บทที่ 9
เชื้อพระวงศ์น่ารังเกียจ
“ ลู่จื่อ… ” ลู่เฟิ่งพูดด้วยใหม่นะเรียบเฉย คนผู้นั้นไม่มีทางที่ตัวของเขานั้นจะลืมอย่างแน่นอน
หนึ่งในเชื้อพระวงศ์ที่ไม่ได้มีสายเืโดยตรงจากจักรพรรดิ แต่ว่าเขาเองก็สืบสายเืมาจากราชวงศ์เดียวกันเรียกง่ายๆว่าเป็เชื้อพระวงศ์แต่ไม่ใช่สายเืหลัก
ลู่จื่อบุคคลที่รังแกตู้ของเขามาตลอดหลังจากที่เขาออกมาจากตำหนักบ่มเพาะ ลู่จื่อผู้นี้ไม่มีสิทธิ์ในการสืบทอดราชวงศ์
อันที่จริงมันเองก็อิจฉาริษยาเหล่าองค์ชายด้วยเช่นเดียวกัน แต่ว่าตัวของมันไม่สามารถรังแกองค์ชายคนอื่นๆได้
สิ่งที่มันสามารถทำได้เพียงอย่างเดียวก็คือกำลังใจองค์ชายไร้ความสามารถอย่างลู่เฟิ่ง นั่นเป็เหตุผลที่ทำให้ตัวของลู่่เฟิ่งโดนรังแกมาตลอด
ลู่เฟิ่งตัวของเขาจดจำใบหน้าของคนพวกนี้ได้ไม่เคยลืมเลือน ลู่เฟิ่งแสดงใบหน้าจริงจังแววตาไม่มีความหวาดกลัวแฝงเร้นอยู่แม้แต่นิดเดียว
“ เ้าเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้ข้าได้ยินว่าจักรพรรดิเรียกพบเ้า ”
“ เลยว่าจะเดินทางมาดูสักหน่อยว่าตอนนี้เ้าเป็อย่างไร ” ลู่จื่อแสดงรอยยิ้มที่มุมปาก
บนใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความเยื้อหยันดวงตาจ้องมองไปที่องค์ชายไร้ความสามารถ “ ดูเหมือนว่าเ้าจะมีระดับที่หลุดออกมาจากขอบเขตบ่มเพาะของตนเองสินะ ”
“ ได้ยินว่าตัวของเ้าผิดพลาดในการฝึกฝน ฮ่าๆๆๆ ”
“ นั่นสินะอย่างไรเสียคนไร้ความสามารถก็ยังคงเป็คนไร้ความสามารถอยู่ดี ” ลู่จื่อกล่าวดูถูกด้วยถ้อยคำสกปรกอย่างไม่เว้นช่องว่าง
ขันทีที่นำทางลู่เฟิ่งอยู่หันไปมอง “ โปรดระวังคำของท่านด้วย วันนี้องค์ชาย 5 เดินทางมาเพราะเป็คำเชิญขององค์จักรพรรดิ ”
ขันทีผู้นี้ออกหน้าแทน ลู่จื่อมันเองก็ไม่ได้เกรงกลัวขันทีพรุ่งนี้เลยแม้แต่นิดเดียว “ ฮ่าๆๆ ใจเย็นท่านขันที ”
“ ข้าเพียงแค่พูดเล่นเท่านั้น ”
“ อีกอย่างนะดูสิขอรับตัวขององค์ชายไม่เห็นพูดอะไรเลย ”
ลู่เฟิ่งนิ่งเงียบมาสักพักไม่เห็นอีกฝ่ายกล่าวออกมาเช่นนั้น ดวงตาของเขาจ้องมองไปที่ลู่จื่อ “ ที่ข้าไม่อยากพูดเพราะการพูดกับสวะเช่นเ้ามันไม่จำเป็ ”
“ หะ!! สวะอย่างนั้นหรือ… ” ลู่จื่อขมวดคิ้วด้วยความโกรธ ดวงตาจ้องมองไปยังลู่เฟิ่ง
การที่เหมือนนั้นโดนกล่าวเช่นนี้ด้วยคนไร้ความสามารถของอย่างลู่เฟิ่ง มันเปรียบเสมือนกับว่าตัวของมันนั้นโดนหยามหน้าอย่างไรอย่างนั้น
ดวงตาของมันจ้องมองอย่างไม่กระพริบตา ลู่เฟิ่งก็ไม่ได้หลบตามันแม้แต่นิดเดียว องค์ชายที่ไร้ความสามารถไม่มีท่าทางหวาดกลัวต่อท่าทางข่มขู่นั้นเลยแม้แต่น้อย
“ แบบนี้นี่เองดูเหมือนว่าเ้าจะเปลี่ยนไปมากแต่ว่าขอบเขตการฝึกฝนเพียงแค่นั้น ” ลู่จื่อเืขึ้นหน้ามันดวงสว่างยังองค์ชาย 5 ผู้นี้ด่าทอ
แน่นอนว่ามันที่เป็เพียงแค่เด็กวัย 16 ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อยู่แล้ว มันพุ่งทะยานเข้าไปอย่างรวดเร็วเข้าไปประชิดร่างกายขององค์ชายห้า
ลู่เฟิ่งยืนอยู่ด้วยท่าทางเรียบเฉย จ้องมองหมัดของอีกฝ่ายที่ปล่อยตรงเข้ามาหาตนเอง ลู่เฟิ่งเห็นหมัดนั้นรวดเร็วแต่ว่าสัญชาตญาณภายในร่างกายที่ต่อสู้มาตลอดหลาย 10 ปี มันยังคงอยู่
ลู่เฟิ่งเดินหน้าเพียงเล็กน้อยก็หลบหมัดนั้นได้อย่างง่ายดาย หมัดที่พุ่งผ่านไปกระทบเพียงแค่สายลมเท่านั้น
ทำให้ลู่จื่อผู้นี้แสดงใบหน้าที่ตื่นตระหนกใ “ เอ๋!!! ”
ลู่เฟิ่งยกมือของตนเองขึ้นมาจับเข้าไปที่แขนของลู่จื่อ
“ เ้าทำอะไรของเ้าน่ะ ” ลู่จื่อออกแรงดึงแขนของตนเองกลับมา มันก้าวถอยหลังไปหลายก้าวใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ
“ คิดหรอว่าหลบหมัดได้แค่ครั้งเดียวมันจะทำให้ตัวของเ้าแสดงท่าทางเย่อหยิ่งแบบนั้นได้ ”
ลู่จื่อกำลังจะพุ่งเข้าไปด้วยความโกรธอีกครั้ง ทว่า…มีบางอย่างเปลี่ยนไปขาที่กำลังก้าวออกไปกับหยุดนิ่ง
ลู่จื่อร่างกายสั่นสะท้านด้วยความกลัว ราวกับว่ามีดวงตาอันเฉียบคมกำลังจ้องมองมาที่ตนเอง ขนทั่วทั้งร่างกายของคนผู้นี้ลุกขึ้น
ลู่เฟิ่งไม่ใช่คนที่ทำเกี่ยวกับเื่นี้ พวกองครักษ์ด้านหลังเองก็พากันแสดงท่าทางหวาดกลัว ลู่เฟิ่งมองตรงไปยังตำหนักทรงอักษรที่อยู่ห่างไกลพอสมควร
ลู่เฟิ่งรู้ได้ในทันทีนี่คงจะเป็จิตสังหารของจักรพรรดิลู่ที่ปล่อยออกมา ระยะนี้มองเห็นตำหนักทรงอักษรอยู่เพียงแค่สุดสายตา
แต่ว่าจักรพรรดิหลู่เซียนกับสามารถััได้ถึงการทะเลาะวิวาทในครั้งนี้ เลยทำการปล่อยจิตสังหารจากจุดนั้นพุ่งตรงมาจนถึงตรงนี้
จิตสังหารเพียงแค่เล็กน้อยก็ทำให้ทุกคนภายในสถานที่แห่งนี้หยุดนิ่ง พวกเขาใบหน้าเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อที่ไหลออกมา
มีเพียงแค่ลู่เฟิ่งเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นที่ยืนอยู่ด้วยท่าทางเรียบเฉย อีกฝ่ายอยู่ในระดับขอบเขตบ่มเพาะราชันย์ิญญา
การจะทำได้เช่นนี้มันเองก็ไม่แปลกอะไร ลู่เฟิ่งเขาเคยพบเจอศัตรูที่แข็งแกร่งกว่านี้มาแล้ว เพราะแบบนั้นเพียงแค่จิตสังหารเพียงแค่นี้ไม่สามารถทำอะไรเขาได้หรอก
หลังจากนั้นลู่เฟิ่งเองก็ออกไปจากจุดนี้ ลู่จื่อที่โดนจิตสังหารข่มขู่ไม่สามารถขยับได้แม้แต่ก้าวเดียว
ลู่เฟิ่งออกไปจากจุดนั้นแล้วลู่จื่อก็ยังยืนอยู่จุดนั้นอีกหลายชั่วยามก่อนที่จะขยับร่างกายได้
ลู่เฟิ่งกลับมาสู่ตำหนักบ่มเพาะ หลังจากที่กลับมาถึงตำหนักบ่มเพาะ หลังจากนั้นอีกเพียงแค่ไม่กี่ชั่วยามวัตถุดิบบ่มเพาะที่องค์จักรพรรดิกล่าวก็ถูกส่งมาถึง
องครักษ์นำมามอบให้ลู่เฟิ่งเองกับมือ ลู่เฟิ่งได้เริ่มตรวจตาวัตถุดิบบ่มเพาะว่ามันมีอะไรที่ถูกส่งมาบ้าง
“ นี่มันยาิญญา ”
“ ส่วนใหญ่เป็ยาวิญญาที่เหมาะสมกับการฝึกฝน แถมยังเป็ยาวิญญาระดับสูง ”
“ นี่มันยากลืนิญญา ”
“ เมื่อทำการกินเข้าไปแล้วมันจะทำการดูดซับขอบเขตบ่มเพาะรอบร่างกายและดูดเข้ามาภายในร่างกายครั้งเดียว ”
“ สมกับเป็จักรพรรดิ์การจะหาของเช่นนี้ได้คงจะไม่ใช่เื่ยากเลยสิ ในชีวิตก่อนตัวของข้าไม่ได้รับยาชนิดนี้เลยด้วยซ้ำ ” ลู่เฟิ่งมองยาเม็ดสีม่วงเข้มภายในมือของตนเอง
เ้ายาลูกกลอนนี้มันเป็ยาที่มีมูลค่ามากมายมหาศาล ถ้าเกิดว่าจะให้ประเมินมันแล้วมันก็คงจะเป็เหมือนกับของราคาแพงชิ้นนึงเลยทีเดียว
ยาลูกกลอนนี้สามารถช่วยเร่งฝึกฝนระดับปราณภายในร่างกายของตนเองได้ ขอบเขตจะพัฒนาขึ้นสูงถ้ายิ่งคนผู้นั้นมีความสามารถและมีความรู้
เมื่อกินเข้าไปบางทีใน่เวลาที่กินยาเข้าไปอาจจะทะลวงได้ถึง 1 หรือ 2 ขั้นเลยทีเดียว ลู่เฟิ่งยกยิมขึ้นที่มุมปาก
“ ก็ดีเหมือนกันถ้าให้เ้าพวกสัตว์อสูรกินพวกนี้เข้าไปพวกมันก็คงจะฝึกฝนปราณเร็วขึ้น ” ลู่เฟิ่งไม่ได้คิดจะใช้ยาพวกนี้กับตนเองอยู่แล้ว
เขา้าจะให้สัตว์อสูรกินยาพวกนี้เพื่อเร่งการฝึกฝนของพวกมัน ลู่เฟิ่งเขามีอัตราการฝึกฝนร่างกายที่ต่ำเป็อย่างมาก
เพราะแบบนั้นถึงแม้ว่าจะกินยาพวกนี้เข้าไปก็ช่วยเพิ่มขึ้นมาเพียงแค่เล็กน้อย แต่มันไม่ใช่กับสัตว์อสูรสัตว์อสูรจะมีระดับที่เพิ่มขึ้นเป็อย่างมาก
ลู่เฟิ่งเลยคิดว่าจะใช้พวกมันกับการบ่มเพาะสัตว์อสูร และเมื่อสัตว์อสูรยิ่งบ่มพอได้รวดเร็วเท่าไหร่ค่าประสบการณ์ของการบ่มเพาะก็จะส่งมาที่ร่างกายของเขามากขึ้นเท่านั้น
“ ถ้าตื่นเต้นไม่ไหวแล้ว ในตอนนี้ตัวของข้ามีสัตว์อสูร 2 ตัว อาจใช้เวลาเพียงแค่ 1 สัปดาห์ในการกลับไปยืนที่ขั้นก่อตัวขั้นที่ 7 ”
“ ถ้าบวกกับยาที่ได้รับมาอาจจะใช้เวลาเพียงแค่สามวันเท่านั้น ”
“ เอาล่ะมาเริ่มทะลวงการบ่มเพาะกันเลย ” ลู่เฟิ่งแสดงรอยยิ้มก่อนที่จะเริ่มทำการบ่มเพาะต่ออย่างรวดเร็ว
จบบท