ตอนที่๑๐
สับเปลี่ยนตัวละคร
รัตนาครและสหายทั้งห้านั่งสุมหัวบนโต๊ะกลมของร้านกาแฟสดจากอาณาจักรยูโรเปี้ยนด้วยท่าทางเคร่งขรึมขมวดคิ้วย่น หน้าตาไม่พึงพอใจกันทั้งกลุ่ม กาแฟร้อน-เย็นวางอยู่เบื้องหน้าบุรุษทั้งหก
ร้านนี้มีชื่อว่า “กาแฟสดยูโรเปี้ยน”เป็ร้านกาแฟสดสุดหรูหราเพียงแห่งเดียวในตลาด เ้าของร้านเป็นักฌานยุทธ์หนุ่มใหญ่ฐานะดีจากอาณาจักรยูโปเปี้ยนที่เดินทางมาท่องเที่ยวเมืองอโยดาแล้วมองเห็นช่องทางการขยายกิจการกาแฟสดจากยูโรเปี้ยนมายังต่างแดน
จึงได้มาทดลองเปิดร้านกาแฟขึ้นโดยนำเมล็ดพันธุ์กาแฟสดจากอาณาจักรยูโรเปี้ยนมาผ่านกรรมวิธีด้วยเครื่องจักรที่ใช้แรงดันน้ำในการกลั่นกรองน้ำกาแฟออกมาที่เรียกว่า“กาแฟสด” มิใช่กาแฟชงน้ำร้อนตามแบบฉบับของอาณาจักรไชยคราม
ทำให้กาแฟจากอาณาจักรยูโรเปี้ยนมีกลิ่นหอมยาวนานมีแยกประเภทกาแฟและขั้นตอนการดื่มที่หลากหลาย กาแฟสดจึงกลายเป็ความวุ่นวายสำหรับนักดื่มกาแฟในแบบดั้งเดิมที่แค่ชงด้วยน้ำร้อนจากเตาอุ่นๆกรองด้วยผ้าขาวบางแล้วผสมนมข้นหวานหรือนมสด อาจจะเติมน้ำตาลให้หวานชื่นใจหรือแสบไส้ผู้ดื่มก็สุดแล้วแต่
ส่วนกาแฟสดที่บดเมล็ดกาแฟให้ได้ยลกันชัดๆมีราคาแพงกว่าที่ชงในแบบดั้งเดิมหลายเท่า จนบางคนไม่กล้าแม้จะชำเลืองมอง
เ้าของร้านนำกาแฟขึ้นถวายแด่องค์มหาจักรพรรดิพอได้ลิ้มรสและสูดกลิ่นก็เป็ที่ถูกอกถูกใจ จึงออกใบอนุญาตให้ร้านกาแฟสดยูโรเปี้ยนสามารถเปิดดำเนินกิจการในเมืองอโยดาได้ตามสะดวก
โดยรายได้จากการขายทั้งหมดร้อยละ๑๐ ต่อปี จะต้องส่งเข้าสู่วังเพื่อเป็ค่าฤชาธรรมเนียม พร้อมทั้งมอบใบอนุญาตดำเนินกิจการไปติดที่ร้านให้ลูกค้าได้เห็นโดยทั่วกัน
ทุกเดือนองค์ไชยครามจะเดินทางมาลิ้มรสกาแฟพร้อมคนติดตามซึ่งมีอุรคะและรัตนาครรวมอยู่ในกลุ่มด้วย
ทำให้ร้านกาแฟสดยูโรเปี้ยนกลายเป็แหล่งชุมนุมชั้นเลิศของชาวยูโรเปี้ยนและชาวต่างถิ่นรวมไปถึงคหบดีผู้มีอันจะกินของเมืองอโยดา อีกทั้งภายในร้านยังจัดตกแต่งให้หรูหราด้วยบรรยากาศและภาพวาดหรือภาพถ่ายเมืองสำคัญภายในอาณาจักรยูโรเปี้ยนเหมือนเป็การเชื้อเชิญให้บรรดาคหบดีหรืออำมาตย์ผู้มั่งคั่งให้ไปเยี่ยมเยือนสถานที่จริง
เมื่อร้านกาแฟสดยูโรเปี้ยนได้รับการสนับสนุนจากสำนักราชวังจึงทำให้ยกระดับเป็กาแฟสำหรับชนชั้นสูงและกลายเป็ที่รู้จักในหมู่ชนชั้นสูงของอาณาจักรอย่างต่อเนื่องขึ้นเรื่อยๆ
การดื่มกาแฟในร้านหรูหราตกแต่งสวยงามเช่นนี้ยังไม่เป็ที่คุ้นตาของชาวเมืองสักเท่าไหร่ พวกเขามักจะดื่มกาแฟในแบบดั้งเดิมที่ร้านกว้างเปิดโล่งราคาไม่แพงมากกว่าร้านที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศที่ทำให้ห้องเย็นฉ่ำตลอดทั้งวัน
กลุ่มก้อนของรัตนาครพยายามยกตัวเองให้เป็ชนชั้นพิเศษอย่างชัดเจนั้แ่ยังหนุ่มแน่นโดยการวางท่าจัดกลุ่มก้อนการเดินตามรายทางเพื่อให้ผู้คนยำเกรง โดยให้รัตนาครเดินอยู่เบื้องหน้าพวกเขาเสมอ
“ข้าไม่เข้าใจ! ทำไมลูกพี่จึงยอมคุกเข่าต่อไอ้หน้าจืดนั่นในที่แบบนั้น”
บุรุษหน้ากวนบาทาเอ่ยถามฉุนเฉียวนึกถึงใบหน้าของปราณก็กำหมัดทุบโต๊ะเบาๆ ด้วยความแค้นที่โดนเล่นงานทั้งๆที่ตนควรจะเป็ฝ่ายลงมือเสียมากกว่า แล้วเอ่ยต่อ
“จู่ๆไอ้เ้านั่นมันก็ปล่อยแสงอะไรออกมาจากตาก็ไม่รู้...บ้าชะมัด”
แล้วจึงเล่าอาการเ็ปจากเนตรสะกดฌานให้สหายทั้งมวลได้รับรู้ความทรมานนั้นด้วย
“อย่าให้ข้าเจอมันอีกก็แล้วกัน!ไม่เอามันไว้แน่! ไม่รู้ซะแล้วว่ากำลังเล่นอยู่กับใคร!”
รัตนาครส่ายศีรษะแล้วเอ่ยช้าๆ
“มันเป็เื่ราวเมื่อครั้งยังเยาว์วัยของข้ากับเ้าหนุ่มคนนั้น!”
รัตนาครเรียกขานปราณด้วยสรรพนามอื่นและมิได้เอ่ยถึงด้วยความเคารพเช่นเคยไม่!เพราะบัดนี้รัตนาครกลายเป็พี่ใหญ่ของสหายทั้งห้า จู่ๆจะให้เอ่ยถึงผู้อื่นอย่างพินอบพิเทาก็อาจจะดูเสียศักดิ์ศรี จึงทำทีเอ่ยเช่นนั้นและกำลังตรึกตรองว่าจะอธิบายเช่นไรเพื่อมิให้ตนเองดูแย่โดยเฉพาะฉากหลังของสกุลโชติชัชวาลอันฟอนเฟะที่ผู้คนต่างลืมเลือนไปแล้ว กลับถูกโหมกระพือด้วยวาจาของยุวาจารย์
แล้วรัตนาครจึงสลับสับเปลี่ยนตัวละครสร้างเื่อดีตให้ปราณกลายเป็คนร้ายในที่สุด
“หึ...ไอ้เ้านั่นมันกดขี่ข่มเหงข้าั้แ่สมัยยังอยู่ที่เมืองเชียงคลอง...มันถือว่าท่านเ้าเมืองถือหางข้างมันจึงข่มขู่ข้าเสมอ มักหาเื่ต่อยตีแล้วยกพวกรุมทำร้ายก่นด่าข้าว่าเป็ไอ้ขี้แพ้ข้าต้องอดทนและตั้งใจฝึกฌานยุทธ์ เพื่อสักวันจะได้แข็งแกร่งกว่าเ้านั่น...”
รัตนาครกัดกรามนึกถึงสภาพของตนเองที่โดนปราณซัดโครมเดียวลอยละล่องนอนสลบไม่ได้สติในโถงกว้างบนห้องประชุมของจวนท่านเ้าเมืองเชียงคลองรวมไปถึงความแค้นที่ครอบครัวต้องถูกปะาจนสิ้นสกุลโชติชัชวาลเหลือเพียงตนเองเพียงคนเดียวเท่านั้น
เมื่อตอนเด็กๆ รัตนาครได้แต่ร่ำร้องไห้แต่ยังไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นแต่พอเติบใหญ่รู้ความเห็นสหายต่างๆ ที่ได้รับเลือกเข้าบรรจุในราชสำนักล้วนมีญาติพี่น้องรายล้อมแสดงความยินดีกันถ้วนหน้าแต่ตนเองไร้ญาติสนิทมิตรสหายมาร่วมแสดงความยินดี จึงเข้าใจถึงความโดดเดี่ยวอ้างว้างว่าเหน็บหนาวหัวใจเพียงใด
และนั่นคือจุดตั้งต้นของความแค้นที่ยากจะเลือนหายจึงกล่าวโทษสกุลโอฬารปฐีั้แ่นั้นเป็ต้นมา แต่มิได้เอ่ยให้ใครได้ยิน
รัตนาครจำต้องเก็บงำความเคียดแค้นชิงชังมุ่งปั้นหน้ายิ้มร่าให้ผู้คนแสดงตนว่าเป็สุภาพบุรุษจากคนที่เก็บเงียบไม่ค่อยพูดจา เขาหมั่นศึกษาวาทวิทยาจนกลายเป็บุรุษผู้มีวาจาฉะฉานแต่ละคำที่กลั่นกรองให้ผู้ฟังได้ยินหากไม่ยิ้มร่าสนับสนุนก็ต้องขมขื่นเศร้าสร้อยตามแต่รัตนากรจะพรั่งพรูให้คล้อยตามและหมั่นฝึกปรือฌานยุทธ์อย่างต่อเนื่อง
การเคี่ยวกรำฝึกฝนอย่างมุมานะแม้จะขยับเลื่อนขั้นยากนักแต่สุดท้ายความอาฆาตที่ปรารถนาจะล้างแค้นก็ผลักดันให้รัตนาครบรรลุลหุยุทธ์ขั้นที่๑๘ จนกลายเป็พี่ใหญ่ของรุ่น แล้วร่ายยาวถึงความอดสูของตนเองให้สหายฟัง
“มันหาทางเล่นงานและกลั่นแกล้งข้าเสมอนั่นเพราะมันถือว่าแข็งแกร่งกว่าทั้ งยังเข้าหาท่านเ้าเมืองประจบสอพลอจนได้รับตำแหน่งยุวาจารย์จากท่านเ้าเมืองอีกด้วย...จากนั้นมันเลยยิ่งกร่างและหนักข้อกว่าเดิมลูกหลานอำมาตย์ล้วนต้องอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของเ้านั่น...ไม่เว้นแม้กระทั่งข้า!”
น้ำเสียงเศร้าสร้อยหลับตานึกถึงความเงียบเหงาพยายามเค้นน้ำตาให้ไหลสหายทั้งห้าได้ยินก็แค้นเป็ฟืนเป็ไฟ
“อย่าได้กังวลไปลูกพี่...พวกเรามีคนมากกว่าหากเจอมันอีกพวกข้าจะสั่งสอนมันให้หลาบจำ...ซัดให้มันแขนขาหักจะได้ไม่ไประรานหาเื่ปากเก่งอวดดีกับใครๆ!”
รัตนาครจ้องมองทุกคนแล้วดื่มกาแฟอึกหนึ่งยิ้มกริ่มในใจที่ได้พวกพ้องสนับสนุน เม้มปากเป็เส้นตรงอย่างขบคิดแล้วเอ่ยช้าๆ
“ขอบคุณสหายทุกท่าน!...ข้าซาบซึ้งกับความปรารถนาของพวกเ้ายิ่งนักเ้าหนุ่มคนนั้นมันเก่งกล้ากว่าพวกเรา หากจะจัดการมันคงต้องใช้คนหมู่มากบีบคั้นและกดดันให้มันไม่มีที่ยืนในอาณาจักรข้ามั่นใจว่าอีกไม่นานมันจะต้องปรากฏตัวอย่างแน่นอน...แต่ในเวลานี้ ข้าจำต้องแสร้งทำดีเพื่อให้มันตายใจ!”
ทั้งหมดพยักหน้าต่างประสานมือยินดีที่จะช่วยเหลือรัตนาครทุกวิถีทางเพื่อขจัดเสี้ยนหนามในใจ
“ดูท่าทางหงิมๆไม่ได้เื่ได้ราว ฝีไม้ลายมือคงไม่เท่าไหร่ อายุก็พอๆ กับพวกเรามันจะขยับไปได้สักเท่าไหร่กันเชียว?...เจอกันครั้งหน้าข้าจะใช้ของแข็งซัดให้มันหมอบคาแทบเท้าจนต้องร้องขอชีวิต...ว่าแต่ไอ้เ้าหนุ่มคนนั้นมันมีชื่อว่าอะไร?”
ชายหน้ากวนเอ่ยถามทันที
“มันชื่อปราณโอฬารปฐี!...เป็คนของสำนักหมัดอินทรี”
**********
ยามโพล้เพล้ตะวันรอนปราณเหาะทะยานมาหยุดกลางเวหาเหนือวังไชยครามในระดับความสูงราว ๑,๐๐๐ เมตร มือสองข้างของภุชโคคล้องคอปราณไว้แน่นสายตาที่มองปราณล้วนเอียงอายโดยตลอดเวลา ส่วนปราณก็โอบประคองเอวคอดกิ่วของภุชโคในวงแขนซ้ายหันมองภุชโคถอนหายใจยาว
“สิ่งที่ข้าขอ...เ้าห้ามลืมเด็ดขาดนะ!”
“ไม่ใช่เื่ยากเลยข้าจะช่วยเ้าอย่างเต็มที่ ไหนๆ ก็กลับมาแล้วเ้าต้องมีสหายคอยช่วยเหลือ!...อย่าลืมว่าข้าก็เป็เจ็ดมหัศจรรย์ด้วยนะ!”
ภุชโคเอ่ยเสียงสดใสชำเลืองมองปราณอย่างเอียงอายที่เห็นสายตาบุรุษหนุ่มจ้องมองไม่ลดละ
“เ้าบ้าปราณ...ั้แ่เจอกันเ้ายังไม่หยุดจ้องหน้าข้าสักทีนะ...หน้าข้ามีอะไรผิดปกติงั้นหรือ?”
ปราณย่นคิ้วจุ๊ปากส่ายศีรษะน้อยๆ
“มีสิ!!!...”
ได้ยินเช่นนั้นภุชโคก็เบิกตาโตด้วยความใความงดงามบนใบหน้าของหญิงสาวเป็เื่สำคัญยิ่ง ปราณยิ้มจางๆ เอียงคอกระซิบข้างหู
“เ้างดงามมาก...จนข้าอดที่จะจ้องมองไม่ได้น่ะสิ!”
ภุชโคขนลุกเกรียวเมื่อวาจาทุ้มต่ำสดใสผ่านเข้าในหูอย่างแ่เบาราวกับปลุกจิติญญาแห่งสตรีให้ลุกโชนกายอรชรสั่นไหวน้อยๆ มือที่คล้องคอชายหนุ่มขยับแน่นขึ้นจนกายกระชับปราณปราณก็กระชับร่างแน่นเข้าเพราะเกรงว่าเธอจะร่วงหลุดไปเสียก่อนแล้วจึงค่อยๆหมุนเกลียวลงสู่พื้นอย่างช้าๆทางด้านหลังวังไชยครามใกล้เคียงกับที่พักของเธอและอุรคะ
ภุชโคจิตใจเต้นระรัวหายใจถี่กระชั้นก้มหลบสายตาเมื่อลงสู่พื้นปราณก็คลายร่างของเธอช้าๆภุชโคใคว้ากระชับปราณจนจมูกของเธอชนแก้มชายหนุ่ม เผลอสูดกลิ่นกายเข้าเต็มที่ยิ่งโหมกระพือความปรารถนาในกายยิ่ง
ปราณสะดุ้งหน้านิ่งตกตะลึงกับััแรกที่พวงแก้มของตนโดยมิได้ตั้งใจใบหน้าแดงซ่านขึ้นมาบ้าง
“เออ...ข้า...ข้าขอโทษนะ!”
ภุชโคเอ่ยเสียงกระเส่าเมื่อรู้ว่าถึงพื้นดินโดยสวัสดิภาพก็ขยับกายคลายแขนก้มหลบใบหน้าที่แดงซ่านของตนเช่นกันต่างเงียบงันพักหนึ่งแล้วจึงหันสบตาแทบจะพร้อมกัน
“ไม่เป็ไร...เมื่อก่อนเ้าก็แหย่ข้าแบบนี้มาถึงวันนี้จะแหย่แบบนั้นอีกก็ไม่ใช่เื่แปลกนี่!”
ปราณเอ่ยขั้นทันทีแล้วโอบกอดภุชโคเอ่ยช้าๆข้างหูของนางด้วยน้ำเสียงเบาๆ
“ขอบคุณเ้ามากนะ...ที่เล่าเื่ต่างๆตลอดเจ็ดปีให้ข้าฟัง ข้าจะกลับไปหาท่านแม่ก่อน มาถึงอโยดาก็เจอเ้าเป็คนที่สอง!”
พอภุชโคได้ยินปราณเอ่ยเช่นนั้นดวงหน้าที่เอียงอายก็หายโดยพลัน หันมองส่งเสียงแข็งถามดุดันทันที
“แล้วก่อนหน้านี้...เ้าเจอสาวคนใดกันหรือปราณ?!...ไม่เจอกันเพียงเจ็ดปีเ้ากลายเป็หนุ่มเ้าชู้ไปแล้วหรือ?”
พูดจบก็สะบัดหน้าหมุนกายหันหลังให้ปราณหัวเราะร่วนด้วยความขบขัน แล้วขยับกายหมุนภุชโคให้หันกลับมาแต่ดวงพักตร์ของเธอยังหันเอียงไม่มองกลับมาสีหน้าบูดบึ้งจนปราณต้องเชยคางของนางขึ้นมาใกล้ๆ เอ่ยช้าๆ เสียงอบอุ่น ทำเอาภุชโครู้สึกวูบวาบอีกครา
“คิดไปถึงไหนของเ้ากัน?...ข้าเจอรัตนาครที่ร้านอโยดาาากุ้งเผาก่อนที่จะเจอเ้าต่างหาก...ส่วนเ้า...คือสหายหญิงคนแรกที่ข้าเจอในอโยดา!”
พอได้ยินปมปริศนาก็คลายความบึ้งตึงรู้สึกโล่งใจเป็ที่สุด แอบดีใจลึกๆ ว่าตนเองเป็หญิงคนแรกที่ปราณกลับมาเจอแล้วถอนหายใจยาวแล้วสั่นศีรษะเหมือนชื่อของรัตนาครจะไม่น่าได้ยินในเวลานี้
“อ้อ...รัตนาคร! เ้าสมุหเสนาลูกน้องท่านพี่อุรคะสินะ!”
ปราณพยักหน้าแล้วจึงเล่าความทั้งหมดโดยกระจ่างแต่ยังไม่ทันไร บรรดาทหารวังกว่าสิบนายพร้อมหอกด้ามยาวก็กรูเข้ามาล้อมรอบปราณและภุชโคในทันที
“เข้ามาถึงเขตพระราชฐานโดยพลการมีโทษถึงปะาชีวิต...เ้าหน้าที่...คุมตัวเ้าเด็กหนุ่มคนนั้นมา...”
เสียงดุที่คุ้นเคยบัญชาสั่งทหารหาญให้เร่งปฏิบัติตามโดยเร็ว