เช้าวันถัดมา เสี่ยวชวนได้ตื่นขึ้นมารับประทานอาหารที่หลินเยว่เป็ผู้ทำให้ พวกเขาสองคนอยู่กันแบบนี้มานานมากแล้ว หลินเยว่และเสี่ยวชวนไม่ใช่สายเืเดียวกันจริงๆ
แต่เสี่ยวชวนเป็เด็กกำพร้า ตอนที่เขาอายุได้ 8 ขวบ เขาก็ไปเจอหลินเยว่ที่นอนหนาวอยู่ภายใต้พายุหิมะด้านนอกนครเทียนหลิงจึงเก็บนางกลับมาเลี้ยงด้วย
กับข้าวมื้อเช้านี้ มีเพียงแกงจืดผักต้ม และหมูแผ่นง่ายๆไม่กี่ชิ้นเท่านั้น
“เป็อย่างไรบ้าง อร่อยหรือไม่พี่ชวน?” หลินเยว่ถามด้วยรอยยิ้มสดใส
เสี่ยวชวนยิ้มรับอย่างอารมณ์ดี “อร่อยเหมือนเดิม ฝีมือเ้า นับวันยิ่งก้าวหน้า ต่อไปต้องไปยอดแม่ครัวสิบดาวได้อย่างแน่นอน!”
“แหม… พี่ก็ชมข้าเกินไป แบบนี้ เดี๋ยวข้าก็ทำอาหารให้ท่านได้ลองกินทั้งวันกันพอดี”
“ฮ่าๆๆ เอาสิ เ้าทำมาเยอะๆเลย เื่เงินไม่ต้องเป็ห่วงเดี๋ยวข้าจะจัดการหามาให้เอง หน้าที่เ้ามีเพียงทำอาหาร และรอข้ากลับบ้านก็เท่านั้น ตกลงมั้ย”
“เข้าใจแล้วพี่ชวน วันนี้พี่จะเข้าสำนักเช้าหน่อยใช่หรือไม่?”
“อืม วันนี้จะมีศิษย์ใหม่มากมายมาเพิ่มที่สำนักน่ะ อาจารย์เหอจะต้องบรรยายอธิบายพวกพลังการฝึกฝนต่างๆ พวกศิษย์เก่าเช่นข้าก็ต้องเข้าไปฟังด้วย”
“อย่างงี้นี่เอง งั้นพี่รีบกินแล้วรีบไปเถอะ ข้าไม่กวนแล้ว”
เสี่ยวชวนไม่ได้ตอบอะไร เขาทำเพียงกินอาหารฝีมือหลินเยว่อย่างช้าๆพิถีพิถัน หลังจากกินจนหมดแล้วเขาจึงเดินทางเข้าสำนักกระบี่ฟ้าครามไป
บรรยากาศภายในสำนักกระบี่ฟ้าครามตอนนี้มากมายเป็ด้วยผู้คน มีทั้งศิษย์เก่าศิษย์ใหม่ มีบรรดาผู้าุโและอาจารย์มากมาย คอยรับชมการบรรยายของอาจารย์เหออยู่มากมาย
บนเวทีสูง อาจารย์เหอใช้สายตาคมกวาดมองเหล่าศิษย์ใหม่เบื้องล่างทั้งหมดก่อนจะกล่าวว่า “สำนักกระบี่ฟ้าครามของเรา เป็ 1 ในสำนักใหญ่ของสภาเทียนหลิง ใช้ดาบเป็อาวุธหลัก เน้นไปที่ด้านพลังและความเร็วเป็หลัก ต้องว่องไวและแม่นยำ พวกเ้าที่เข้ามาฝึกฝน จะได้เรียนรู้วิธีการใช้ดาบหรือกระบี่กันทุกคน”
อาจารย์เหอกล่าวจบก็มองลงไปเบื้องล่างเหล่าศิษย์ทั้งหลายบ้างก็ดูงงๆ บ้างก็มีแววตามุ่งมั่นตั้งใจ มีหลากหลายแบบปะปนกันไป
“พวกเ้าคงจะรู้เื่ระดับพลังบนโลกใบนี้แล้วสินะ ว่ามีกี่ระดับ มีอะไรบ้าง?” อาจารย์เหอกล่าวต่อ
เงียบ….
ไม่มีใครตอบ
“ไม่มีใครกล้าตอบข้าเลยงั้นรึ? พวกเ้าขลาดเขลาขนาดนั้นเลยหรืออย่างไร?!”
“เรียนอาจารย์เหอ ศิษย์ทราบมาว่า บนโลกใบนี้มีระดับพลังอยู่ 4 ขั้นขอรับ” ศิษย์ผู้นึงกล่าวขึ้น
“ดี! แล้ว 4 ขั้นนั้นมีอะไรบ้าง?” อาจารย์เหอถามต่อ
“เอ่อ เื่นี้….ข้า….” ศิษย์คนนั้นเหมือนจะมีคำตอบในหัวเพียงเท่านี้
“รู้เพียงเท่านี้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว เอาล่ะมีใครตอบข้าได้บ้าง ว่า 4 ขั้นของพลังบนโลกนี้มีอะไรบ้าง” อาจารย์เหอกล่าวต่อ
จางหลงก้าวออกมาเบื้องหน้า “เรียนอาจารย์เหอผู้สูงส่ง ให้ข้าน้อยเป็ผู้อธิบายดีหรือไม่ขอรับ เหล่าศิษย์น้องทั้งหลายจะได้เข้าใจด้วย?”
อาจารย์เหอมองไปทางจางหลงอย่างชื่นชม “อืม ยอดเยี่ยม ให้อัจฉริยะเช่นเ้าอธิบายก็เป็เื่ที่ไม่เลวเหมือนกัน”
จางหลงเริ่มเอ่ยออกมาช้าๆ ท่าทางของมันทั้งสงบนิ่ง มั่นคง และดูไม่ธรรมดา
“ระดับพลังของโลกใบนี้มีทั้งสิ้น 4 ระดับ นั่นคือ 1.“ก่อกำเนิดลมปราณ” (ต้น) ใน่นี้จะเป็นักสู้พื้นฐานหรือเรียกกันว่าผู้เริ่มต้น เปิดเส้นลมปราณได้แล้ว สามารถใช้วิชาพื้นฐานได้ พลังแรงกายและความเร็วเพิ่มขึ้นมาก สามารถะโได้สูงกว่าคนทั่วไปมาก อายุไขราว 100-150 ปี ยิ่งฝึกหนัก ยิ่งเก่งขึ้น ยังเป็ “มนุษย์ธรรมดาที่แข็งแรง”
“ขอบเขตที่ 2 “สร้างแกนพลัง” (กลาง) ใน่นี้ จะเป็ผู้ฝึกยุทธระดับหัวกะทิแล้ว สร้าง “แกนพลัง” ในร่าง
ใช้วิชาได้เสถียร
เริ่มมี “พลังเฉพาะตัว” อายุไข: ~150–200 ปี จุดเด่น : เริ่มเหนืุ์ สามารถเหาะได้ชั่วคราว หรือะโกลางอากาศคล้ายๆการเหยียบลม
จุดอ่อน : ต้องฝึกสะสมนาน”
อาจารย์เหอและเหล่าศิษย์ใหม่หญิงชายมองไปทางจางหลงอย่างชื่นชมเลื่อมใส่
“ขอบเขตที่ 3 “หลอมรวมิญญา” (สูง)
่พลังนี้จะเรียกกันว่า ระดับปรมาจารย์รวม “ร่าง พลัง จิต” เข้าด้วยกัน
อ่านการเคลื่อนไหวศัตรูได้
สามารถสร้าง “เขตพลัง” รอบตัวได้ อายุไขราว ~250–400 ปี
จุดเด่น สู้คนจำนวนมากได้ ลอยตัวได้นาน
เคลื่อนที่กลางอากาศได้
ใช้พลังปราณพยุงร่างได้
จุดอ่อน ก้าวข้ามยากมาก”
“ส่วนขอบเขตที่ 4 ถูกเรียกกันว่าขั้น “เหนืุ์” เป็จุดสูงสุดของโลก ในเื่นี้ ข้าไม่ทราบข้อมูลเลยจริงๆเลยขอรับอาจารย์เหอ” จางหลงกล่าวพร้อมประสานมือคารวะ
“อืม แค่เท่าที่เ้ากล่าวมาก่อนหน้านี้ทั้งหมดก็นับได้ว่าเป็ความรู้ที่น้อยคนจะรู้แล้ว สมแล้วที่เป็ศิษย์อัจฉริยะผู้สามารถสร้างแกนพลังของสำนักเราได้ั้แ่อายุยังน้อย ไม่เลว ไม่เลว!” อาจารย์เหอกล่าว
“ขอบคุณที่ชมขอรับ เกียรติยศนี้ข้าไม่กล้ารับไว้” จางหลงกล่าวพร้อมก้าวถอยกลับไปยืนที่เดิม
เสี่ยวชวนจับจ้องไปทางจางหลงด้วยสายตาเ็าคมกริบ
คนผู้นี้ “อันตรายนัก” เสี่ยวชวนประเมิน
‘ตอนนี้ตัวข้าอยู่เพียงขั้นก่อกำเนิดลมปราณขั้นกลาง ยังห่างไกลกับมันมากมาก….’
‘ฆ่าสิ เพียงแค่ฆ่า เ้าจะเหนือกว่ามันในไม่นาน….’ เสียงในหัวของเสี่ยวชวนดังขึ้นอีกครั้ง
‘หุบปาก!! เลิกยุแยงข้าเสียทีไอ้บัดซบ!!’
เสี่ยวชวนฟังบรรยายจบเขาก็ไปเข้าฝึกวิชาดาบต่อ ทั้งจังหวะการฟัน ความแม่นยำ ความนิ่ง ความคม เขาสามารถทำได้ดีเหนือกว่าผู้อื่นอย่างมากมาย แม้พลังจะไม่ได้รุนแรงอะไรนัก แต่หากโดนจุดสำคัญ เป้าหมายย่อมไม่มีทางรอดชีวิตอย่างแน่นอน แม้แต่อาจารย์เหอก็เหลือบมองมาทางเสี่ยวชวนอย่างชื่นชมอย่างลับๆอยู่เสมอ
เย็นวันนั้น อาจารย์เหอได้เข้าพบกับ ซ่งเทียนอวิ๋น หัวหน้าสำนักกระบี่ฟ้าคราม
“ท่านประมุข เด็กน้อยนามเสี่ยวชวนนับว่ามีแววที่โดดเด่นยิ่งนัก ท่านไม่คิดรับเขาไว้ดูแลหน่อยหรือ? ข้าว่าอนาคตเด็กคนนี้ย่อมไกลแน่นอน” อาจารย์เหอกล่าว
“อืม แม้เ้าจะอยู่เพียงระดับสร้างแกนพลังขั้นกลางแต่สายตาที่เ้าใช้มองคนนั้นยอดเยี่ยมเหนือชั้นไปแล้วจริงๆ แต่ข้าได้ยินมาว่าเด็กคนนี้ถูกจับตามองโดยเย่หานจากสำนักจิติญญา ระดับพลังของมันคือหลอมรวมิญญาขั้นต้น นับเป็ขอบเขตที่ 3 ระดับต้น คนผู้นี้ไม่ธรรมดา หากถูกมันจับตาแล้ว แสดงว่าเด็กนามเสี่ยวชวนนี่อาจเป็อันตรายได้ ยังไงเรารอดูกันต่อไปอีกสักพักก่อนเถอะ” ซ่งเทียนอวิ๋นกล่าว
“น่าเสียดายนัก หากเช่นนั้นข้าก็จะคอยช่วยจับตาดูมันอยู่ห่างๆอีกแรงก็แล้วกัน ข้าเสียดายพร์ของมันจริงๆ ข้าไม่เคยเห็นเด็กที่จิตใจสงบนิ่งเย็น ควบคุมจังหวะ และอารมณ์ได้ทั้งนิ่งและแม่นยำแบบนี้มาก่อน” อาจารย์เหอกล่าว
“เฮ้อ นี่คงจะเป็ลิขิตของ์ เราก็ว่าไปตามนั้นเถอะ” ซ่งเทียนอวิ๋นกล่าว
หลังกลับมาจากฝึกฝนวันนี้ก็เป็ตอนเย็นแล้ว เสี่ยวชวนผลักประตูบ้านเข้าไปก็เห็นหลินเยว่เตรียมอาหารไว้มากมาย 3-4 อย่าง
“โอ้โห วันนี้ดูเหมือนข้าจะมีลาภปากซะแล้วแฮะ หึๆ คำพูดข้าเมื่อเช้ามันไปกระตุ้นเ้าหรือแม่หนูน้อย” เสี่ยวชวนกล่าว
“ฮิฮิ ข้าจะเป็แม่ครัวสิบดาวตามที่พี่ชวนบอกให้ได้เลย ท่านลองมาชิมฝีมือเมนูใหม่ของข้าดูก่อนว่าเป็อย่างไร?”
“ได้ๆ ไหนมาลองสิ”
หลังจากนั้นเสี่ยวชวนก็กินไปชมไปกับอาหารของหลินเยว่ เสี่ยวชวนสามารถััได้เลยว่าฝีมือการทำอาหารของหลินเยว่พัฒนาอย่างก้าวะโในวันเดียวจริงๆ เสี่ยวชวนเองก็ไม่รู้ว่านางทำได้อย่างไร แต่นับจากวันนี้ เขาคงจะอิ่มอร่อยทุกมื้อแน่นอน