเ็หนัก ไม่มีผู้ใดสามารถตั้งตัวได้ทัน
เหวินซานรีบวิ่งไปหาเซิ่งหลิน “ศิษย์พี่!”
เขาประคองนางขึ้น ใบหน้าของเซิ่งหลินซีดราวกับกระดาษ เืไหลออกจากมุมปากไม่หยุด “ข้ายังไม่ตาย...” นางตอบเสียงแ่
เหวินซานมองไปรอบโถง คนถูกจับจำนวนมากยังคงติดอยู่ใต้เศษหิน บางคนาเ็จนไม่อาจขยับตัว เด็กผู้หนึ่งร้องไห้เรียกมารดาอยู่ข้างแท่นที่พังถล่ม
เขากำหมัดแน่น “เราต้องช่วยพวกเขา” เหวินซานกำลังจะเดินเข้าไป แต่เซิ่งหลินกลับคว้าข้อมือเขาไว้
“ไม่ได้” เขาหันกลับมา “แต่คนเ่าั้”
“เราช่วยทั้งหมดไม่ได้” เซิ่งหลินกัดฟันยันตัวลุกขึ้น
“ผู้คุมส่วนใหญ่เพียงาเ็ ไม่ได้ตายทั้งหมด ชายชราชุดแดงก็ยังมีชีวิตอยู่ หากพวกมันตั้งตัวได้ พวกเราจะถูกจับอีกครั้ง”
เหวินซานมองซากหินที่ชายชราถูกฝังอยู่ ใต้กองหินนั้นยังมีพลังอันน่าหวาดหวั่นแผ่ออกมาอย่างต่อเนื่อง อีกฝ่ายยังไม่ตายจริง ๆ
เซิ่งหลินกล่าวต่อ “พวกเราสองคนไม่มีพลังมากพอจะต่อสู้กับศัตรูที่เหลือ และไม่อาจพาคนหลายร้อยคนฝ่าผู้คุมทั้งหมดออกไปได้”
“แต่จะให้เราทิ้งพวกเขาไว้เช่นนี้หรือ”
นางหยิบแผ่นหยกสีเขียวออกมาจากชายเสื้อ “เราต้องออกไปจากเขตค่ายกลก่อน แล้วส่งสัญญาณแจ้งสำนัก” เซิ่งหลินมองเหวินซานตรง ๆ “เมื่อผู้าุโของสำนักมาถึง พวกเขาจะช่วยทุกคนได้”
เสียงหินขนาดใหญ่เคลื่อนดังขึ้นจากด้านหลัง ครืน…
มือเหี่ยวย่นของชายชราชุดแดงดำยื่นออกมาจากใต้ซากหิน “สารเลว...” เสียงแหบพร่าซึ่งเต็มไปด้วยความโกรธแค้นดังลอดออกมา “ข้าจะฆ่าพวกเ้า!”
เซิ่งหลินหน้าเปลี่ยนสี “ไม่มีเวลาแล้ว ไป!” นางคว้าแขนเหวินซาน ก่อนพากันวิ่งออกจากโถงใต้ดิน
ท่ามกลางความโกลาหลและเสียงระฆังเตือนภัยที่ดังระงมไปทั่วบริเวณ ชายชุดดำจากส่วนอื่นของเหมืองกำลังวิ่งกรูเข้ามาหมายจะปิดล้อม เซิ่งหลินไม่รอช้า นางยกมือขึ้นตวัดเบา ๆ พลังิญญาสายหนึ่งประสานเข้ากับสร้อยคอมุกหยกที่สวมอยู่ เกิดเป็แสงสว่างวาบห่อหุ้มร่างของทั้งสองไว้ก่อนจะสะท้อนคลื่นพลังอำพรางมิติออกไปชั่วพริบตา
วูบ!
ด้วยอานุภาพของของวิเศษระดับสูง ร่างของเหวินซานและเซิ่งหลินพลันกลืนหายไปกับบรรยากาศโดยรอบอย่างไร้ร่องรอย แม้เหล่าผู้คุมจะวิ่งผ่านหน้าพวกเขาไปเพียงไม่กี่ก้าว หรือต่อให้มีค่ายกละเิและอุโมงค์ที่พังถล่มขวางเส้นทางจนการไล่ล่าวนเวียนวุ่นวายสับสนเพียงใด พวกมันก็ไม่มีทางมองเห็นหรือจับััตัวตนของทั้งสองได้เลย
เซิ่งหลินอาศัยจังหวะที่ความสนใจของพวกมันแตกตื่น นำทางเหวินซานลัดเลาะผ่านช่องทางแคบด้านข้าง
ทั้งสองวิ่งฝ่าความมืดออกจากเขตเหมืองมุ่งตรงเข้าสู่ผืนป่าทึบเบื้องหน้าโดยไม่ต้องหยุดพัก หลบหลีกการตรวจจับได้อย่างสมบูรณ์แบบ พวกเขาวิ่งต่อเนื่องนานกว่าครึ่งชั่วยามจนกระทั่งมั่นใจว่าทิ้งระยะห่างออกมาไกลมากแล้ว เสียงฝีเท้าและเสียงระฆังเตือนภัยจึงค่อย ๆ เงียบหายไปในที่สุด ทั้งคู่จึงตัดสินใจหลบเข้าไปพักเอาแรงภายในโพรงหินใต้หน้าผาแห่งหนึ่ง
เซิ่งหลินทรุดลงทันที นางพิงผนังหิน หอบหายใจอย่างหนัก ก่อนรีบหยิบแผ่นหยกสื่อสารออกมา นิ้วของนางสั่นเล็กน้อยจากอาการาเ็ แต่ยังฝืนกัดปลายนิ้ว หยดเืลงบนพื้นผิวหยก อักขระสีเขียวค่อย ๆ สว่างขึ้น เซิ่งหลินส่งพลังิญญาที่เหลืออยู่เข้าไป ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ศิษย์ชั้นในเซิ่งหลิน รายงานเหตุฉุกเฉิน พบฐานลับของลัทธิประตู์ภายในหุบเขาทางตะวันตกของเมืองชิงเหอ มีการลักพาตัวชาวบ้านและผู้ฝึกตนจำนวนมากมาใช้ในค่ายกลหลอมเพลิง”
“ค่ายกลชั้นในถูกทำลายแล้ว แต่ศัตรูที่เหลืออยู่ล้วนมีระดับพลังสูงส่งกว่าศิษย์ยิ่งนัก บางคนน่าจะบรรลุถึงขั้นลมหายใจิญญา เชลยหลายร้อยคนได้รับาเ็สาหัสและกำลังตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต”
นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความเ็ป ก่อนกล่าวประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเด็ดเดี่ยว “ขอให้สำนักส่งผู้าุโและกำลังสนับสนุนมาช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด”
วูบ!
แผ่นหยกเปล่งแสงสีเขียวสว่างวาบ ลำแสงสายหนึ่งพุ่งทะลุออกจากโพรงหิน ก่อนหายลับขึ้นไปบนท้องฟ้า เซิ่งหลินผ่อนลมหายใจออกยาว “สัญญาณถูกส่งไปแล้ว”
เหวินซานมองกลับไปยังทิศทางของเหมือง แม้จะถูกูเาบดบัง แต่ยังมองเห็นกลุ่มควันดำลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าอยู่ห่าง ๆ “พวกเขาจะมาทันหรือไม่”
“หากรองเ้าสำนักได้รับสัญญาณด้วยตนเอง ย่อมส่งคนมาเร็วที่สุด” นางมองเขา สีหน้าจริงจัง “พวกเราทำได้เพียงเท่านี้”
เหวินซานนิ่งเงียบ เขารู้ดีว่าทั้งสองไม่ได้แข็งแกร่งพอจะช่วยทุกคนออกมาด้วยตนเอง พวกเขาทำลายค่ายกล เปิดโอกาสให้เชลยมีชีวิตรอด และส่งข่าวกลับไปยังสำนักได้สำเร็จแล้ว
หากฝืนกลับเข้าไปตอนนี้ ทุกสิ่งที่ทำมาย่อมสูญเปล่า เหวินซานจึงพยักหน้าช้า ๆ “ข้าเข้าใจแล้ว”
ขณะนั้นเอง ความอบอุ่นสายหนึ่งพลันไหลผ่านตันเถียนของเขา เหวินซานหลับตาลง
ภายในมิติิญญา หินสีดำยังคงลอยนิ่งอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า รอบตัวมันมีเปลวเพลิงสีแดงเข้มดวงหนึ่งหมุนวนไม่หยุด ราวกับถูกพันธนาการเอาไว้แ่า
ขณะเดียวกัน บนผิวของหินสีดำก็ปรากฏอักขระเส้นที่สองขึ้นอย่างช้า ๆ เปล่งประกายวาบผ่านเพียงครู่ก่อนจะกลับสู่ความเงียบ เมล็ดเพลิงิญญาซึ่งลัทธิประตู์ใช้ชีวิตผู้คนนับไม่ถ้วนหล่อเลี้ยงมาหลายปี... บัดนี้กลับตกอยู่ในมือของเด็กหนุ่มแล้ว