บทที่ 34
ข่าวลือในสำนัก
ข่าวลือมากมายกระจายไปทั่วสำนักในชั่วข้ามคืนมีผู้ใดคิดว่าจะเกิดข่าวลือเช่นนี้ขึ้นอัจฉริยะของอาณาจักรฟ้าครามอย่างหลัวเกาในตอนนี้กับพ่ายแพ้
หลัวเกาตั้งแต่ก้าวเข้ามาภายในสำนักแน่นอนว่าถูกกล่าวขานว่าเป็นอัจฉริยะยังไม่ต้องสงสัยด้วยอายุเพียงแค่นั้นกลับสามารถก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับจิตต่อสู้
แต่ด้วยความสามารถในการบ่มเพาะขึ้นมาอยู่ในระดับนี้ยังไม่น่าประหลาดใจสิ่งที่ผู้คนนั้นยกย่องให้เขานั้นเป็นอัจฉริยะ
มันเองก็คงจะไม่พ้นสายเลือดภายในร่างกายสายเลือดของเขาอยู่ในระดับขอบเขตราชันย์ ถือว่าเป็นสายเลือดที่หายาก
ภายในโลกเบื้องล่างแห่งนี้คนที่อยู่ในสายเลือดระดับนี้อนาคตเบื้องหน้าคงมีความสำเร็จที่ไม่สามารถคาดเดาได้
แต่ว่าอัจฉริยะเช่นนั้นกับพ่ายแพ้ให้กับคนผู้นึงคนที่ไม่เคยโดดเด่นภายในสำนักและยังเป็นขอทานเพียงผู้หนึ่งที่เข้ามาภายในสำนัก
ข่าวนี้กลายเป็นที่สนใจภายในสำนักเพียงแค่วันเดียวหลังจากการพ่ายแพ้ของหลัวเกา มีผู้คนภายในสำนักไม่น้อยที่ถามหาความเป็นธรรม
หลายคนบอกว่าหลัวเกาโดนโกงด้วยลูกเล่นบางอย่างแต่บางคนที่ไม่ชอบหน้าของหลัวเกาก็ได้แก้ต่างให้กับจางอี้
ในตอนนี้ภายในสำนักจึงเกิดกลายเป็นเรื่องถกเถียงขึ้นมากมายแน่นอนเมื่อภายในสำนักเกิดการขัดแย้งกันเช่นนี้
ทุกอย่างเองก็ต้องจบลงเมื่อเจ้าสำนักเป็นคนออกผลประกาศเรื่องนี้เจ้าสำนักของสำนักกระบี่สวรรค์บอกว่าเรื่องนี้ไม่มีการคดโกงอันใด
เมื่อเจ้าสำนักเอ่ยปากมีลูกศิษย์ภายในสำนักผู้ใดกล้าเอ่ยขัดเรื่องนี้บ้างผู้คนมากมายต่างสงบปากสงบคำลงอย่างรวดเร็ว การขัดแย้งภายในสำนักไม่ใช่เรื่องดีมันจะทำให้สำนักนั้นย่ำแย่ลงไปอีก
ณ กระท่อมบริเวณทางขึ้นของสำนักกระบี่สวรรค์แสงจากกองเพลิงเล็กๆภายในตัวท่อมส่องแสงสว่างไสวร่างของจางอี้กำลังนั่งบ่มเพาะพลังของตนเอง
หลังจากที่บ่มเพาะมาสักพักดวงตาค่อยๆเปิดขึ้นบิดร่างกายของตนเองไปมาเพื่อขับไล่ความเกียจคร้าน พลันรู้สึกได้ว่ามีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองตนเอง
ดวงตาคู่นั้นที่กำลังจ้องมองคงไม่พ้นดวงตาของเกาเทียนฉีชายชราหลังค่อมที่นอนอยู่ด้านหน้าจ้องมองข้ามกองไฟมายังร่างจางอี้
ชายชราผู้นี้จ้องมองมาประมาณสองชั่วยามเต็มจางอี้เห็นอีกฝ่ายกำลังจ้องมองตน จึงได้เอ่ยถาม “ ไม่ทราบว่าผู้อาโสมีอันใดอย่างนั้นหรือขอรับ? ”
“ เหตุใดจึงมองเช่นนั้น ”
เกาเทียนฉีส่ายหน้าของตนเองไป ”ไม่เข้าใจเลยสักนิดขอทานน้อยเจ้าเป็นคนไม่กี่คนในโลกเบื้องล่างแห่งนี้ที่ข้าไม่ค่อยเข้าใจความคิด ”
จางอี้ยิ้มรับแต่ไม่ตอบคำอันใดกลับไปปล่อยให้ผู้อาวุโสที่อยู่ด้านหน้ากล่าวต่อ “ ก่อนหน้านี้เจ้าเข้ามาภายในสำนัก ”
“ เจ้าแสดงท่าทีว่าตนเองนั้นไม่โดดเด่นเจ้าเองก็ควรแสดงท่าทีเช่นนั้นต่อไปสิ ”
“ แต่เหตุใดตัวของเจ้าถึงในตอนนี้อยู่ๆก็มาเปิดเผยความสามารถของตนเองเอาชนะอัจฉริยะเช่นนั้นตอนนี้ผู้คนมากมายคงรู้ความสามารถของเจ้าแล้ว ”
“ จะบอกว่าเจ้านั้นอยากได้ยากลั่นวิญญาณมันเองก็คงจะไม่ใช่ในตอนนี้ได้ยาพวกนั้นมาทั้งยาก่อนหน้านี้ก็ไม่เห็นว่าเจ้านั้นจะเอาไปใช้อะไรเลย ”
“ เจ้ายังคงบ่มเพาะในรูปแบบเดิมกินเนื้อสัตว์อสูรบ่มเพาะในขอบเขตส่วนโอสถพวกนั้นก็ล้วนแล้วเป็นของที่ไร้ค่าสำหรับเจ้าในตอนนี้ ”
“ เพราะแบบนั้นข้าจึงสงสัยเจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่” ชายชราเอ่ยถามออกมา ในตอนนี้แม้แต่เกาเทียนฉีผู้อาวุโสที่อยู่มานานนับร้อยปีตอนนี้ก็ไม่เข้าใจในห้วงคำนึงความคิดของเด็กหนุ่มผู้นี้
เด็กหนุ่มผู้นี้มีบางอย่างที่แปลกๆไม่ว่าจะเป็นหลักการความคิด หรือแม้กระทั่งการกระทำหลายๆอย่างการเรียงลำดับเองก็ดูแปลกประหลาด
เกาเทียนฉีแม้ว่าตนเองนั้นจะอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้มีฐานะไม่ได้สูงส่งแต่ระดับฝีมือเองก็ไม่ธรรมดา แถมยังเป็นคนที่อยู่มานานนับร้อยปี
ไม่เคยพบเจอคนประหลาดแบบนี้ตอนนี้จึงได้แต่เอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย จางอี้นั่งอยู่ค่อยๆลุกขึ้นหลังจากบ่มเพาะมาเป็นเวลาหลายชั่วยาม
เดินตรงไปนั่งหน้ากองไฟที่ถูกจุดอยู่ภายในกระท่อมแห่งนี้“ ถึงแม้ว่าข้าจะไม่ค่อยสนสักฐานะสักเท่าไหร่ ”
“ แต่ว่าข้าเองก็ไม่ชอบให้ผู้คนมากมายมาดูถูกมากนักตอนนี้ก็สั่งสอนคนผู้นั้นแน่นอนว่าหนึ่งเพื่อลดคำดูถูกภายในสำนักที่มีต่อข้า ”
“ ส่วนอีกหนึ่งอย่างเองก็คงจะไม่พ้นอยากทดสอบความสามารถกระมังขอรับ” จางอี้กล่าวถึงเหตุผลออกมายังไม่ปกปิด
“ อยากทดสอบความสามารถเจ้าเล่นโจมตีอัจฉริยะของอาณาจักรฟ้าครามผู้นั้นพ่ายแพ้ในครั้งเดียวตอนนี้จึงกลายเป็นที่แตกตื่นเช่นนั้น ”
จางอี้ส่ายหัวไปมาก่อนที่จะอธิบาย “อันที่จริงแล้วมองถึงความสามารถจริงๆ หลัวเกาไม่ใช่คนที่มีความสามารถต่ำต้อย คนผู้นั้นถูกบ่มเพาะมาตั้งแต่ยังเด็กไม่เพียงเท่านั้นกระดูกระดับราชันย์สายเลือดระดับราชันย์ ”
“ ทั้งหมดล้วนแล้วเป็นของผู้ที่มีพรสวรรค์มาตั้งแต่กำเนิดคนที่ถูกบ่มเพาะมาหลายสิบปีแบบนั้น จริงๆไม่น่าจะแพ้ข้าเลยด้วยซ้ำ ”
“ แต่ก็ความประมาทแล้วก็อาจจะเป็นเพราะความทะนงตนเล็กๆที่ปรากฏขึ้นในใจ คนผู้นั้นเลยไม่ทันได้สังเกต” จางอี้ยังจดจำการโจมตีก่อนหน้านี้ได้
การต่อสู้ก่อนหน้านี้ถ้าให้ต่อสู้อย่างจริงๆจังๆในขณะที่อีกฝ่ายนั้นมีสภาพเพียบพร้อมจะเอาชัยอีกฝ่ายได้จางอี้เองก็ไม่มั่นใจว่าสามารถทำได้หรือไม่
หลัวเกาคนผู้นั้นแม้จะมีความสามารถแต่มั่นใจในความสามารถของตนเองเกินไป ในช่วงวินาทีที่อีกฝ่ายนั้นกำลังปล่อยการโจมตีออกมา
ในตอนนั้นจางอี้เองก็ได้ผนึกพลังปลดปล่อยทักษะของตนเองทักษะจิตกระบี่ราชันย์ที่ตนเองได้รับ พลังที่ถูกผนึกเป็นลำแสงสีทองรูปร่างกระบี่กระบี่สีทองที่ถูกผนึกกลายเป็นรูปร่างพลัง พุ่งโจมตีออกไปด้านหน้าในครั้งเดียวพลังและอนุภาคนั้นอยู่เหนือการคำนวณของจางอี้ไปมาก
โจมตีเพียงครั้งเดียวคนผู้นั้นไม่ทันได้หลบแสงสีทองรอบๆเองก็บดบังทัศนียภาพของผู้คน จึงไม่มีผู้ใดเห็นการโจมตี
เพียงแค่การโจมตีครั้งนั้นการโจมตีเดียวมีอนุภาพร้ายแรงอย่างที่นักพรตชุดขาวแล้วก็ชายชราหลังค่อมผู้นี้กล่าวจริงๆที่บอกว่าถ้าขัดเกลาขึ้นไปถึงระดับฟ้า มันสามารถสังหารผู้ที่อยู่เหนือกว่าตนเองถึง2 ขั้นได้
ในตอนนี้อยู่ในระดับขัดเกลาเพียงแค่ ดินขั้นกลางมันยังมีระดับพลังที่สูงขนาดนี้ อนุภาพการโจมตีที่ร้ายแรงและยากที่จะคาดเดาวันข้างหน้าคงจะเป็นทักษะที่ทรงพลังไม่น้อย
ได้ยินคำพูดเช่นนั้นออกมาชายชราหลังค่อมที่นอนอยู่ก็ส่งเสียง“ เห้อ!!! ส่วนใหญ่คนมีความสามารถก็เป็นเช่นนั้นทั้งหมด ”
“ ผู้คนไม่น้อยที่มั่นใจในความสามารถของตนเองมากเกินไปความประมาทล้วนแล้วเป็นผลของความตายและผลของความพ่ายแพ้ ”
“ ข้าเคยเห็นอัจฉริยะอาณาจักรฟ้าครามผู้นั้นในตอนนี้ไม่รู้ว่าจะขึ้นไปอยู่ในระดับนั้นแต่ว่ามองถึงการต่อสู้จริงๆถ้าให้สู้ออกเป็นเราตายข้าเองก็คิดว่าเจ้ายังคงเป็นผู้ชนะ ”เกาเทียนฉีประเมินออกมาจากสายตา
ถ้านี่เป็นการพนันถือว่าเขานั้นอยู่ในข้างที่เดิมพันเสี่ยงสูงเป็นอย่างมากการที่คนที่มีระดับขอบเขตต่ำกว่าจะเอาชนะคนที่อยู่ในระดับขอบเขตสูงกว่านั่นแสดงว่าต้องมีความสามารถในรอบด้านที่สูงกว่าอีกฝ่าย
ซึ่งการประเมินของชายชราหลังค่อมผู้นี้ชั่งน้ำหนักดูแล้วยังคิดว่าจางอี้ยังคงเป็นฝ่ายชนะแม้ว่าจะต่อสู้อย่างเป็นตาย
จางอี้ได้รับคำชมก้มศีรษะขอบคุณอีกฝ่าย “ในอีกหนึ่งเดือน ถ้าจำเป็นจะต้องขึ้นไปอยู่ในระดับขอบเขตปราณขั้นกลางให้ได้ ”
ชายชราหลังค่อมพยักหน้า “ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปสำหรับเจ้า ตอนนี้เกรงว่าเจ้าเองก็คงจะมีระดับสูงขึ้นไม่น้อยการตระหนักรู้หลังจากการต่อสู้ ย่อมทำให้ระดับฝีมือเพิ่มขึ้นก่อนหน้านี้เจ้ายังหลอมรวมกับทักษะลึกลับนั่น เกรงว่าระดับพลังควรจะสูงขึ้น ”
จางอี้ยิ้มเล็กน้อย
จบบท