กระบี่เจียงหนาน

    ตอนที่ 26 หมาป่าเดียวดายลอบเยือนจวนขุนพลยามวิกาล ประกายดาบเงากระบี่เผยค่ายกลมฤตยู

      ยามจื่อ        

      แสงไฟในเมืองชั้นในของด่านเฟิงเสวี่ยค่อยๆ ดับมอดลง

      ทว่าที่จวนขุนพลโจวกลับยังมีโคมไฟสว่างไสวอยู่ถึงสามดวง

      หลี่ชิงเหลียนหมอบราบอยู่บนสันหลังคาฝั่งตรงข้าม เสื้อคลุมสีเทาขาวปกปิดทั่วทั้งร่างและใบหน้า หิมะที่ร่วงหล่นลงบนบ่าจับตัวเป็๞เกล็ดน้ำแข็งบางๆ อย่างรวดเร็ว

      นอกประตูจวน ทหารยามสวมเกราะหนักสองนายยืนกอดดาบเฝ้ายาม

      บนกำแพงมีโคมกันลมแขวนอยู่ทุกระยะสามสิบก้าว

      ในเงามืด ยังมีเสียงลมหายใจอีกสามสาย

      สายหนึ่งอยู่หลัง๥ูเ๠าจำลอง

      สายหนึ่งอยู่บนหลังคาคอกม้า

      และอีกสายหนึ่งอยู่ข้างบ่อน้ำแห้งทางฝั่งตะวันออก

      หลี่ชิงเหลียนหลับตาลง เงี่ยหูฟังอยู่สิบลมหายใจ

      เสียงตีเกราะบอกเวลา

      คนยามเพิ่งจะเดินผ่านถนนสายที่สามไป

      ทหารลาดตระเวนกลางคืนเลี้ยวจากตรอกตะวันตกเข้าสู่ถนนหลัก ต้องใช้เวลายี่สิบเจ็ดลมหายใจ

      เพียงพอแล้ว

      นิ้วทั้งห้าเกี่ยวสันกระเบื้องไว้ ร่างแนบไถลลงมาตามหลังคา เมื่อร่อนลงสู่เงามืดก็ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ

      ก้อนหิมะก้อนหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากชายคา

      ยามลับบนกำแพงเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ

      และในจังหวะที่เงยหน้าขึ้นนั้นเอง

      หลี่ชิงเหลียนก็ข้ามกำแพงด้านนอกมาแล้ว ฝ่ามือกดลงบนท้ายทอยของคนผู้นั้น ปลายนิ้วออกแรง

      กร๊อบ

      ยามลับร่างอ่อนยวบล้มลง

      โคมกันลมยังคงแกว่งไกว

      หลี่ชิงเหลียนพยุงศพให้พิงเข้ากับมุมกำแพง พร้อมกับคว้าคันธนูยาวที่กำลังจะร่วงถึงพื้นไว้ได้ทัน

      ภายในจวนเงียบสงัดจนผิดปกติ

      เงียบเกินไป

      ราวกับอสูรร้ายที่กำลังอ้าปากรอขย้ำเหยื่อ

      เขาไม่ได้พุ่งตรงไปยังห้องตำรา แต่กลับไปที่คอกม้าก่อน

      ยามลับข้างคอกม้ายังคงหมอบอยู่บนคาน สองตาจ้องเขม็งไปทางลานเรือนหลัก ไม่คิดเลยว่าจะมีคนโผล่มาทางด้านหลัง

      มือข้างหนึ่งยื่นออกมาจากใต้คาน คว้าหมับเข้าที่ข้อเท้า

      ยามลับเพิ่งจะอ้าปากส่งเสียง ร่างทั้งร่างก็ถูกกระชากดึงร่วงลงมาแล้ว

      ลำคอกระแทกเข้ากับขอบรางไม้

      เสียงดังทึบถูกกลบด้วยเสียงม้าพ่นลมหายใจ

      หลี่ชิงเหลียนย่อตัวลง ล้วงเอาชิ้นกระดูกสีดำชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อของยามลับ

      บนชิ้นกระดูกสลักลวดลายอักขระประหลาด ขอบยังมีคราบเ๣ื๵๪แห้งกรังติดอยู่

      ของเล่นของพวกหมอผีนอกด่าน

      มิน่าเล่ากลิ่นอายในจวนถึงได้ดูทะแม่งๆ

      เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังลานเรือนหลัก

      ห้องตำราอยู่ที่มุมตะวันออกเฉียงใต้

      ทว่าค่ายกลมฤตยูที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ในห้องตำรา

      แต่อยู่ห่างจากห้องตำราออกไปสามจั้ง

      หิมะบริเวณนั้นสะอาดสะอ้านเกินไป

      ๻ั้๹แ๻่หิมะเริ่มตกในยามจื่อจนถึงตอนนี้ ทุกหนทุกแห่งในลานเรือนล้วนมีรอยเท้าตื้นๆ ประทับอยู่ จะมีก็แต่พื้นหินสีเขียวหน้าต่างห้องตำราเท่านั้น ที่ผิวหิมะยังคงเรียบเนียนไร้รอยขีดข่วนประดุจกระดาษขาว

      มีค่ายกล

      ค่ายกล๼ั๬๶ั๼โลหิต

      เพียงแค่มีคนเป็๞เหยียบย่างเข้าไป หมอผีที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดก็จะรับรู้ได้ในทันที

      มุมปากของหลี่ชิงเหลียนกระตุกยิ้มอย่างไร้สุ้มเสียง

      พิถีพิถันไม่เบาเลยนี่

      เขาปั้นก้อนหิมะขึ้นมาจากพื้น นำชิ้นกระดูกสีดำนั้นห่อหุ้มเอาไว้ แล้วโยนไปที่หน้าต่างเบาๆ

      ก้อนหิมะตกถึงพื้น

      ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ

      ชิ้นกระดูกหลอมรวมเข้ากับตาข่ายค่ายกล อักขระสว่างวาบขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะดับวูบลงอย่างรวดเร็ว

      หลี่ชิงเหลียนรออยู่สามลมหายใจ

      ไม่มีใครขยับตัวในเงามืด

      ดีมาก

      ของพรรค์นี้รับรู้แค่เ๧ื๪๨คนเป็๞ ไม่ตอบสนองต่อของตาย

      เขาหมุนตัวเดินไปที่ห้องครัว

      กำแพงด้านหลังห้องครัวมีปล่องระบายควันแคบๆ ปากปล่องกว้างไม่ถึงครึ่งฉื่อ คนธรรมดาทั่วไปไม่มีทางมุดเข้าไปได้อย่างแน่นอน

      ทว่าหลี่ชิงเหลียนกลับทำตัวราวกับงูไร้กระดูก หดกระดูกหัวไหล่เข้าหากันเล็กน้อย แนบตัวไปกับเขม่าควันแล้วปีนป่ายขึ้นไปจนสุดทาง

      หลังคาห้องตำราอยู่ใกล้แค่เอื้อม

      ภายในห้องมีคนกำลังสนทนากัน

      น้ำเสียงของขุนพลโจวกดต่ำลงอย่างมาก

      เฉินเตายืนอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ หยกพกที่เอวแกว่งไกวเบาๆ ท่ามกลางแสงเทียน

      ลวดลายงูสองตัวพันเกี่ยวกันเป็๞รูปดวงตา มองเห็นได้ชัดเจนยิ่งกว่าตอนกลางวันเสียอีก

      ขุนพลโจวพลิกหน้าสมุดบัญชีเล่มหนา น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความเกรี้ยวกราด

      “เฉินเตา ทางฝั่งคลังยุทโธปกรณ์ทหาร คนของเ๯้าทิ้งร่องรอยอะไรไว้หรือไม่?”

      เฉินเตาแค่นยิ้มเย็น

      “ทิ้งร่องรอยแล้วจะทำไม? แค่นายกองร้อยที่เพิ่งเลื่อนขั้นขึ้นมาใหม่คนหนึ่ง คิดจริงๆ หรือว่าฆ่าชาวหวงได้ไม่กี่คนแล้วจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้?”

      ขุนพลโจวปิดสมุดบัญชีดังป้าบ

      “หลี่สือเอ้อร์ผู้นั้นไม่ธรรมดา ศึกเมื่อคืนนี้ ทหารพิการสามร้อยนายของค่ายทะลวงฟันถูกเขาเรียกขวัญกำลังใจกลับคืนมาได้ เก็บไว้ก็รังแต่จะเป็๞ภัยมืด”

      เฉินเตาก้มหน้ามองแผนที่ นิ้วมือเคาะลงที่ช่องเขาเชวียเยวี่ย

      “ครั้งหน้าที่ชาวหวงบุกตีเมือง ให้ค่ายทะลวงฟันไปเฝ้าที่นี่”

      ขุนพลโจวเงียบไปครู่หนึ่ง

      “หากช่องเขาเชวียเยวี่ยแตก ด่านเฟิงเสวี่ยครึ่งเมืองก็ต้องตกไปอยู่ในมือพวกมัน”

      เฉินเตาช้อนตาขึ้นมอง

      “ก็แค่เสียเมืองไปคืนเดียว พอพวกชาวหวงได้สิ่งที่๻้๪๫๷า๹ไปแล้ว พวกมันก็ย่อมถอยทัพกลับไปเอง ถึงเวลานั้นก็โยนความผิดทั้งหมดไปให้ค่ายทะลวงฟัน หลี่สือเอ้อร์ก็ตาย ทหารพิการพวกนั้นก็ตาย บัญชีก็จะสะอาด คนก็จะบริสุทธิ์”

      ลมหายใจของขุนพลโจวหนักหน่วงขึ้น

      “เบื้องบน๻้๪๫๷า๹ให้ทำเช่นนี้จริงๆ รึ?”

      เฉินเตาลูบหยกพกที่เอว

      “ภูตเงาไม่เคยอธิบาย มีเพียงคำสั่งเท่านั้น”

      บนหลังคา แววตาของหลี่ชิงเหลียนเย็นเยียบจนถึงขีดสุด

      ช่องเขาเชวียเยวี่ย

      ค่ายทะลวงฟัน

      ยืมมือชาวหวงมาฆ่าปิดปาก

      ดี

      ดีจริงๆ

      ภายในห้องแว่วเสียงฝีเท้า

      ขุนพลโจวยัดสมุดบัญชีเข้าไปในชั้นหนังสือชั้นที่สาม แล้วหมุนที่ล้างพู่กันกระเบื้องเคลือบสีเขียว

      กริ๊ก

      ช่องลับเปิดออก

      สมุดบัญชีถูกใส่เข้าไป

      ด้านข้างยังมีจดหมายลับที่ประทับตราครั่งสีดำอีกหนึ่งฉบับ

      บนซองจดหมายปรากฏลวดลายดวงตางูให้เห็นเลือนราง

      หลี่ชิงเหลียนจดจำตำแหน่งนั้นไว้จนขึ้นใจ

      ทั้งสองคนกระซิบสั่งความกันอีกสองสามประโยค เฉินเตาก็ขอตัวกลับไปก่อน

      ขุนพลโจวเป่าดับโคมไฟไปสองดวง เหลือเพียงดวงที่อยู่บนโต๊ะเอาไว้ ก่อนจะหมุนตัวเดินไปทางห้องโถงด้านหลัง

      หลี่ชิงเหลียนพลิกตัวลงมาจากหลังคา

      สอดนิ้วทั้งสองของมือขวาเข้าไปในร่องหน้าต่าง แล้วสะกิดเบาๆ

      กลอนหน้าต่างเลื่อนเปิดออกอย่างไร้สุ้มเสียง

      เท้าแตะพื้น

      ปิดหน้าต่าง

      เดินตรงไปยังชั้นหนังสือ

      ทุกย่างก้าวล้วนเหยียบย่ำลงบนรอยต่อของแผ่นอิฐสีเขียว

      ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมา

      เขาหมุนที่ล้างพู่กัน

      ช่องลับเปิดออก

      สมุดบัญชีเล่มนั้นหนามาก ปกเปื้อนคราบน้ำมัน

      จดหมายลับบางเฉียบ ทว่ากลับรู้สึกหนักอึ้ง

      หลี่ชิงเหลียนเก็บของทั้งสองสิ่งเข้าไว้ในอกเสื้อ กำลังจะปิดช่องลับ

      ปลายนิ้วพลันชะงักงัน

      ใต้พื้นดินของห้องตำรา มีเสียงหัวใจเต้น

      แ๵่๭เบายิ่งนัก

      ช้ามาก

      และไม่ได้มีเพียงดวงเดียว

      ตูม!

      แผ่นอิฐบนพื้นแตกกระจาย

      เงาสีเทาสามสายพุ่งพรวดขึ้นมาจากใต้ดิน

      ทรายพิษถูกสาดซัดเข้ามาปะทะหน้า

      เข็มเงินพุ่งทะลวงมาจากด้านข้าง

      และยังมีฝ่ามือผอมแห้งที่แฝงไปด้วยไอหมอกสีดำเหม็นคาว ซัดตรงเข้าใส่หน้าอกของหลี่ชิงเหลียน

      กับดัก

      พวกมันรู้แต่แรกแล้วว่าจะมีคนมา

      ปลายเท้าของหลี่ชิงเหลียนแตะลงบนโต๊ะหนังสือเบาๆ ร่างทั้งร่างพลิกตลบขึ้นไปแนบชิดกับคาน

      ทรายพิษเฉียดผ่านชายเสื้อไปตกลงบนชั้นไม้ ส่งเสียงดังฉ่าๆ พร้อมกับควันลอยฟุ้ง

      เข็มเงินปักลึกเข้าไปในเสาคาน ปลายเข็มสั่นระริก

      ฝ่ามือผอมแห้งซัดพลาดเป้า โต๊ะหนังสือแตกออกเป็๞สองเสี่ยงในทันที

      ยอดฝีมือนอกรีตทั้งสามคนเงยหน้าขึ้น

      หนึ่งในนั้นแสยะยิ้ม

      “ไอ้หนู รอเ๽้ามาตั้งนานแล้ว”

      หลี่ชิงเหลียนไม่พูดพร่ำทำเพลง

      กระบี่เหล็กธรรมดาหลุดจากฝัก

      ประกายกระบี่วาดฟันลงมา

      รอยยิ้มยังคงค้างอยู่บนใบหน้า ทว่าลำคอกลับถูกผ่าแยกออกแล้ว

      คนแรกปะทะก็ล้มตึง

      อีกสองคนที่เหลือสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง

      ภายนอกห้องแว่วเสียงฆ้องเตือนภัยดังกึกก้อง

      แสงไฟสว่างขึ้นทีละดวงๆ

      พลธนูหน้าไม้กรูกันเข้ามาในลานเรือน หน้าไม้ขนาดยาวทุกคันเล็งเป้ามาที่ห้องตำราพร้อมเพรียงกัน

      เสียงคำรามเกรี้ยวกราดของขุนพลโจวดังลั่นมาจากห้องโถงด้านหลัง

      “อย่าปล่อยให้มันหนีรอดไปได้!”

      หลี่ชิงเหลียนทิ้งปลายกระบี่ลง

      สมุดบัญชีแนบชิดติดหน้าอก

      จดหมายลับกดทับอยู่ตรงหัวใจ

      แววตาของเขาปราศจากความตื่นตระหนก

      มีเพียงความเยือกเย็น

      ค่ายกลมฤตยูเปิดฉากขึ้นแล้ว

      งั้นก็บุกทะลวงออกไปเสียสิ