ตอนที่ 23 หลอมโอสถและหยอกล้อสาวงาม
“ข้าว่าข้าพร้อมแล้วขอรับท่านอาจารย์”
หลินเฟยหันไปฉีกยิ้มกว้างแววตาเต็มไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมซุนม่อหลงหัวเราะออกมาน้อยๆ ก่อนจะพาหลินเฟยเดินไปยังเตาหลอมที่อยู่ห่างจากนักปรุงยาคนอื่นอย่างมากด้วยว่าเขาไม่้าให้หลินเฟยเสียสมาธิขณะฝึกฝนนั่นเอง
“ถ้าเช่นนั้นเ้าลองหลอมโอสถฟื้นฟูพลังปราณระดับหนึ่งดู” ซุนม่อหลงแย้มยิ้มพยักหน้าให้กับหลินเฟยที่เตรียมพร้อมเริ่มหลอมยาครั้งแรกในชีวิตของเขา
“ฟู่...”
หลินเฟยปรับลมหายใจให้คงที่ในสมองปรากฏขั้นตอนการหลอมยาฟื้นฟูพลังปราณระดับหนึ่งอย่างรวดเร็วมือซ้ายขยับหยิบฉวยวัตถุดิบจากแหวนมิติออกมาเตรียมไว้ทันที
พรึ่บ!
ไฟใต้เตาหลอมยาถูกจุดติดขึ้นมาทันทีด้วยพลังของผลึกธาตุไฟที่ได้รับสืบทอดมาจากาาัทันทีที่ไฟสีส้มเข้มปรากฏขึ้นก็ปลดปล่อยกลิ่นอายอันเก่าแก่โบราณอีกทั้งยังคงความบริสุทธ์เป็อย่างมาก
แม้ก่อนหน้านี้หลินเฟยจะได้หลอมรวมวิชาบางอย่างของเขาโดยผสานพลังธาตุไฟเข้าไปด้วยแต่นั่นกลับเทียบไม่ได้กับไฟของเขาในตอนนี้
หลังจากที่เขาได้ปลุกพลังสายเืให้ตื่นขึ้นแล้วไฟของหลินเฟยในตอนนี้ปลดปล่อยกลิ่นอายอันเก่าแก่ไม่แพ้ท่วงท่าเพลงดาบของเขาเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งความร้อนแรงนั้นกลับมากกว่าไฟโดยปกติทั่วไปอย่างเทียบไม่ติด
“หืม”
ทันทีที่หลินเฟยนำส่วนผสมสามตัวแรกใส่ลงไปมันกลับกลายเป็เถ้าธุรีในทันทีสร้างความสัยสนงุนงงให้กับหลินเฟยอย่างมาก
ซุนม่อหลงคลี่ยิ้มบางมันรู้อยู่แล้วว่าหลินเฟยจะต้องล้มเหลวเพียงแค่มองอุณภูมิของไฟมันก็รู้ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้น เพียงแต่ไม่กล่าวเตือนออกไปเท่านั้นมันไม่ได้คาดหวังให้หลินเฟยประสบความสำเร็จั้แ่ครั้งแรกอยู่แล้วแต่หากไม่มีข้อผิดพลาดเลยนี่สิคงเป็มันเองที่ต้องงุนงงสงสัย
“อืม...ไฟของเ้าพิเศษกว่าคนทั่วไปมากทั้งความร้อนที่มากกว่าปกติหลายเท่าและความบริสุทธ์นั้นนับว่าหาได้ยากยิ่ง เ้าต้องตั้งสมาธิให้ดีควบคุมพลังปราณบังคับให้อุณภูมิในเตาหลอมอยู่ในจุดที่เ้า้า
เมื่อผ่านขั้นตอนนี้ไปได้ ก็อาศัยความแม่นยำในการเพิ่มส่วนผสมเข้าไปจำไว้ว่าสิ่งที่ต้องทำให้มั่นคงคือการควบคุมไฟของเ้า”
ซุนม่อหลงเอ่ยแนะนำตัวมันก็ลอบตื่นตระหนกไปชั่วครู่อยู่เหมือนกันเมื่อได้เห็นเปลวเพลิงสีส้มที่แตกต่างจากคนธรรมดาอย่างมากของหลินเฟย
อีกทั้งยังคงความบริสุทธ์ราวกับเปลวไฟนี้ได้ทางผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานจนมันอดที่จะตระหนกใไม่ได้ ศิษย์ของมันผู้นี้นับว่าแปลกประหลาดจากคนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ในวันข้างหน้าอนาคตของเด็กหนุ่มผู้นี้ย่อมอยู่เหนือคนทั่วไปอย่างมากมายในความคิดของมัน
“ขอรับ”
หลินเฟยรับคำก่อนจะตั้งสมาธิสำนึกรู้ถึงผลึกธาตุไฟภายในร่างกายก่อนจะปลดปล่อยออกมาด้วยพลังลมปราณที่แ่เบาค่อยๆเพิ่มระดับไปทีละน้อยจนสามารถรักษาไว้ได้อย่างคงที่
ผ่านไปครึ่งก้านธูปหลังจากใส่ส่วนผสมไปกว่าเจ็ดแปดชนิดเม็ดเหงื่อเม็ดโตพร่างพรายไปทั่วใบหน้าของหลินเฟยจิตใจเริ่มอ่อนล้าจากการที่ต้องเพ่งสมาธิเป็เวลานานอีกทั้งยังต้องคอยระวังไม่ให้เกิดความผิดพลาดเสียอีก
แม้ร่างกายและจิตใจจะเริ่มอ่อนล้าแต่แววตาที่มั่นคงเด็ดเดี่ยวของเขากลับไม่จางหายไปเลยแม้แต่น้อยเวลาล่วงเลยผ่านไปอีกกว่าหนึ่งก้านธูป [หนึ่งก้านธูปประมาณครึ่งชั่วยามหรือก็คือ 1 ชั่วโมง]
เตาหลอมของหลินเฟยก็ปรากฏแสงเรืองรองสีทองเจิดจ้าขึ้นส่งผลให้ลูกศิษย์หรือนักปรุงยาในบริเวณนั้นต่างจ้องมองด้วยความสนใจ
บูม!
เสียงของกลุ่มก้อนแสงสีทองบีบอัดเข้ากระทบกันเสียงดังสนั่นพร้อมกับแสงสีทองที่ค่อยๆจางหายไปปรากฎเป็โอสถสีทองแผ่กลิ่นอายของตัวยาอันเข้มข้นกระจายไปรอบบริเวณ แม้นักปรุงยาฝึกหัดและลูกศิษย์ทั้งหลายจะอยู่ห่างออกไปนับสิบเมตรแต่กลับได้กลิ่นโอสถที่รุนแรงลอยออกมาได้อย่างชัดเจน
“์! นั่นเขาพึ่งเคยหลอมยาครั้งแรกไม่ใช่รึ?”
“ก่อนหน้านี้เขายังมาถามเคล็ดลับการหลอมไฟกับข้าอยู่เลยนะ”
“สมแล้วที่เป็ศิษย์หลักของท่านผู้าุโสอง”
“ผู้าุโสองช่างโชคดีนักที่ได้รับศิษย์ที่มากด้วยพร์ขนาดนี้”
เสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่ไปรอบบริเวณซุนม่อหลงเหม่อมองหลินเฟยที่กำลังคว้าเม็ดโอสถทั้งสี่เม็ดเข้ามาจ้องดูด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ ั้แ่ได้พบเจอกับหลินเฟยมันก็มีเื่ให้ต้องตกตะลึงอยู่ตลอดเวลา
ทั้งท่วงท่าวิชาดาบที่แปลกประหลาดทั้งตบะที่พัฒนาได้รวดเร็วกว่าผู้อื่นนับหลายปีทั้งเปลวไฟที่บริสุทธ์เกินกว่าผู้ใดที่เขาเคยพบเห็นทั้งยังจดจำสมุนไพรทั้งเล่มที่ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งปีในการศึกษา
แม้กระนั้นยังไม่พอเพียงฝึกหลอมโอสถก็สามารถทำได้อย่างรวดเร็วในการผิดพลาดไปแค่ครั้งแรกเท่านั้น!อัจฉริยะในรอบร้อยปีพันปีจะปรากฏสักครั้งยังไม่อาจนับเป็ตัวอันใดได้หากเทียบกับศิษย์ของเขาผู้นี้
“ขอข้าดูหน่อย”
ซุนม่อหลงรับโอสถทั้งสี่เม็ดของหลินเฟยมาสำรวจดูใกล้ๆมันก็พลันเบิกตากว้างทันทีเพียงมันสูดกลิ่นเข้าไปและััเท่านั้น กลิ่นอายที่เข้มข้นก็ทำให้มันรับรู้ได้เลยว่าโอสถทั้งสี่เม็ดนี้ต่างอยู่ในระดับสูงอย่างไม่ต้องสงสัย
ต้องเข้าใจว่าการที่จะหลอมโอสถออกมานั้นแม้จะสำเร็จกลายเป็เม็ดยาดังที่้าแต่กระนั้นเื่ของคุณภาพของมันก็มีทั้งระดับหนึ่งขั้นต่ำไล่ไปถึงระดับสูงซึ่งการที่จะทำให้ตัวโอสถนั้นกลายเป็โอสถระดับสูงได้นั้นต้องอาศัยหลากหลายปัจจัย
นอกจากจะต้องมีความมั่นคงในการควบคุมเปลวเพลิงความแม่นยำในการเพิ่มส่วนผสมเข้าไปก็สำคัญอีกเช่นกันอีกทั้งขั้นตอนการหลอมที่ซับซ้อนในการปรับอุณภูมิยิ่งขาดไม่ได้
อาจารย์ปรุงยาหรือแม้กระทั้งผู้เชี่ยวชาญระดับสูงแม้จะทำได้ตามนั้นก็ยังต้องเสี่ยงดวงว่าจะได้เม็ดยาออกมาเป็ระดับใดเพราะส่วนสำคัญที่สุดคือเปลวเพลิงของพวกเขาไม่ได้บริสุทธ์ขนาดที่ว่าจะดึงคุณสมบัติของสมุนไพรหรือวัตถุดิบออกมาได้ถึงสิบส่วน...
แต่สำหรับหลินเฟยนั้นหากเขาทำทุกขั้นตอนอย่างไม่ขาดตกบกพร่องโอสถที่เขาหลอมออกมาได้นั้นจะไม่มีทางต่ำกว่าระดับกลางอย่างแน่นอน
“เป็ยังไงบ้างขอรับท่านอาจารย์”
หลินเฟยขมวดคิ้วเขาคิดว่าที่ซุนม่อหลงเงียบไปนั้นอาจเป็เพราะตัวโอสถของเขายังไม่ดีพอ แต่จากที่เขาลองสูดดมกลิ่นของมันก็ไม่น่าจะมีอะไรผิดพลาดอีกทั้งยังดูดีกว่าโอสถฟื้นฟูพลังปราณระดับหนึ่งที่เขาเคยใช้อยู่ไม่น้อยจึงทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้
“ฮ่าๆ ดี ดี! เ้ามีความสามารถมากกว่าที่ข้าคาดไว้มากนักโอสถที่เ้าสามารถหลอมได้เป็ครั้งแรกนั้นมีคุณภาพที่สูงมากกว่าโอสถฟื้นฟูพลังปราณระดับหนึ่งทั่วไปหลายเท่า หากปรับเปลี่ยนพืชสมุนไพรหลักเพียงนิดก็จะกลายเป็โอสถฟื้นฟูพลังปราณระดับสองได้แล้ว”
ซุนม่อหลงกล่าวชมเชยหลินเฟยไม่หยุดมันไม่ได้พบบุคคลที่มีพร์อย่างหลินเฟยมานานมากแล้วและต่อให้เคยพบเจอเชื่อว่าพวกเขาเ่าั้ยังไม่สามารถเทียบเคียงศิษย์รักของเขาคนนี้อย่างแน่นอน
หลังจากแนะนำอะไรอีกหลายอย่างซุนม่อหลงจึงคืนโอสถทั้งหมดให้กับหลินเฟยพร้อมกับบอกให้เขาไปพักผ่อนแต่หากหลินเฟยอยากจะฝึกฝนหลอมยาก็สามารถทำได้
ทรัพยากรของตำหนักยาหลักนั้นมากมายกว่าตำหนักยาของศิษย์สายนอกมากมายนักจึงไม่ต้องกังวลเื่ทรัพยากรแม้หลินเฟยจะทำการหลอมโอสถล้มเหลว
“ขอบคุณขอรับท่านอาจารย์”
ซุนม่อหลงปล่อยให้หลินเฟยตัดสินใจว่าจะอยู่ฝึกฝนต่อหรือกลับไปพักผ่อนก็ได้ส่วนตัวเขานั้นยังมีงานอีกมากมายรออยู่จึงจำต้องจากไปทำให้เสร็จสิ้น
แม้ใจจะนึกเสียดายที่ไม่ได้อยู่คอยแนะนำให้ศิษย์รักที่กำลังเติบโตของเขา ในจิตใจของซุนม่อหลงหลินเฟยกลายเป็ศิษย์คนโปรดเสียยิ่งกว่าเซียงอี้เหยียนไปแล้วด้วยซ้ำในตอนนี้
หลินเฟยฉีกยิ้มกว้างด้วยความตื่นเต้นเขาเลียริมฝีปากเล็กน้อยตั้งใจจะทดลองหลอมโอสถระดับสามเพื่อนำไปบ่มเพาะพลังตบะของเขาการที่ไม่ต้องกังวลเื่ทรัพยากรมันทำให้เขาหักห้ามใจไม่ไหวจริงๆ
อีกทั้งเมื่อหลอมได้สำเร็จผู้าุโสองยังอนุญาตให้เก็บไว้เป็สมบัติส่วนตัวได้อีก เวลานี้หลินเฟยเลือกที่จะหลอมโอสถต่ออีกสักเล็กน้อยก่อนที่จะกลับไปหาบิดาที่บ้านพักตระกูลหลิน
หลินเฟยใช้เวลากว่าสี่วันในการฝึกฝนศึกษาการหลอมโอสถระดับสามโอสถที่เขาเลือกคือโอสถฟ้าสั่งคุณสมบัติของมันนั้นอัดแน่นไปด้วยพลังปราณฟ้าดินที่เข้มข้นเสียยิ่งกว่าผลึกอสูรระดับกลางนับสิบเท่า แต่ด้วยความที่เรียกได้ว่าเป็โอสถวิเศษในระดับนึงจึงยากที่จะหลอมออกมาได้โดยง่าย
แม้จะผ่านไปสี่วันหลังจากลองผิดลองถูกสูญเสียทรัพยากรไปไม่น้อยหลินเฟยก็ได้รับโอสถฟ้าสั่งมาสองเม็ดแต่ระดับของมันกลับเป็เพียงระดับกลางเท่านั้นจึงทำให้เขาไม่ค่อยพึงพอใจสักเท่าไหร่
แต่หากบุคคลอื่นได้รับรู้พวกมันคงจะต้องเผลอกัดลิ้นตัวเองเป็แน่โอสถระดับสามนั้นแม้แต่อาจารย์ปรุงยายังมีโอกาสสำเร็จเพียงสี่ในสิบส่วนเท่านั้นและส่วนมากโอสถที่สำเร็จก็มักจะเป็เพียงระดับต่ำธรรมดาทั่วไป
ทว่าหลินเฟยที่ไม่ได้รับรู้ถึงเื่พวกนี้จึงมีความรู้สึกไม่พอใจอย่างมากที่เขาทุ่มเททั้งความอดทนความตั้งใจศึกษาวิเคราะห์อย่างต่อเนื่องกลับทำสำเร็จเพียงแค่สองเม็ดและยังเป็ระดับกลางอีก
‘เฮ้อ ดูเหมือนข้าจะทำได้เพียงเท่านี้ในตอนนี้’
หลินเฟยนั่งพักลงบนม้านั่งในบริเวณนั้นก่อนจะทอดถอนใจออกมาหลังจากใช้หัวสมองขบคิดสิ่งต่างๆไปอย่างมากมายใน่หลายวันมานี้
ทำให้ตอนนี้เขารู้สึกปวดหัวตุบๆจากการที่ไม่ได้พักผ่อนและใช้พลังสมาธิเป็เวลาต่อเนื่องยาวนาน ขณะนั้นเองเสียงดุๆเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากทางด้านหลังของเขา
“ยอมแพ้แล้วรึ?”
หลินเฟยหันไปตามเสียงเรียกรอยยิ้มน้อยก็ประดับขึ้นบนใบหน้าของเขาทันทีภาพของสาวงามในชุดหรูหราสีแดงสวยงาม ขับเน้นใบหน้าและผิวพรรณอันผุดผ่องของนางให้โดดเด่นยิ่งขึ้นไปอีกขั้นดวงตากลมโตคู่สวยมองมาที่หลินเฟยด้วยสายตาดุๆอย่างที่เคย
แน่นอนว่าสาวงามที่พูดถึงนี้ก็คือศิษย์พี่คนสวยของเขาที่ไม่ได้เจอกันอีกเลยนับั้แ่วันที่เขาถูกนางทุบตีจนสลบสไลไป
“อ้า ศิษย์พี่นี่เองข้านึกว่าสาวงามที่ไหนเพียงได้เห็นหน้าท่านไม่ว่าอะไรข้าก็คงไม่มีทางยอมแพ้”
หลินเฟยยิ้มกว้างดวงตาเปล่งประกายเต็มไปด้วยความคิดชั่วร้ายเมื่อมองไปยังเรือนร่างที่แสนจะเย้ายวนตรงหน้า น้ำลายก็ไหลย้อนออกมาเล็กน้อยอย่างห้ามไม่อยู่
“เ้าตัวลามกปากพูดดีแต่ท่าทางของเ้ามันบ่งบอกว่าเ้าเป็ตัวลามกชัดๆหึ!”
ใบหน้าของหญิงงามแดงซ่านอย่างห้ามไม่อยู่นางพลันนึกไปถึงวันที่ต้องนำทางให้กับหลินเฟยไปยังตำหนักของเขาสองมือของหลินเฟยและใบหน้าได้ััในสิ่งที่บุรุษทั่วหล้าหมายจะ
และยังเป็ความอับอายที่นางไม่เคยได้รับมาก่อนวันนั้นนางจึงลงมือหนักเกินไปบ้างด้วยโทสะที่คุกรุ่นอยู่ในอกคู่ใหญ่ของนาง
แม้จะรู้สึกผิดที่เหมือนกับหลินเฟยจะไม่ได้ตั้งใจจริงๆแต่เวลานั้นนางอับอายเกินกว่าจะพูดคุยกันด้วยเหตุผลได้แต่ถึงกระนั้นความรู้สึกผิดที่ลงมือเกินเลยก็ยังคงอยู่
นางคิดว่าหลินเฟยจะต้องโกรธและเกลียดนางไปแล้วจึงพยามไม่ออกมาพบเจอหน้ากับหลินเฟยตลอดเวลาที่เขามายังตำหนักยาหลัก
แต่ตอนนี้ดูเหมือนศิษย์น้องของนางจะไม่ได้คิดมากกับเื่นั้น อีกทั้งยังพูดจาหยอกล้อนางด้วยท่าทางแบบนั้นอย่างหน้าตาเฉย
“ศิษย์พี่มีอะไรกับข้าหรือไม่หรือว่าคิดถึงข้าขึ้นมาดูนี่สิแผลวันนั้นที่ท่านลงมือกับข้าข้ายังปวดจนถึงทุกวันนี้เลยนะศิษย์พี่”
หลินเฟยชี้ไปที่แขนซ้ายของเขาที่ไม่มีแม้แต่ร่องรอยใดๆนอกจากผิวขาวเรียบเนียนของเขาพร้อมกับเอียงคอมองไปยังใบหน้างดงามของเซียงอี้เหยียนก็พาลพาจิตใจสั่นไหวหัวใจเต้นตึกตักอย่างไม่อาจหักห้าม
‘เฮ้อ ความงดงามของนางช่างเป็อันตรายต่อบุรุษผู้หล่อเหลาเช่นข้าเสียจริงๆ’
หลินเฟยผงกศรีษะให้กับความคิดของตัวเองก่อนจะปาดน้ำลายออกไปเล็กน้อยด้วยความที่เขาไม่ใช่คนเ้าคิดเ้าแค้นอะไรเป็ทุนเดิมจึงไม่ได้เก็บเื่ราววันนั้นมาใส่ใจ
อีกทั้งเขายังมีความคิดหมายปองศิษย์พี่คนสวยของเขาอยู่ไม่น้อยจะให้โกรธเกลียดนางที่ใช้กำลังรุนแรงไปเพราะอับอายนั้นเขาก็ทำไม่ลง
“เ้า! หึ! เ้าคนหลงตัวเอง”
เซียงอี้เหยียนกระทืบเท้าอย่างขัดใจใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อหมุนกายจากไปทันที เดิมทีนางได้ยินมาจากอาจารย์ว่าหลินเฟยนั้นหลอมโอสถได้สำเร็จแล้ว
และยังเป็โอสถระดับสูงด้วยแม้จะเป็เพียงโอสถระดับหนึ่งก็ตามมันก็ยังหน้าทึ่งมากอยู่ดีในความคิดของนาง แต่พอมาถึงยังไม่ทันถามไถ่ถึงตัวโอสถเลยแม้แต่น้อยกลับเป็นางที่ทนกลับวาจาหยอกล้อของหลินเฟยไม่ไหว
ต้องเข้าใจว่าดรุณีน้อยนางนี้ออกจะผิดแปลกไปเสียบ้างประสบการณ์ความสัมพันธ์ชู้สาวของนางนั้นแทบจะนับได้ว่าเป็ศูนย์ทำให้นางอดที่จะอับอายกับคำพูดของหลินเฟยไม่ได้
เซียงอี้เหยียนจากไปด้วยหัวใจที่เต้นตึกตักอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนแม้จะกล่าวออกไปแบบนั้นแต่รอยยิ้มน้อยๆที่ไม่ค่อยมีใครได้พบเห็นก็ประดับอยู่บนใบหน้าของนางเป็ที่เรียบร้อย
น่าเสียดายที่หลินเฟยไม่ได้เห็นรอยยิ้มที่งดงามของดรุณีนางนี้ไม่เช่นนั้นเขาอาจจะยอมโดนทุบตีอีกสักครั้งเพื่อให้ได้ััจับต้องเรือนร่างอันเย้ายวนของนางอย่างแน่นอน
“เอาล่ะข้าสมควรกลับไปรับฟังเื่ราวทุกอย่างระหว่างบิดาข้ากับผู้าุโห้าได้แล้วในตอนนี้”
หลินเฟยยังคงเหม่อมองไปยังทิศทางที่เซียงอี้เหยียนจากไปด้วยรอยยิ้มบางเขาอยากจะพูดคุยกับนางไปทั้งวันแต่ดูเหมือนหนทางจะยังคงอีกไกลแสนไกล
.
.
.
: ช่วยมองว่าตอนเหรียญทองเป็กำลังใจให้ผู้เขียนนะครับเหมือนกับตะเกียงที่ต้องมีน้ำมันคอยหล่อเลี้ยง แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้โลภมากติดเหรียญทองทุกตอน ขอให้ช่วยสนับสนุนด้วยนะครับ
: รบกวนคอมเม้นต์รีวิวให้ด้วยนะครับเพื่อนๆทุกคน