แม่เลี้ยง(แต่งแทน)ขอปล่อยจอย เลี้ยงลูกน้อยสุดชิลแต่ไหงปังเว่อร์

    ตอนที่ 35 ปัญหา

    ซ่งจินเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย และเข้าใจได้ทันทีว่าคนสองคนที่อยู่ตรงหน้านี้คือพ่อแม่สามีของอาสะใภ้ห้า


    เมื่อคืน พวกเขาก็มาที่นี่เช่นกัน แต่ในเวลานั้น ซ่งจินเหยาได้พาโม่เจิ้งตงไปที่ห้องครัวเพื่อทำอาหาร อีกทั้งนางก็ไม่ได้ใส่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นข้างนอก ดังนั้นจึงไม่เห็นพวกเขา


    ภายหลัง นางได้ยินมาจากโม่เจิ้งหนานว่า โม่หงเชินโกรธมาก ไม่เพียงแต่ไล่อาสะใภ้ห้าออกไป แต่ยังเรียกร้องเงินสิบตำลึงเป็นค่าชดเชยอีกด้วย


    เงินสิบตำลึง สำหรับครอบครัวชาวนาแล้วถือว่าเป็นเงินจำนวนมาก คนในหมู่บ้านต่างก็ทำไร่ทำนาเพื่อหาเลี้ยงชีพ ครอบครัวหนึ่งใช้จ่ายทั้งปีประมาณสองตำลึงถือว่าเป็นเรื่องปกติ


    แม้กระทั่งครอบครัวที่ร่ำรวยหน่อย ก็ยังใช้เงินเพียงสามหรือสี่ตำลึงต่อปีเท่านั้น


    ซึ่งการจะรวบรวมเงินสิบตำลึงนั้น ก็มีแต่เรื่องสำคัญอย่างการแต่งงานเท่านั้นถึงจะหามาได้


    ซ่งจินเหยาลดสายตาลงเล็กน้อย แม้ว่านางจะได้พูดคุยกับโม่หงเชินเพียงไม่กี่ครั้ง แต่นางก็พอจะคาดเดาลักษณะนิสัยของเขาได้ ผิวเผินเขาอาจดูเย็นชา แต่ก็ไม่ใช่คนที่ชอบเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น


    และเมื่อเขาเอ่ยปากเรียกร้องเงินสิบตำลึง นั่นก็แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่อาสะใภ้ห้าเอาไปนั้นมีค่ามากกว่าอย่างแน่นอน อีกทั้งครอบครัวของอาสะใภ้ห้าก็คงมีปัญญาหาเงินจำนวนนั้นมาคืนได้


    ทว่าการจ่ายเงินจำนวนมาก ย่อมทำให้พวกเขารู้สึกเจ็บปวดใจ


    เมื่อมองดูท่าทางของคนทั้งสองที่มาวันนี้ เห็นได้ชัดแล้วว่าพวกเขาไม่เต็มใจจะจ่ายเงิน และยังหวังจะเบี้ยวหนี้อีกต่างหาก


    พวกเขาไม่กล้าก่อเรื่องต่อหน้าโม่หงเชิน แต่กลับคิดว่าซ่งจินเหยาอายุยังน้อยควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ จึงน่าจะรังแกได้ง่ายกว่าอย่างนั้นหรือ?


    หากเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็มารังแกคนผิดซะแล้ว


    ซ่งจินเหยาอมยิ้มเล็กน้อยแล้วหันไปพูดกับโม่ซีซี "ซีซี เจ้าเข้าไปข้างในก่อน อย่าอยู่ตรงนี้เลย"


    พูดจบ นางก็ไม่ได้ยืนขวางหน้าประตูอีกต่อไป แต่กลับเดินไปหาต้าเฮย สุนัขสีดำตัวใหญ่แล้วคลายเชือกที่ล่ามมันเอาไว้ออก ปกติแล้วนางมักจะหวาดกลัวต้าเฮย แต่วันนี้กลับพบว่ามันฉลาดมาก และสามารถแยกแยะได้ว่าใครเป็นเจ้าของ และใครเป็นคนนอก


    นับเป็นสุนัขดีที่หาได้ยากจริง ๆ 


    นางอดสงสัยไม่ได้ว่าโม่หงเชินยุ่งมากขนาดนั้น ทำไมถึงสามารถฝึกสุนัขที่น่าทึ่งเช่นนี้ได้


    แน่นอนว่าหลังจากคลายเชือกออกแล้ว ต้าเฮยก็ไม่ได้วิ่งพล่านไปมา แต่กลับนั่งหมอบอย่างเชื่อฟังห่างจากซ่งจินเหยาไปเพียงหนึ่งก้าว ดูแล้วไม่มีท่าทีอันตรายเลย


    ตอนแรกหญิงชรารู้สึกกลัวเล็กน้อยเมื่อเห็นต้าเฮย แต่เมื่อเห็นว่ามันเชื่อง ไม่เห่า ไม่โวยวาย ก็เริ่มใจกล้าขึ้นมา นางคิดถึงคำพูดของลูกสะใภ้ที่เคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่า มันก็แค่สัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่ง ชอบเห่าไปเรื่อย โชคดีที่มันยังเชื่อฟัง ไม่อย่างนั้นนางคงวางยาพิษให้มันตายไปแล้ว


    เห็นได้ชัดว่าสุนัขตัวนี้ดูดุร้ายแค่ภายนอกเท่านั้น แต่ไม่มีอะไรให้ต้องกลัวเลย


    เมื่อรู้สึกกล้าหาญขึ้น นางจึงยืดหลังตรงด้วยความมั่นใจ อย่างไรเสียนางก็เป็นผู้อาวุโสกว่าสาวน้อยตรงหน้าถึงสองรุ่น อีกฝ่ายเพิ่งแต่งเข้ามาใหม่ แล้วจะไม่เคารพนบนอบต่อนางได้อย่างไร?


    ซ่งจินเหยาไม่สนใจพวกเขา เพียงเอ่ยขึ้น "ข้าบอกพวกท่านแล้วว่าโม่หงเชินไม่อยู่บ้าน"


    ในสายตาของผู้อาวุโสทั้งสอง กิริยาท่าทางของซ่งจินเหยาทำให้นางดูเหมือนผู้หญิงอ่อนแอ ไร้ความคิด และต้องพึ่งพาสามีในทุกเรื่อง


    หญิงชรามองดูนางด้วยสายตาดูแคลนมากยิ่งขึ้น “เรื่องที่เจ้ารังแกลูกสะใภ้ข้า คิดว่าข้าจะปล่อยผ่านไปเฉย ๆ อย่างนั้นหรือ?”


    “ผู้อาวุโสท่านนี้…ที่มาวันนี้ก็เพื่อจะโต้เถียงกับข้าเรื่องที่ลูกสะใภ้ของท่านก่อไว้อย่างนั้นหรือ?” ซ่งจินเหยาพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "ถ้าอย่างนั้น จะเริ่มจากเรื่องที่นางทารุณเด็กทั้งสามก่อนดี หรือจะเริ่มจากเรื่องขโมยของก่อนดีล่ะ?"


    ดวงตาของหญิงชราเบิกกว้าง คาดไม่ถึงเลยว่าซ่งจินเหยาจะพูดตรงไปตรงมาเช่นนี้ ต้องรู้ไว้ก่อนเลยว่า เมื่อวานนี้ แม้แต่โม่หงเชินก็ยังพูดจาให้เกียรติครอบครัวของนางเพราะเห็นแก่ความเป็นเครือญาติ เขาบอกเพียงแค่ว่า ‘อาสะใภ้ห้าทำเรื่องที่ไม่เหมาะสม เมื่อนำสิ่งของไปก็จำเป็นต้องชดใช้คืน’


    “เจ้าพูดจาเหลวไหล” นางแผดเสียงโวยวายขึ้นมา


    ซ่งจินเหยาแค่นหัวเราะเย็นชาอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าพูดเหลวไหล? ไม่ต้องพูดถึงว่าเจิ้งตงกับเจิ้งหนานของบ้านข้าผอมแห้งแค่ไหน เอาแค่ซีซีของบ้านข้า อายุสองขวบแล้วแท้ ๆ แต่ตัวเล็กเท่าเด็กอายุหนึ่งขวบทั่วไป ท่านยังกล้าพูดอีกหรือว่าลูกสะใภ้ของท่านดูแลพวกเขาอย่างดี”


    “นั่น...นั่นก็เพราะนางเกิดมาอ่อนแอเอง เป็นแค่เด็กผู้หญิง จะมีอะไรให้ต้องดูแลนักเล่า...”


    ซ่งจินเหยาขัดขึ้นมาอย่างฉับพลัน "นี่คือลูกสาวของบ้านข้า! ลูกสะใภ้ท่านรับเงินจากบ้านข้าไป แต่ไม่ยอมทำงานให้ดี ๆ ยังจะมาดูแคลนว่าเป็นแค่เด็กผู้หญิงอีก นี่มันตรรกะอะไรกัน?"


    นางเอาแต่พูดคำว่า ‘บ้านข้า’ ซ้ำไปซ้ำมา ทำให้หญิงชราโกรธจนแทบกระอักเลือดออกมาเลยทีเดียว


    “อาเชินเป็นคนขอให้ลูกสะใภ้ข้ามาช่วยดูแลเด็ก ๆ แล้วจะมาพูดเรื่องเจ้านายกับคนรับใช้อะไรกัน? ลูกสะใภ้ข้าไม่ใช่ทาสชั้นต่ำที่ขายตัวมาเป็นคนรับใช้สักหน่อย!”


    “ถ้านางเป็นทาสชั้นต่ำที่ขายตัวมาก็คงจะดีเสียกว่า เรื่องแบบนี้ หากนางทำผิดก็แค่ทุบตีแล้วขายทิ้งไปก็สิ้นเรื่อง แต่พอเป็นการว่าจ้างให้นางมาช่วยดูแลเด็ก ๆ กลับกลายเป็นว่านางกลับมาขโมยของเสียเอง”


    หญิงชราว่ามาคำหนึ่ง ซ่งจินเหยาก็โต้กลับไปคำหนึ่ง ทำเอาอีกฝ่ายถึงกับพูดไม่ออก สายตาเริ่มเหลือบมองไปทางสามีของตนเป็นระยะ ๆ ส่งสัญญาณให้เขาเข้ามาช่วยพูดอะไรบ้าง


    ชายชราขมวดคิ้วแน่น ก่อนกระแอมหนึ่งทีแล้วเอ่ยขึ้น “คำพูดของเจ้านี้ไม่ถูกต้อง อย่างไรเสียนางก็เป็นผู้อาวุโสของพวกเจ้า เจ้าจะปฏิบัติเช่นนี้กับผู้อาวุโสได้อย่างไร?”


    “ผู้อาวุโสหรือ? ผู้อาวุโสที่ไหนกัน?” ซ่งจินเหยาตอบกลับเสียงเรียบ “ก่อนข้าจะแต่งเข้ามา ข้าถามคนรอบข้างมาเรียบร้อยแล้ว พวกเขาบอกว่าพ่อแม่ของสามีข้าเสียชีวิตไปแล้วทั้งคู่ อีกทั้งสามีข้าก็ตัดขาดจากตระกูลโม่มานานหลายปีแล้ว ‘ผู้อาวุโส’ ที่ว่านี้มาจากไหนกัน?”


    “เจ้า...เจ้า...” ชายชราชี้ไปที่หญิงสาว แต่กลับพูดอะไรไม่ออกสักคำ


    หญิงชราโกรธจัดจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ ตะโกนด่าขึ้นมาเสียงดัง “ต่อให้เขาจะตัดขาดจากตระกูลโม่ไปแล้ว เวลาเจอหน้าพวกเรา เขาก็ยังต้องเรียกพวกเราว่าท่านปู่สองท่านย่าสองอยู่ดี! แล้วเจ้าเป็นตัวอะไร ถึงกล้ามาพูดจาอกตัญญูไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีแบบนี้? ช่างไร้การอบรมจริง ๆ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าคงต้องสั่งสอนเจ้าแทนอาเชินสักหน่อยแล้ว”


    พูดจบ นางก็พับแขนเสื้อขึ้นแล้วพุ่งเข้ามา หญิงชราคนนี้นิสัยดุร้ายเจ้าอารมณ์ ปกครองลูกสะใภ้ทั้งบ้านจนอยู่หมัดไม่เว้นแม้สักคน นางไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีหญิงสาวคนใดที่นางสั่งสอนไม่ได้


    แต่ก่อนที่นางจะเข้ามาใกล้ ต้าเฮยที่นอนหมอบอยู่กับพื้นก็พลันกระโจนขึ้น และพุ่งเข้าใส่นางทันที!


    ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นแค่คนแก่ พอโดนสุนัขตัวใหญ่กระโจนเข้าใส่โดยไม่ทันตั้งตัว นางจึงล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรง ร้องตะโกนโอดโอยด้วยความเจ็บปวดไม่หยุด ทว่าต้าเฮยก็ยังไม่ยอมปล่อย มันเห่าอย่างดุร้ายอยู่ข้าง ๆ หญิงชราพักใหญ่ หญิงชรากลัวจนรู้สึกราวกับว่ากะโหลกศีรษะกำลังจะแยกออกจากกัน


    เพราะอายุมากแล้ว พอล้มแรงขนาดนั้น เมื่อพยายามจะลุกขึ้นจึงลุกไม่ไหวเสียที นางอยากขอความช่วยเหลือจากสามี แต่พอชายชราเห็นสุนัขตัวใหญ่ขนาดนั้นกระโจนเข้าใส่คน เขาก็กลัวจนถอยหลังไปหลายก้าว


    ไม่ต้องพูดถึงเรื่องช่วยพยุง ภายใต้สถานการณ์นั้น แม้แต่จะเข้าไปใกล้สักสองก้าวก็ยังไม่กล้าเลย


    เมื่อเห็นว่าน่าจะขู่ได้พอสมควรแล้ว ซ่งจินเหยาจึงร้องเรียกเบา ๆ "ต้าเฮย!"


    แน่นอนว่าต้าเฮยหยุดเห่าทันที มันกลับมานั่งหมอบอยู่ข้างซ่งจินเหยาในระยะห่างหนึ่งก้าวอย่างว่านอนสอนง่าย และไม่ขยับไปไหนอีกเลย


    ช่างเป็นสุนัขที่ดีจริง ๆ!


    ซ่งจินเหยาตัดสินใจแล้วว่า คืนนี้จะให้รางวัลแก่ต้าเฮยด้วยกระดูกติดเนื้อชิ้นใหญ่! สำหรับการปกป้องเจ้านายเป็นอย่างดีในวันนี้


    เมื่อเห็นว่าต้าเฮยสงบลงแล้ว ชายชราจึงรวบรวมความกล้าและเข้ามาช่วยพยุงภรรยาของตนขึ้นจากพื้น พร้อมกับเงยหน้าขึ้นจ้องมองซ่งจินเหยาด้วยแววตาไม่พอใจ


    “เจ้า...เจ้า…”


    แต่แล้วก็ต้องรีบปิดปากเงียบ เพราะต้าเฮยยกหัวของมันขึ้นอีกครั้ง เขารู้สึกได้ว่าหากขยับแม้เพียงก้าวเดียว เจ้าสุนัขตัวนี้จะต้องกระโจนเข้าใส่เขาอย่างแน่นอน


    หญิงชรายังคงนอนอยู่บนพื้น พลางดึงแขนเสื้อของสามีและรบเร้า “เจ้าจะยืนนิ่งอยู่ทำไมกัน? อย่าลืมสิว่าวันนี้พวกเรามาที่นี่เพื่ออะไร?”


    ซ่งจินเหยาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองดูทั้งสองอย่างไม่ใส่ใจ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าที่พวกเขามาวันนี้ ก็เพื่อบังคับให้นางล้มเลิกการเรียกร้องเงินสิบตำลึง ส่วนจะวางแผนหาทางจัดการกับนางอย่างไรนั้น นางก็ยังไม่แน่ใจ


    แต่นางจะปล่อยให้ตัวเองถูกจัดการได้อย่างนั้นหรือ? ไม่มีทาง!


    ชายชราลังเลอยู่นานก่อนจะทรุดตัวลงกับพื้นในที่สุด ปาดน้ำตาซ้ายทีขวาทีพลางพูดว่า “จินเหยาเอ๊ย ไม่ใช่ว่าปู่สองและย่าสองของเจ้าไร้หัวใจหรอกนะ เพียงแต่ว่าตอนนี้...ชีวิตมันไม่ง่ายเลย เงินตั้งมากขนาดนั้น...พวกเรา...พวกเราจะหามาจากไหนกันเล่า?...”


    .


    .


    .


    คล้ายกับเรื่องแม่เลี้ยง(แต่งแทน)ขอปล่อยจอย เลี้ยงลูกน้อยสุดชิลแต่ไหงปังเว่อร์ ที่คุณอ่าน