บทที่1 : วิกฤตซุปตาร์กับโฮมสเตย์ร้าง
เสียงแจ้งเตือนจากสมาร์ตโฟนสามเครื่องที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะกระจกราคาแพงระยับไม่ได้ดังเป็จังหวะปกติแต่ดังรัวเหมือนเสียงข้าวตอกแตกในงานวัด... ไม่สิ มันเหมือนเสียงปืนกลที่กำลังกราดยิงใส่ใครสักคนในสนามรบไซเบอร์มากกว่า
ติ๊ง!ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง!
หน้าจอโทรศัพท์สว่างวาบไม่หยุดหย่อนแสงสีขาวกะพริบถี่รัวแข่งกับแสงไฟดาวน์ไลท์ในห้องชุดสุดหรูใจกลางเมืองกรุง และถึงแม้ว่าเครื่องปรับอากาศจะถูกตั้งไว้ที่อุณหภูมิสิบแปดองศาจนเย็นะเืแต่บรรยากาศภายในห้องกลับร้อนระอุจนแทบจะจุดไฟติดได้
"พัง... พังกันหมดแล้ว! จบสิ้นแล้วชีวิตการเป็ผู้จัดการดาราของไอ้เพชร! "
เสียงโวยวายแหลมสูงของ'พี่เพชร' ผู้จัดการส่วนตัวร่างท้วมดังลั่นห้องชายวัยกลางคนในชุดเสื้อเชิ้ตลายดอกที่ปกติจะดูอารมณ์ดีวันนี้กลับมีสภาพเหมือนคนที่เพิ่งวิ่งหนีสึนามิ ผมเผ้ายุ่งเหยิงเหงื่อกาฬแตกพลั่กไหลย้อยลงมาตามคางสองชั้น เขากำลังเดินวนไปวนมาเป็หนูติดจั่นมือข้างหนึ่งถือแท็บเล็ต อีกข้างขยี้หัวตัวเองจนแทบจะล้านเลี่ยน
"วิน! แกยังจะมีอารมณ์มานั่งจิบไวน์อยู่อีกเหรอ! แหกตาดูนี่!แหกตาดูแฮชแท็กในทวิตเตอร์... เอ้ย ใน X เดี๋ยวนี้! #อัศวินขยะแห่งวงการ ขึ้นเทรนด์อันดับหนึ่งมาสามชั่วโมงแล้วนะเว้ย! "
ท่ามกลางความโกลาหลนั้นบนโซฟาหนังแท้นำเข้าจากอิตาลีสีดำสนิท 'อัศวิน' ซูเปอร์สตาร์หนุ่มเ้าของฉายา'เทพบุตรน้ำแข็ง' ยังคงนั่งไขว่ห้างด้วยท่วงท่าสง่างามราวกับกำลังถ่ายแบบลงนิตยสารVogue เขาอยู่ในชุดคลุมอาบน้ำผ้าไหมสีแดงเืหมูปมเชือกผูกเอวหลวม ๆ เผยให้เห็นแผงอกขาวเนียนรำไรที่ทำให้สาว ๆทั้งประเทศคลั่งไคล้
มือเรียวยาวที่สวมแหวนทองคำขาวราคาเจ็ดหลักประคองแก้วไวน์ทรงสูงขึ้นมาหมุนเบาๆ สายตาคมกริบจ้องมองของเหลวสีแดงทับทิมในแก้วด้วยสีหน้าเรียบเฉย...หรืออย่างน้อยเขาก็พยายามจะให้มันดูเรียบเฉย
"พี่เพชร... อย่าเสียงดังได้ไหม ผมปวดหัว"น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาอย่างราบเรียบ แต่แฝงความรำคาญใจ
"แล้วก็ช่วยเบาแอร์ลงหน่อยผมหนาว... เห็นไหมเนี่ย มือผมสั่นไปหมดแล้ว"
อัศวินยกแก้วไวน์ขึ้นจรดริมฝีปากพยายามควบคุมมือไม่ให้สั่น แต่มันก็ทรยศเขาด้วยการกระตุกเบา ๆจนไวน์ราคาแพงกระฉอกเกือบหก ใช่... เขาไม่ได้หนาว แอร์สิบแปดองศาทำอะไริัที่ผ่านการบำรุงด้วยครีมกระปุกละหมื่นไม่ได้หรอกแต่ที่เขาสั่น เพราะความกลัวที่กำลังกัดกินหัวใจต่างหาก
ทัวร์ลง...คำคำนี้ยังน้อยไปสำหรับสิ่งที่เขาเจอ เรียกว่า 'สหบาทาประชาทัณฑ์'น่าจะเหมาะกว่า
"ปวดหัวเหรอ? ฉันนี่สิต้องปวดหัว! " เพชรกระแทกตัวลงนั่งข้างๆ พลางยื่นหน้าจอแท็บเล็ตกระแทกตาอัศวิน
"อ่านซะ!'หน้าหล่อแต่ใจหมา' 'เหวี่ยงแฟนคลับจนกล้องแตก'
'ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา'... โอ๊ย!อ่านแล้วจะเป็ลม ข่าวมันปั่นไปไกลจนกู่ไม่กลับแล้วเนี่ย! "
อัศวินปรายตามองหน้าจอด้วยหางตาก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น ไม่ใช่เพราะข้อความด่าทอเ่าั้ แต่เพราะรูปประกอบข่าว
"เดี๋ยว... ใครถ่ายรูปนี้? " เขาชี้นิ้วไปที่รูปตัวเองในข่าวหน้าหนึ่งออนไลน์เป็ภาพเบลอ ๆ จังหวะที่เขากำลังยกมือปัดป้องกล้องแต่ดูเหมือนกำลังง้างหมัดจะต่อยคน
"รูปนี้แสงโคตรบ้งหน้าผมบวมอย่างกับคนฉีดฟิลเลอร์แล้วแพ้ มุมนี้เห็นเหนียงด้วย! พี่เพชร ฟ้องมันเลยฟ้องสำนักข่าวนี้ข้อหาเลือกรูปอุบาทว์ทำลายภาพลักษณ์! "
เพชรอ้าปากค้างดวงตาเบิกกว้างแทบถลนออกมานอกเบ้า
"นี่แก...แกห่วงเื่เหนียงเนี่ยนะ! สมองแกกลับด้านหรือไงไอ้วิน! เขาไม่ได้สนใจหน้าแกเขาเกลียดการกระทำของแก! คลิปนั้นมันว่อนเน็ตไปหมดแล้วจังหวะที่แกปัดกล้องน้องแฟนคลับคนนั้นตกแตกน่ะ! "
"ผมบอกแล้วไงว่าไม่ได้ตั้งใจ! " อัศวินกระแทกแก้วไวน์ลงกับโต๊ะจนเกิดเสียงดังเคร้ง! ความเยือกเย็นเริ่มแตกร้าว เผยให้เห็นความร้อนรนภายใต้หน้ากาก
"วันนั้นผมรีบผมปวดท้องเข้าห้องน้ำ แล้วน้องคนนั้นก็ยื่นกล้องมาทิ่มตาผม ผมแค่จะปัดออก...ใครจะไปรู้วะว่าน้องเขาจะมืออ่อนทำร่วงน่ะ! "
"แล้วทำไมแกไม่หยุดขอโทษ! ทำไมแกเดินหนีเข้าห้องน้ำไปเลย! "
"ก็ข้าศึกมันบุกประชิดประตูเมืองแล้วพี่!จะให้ผมหยุดขอโทษแล้วราดกางเกงตรงนั้นหรือไง! ผมเป็ซุปตาร์นะเว้ยภาพลักษณ์คือชีวิต! "
"เออ! รักษาภาพลักษณ์กางเกงไม่เปื้อนแต่ตอนนี้ชื่อเสียงแกเปื้อนขี้ไปทั้งตัวแล้วเนี่ย! " เพชรตะคอกกลับจนเอ็นขึ้นคอ
อัศวินเม้มปากแน่นสะบัดหน้าหนีไปทางกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนเงาของเมืองกรุงยามค่ำคืนแสงไฟระยิบระยับด้านนอกดูสวยงามแต่วันนี้มันกลับดูเหมือนดวงตาปีศาจนับล้านที่กำลังจับจ้องและหัวเราะเยาะเขาเขาคือ 'อัศวิน' พระเอกเบอร์หนึ่งที่ใคร ๆก็ต้องปูพรมแดงให้เดิน แต่วันนี้แค่จะหยิบโทรศัพท์มาเช็ก IG เขายังไม่กล้าเลย
ในโลกความจริง เขาอาจจะดูหยิ่งยโสเป็ไอ้ขี้เก๊กที่ไม่แคร์โลก แต่ลึก ๆ แล้ว อัศวินเปราะบางเหมือนแก้วไวน์ในมือเขาเสพติดคำชม เสพติดแสงสปอตไลต์ และกลัวการถูกลืมยิ่งกว่าความตาย
"เราต้องแก้ข่าว... " อัศวินพึมพำเสียงอ่อนลง
"พี่จ้างหน้าม้า...เอ้ย จ้าง IO ไปปั่นกระแสกลับสิ บอกว่าผมป่วยหรือบอกว่าน้องคนนั้นเป็สตอล์กเกอร์ก็ได้"
"สายไปแล้วโว้ย! ตอนนี้สมาคมพิทักษ์สิทธิ์ฯอะไรต่อมิอะไรออกมาประณามแกกันให้ควั่ก แบรนด์สินค้าเขาก็เริ่มโทรมา... "
ครืด...ครืด... ครืด...
ยังไม่ทันขาดคำโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของเพชรที่วางอยู่บนโต๊ะก็สั่นะเื หน้าจอโชว์ชื่อ 'คุณหญิงศจี(CEO เครื่องดื่มรังนก)'
บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันทีเสียงแอร์ดูเหมือนจะดังขึ้นมาอย่างน่าประหลาด อัศวินกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผาก พลางมองหน้าเพชรที่ซีดเผือดลงจนแทบจะกลายเป็กระดาษ
เพชรสูดหายใจเข้าลึกๆ ปรับเสียงให้ดูสดใสที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนกดรับสาย
"สวัส...สวัสดีครับคุณหญิง! แหม... กำลังคิดถึงอยู่พอดีเลยครับ... ครับ? อ่า... เื่ข่าวเหรอครับ แหม เป็เื่เข้าใจผิ้ดดดเข้าใจผิดกันไปใหญ่โต... ครับ... หะ... หา!? "
รอยยิ้มปั้นยากบนใบหน้าของเพชรค่อยๆ เลือนหายไป กลายเป็ความตกตะลึง ปากที่เคยขยับจ้อเริ่มสั่นระริก อัศวินนั่งตัวเกร็งลุ้นจนเล็บจิกเข้าไปในเบาะโซฟา
"แต่คุณหญิงครับ... สัญญาเราเหลืออีกตั้งหกเดือนนะครับ...ภาพลักษณ์แบรนด์... ไม่นะครับ... คุณหญิง! เดี๋ยว! เดี๋ยวสิครับ! ฮัลโหล! ฮัลโหล! "
เพชรลดโทรศัพท์ลงช้าๆเหมือนคนหมดแรง แววตาว่างเปล่าหันมามองอัศวิน
"รังนก... บินไปแล้ว" เพชรพูดด้วยเสียงแหบแห้ง
"เขายกเลิกสัญญา...และขอเรียกค่าเสียหายฐานทำลายภาพลักษณ์แบรนด์สิบล้านบาท"
"สิบ... สิบล้าน? " อัศวินทวนคำเสียงหลงเหมือนคนถูกบีบคอ
"แค่รังนกขวดเดียวเนี่ยนะ!"
ครืด...ครืด...
โทรศัพท์เครื่องเดิมสั่นอีกครั้งคราวนี้เป็ 'คุณสมศักดิ์ (แบรนด์รถยนต์หรู)'
ครืด...ครืด...
อีกเครื่องดังขึ้น'ฝ่ายการตลาด (สกินแคร์เกาหลี)'
เสียงโทรศัพท์ที่เคยเป็เสียงแห่งเงินตราบัดนี้มันคือเสียงระฆังงานศพที่ดังประสานกันเป็ซิมโฟนีแห่งความหายนะ อัศวินหน้าถอดสีเขาเพิ่งผ่อนเพนต์เฮาส์หรูนี้ไปได้แค่ครึ่งเดียว รถสปอร์ตในโรงจอดก็ยังติดไฟแนนซ์บัตรเครดิตที่รูดไปเที่ยวปารีสเมื่อเดือนก่อนก็ยังไม่ได้จ่าย
"ไม่รับ! ห้ามรับนะพี่เพชร! " อัศวินะโลั่น เอามือปิดหูเหมือนเด็กเอาแต่ใจ
"ปิดเครื่อง!ปาโทรศัพท์ทิ้งไปเลย! "
เพชรมองอัศวินด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปไม่ใช่สายตาของผู้จัดการที่ตามใจซุปตาร์อีกแล้วแต่เป็สายตาของแม่ทัพที่ต้องตัดสินใจสละเรือเพื่อรักษาชีวิตลูกเรือ เขาเดินดุ่ม ๆเข้าไปกระชากโทรศัพท์ทุกเครื่องมารวมกันแล้วกดปิดเครื่องทั้งหมด
ความเงียบเข้าครอบงำห้องอีกครั้งแต่เป็ความเงียบที่น่ากลัวกว่าเดิม
"ฟังนะไอ้อัศวิน... " เพชรพูดเสียงต่ำ แววตาจริงจังจนน่าขนลุก
"แกอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้วพรุ่งนี้นักข่าวจะมาล้อมคอนโดแก กองทัพชาวเน็ตจะขุดประวัติแกยันอนุบาลสปอนเซอร์จะส่งทนายมาฉีกอกแก"
"แล้ว... แล้วจะให้ผมทำยังไง? " อัศวินถามเสียงสั่นปากที่เคยเก่งกล้าหดหายไปหมด
"ผมจะไปไหนได้หน้าผมเด่นขนาดนี้ เดินไปเซเว่นหน้าปากซอยหมายังจำได้เลย"
เพชรเดินไปเปิดลิ้นชักตู้โชว์หยิบกุญแจรถเก่า ๆ พวงหนึ่งออกมาโยนลงบนตักของอัศวิน
"ไปเก็บกระเป๋า เอาไปแค่ที่จำเป็ เสื้อผ้าแบรนด์เนมสีฉูดฉาดไม่ต้องเอาไปเอาแค่เสื้อยืดกางเกงเลไปก็พอ"
"ฮะ? กางเกงเล? พี่จะบ้าเหรอผมใส่กางเกงเลครั้งสุดท้ายตอนอยู่อนุบาลหมีน้อยนะ! "
"จะใส่กางเกงเลหรือจะใส่ชุดนักโทษ แกเลือกเอา! " พี่เพชรตวาดจนอัศวินสะดุ้งโหยง
"ฉันเคยไปเที่ยวพักใจที่เชียงใหม่บนดอยที่ไหนสักที่ กันดารฉิบหาย ถนนลูกรัง ไฟดับวันเว้นวัน"
"เชียงใหม่? บนดอย? " อัศวินทำหน้าเหมือนถูกสั่งให้ไปดาวอังคาร
"พี่จะส่งผมไปตายหรือไง!ผมอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีแอร์ ไม่มีน้ำอุ่น แล้วที่นั่นมีสัญญาณ 5G ไหม? "
พี่เพชรแสยะยิ้มเป็รอยยิ้มที่ดูน่ากลัวพิลึก
"นั่นแหละประเด็น... ที่นั่นไม่มี 5G ไม่มี WiFiสัญญาณโทรศัพท์มีแค่ขีดเดียว แต่ต้องปีนต้นไม้หา... มันคือ DeadZone ที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับแกตอนนี้"
ผู้จัดการร่างท้วมก้มตัวลงมาจ้องตาพระเอกหนุ่มที่กำลังสิ้นลาย
"จงหนีไปซะอัศวิน... หนีไปกบดานในที่ที่ไม่มีใครรู้จักแกไปอยู่ในที่ที่ไม่มีสัญญาณเน็ต ไม่มีทวิตเตอร์ ไม่มีดราม่า...ไปซ่อนตัวอยู่ในหลุมดำนั่นซะ จนกว่าฉันจะเคลียร์เื่บ้า ๆ นี่จบ"
"แต่พี่... "
"ไปเก็บกระเป๋าเดี๋ยวนี้!ก่อนที่ฉันจะประสาทกินแล้วจับแกโยนลงมาจากระเบียงชั้น 45! "
...
ตัดภาพจากความโกลาหลระดับวินาศสันตะโรในป่าคอนกรีต...มาสู่ความเงียบสงบที่เกือบจะเรียกว่า วังเวง บนยอดดอยที่ห่างไกลความเจริญหลายร้อยกิโลเมตร
ณ 'บ้านอิงดาวโฮมสเตย์'
หากความวุ่นวายในกรุงเทพฯคือดนตรีเฮฟวี่เมทัลที่กระแทกกระทั้นรูหู ที่นี่ก็คงเปรียบเหมือนดนตรีบรรเลง Lo-Fi เบาๆ ที่เปิดวนลูปซ้ำไปมา เสียงลมหนาวพัดผ่านกอไผ่สีทองดัง ซู่...ซ่า... สลับกับเสียงนกร้องจิ๊บ ๆ ที่ฟังดูผ่อนคลายจนน่าอิจฉา แสงแดดยามบ่ายแก่ๆ สาดส่องลงมากระทบละอองหมอกจาง ๆ ที่ยังอ้อยอิ่งอยู่ตามทิวเขาสาดสีส้มทองฉาบไล้ไปทั่วระเบียงไม้ไผ่กว้างขวางที่ยื่นออกไปรับวิวพาโนรามา
สวย...สวยะโ สวยจนน่าจะถ่ายลง Instagram แล้วแคปชันว่า #LifeGoals หรือ #SlowLife ได้เรียกยอดไลก์หลักพัน
แต่ความเป็จริงนั้น...ช่างเ็ป
"เฮ้อ... "
เสียงถอนหายใจยาวเหยียดของ'นับดาว' หญิงสาวร่างเล็กในชุดเอี๊ยมยีนขาสั้นทับเสื้อยืดสีขาวมอมแมมทำลายความเงียบงันลง เธอทิ้งตัวนอนแผ่หราอยู่บนแคร่ไม้ไผ่มือข้างหนึ่งถือเครื่องคิดเลขรุ่นคุณปู่อีกข้างถือสมุดบัญชีธนาคารที่บางเฉียบยิ่งกว่าใจคน
"สามร้อย... สี่สิบ... สองบาท"
นับดาวอ่านตัวเลขในบัญชีด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือยิ่งกว่าลูกนกตกน้ำนิ้วเรียวเล็กกดรีเฟรชหน้าจอแอปพลิเคชันจองที่พักในมือถือเป็รอบที่ร้อยของวันหวังลึก ๆ ว่าระบบมันอาจจะค้าง หรืออินเทอร์เน็ตบนดอยมันกากจนไม่โหลดข้อมูลแต่เปล่าเลย... หน้าจอยังคงโชว์สถานะ 'ว่าง' เป็แถบสีเขียวพืดยาวไปตลอดทั้งเดือน
เขียวเหนี่ยวทรัพย์บ้าบออะไรกันนี่มันเขียวอี๋จนราจะขึ้นแล้วต่างหาก!
"สู้ชีวิตแต่ชีวิตสู้กลับ" เธอบ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะปล่อยมือถือร่วงลงบนพุงกะทิของตัวเองอย่างหมดแรง
หญิงสาวพลิกตัวตะแคงข้างหันไปสบตากับสิ่งมีชีวิตเพียงหนึ่งเดียวที่อยู่เคียงข้างเธอในเวลานี้
'เ้าถั่วดำ' แมวลายสลิดขาวดำตัวอ้วนกลมราวกับถังแก๊สปิกนิกกำลังนอนหงายท้องผึ่งพุงรับแดดอุ่นๆ อยู่ข้าง ๆ มันหลับตาพริ้ม หนวดกระดิกไหว ๆ อย่างมีความสุขไม่ได้รับรู้เลยว่าทาสของมันกำลังจะประสาทกินเพราะไม่มีเงินซื้ออาหารเม็ดเกรดพรีเมียมให้มันกินในเดือนหน้า
"ถั่วดำ... " นับดาวเรียกเสียงอ่อย เอานิ้วจิ้มพุงนุ่มนิ่มนั้นเบา ๆ
"ตื่นมาคุยกันก่อนดิน้อนนน"
เ้าถั่วดำเพียงแค่กระดิกหูข้างขวาหนึ่งทีแต่ตายังปิดสนิท เป็สัญญาณบอกว่า 'อย่ามายุ่ง นายนอนอยู่'
"ถั่วดำรู้มั้ย... " นับดาวไม่ละความพยายามเธอเริ่มระบายความในใจประหนึ่งกำลังคุยกับจิตแพทย์
"เมื่อกี้เ้าหน้าที่ธนาคารโทรมาอีกแล้วนะเสียงดุมาก เหมือนครูฝ่ายปกครองเลย เขาบอกว่าถ้าเดือนนี้เราไม่จ่ายดอกเบี้ยเขาจะยึดบ้านอิงดาวของเราแล้วนะเว้ย"
"..."กะทิยังคงนิ่ง สงบ สยบความเคลื่อนไหว
"แกไม่เดือดร้อนเหรอ? ถ้าเขามายึดบ้านแกจะไปนอนที่ไหน ใต้สะพานลอยแมวมันไม่มีฮีตเตอร์ธรรมชาติแบบนี้นะอาหารเปียกรสปลาทูน่าที่แกชอบก็จะกลายเป็แค่ตำนานนะถั่วดำ! "
คราวนี้เ้าแมวอ้วนค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาข้างหนึ่ง เผยให้เห็นั์ตาสีเหลืองอำพันที่มองมาด้วยสายตาว่างเปล่า...หรือถ้าแปลเป็ภาษามนุษย์คงประมาณว่า 'แล้วไง? นั่นปัญหาของทาสไม่ใช่ปัญหาของเ้านาย' ก่อนจะพลิกตัวหันก้นใส่นับดาว แล้วหลับต่ออย่างไม่ไยดี
"เออ! เมินกันเข้าไป! " นับดาวเบะปากใส่ก้นแมว
"เกิดเป็แมวนี่มันดีจริงๆ วัน ๆ กินกับนอน ไม่ต้องมานั่งเครียดเื่ค่าไฟไม่ต้องมานั่งคิดคอนเทนต์เรียกลูกค้า เฮ้อ... อยากเกิดเป็แมวว่ะ"
เธอลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิมองออกไปที่วิวูเาสลับซับซ้อนเบื้องหน้า ความน้อยใจตีตื้นขึ้นมาในอกบ้านหลังนี้คือความฝันของยาย และเป็สมบัติชิ้นสุดท้ายที่ยายทิ้งไว้ให้เธอทุ่มเทแรงกายแรงใจรีโนเวทมันด้วยมือตัวเอง ทาสีเอง ซ่อมหลังคาเองปลูกดอกไม้ทุกต้นด้วยความรัก หวังว่ามันจะเป็ที่พักใจให้คนหนีร้อนมาพึ่งเย็น
แต่ดูเหมือนตอนนี้...เธอเองนี่แหละที่กำลังร้อนรนจนแทบจะไหม้เกรียม
"ไม่เอาน่านับดาว... " เธอตบแก้มตัวเองเบา ๆ สองทีเพื่อเรียกสติ
"อย่าเพิ่งท้อสิฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ! เดี๋ยวลูกค้าก็มา... มั้ง? อาจจะมีเศรษฐีใจบุญหลงทางมาหรืออินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมาเช็กอินแล้วรีวิวให้เราจนดังะเิก็ได้ ใครจะไปรู้! "
นับดาวพยายามฉีกยิ้มกว้างยิ้มสู้ฟ้า ยิ้มสู้แดด เป็รอยยิ้มพิมพ์ใจแบบนางเอกซีรีส์ที่ถึงจะจนแต่ก็ร่าเริง...แม้ว่าในกระเป๋าเงินตอนนี้จะแห้งกรอบยิ่งกว่าข้าวเกรียบว่าวแล้วก็ตาม
บรื้นนนนนนนนน!
เสียงเครื่องยนต์คำรามกึกก้องดังแทรกผ่านความเงียบสงบขึ้นมาเสียงนั้นไม่ได้ดังแบบรถอีแต๋นชาวดอย หรือรถกระบะขนกะหล่ำปลีที่คุ้นเคยแต่มันคือเสียงเครื่องยนต์เทอร์โบอันทรงพลังที่ฟังดู 'แพง'ระยับ เสียงนั้นดังก้องกังวานสะท้อนหุบเขาจนนกที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้แตกฮือบินหนี
นับดาวสะดุ้งสุดตัวเ้ากะทิที่นอนหลับอุตุถึงกับสะดุ้งตื่นจนตัวโยน หูตั้งชันตาเบิกโพลงมองไปทางปากทางเข้าโฮมสเตย์
"เสียงรถ? " นับดาวพึมพำ หัวใจเต้นแรงผิดจังหวะ
"รถใครอะ? เสียงอย่างกับรถแข่ง"
ฝุ่นตลบฟุ้งกระจายขึ้นมาเหนือยอดหญ้าคาที่ปากทางเข้าถนนลูกรังรถยนต์คันสีดำมะเมื่อมค่อย ๆ โผล่พ้นเนินดินขึ้นมา แสงแดดสะท้อนตัวถังรถจนแสบตา
มันคือรถSUV แบรนด์ยุโรปคันหรูที่เงาวับจับตาดูแปลกแยกและไม่เข้าพวกกับถนนดินแดงและรั้วไม้ไผ่ผุ ๆ ของที่นี่อย่างแรงเหมือนเอากุ้งล็อบสเตอร์มาวางบนจานส้มตำปูปลาร้า
รถคันนั้นค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาจอดที่ลานดินหน้าบ้านพักอย่างทุลักทุเลล้อแม็กซ์ราคาเหยียบแสนบดขยี้ก้อนกรวดเสียงดัง ครืดคราด ทำเอานับดาวแอบซี้ดปากแทนเ้าของรถ
แต่เดี๋ยวนะ...รถหรูขนาดนี้... คนขับต้องรวยแน่ๆ! และคนรวย = ลูกค้ากระเป๋าหนัก!
"ลูกค้า! ถั่วดำ! ลูกค้ามา! " นับดาวกระเด้งตัวลุกขึ้นยืนแทบจะะโตัวลอย ความเศร้าหมองเมื่อครู่ระเหยหายไปในพริบตาแทนที่ด้วยประกายวิบวับในดวงตาที่เป็สัญลักษณ์เงินบาท (฿)
"โอ๊ยยยสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง! ยายจ๋า ยายส่งเทวดามาโปรดหลานแล้วใช่มั้ย! "
เธอรีบเอามือสางผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าทรงดึงเสื้อยืดให้ตึง จัดแจงหน้าตาให้ดูเป็ 'เ้าของโฮมสเตย์ผู้ใจดีและมีความเป็มืออาชีพ' ก่อนจะวิ่งดุ๊กดิ๊กไปที่บันไดทางลง
"ยินดีต้อนรับค่าาา! ดิฉันนับดาว บ้านอิงดาวยินดีต้อนรับค่า! "
เธอะโเสียงใสแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ที่เพิ่งดับลง ประตูรถฝั่งคนขับค่อย ๆ เปิดออก
รองเท้าผ้าใบสีขาวสะอาดตา(ที่ตอนนี้เปื้อนฝุ่นแดงไปครึ่งหนึ่ง) แตะลงบนพื้นดิน ตามด้วยกางเกง... เอ๊ะเดี๋ยวนะ... กางเกงเลสีม่วงสด? ลายช้างน้อย?
นับดาวชะงักฝีเท้ารอยยิ้มค้างเก้อ
ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งก้าวลงมาจากรถสวมเสื้อยืดสีดำเรียบ ๆ แต่ดูเนื้อดี ทับด้วยกางเกงเลที่ดูขัดแย้งกับรถหรูอย่างสิ้นเชิงเขาสวมหมวกแก๊ปดึงปีกหมวกลงมาปิดหน้าปิดตา และมีแว่นตากันแดดอันใหญ่ั์ปิดบังใบหน้าไปกว่าครึ่ง
เขายืนนิ่งอยู่ข้างรถท่าทางดูเก้ ๆ กัง ๆ เหมือนคนที่ไม่เคยเหยียบพื้นดินมาก่อนในชีวิต พลางหันซ้ายหันขวามองไปรอบๆ ด้วยอาการหวาดระแวง ก่อนจะถอดแว่นกันแดดออกเล็กน้อยเผยให้เห็นสายตาที่มองมาทางเธอ... สายตาที่ดูไม่เป็มิตรเท่าไหร่ แต่ดูเหมือนคนกำลังมองหาทางหนีไฟมากกว่า
"ที่นี่... " เสียงทุ้มลึกดังลอดออกมา
"ที่นี่มันกันดารกว่าใน Google Map อีกนะเนี่ย... มีสัญญาณเน็ตมั้ย? "
นั่นคือประโยคแรกที่หลุดออกมาจากปากของ'เทวดา' ที่นับดาวเฝ้ารอ
หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ หันไปมองหน้าเ้าถั่วดำที่เดินตามมายืนเลียขนอยู่ข้าง ๆ ราวกับจะถามว่า 'นี่เหรอลูกค้าของเรา?'
ความเงียบเข้ามาปกคลุมอีกครั้งไม่ใช่ความเงียบที่สงบสุข แต่มันคือความเงียบก่อนพายุลูกใหญ่จะถล่มบ้านอิงดาว
ซูเปอร์สตาร์ตกอับปะทะ แม่ค้าโฮมสเตย์ถังแตก การพบกันของจักรวาลคู่ขนาน... ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!