ยามจื่อ
แสงไฟในเมืองชั้นในของด่านเฟิงเสวี่ยค่อยๆ ดับมอดลง
ทว่าที่จวนขุนพลโจวกลับยังมีโคมไฟสว่างไสวอยู่ถึงสามดวง
หลี่ชิงเหลียนหมอบราบอยู่บนสันหลังคาฝั่งตรงข้าม เสื้อคลุมสีเทาขาวปกปิดทั่วทั้งร่างและใบหน้า หิมะที่ร่วงหล่นลงบนบ่าจับตัวเป็เกล็ดน้ำแข็งบางๆ อย่างรวดเร็ว
นอกประตูจวน ทหารยามสวมเกราะหนักสองนายยืนกอดดาบเฝ้ายาม
บนกำแพงมีโคมกันลมแขวนอยู่ทุกระยะสามสิบก้าว
ในเงามืด ยังมีเสียงลมหายใจอีกสามสาย
สายหนึ่งอยู่หลังูเาจำลอง
สายหนึ่งอยู่บนหลังคาคอกม้า
และอีกสายหนึ่งอยู่ข้างบ่อน้ำแห้งทางฝั่งตะวันออก
หลี่ชิงเหลียนหลับตาลง เงี่ยหูฟังอยู่สิบลมหายใจ
เสียงตีเกราะบอกเวลา
คนยามเพิ่งจะเดินผ่านถนนสายที่สามไป
ทหารลาดตระเวนกลางคืนเลี้ยวจากตรอกตะวันตกเข้าสู่ถนนหลัก ต้องใช้เวลายี่สิบเจ็ดลมหายใจ
เพียงพอแล้ว
นิ้วทั้งห้าเกี่ยวสันกระเบื้องไว้ ร่างแนบไถลลงมาตามหลังคา เมื่อร่อนลงสู่เงามืดก็ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ
ก้อนหิมะก้อนหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากชายคา
ยามลับบนกำแพงเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ
และในจังหวะที่เงยหน้าขึ้นนั้นเอง
หลี่ชิงเหลียนก็ข้ามกำแพงด้านนอกมาแล้ว ฝ่ามือกดลงบนท้ายทอยของคนผู้นั้น ปลายนิ้วออกแรง
กร๊อบ
ยามลับร่างอ่อนยวบล้มลง
โคมกันลมยังคงแกว่งไกว
หลี่ชิงเหลียนพยุงศพให้พิงเข้ากับมุมกำแพง พร้อมกับคว้าคันธนูยาวที่กำลังจะร่วงถึงพื้นไว้ได้ทัน
ภายในจวนเงียบสงัดจนผิดปกติ
เงียบเกินไป
ราวกับอสูรร้ายที่กำลังอ้าปากรอขย้ำเหยื่อ
เขาไม่ได้พุ่งตรงไปยังห้องตำรา แต่กลับไปที่คอกม้าก่อน
ยามลับข้างคอกม้ายังคงหมอบอยู่บนคาน สองตาจ้องเขม็งไปทางลานเรือนหลัก ไม่คิดเลยว่าจะมีคนโผล่มาทางด้านหลัง
มือข้างหนึ่งยื่นออกมาจากใต้คาน คว้าหมับเข้าที่ข้อเท้า
ยามลับเพิ่งจะอ้าปากส่งเสียง ร่างทั้งร่างก็ถูกกระชากดึงร่วงลงมาแล้ว
ลำคอกระแทกเข้ากับขอบรางไม้
เสียงดังทึบถูกกลบด้วยเสียงม้าพ่นลมหายใจ
หลี่ชิงเหลียนย่อตัวลง ล้วงเอาชิ้นกระดูกสีดำชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อของยามลับ
บนชิ้นกระดูกสลักลวดลายอักขระประหลาด ขอบยังมีคราบเืแห้งกรังติดอยู่
ของเล่นของพวกหมอผีนอกด่าน
มิน่าเล่ากลิ่นอายในจวนถึงได้ดูทะแม่งๆ
เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังลานเรือนหลัก
ห้องตำราอยู่ที่มุมตะวันออกเฉียงใต้
ทว่าค่ายกลมฤตยูที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ในห้องตำรา
แต่อยู่ห่างจากห้องตำราออกไปสามจั้ง
หิมะบริเวณนั้นสะอาดสะอ้านเกินไป
ั้แ่หิมะเริ่มตกในยามจื่อจนถึงตอนนี้ ทุกหนทุกแห่งในลานเรือนล้วนมีรอยเท้าตื้นๆ ประทับอยู่ จะมีก็แต่พื้นหินสีเขียวหน้าต่างห้องตำราเท่านั้น ที่ผิวหิมะยังคงเรียบเนียนไร้รอยขีดข่วนประดุจกระดาษขาว
มีค่ายกล
ค่ายกลััโลหิต
เพียงแค่มีคนเป็เหยียบย่างเข้าไป หมอผีที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดก็จะรับรู้ได้ในทันที
มุมปากของหลี่ชิงเหลียนกระตุกยิ้มอย่างไร้สุ้มเสียง
พิถีพิถันไม่เบาเลยนี่
เขาปั้นก้อนหิมะขึ้นมาจากพื้น นำชิ้นกระดูกสีดำนั้นห่อหุ้มเอาไว้ แล้วโยนไปที่หน้าต่างเบาๆ
ก้อนหิมะตกถึงพื้น
ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
ชิ้นกระดูกหลอมรวมเข้ากับตาข่ายค่ายกล อักขระสว่างวาบขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะดับวูบลงอย่างรวดเร็ว
หลี่ชิงเหลียนรออยู่สามลมหายใจ
ไม่มีใครขยับตัวในเงามืด
ดีมาก
ของพรรค์นี้รับรู้แค่เืคนเป็ ไม่ตอบสนองต่อของตาย
เขาหมุนตัวเดินไปที่ห้องครัว
กำแพงด้านหลังห้องครัวมีปล่องระบายควันแคบๆ ปากปล่องกว้างไม่ถึงครึ่งฉื่อ คนธรรมดาทั่วไปไม่มีทางมุดเข้าไปได้อย่างแน่นอน
ทว่าหลี่ชิงเหลียนกลับทำตัวราวกับงูไร้กระดูก หดกระดูกหัวไหล่เข้าหากันเล็กน้อย แนบตัวไปกับเขม่าควันแล้วปีนป่ายขึ้นไปจนสุดทาง
หลังคาห้องตำราอยู่ใกล้แค่เอื้อม
ภายในห้องมีคนกำลังสนทนากัน
น้ำเสียงของขุนพลโจวกดต่ำลงอย่างมาก
เฉินเตายืนอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ หยกพกที่เอวแกว่งไกวเบาๆ ท่ามกลางแสงเทียน
ลวดลายงูสองตัวพันเกี่ยวกันเป็รูปดวงตา มองเห็นได้ชัดเจนยิ่งกว่าตอนกลางวันเสียอีก
ขุนพลโจวพลิกหน้าสมุดบัญชีเล่มหนา น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความเกรี้ยวกราด
“เฉินเตา ทางฝั่งคลังยุทโธปกรณ์ทหาร คนของเ้าทิ้งร่องรอยอะไรไว้หรือไม่?”
เฉินเตาแค่นยิ้มเย็น
“ทิ้งร่องรอยแล้วจะทำไม? แค่นายกองร้อยที่เพิ่งเลื่อนขั้นขึ้นมาใหม่คนหนึ่ง คิดจริงๆ หรือว่าฆ่าชาวหวงได้ไม่กี่คนแล้วจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้?”
ขุนพลโจวปิดสมุดบัญชีดังป้าบ
“หลี่สือเอ้อร์ผู้นั้นไม่ธรรมดา ศึกเมื่อคืนนี้ ทหารพิการสามร้อยนายของค่ายทะลวงฟันถูกเขาเรียกขวัญกำลังใจกลับคืนมาได้ เก็บไว้ก็รังแต่จะเป็ภัยมืด”
เฉินเตาก้มหน้ามองแผนที่ นิ้วมือเคาะลงที่ช่องเขาเชวียเยวี่ย
“ครั้งหน้าที่ชาวหวงบุกตีเมือง ให้ค่ายทะลวงฟันไปเฝ้าที่นี่”
ขุนพลโจวเงียบไปครู่หนึ่ง
“หากช่องเขาเชวียเยวี่ยแตก ด่านเฟิงเสวี่ยครึ่งเมืองก็ต้องตกไปอยู่ในมือพวกมัน”
เฉินเตาช้อนตาขึ้นมอง
“ก็แค่เสียเมืองไปคืนเดียว พอพวกชาวหวงได้สิ่งที่้าไปแล้ว พวกมันก็ย่อมถอยทัพกลับไปเอง ถึงเวลานั้นก็โยนความผิดทั้งหมดไปให้ค่ายทะลวงฟัน หลี่สือเอ้อร์ก็ตาย ทหารพิการพวกนั้นก็ตาย บัญชีก็จะสะอาด คนก็จะบริสุทธิ์”
ลมหายใจของขุนพลโจวหนักหน่วงขึ้น
“เบื้องบน้าให้ทำเช่นนี้จริงๆ รึ?”
เฉินเตาลูบหยกพกที่เอว
“ภูตเงาไม่เคยอธิบาย มีเพียงคำสั่งเท่านั้น”
บนหลังคา แววตาของหลี่ชิงเหลียนเย็นเยียบจนถึงขีดสุด
ช่องเขาเชวียเยวี่ย
ค่ายทะลวงฟัน
ยืมมือชาวหวงมาฆ่าปิดปาก
ดี
ดีจริงๆ
ภายในห้องแว่วเสียงฝีเท้า
ขุนพลโจวยัดสมุดบัญชีเข้าไปในชั้นหนังสือชั้นที่สาม แล้วหมุนที่ล้างพู่กันกระเบื้องเคลือบสีเขียว
กริ๊ก
ช่องลับเปิดออก
สมุดบัญชีถูกใส่เข้าไป
ด้านข้างยังมีจดหมายลับที่ประทับตราครั่งสีดำอีกหนึ่งฉบับ
บนซองจดหมายปรากฏลวดลายดวงตางูให้เห็นเลือนราง
หลี่ชิงเหลียนจดจำตำแหน่งนั้นไว้จนขึ้นใจ
ทั้งสองคนกระซิบสั่งความกันอีกสองสามประโยค เฉินเตาก็ขอตัวกลับไปก่อน
ขุนพลโจวเป่าดับโคมไฟไปสองดวง เหลือเพียงดวงที่อยู่บนโต๊ะเอาไว้ ก่อนจะหมุนตัวเดินไปทางห้องโถงด้านหลัง
หลี่ชิงเหลียนพลิกตัวลงมาจากหลังคา
สอดนิ้วทั้งสองของมือขวาเข้าไปในร่องหน้าต่าง แล้วสะกิดเบาๆ
กลอนหน้าต่างเลื่อนเปิดออกอย่างไร้สุ้มเสียง
เท้าแตะพื้น
ปิดหน้าต่าง
เดินตรงไปยังชั้นหนังสือ
ทุกย่างก้าวล้วนเหยียบย่ำลงบนรอยต่อของแผ่นอิฐสีเขียว
ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมา
เขาหมุนที่ล้างพู่กัน
ช่องลับเปิดออก
สมุดบัญชีเล่มนั้นหนามาก ปกเปื้อนคราบน้ำมัน
จดหมายลับบางเฉียบ ทว่ากลับรู้สึกหนักอึ้ง
หลี่ชิงเหลียนเก็บของทั้งสองสิ่งเข้าไว้ในอกเสื้อ กำลังจะปิดช่องลับ
ปลายนิ้วพลันชะงักงัน
ใต้พื้นดินของห้องตำรา มีเสียงหัวใจเต้น
แ่เบายิ่งนัก
ช้ามาก
และไม่ได้มีเพียงดวงเดียว
ตูม!
แผ่นอิฐบนพื้นแตกกระจาย
เงาสีเทาสามสายพุ่งพรวดขึ้นมาจากใต้ดิน
ทรายพิษถูกสาดซัดเข้ามาปะทะหน้า
เข็มเงินพุ่งทะลวงมาจากด้านข้าง
และยังมีฝ่ามือผอมแห้งที่แฝงไปด้วยไอหมอกสีดำเหม็นคาว ซัดตรงเข้าใส่หน้าอกของหลี่ชิงเหลียน
กับดัก
พวกมันรู้แต่แรกแล้วว่าจะมีคนมา
ปลายเท้าของหลี่ชิงเหลียนแตะลงบนโต๊ะหนังสือเบาๆ ร่างทั้งร่างพลิกตลบขึ้นไปแนบชิดกับคาน
ทรายพิษเฉียดผ่านชายเสื้อไปตกลงบนชั้นไม้ ส่งเสียงดังฉ่าๆ พร้อมกับควันลอยฟุ้ง
เข็มเงินปักลึกเข้าไปในเสาคาน ปลายเข็มสั่นระริก
ฝ่ามือผอมแห้งซัดพลาดเป้า โต๊ะหนังสือแตกออกเป็สองเสี่ยงในทันที
ยอดฝีมือนอกรีตทั้งสามคนเงยหน้าขึ้น
หนึ่งในนั้นแสยะยิ้ม
“ไอ้หนู รอเ้ามาตั้งนานแล้ว”
หลี่ชิงเหลียนไม่พูดพร่ำทำเพลง
กระบี่เหล็กธรรมดาหลุดจากฝัก
ประกายกระบี่วาดฟันลงมา
รอยยิ้มยังคงค้างอยู่บนใบหน้า ทว่าลำคอกลับถูกผ่าแยกออกแล้ว
คนแรกปะทะก็ล้มตึง
อีกสองคนที่เหลือสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
ภายนอกห้องแว่วเสียงฆ้องเตือนภัยดังกึกก้อง
แสงไฟสว่างขึ้นทีละดวงๆ
พลธนูหน้าไม้กรูกันเข้ามาในลานเรือน หน้าไม้ขนาดยาวทุกคันเล็งเป้ามาที่ห้องตำราพร้อมเพรียงกัน
เสียงคำรามเกรี้ยวกราดของขุนพลโจวดังลั่นมาจากห้องโถงด้านหลัง
“อย่าปล่อยให้มันหนีรอดไปได้!”
หลี่ชิงเหลียนทิ้งปลายกระบี่ลง
สมุดบัญชีแนบชิดติดหน้าอก
จดหมายลับกดทับอยู่ตรงหัวใจ
แววตาของเขาปราศจากความตื่นตระหนก
มีเพียงความเยือกเย็น
ค่ายกลมฤตยูเปิดฉากขึ้นแล้ว
งั้นก็บุกทะลวงออกไปเสียสิ