บทที่ 20 กรรมไวกว่าคำสาปแช่ง (100%)
ภายในโถงใหญ่ของอาคารขาว โม่ฟ่านนั่งบนบัลลังก์นกยูงตำแหน่งประธาน คนหอจิตตะวันกับคนหอจิตเมฆานั่งแยกกันละฝั่ง บรรยากาศเคร่งเครียดอย่างมาก เหว่ยจงกับศิษย์ทั้งสามเพิ่งก้าวขาเข้ามาในห้องโถง ก็รู้สึกถึงพลังกดดัน ความกรุ่นโกรธ และไอสังหารผสมปนเปอยู่ในบรรยากาศแสนอึดอัด สายตาเจตนาร้ายหลายคู่จ้องมองมาที่พวกเขา“พากันโผล่หัวมาได้ซะที ศิษย์ร่วมสำนักถูกลอบทำร้าย ยังมีหน้ากอบโกยผลประโยชน์ใส่ตัวอย่างไม่ละอาย”เจียงปินมั่นใจว่าเรื่องที่เกิดในสระทิพย์ต้องสืบมาไม่ถึงตนกับศิษย์อย่างแน่นอน ความแค้นอัดแน่นอยู่เต็มอกจนแทบจะระเบิด จึงพูดจาพาลพาโลใส่กลุ่มเหว่ยจงสันดานปากร้ายใจชั่วของเจียงปิน เหว่ยจงและศิษย์ต่างรู้ดี จึงไม่มีใครสนใจวาจาไร้สาระ พากันก้าวเดินไปคารวะโม่ฟ่าน แล้วยืนรอการไต่สวนอยู่กลางโถงอย่างสงบโม่ฟ่านกวักมือเรียกซู่มินให้เดินมาหา เมื่อร่างเล็กเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า มือใหญ่เหี่ยวย่นจับมือเล็กนุ่มนิ่มข้างหนึ่งขึ้นมา แล้วปล่อยกระแสพลังเย็นสบายสายหนึ่งแล่นเข้าสำรวจร่างเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน“เส้นชีพจรวิญญาณเปิดครบทุกเส้น พลังยุทธ์อยู่ระดับหลอมกายช่วงต้น พลังจิตก็อยู่ระดับหลอมจิตช่วงต้นเช่นกัน อืมม..ยายหนู เจ้าคงมิได้ดูดพลังในสระทิพย์ของท่านปู่ผู้นี้ จนไม่เหลือแม้สักหยดกระมัง”โม่ฟ่านมิได้เอ่ยสิ่งที่ตรวจพบออกมา พรสวรรค์ประดุจเทพเซียน มีแต่จะนำพาความเดือดร้อนเพราะความริษยามาสู่เด็กน้อย ชายชราปล่อยมือเล็กแล้วอุ้มนางขึ้นมานั่งบนตัก“ยายหนู เล่าเรื่องในสระทิพย์ให้ปู่ฟังหน่อย ว่าพวกเจ้าทำอะไรกันบ้าง คงมิใช่พากันวิ่งซนไปทั่วสระหรอกนะ”โม่ฟ่านเอ่ยถามเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น เหมือนปู่ชวนหลานคุยเล่นเรื่องธรรมดาทั่วไป“อาจารย์พาข้ากับศิษย์พี่ไปที่สระทิพย์ด้วยวงกลมเรืองแสงอันใหญ่มาก ตอนไปถึงสระทิพย์ หมอกสีสวยทำข้าเจ็บเหมือนมดทั้งรังรุมกัด แต่พอโคจรลมปราณคุ้มกายตามที่อาจารย์สอน ความเจ็บก็ลดลง พอเดินผ่านหมอกเข้าไปก็เห็นศิษย์พี่สามคนนั่งสมาธิอยู่ริมสระ อาจารย์เลยพาพวกเราเดินไปอีกฝั่ง แล้ววาดวงกลมเรืองแสงที่พื้น ให้ศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่รองเข้าไปนั่งทำสมาธิข้างใน ก่อนข้าจะลงไปแช่ตัวในสระ อาจารย์บอกว่าให้คุมพลังคุ้มกายต้านความเจ็บปวดให้ดี ห้ามสนใจเรื่องอื่น อาจารย์จะนั่งเฝ้าอยู่ริมสระไม่ไปไหน น้ำในสระทำข้าเจ็บมาก ข้าจึงตั้งใจโคจรพลังอย่างเต็มที่ ตลอดเวลาไม่ได้วิ่งซนเลยสักนิดเจ้าค่ะ”สิ้นเสียงพูดของซู่มิน เฟิ่งหรูที่ยืนอยู่ด้านหลังเจียงปินก็พูดขึ้นสอดแทรกขึ้นทันที“เวทที่ร่ายลงบนพื้นให้ศิษย์รักเข้าไปนั่งซับพลังคงจะเป็นเวทป้องกัน ราวกับว่าอาจารย์เหว่ยจงมีญาณวิเศษล่วงรู้อนาคตว่าในสระทิพย์จะเกิดเรื่อง ไม่รู้ว่าศิษย์เอกคนใหม่ที่พามาเป็นสมบัติล้ำค่าหรือเป็นตัวหายนะของสำนักกันแน่”เฟิ่งหรูกล้าพูดถ้อยคำร้ายแรง เพราะถือว่าตนเป็นองค์หญิงผู้มีสายเลือดหงส์มังกรที่สูงส่ง ทุกคนในสำนักนภากาฬเป็นแค่มดปลวกที่ต่ำต้อย นางจึงไม่เคยให้ความเคารพกับผู้ใด แม้กับเจียงปินที่มีฐานะเป็นอาจารย์โดยตรง“ขอเรียนถามท่านเจ้าสำนัก ผู้มีสิทธิ์ไต่สวนผู้เป็นอาจารย์ของสำนักนภากาฬคือใคร หรือว่าสำนักเราเปลี่ยนกฎระเบียบให้ผู้มีชาติกำเนิดสูงจากวังหลวง สามารถกระทำการดูหมิ่นอาจารย์ในสำนักได้ตามใจชอบ เช่นนั้นข้าเสนอว่าการลอบทำร้ายคนในสระทิพย์กับการตายของศิษย์หอจิตตะวัน ควรให้ทางวังหลวงเป็นผู้สืบคดี หน่วยองครักษ์เสื้อแพรขึ้นตรงต่อองค์ฮ่องเต้ไม่เกรงกลัวอิทธิพลของผู้ใด ผู้ทำเรื่องเลวทรามในสำนักเรา ต้องโดนลากคอออกมารับผิดอย่างแน่นอน”คำพูดตอกกลับของเหว่ยจง ทำเอาสีหน้าของศิษย์อาจารย์หอจิตเมฆาซีดเผือด ฮ่องเต้เป็นผู้รักความยุติธรรมยิ่งกว่าเลือดเนื้อเชื้อไขที่ทำผิด หน่วยองครักษ์เสื้อแพรก็ทำคดีไม่เคยผิดพลาด เชื้อพระวงศ์ที่ทำผิดนับไม่ถ้วนโดนประหารเพราะฝีมือพวกเขาพวกเจียงปินยังไม่ทันหายตกใจกับคำพูดของเหว่ยจง คำพูดของโม่ฟ่านเหมือนฟ้าผ่าซ้ำลงมาอีกครั้งที่กลางหัว“ผู้มีสิทธิ์ไต่สวนและลงโทษอาจารย์ในสำนักคือข้าเพียงคนเดียว แต่ข้าเป็นเพียงเจ้าสำนักแก่ ๆ คงไม่มีใครให้ความเคารพอีกต่อไปแล้ว ทำตามเจ้าเสนอก็แล้วกัน เดี๋ยวข้าจะส่งจดหมายเวทไปแจ้งเรื่องทั้งหมดให้ฝ่าบาททรงทราบ และจะขอให้พระองค์ส่งเจ้าสำนักคนใหม่มาแทนข้า เฉิงจินเจ้าอดทนรอสักหน่อย เอาล่ะวันนี้แยกย้ายกันได้แล้ว”“ท่านเจ้าสำนัก ท่านอาจารย์เหว่ยจง ท่านอาจารย์เฉิงจิน ศิษย์น้องเฟิ่งหรูอายุยังน้อย จึงพูดจาไม่เหมาะสมและไม่รู้จักกาลเทศะ ขอท่านผู้อาวุโสได้โปรดให้อภัยผู้เยาว์ด้วยเถิดขอรับ เรื่องที่เกิดขึ้นในสระทิพย์มิควรให้คนภายนอกรู้ มิเช่นนั้นสำนักเราจะเสียชื่อเสียงที่สั่งสมมานานนะขอรับ”ซ่านมัวได้สติก่อนใครจึงรีบเอ่ยต่อว่าเฟิ่งหรู และยกชื่อเสียงสำนักมาเป็นข้ออ้างไม่ให้โม่ฟ่านส่งเรื่องไปวังหลวง“ท่านเจ้าสำนัก ท่านอาจารย์เหว่ยจง ท่านอาจารย์เฉิงจิน ศิษย์ผิดไปแล้ว ศิษย์ไม่มีควรพูดสอดแทรกและพูดจาล่วงเกินผู้อาวุโส ได้โปรดอภัยให้ศิษย์ด้วยเจ้าค่ะ”เฟิ่งหรูยอมละทิ้งฐานะองค์หญิงกลายเป็นเพียงศิษย์คนหนึ่ง ยกมือคารวะและเอ่ยขออภัยอย่างลนลาน เสด็จพ่อของนางให้ความเคารพต่อโม่ฟ่านเป็นอย่างมาก ถ้าทรงทราบว่านางเป็นสาเหตุทำให้โม่ฟ่านไม่พอใจถึงขั้นจะสละตำแหน่งเจ้าสำนัก นางต้องโดนลงโทษอย่างหนักแน่นอน“ท่านเจ้าสำนัก เฟิ่งหรูสำนึกผิดและกล่าวขอโทษผู้อาวุโสแล้ว หวังว่านางจะได้รับความเมตตาเช่นศิษย์หญิงของผู้อื่นบ้าง เรื่องในสระทิพย์ท่านมีสิทธิ์ไต่สวนและลงโทษคนผิดอย่างเต็มที่ ไม่จำเป็นต้องให้วังหลวงเข้ามาเกี่ยวข้อง”เจียงปินพยายามพูดให้ทุกอย่างจบลงภายในสำนัก หากให้หน่วยองครักษ์เสื้อแพรเข้ามาสืบคดี หัวเขาคงหลุดออกจากบ่าแน่นอนโม่ฟ่านมองเหว่ยจงกับเฉิงจิน เห็นทั้งสองพยักหน้าจึงได้เริ่มการไต่สวนใหม่อีกครั้ง โม่ฟ่านให้เหว่ยจงเล่าเรื่องทั้งหมด“เฉิงจิน ถ้าศิษย์เจ้าไปทำให้ใครบางคนเสียหน้าก่อนเข้าสระทิพย์ เจ้าจะลงคาถาป้องกันศิษย์แบบข้าทำหรือไม่? แล้วเวทคาถาที่ทำร้ายศิษย์เจ้า มันแข็งแกร่งเกินกว่าพลังเวทของข้ามาก ส่วนเรื่องตุ๊กตายันต์กระดาษ ข้าไม่มีหลักฐานมายืนยัน เพราะมันเผาทำลายตัวเองไปแล้ว แต่ในคืนที่ศิษย์เจ้าโดนฆ่าปิดปาก ตัวข้ากับศิษย์ทุกคนยังอยู่ในสระทิพย์”“เรื่องตุ๊กตายันต์ ศิษย์ข้าสองคนนี้ยืนยันว่า เห็นมันดิ้นพล่านอยู่ที่พื้นจริงตามคำเจ้า ข้าเป็นคนช่วยศิษย์ปรับพลังชีวิตหลังเจ้าส่งพวกเข้าออกมา เวทคาถานั่นมีฤทธิ์แข็งแกร่งจริง ๆ ข้าไม่เคยสงสัยว่าเจ้ากับศิษย์คือคนร้าย ข้าเพียงอยากรู้ว่า จิตที่สิงอยู่ในตุ๊กตายันต์มันคือใคร และแฝงจิตเข้าไปในสระทิพย์ทำไม”เฉิงจินพูดด้วยน้ำเสียงดุดัน สองตาจ้องมองคนหอจิตเมฆาเขม็ง โดยเฉพาะเจียงปินกับเวิ่นอิ่วที่มีอาการผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด เขาเชื่อว่าศิษย์ตนเองต้องโดนคนสารเลวพวกนี้หลอกใช้อย่างแน่นอนเมื่อมีพยานยืนยัน คำพูดเหว่ยจงกับเหล่าศิษย์เอกจึงพ้นข้อสงสัยว่าเป็นผู้ทำร้ายคน เหลือเพียงหาตัวคนถอดจิตที่สิงอยู่ในยันต์กระดาษให้พบโม่ฟ่านใช้พลังจิตตรวจสอบร่างกายหัวหน้าหอทั้งสาม รวมถึงรองหัวหน้าหออีกสามคนด้วย ผลปรากฏว่าไม่มีใครบาดเจ็บภายในสาหัสเลยสักคน จึงไม่สามารถหาตัวคนร้ายได้“เฉิงจิน ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วยที่ไม่สามารถหาตัวคนร้ายออกมาได้ ในฐานะเจ้าสำนัก ข้าจะรับดูแลครอบครัวศิษย์เจ้าเป็นการชดเชย”“ศิษย์ข้าคนนี้เป็นลูกกำพร้า คงจะเป็นกรรมของมันที่ริคบคนชั่ว ถึงได้จบชีวิตอย่างน่าอนาถเช่นนี้ ข้าหวังว่าเวรกรรมจะตามสนองพวกเดรัจฉานที่หลอกใช้ศิษย์ข้าอย่างสาสม”คำพูดสาปแช่งของเฉิงจินทำเอาเวิ่นอิ่วขนลุกซู่ นางเป็นผู้ลงมือปักมีดแทงหัวใจคน ภาพเลือดที่ไหลทะลักออกจากอก และดวงตาอาฆาตแค้นของศิษย์ผู้นั้น ยังตามหลอกหลอนนางทั้งยามเข้าสมาธิฝึกจิตและยามนอนหลับ ความทรมานที่กำลังได้รับ คงเป็นผลกรรมแบบที่เฉิงจินกล่าวโม่ฟ่านให้ทุกคนแยกย้ายกลับไปหอของตัวเองเมื่อไม่สามารถหาตัวคนร้ายได้ คนหอจิตเมฆารีบร้อนจากไปเป็นกลุ่มแรก ก่อนซู่มินจะโดดลงจากบัลลังก์นกยูง ได้กระซิบบางอย่างที่ข้างหูโม่ฟ่าน แล้ววิ่งไปหาอี้หานที่อ้าแขนรออุ้มอยู่โม่ฟ่านส่งกระแสจิตบอกสิ่งที่ซู่มินกระซิบกับเฉิงจินที่กำลังจะก้าวขาออกจากประตู ร่างชราสูงใหญ่หันกลับมามองเด็กน้อยในอ้อมแขนของอี้หาน“จริงหรือ?”ซู่มินพยักหน้าพร้อมยิ้มหวานเป็นการปลอบใจชายชรา เฉิงจินเดินมาลูบหัวเด็กน้อย แล้วเดินจากไปพร้อมรอยยิ้ม“ศิษย์น้อย ทำไมอาจารย์ได้รู้ทีหลังคนอื่นเล่า” เหว่ยจงพูดเสียงเบาด้วยน้ำเสียงน้อยใจ“ข้ากระซิบบอกท่านปู่เจ้าสำนักว่า ข้าเห็นวงกลมเรืองแสงสีดำลวดลายน่ากลัวบนหน้าผากอาจารย์เจียงปินเจ้าค่ะ”“เวทสีดำคือเวทคำสาป!” ถานฟงอุทานเสียงหลงโม่ฟ่านมองกลุ่มเหว่ยจงยืนกระซิบกระซาบกันอยู่หน้าประตูราวกับเด็กแอบนินทาผู้ใหญ่ก็หัวเราะขำ“เวรกรรมมันตามสนองคนชั่วไวกว่าคำสาปแช่งของเจ้านะ เฉิงจิน”