ฟู่~~ ฟู้ …
“นี่หรอสรรพสิ่งกลายเป็ดัชนี” เปรวเพลิงขาวออกใสอยากจะมองเห็นหากไม่เพ่งดูให้ดี ปรากฏขึ้นปรายนิ้วชี้กับกลาง
โม่หยางบรรลุผ่านคอขวดมาได้อีกขึ้น เข้าใจต่อสัจธรรม ก่อเกิดดัชนีฟุ้งออกเป็แสงสว่างว้าบ โม่หยางใช้เวลากว่าแปดสิบปีเลื่อนขั้นจุดก่อกำเนิดดัชนีนี้ได้ ต้องเก็บเกี่ยวปราณจากสรรพสิ่งกลายเป็ดัชนี การบำเพ็ญของเขาในการปราณช้ากว่าผู้อื่นเพราะเขาใช้เวลาไปกับการสร้างพวกคนตาย ไม่สนใจเข้ากัดตนหรือบำเพ็ญลมปราณ
“สิ่งนี้ทำอันใดได้บ้าง……”
ลองชี้นิ้วทั้งสองจรดลงบนถ่านต้มชา ไอร้อนทวีลุกไหม้
น้ำในกาเดือดล้นตกกองไฟเพียงเสี้ยวลมหายใจ
จากนั้นลองใช้เป็กระบี่ตัดกิ่งไม้นอกหน้าต่างห่างออกไปไกล
กิ่งไม้ร่วงหล่นตลอดแนวไกลตามนิ้วทั้งสองชี้ออกไป
พื้นห้องในเรือนเกิดรอยแยกยาวจนถึงกิ่งไม้ เนื่องจากควบคุมได้ไม่ดีนัก ชัดเจนแล้วว่าดัชนีของเขาร้ายแรงอย่างมาก หลังเกิดแสงดังสนันจากห้องเรือน หลังคากำแพงบ้านแตกร้าวเป็ทางสู่ด้านสวน ชายชุดดำพลันปรากฏตัวเข้ามาในห้อง
ชายชุดดำยืนอยู่เบื้องหน้าโม่หยางหน้าตาตื่นตระหนก “เกิดเื่อันใด?”
ชายผู้นี้ทำให้โม่หยางเกิดความงุนงง
เหลือบมองชายเข้ามาในห้องอย่างไม่เข้าใจ
เขาสั่งทูตทั้งห้าออกตามหานางปีศาจ กลับเงียบหายไม่ส่งข่าวอันใด
ในเวลานี้มันมาอยู่ตรงหน้าเขา ทูติญญาสวี่เหยียน ทูตตนแรกที่เขาปลุกขึ้นจากความตาย
โม่หยางกล่าว “เ้าสมควรตายอีกครา”
“เหตุใดท่านถึงกล่าวคำโหดร้ายถึงเพียงนี้” สวี่เหยียนเอ่ยถาม
โม่หยางเงียบ ไม่อยากกล่าวอันใดกับเขา
เป็ความผิดพลาดของตนที่สร้างทูตโดยไม่ได้ลบพลังจิตของดวงิญญาออก เนื่องเพราะเขาพึ่งเริ่มฝึกวิชาตำราศึกษาเข้าใจได้ไม่ถี่ถ้วน จึงได้สร้างตัวเช่นนี้ขึ้นมา
สักครู่ใหญ่สวี่เหยียน ได้สติว่าตนนั้นแอบซ่อนอยู่ไม่ควรเผยตัว “พวกข้าห่วงท่าอาจเกิดภัย ข้าอาสาคอยคุ้มครองท่าน อีกสี่ตนได้ออกไปสืบข่าวมิได้ติดต่ออันใดดังข้าเช่นกัน”
โม่หยางกล่าว “เ้าบรรลุถึงขั้นไหน ทำไมข้าไม่รู้ถึงตัวตนเ้ามาอยู่ใกล้ๆ”
สายตาคมจ้องมองทูตของตนที่มองไม่ทะลุดั่งเช่นเคย
สวี่เหยียนเปิดปากแ่เบา “ระหว่างทางที่ติดตามท่านเข้านครหลวงข้ากินดวงปิศาจที่พวกท่านฆ่าทิ้งไว้ ทำให้ข้าเลื่อนขั้นขึ้นนิดหน่อย”
หากเขาไม่เป็ห่วงโม่หยางคงไม่รีบเผยตนออกมา แอบใช้เวลาไปพำเพ็ญเพียรกับสหายคนใหม่ที่ตนเจอ ั้แ่เกิดใหม่เป็ทูติญญาเขารู้ว่าตนก้าวหน้าบรรลุข้ามขั้นขึ้นได้ไวยิ่งกว่าแต่ก่อน อาจเกี่ยวข้องกับเ้าของร่างนี้
“ร่องรอยกระบี่นี้ผู้ใดหมายคิดเอาชีวิตท่านกัน” สวี่เหยียนยังคงก้มๆ เงยๆ ดูรอยแตกตามพื้น
โม่หยางไม่อยากให้เขารับรู้ว่าตนผ่านขั้นดัชนี “คิดลองวิชากะบี่ของสำนักเมฆา”
ทูตไม่ควรมีจิตสำนึกได้เองอย่างเสวี่เหยียนวันข้างหน้าอาจก่อสิ่งเลวร้าย
“ปราณกระบีท่านสมเป็ศิษย์ของท่านเซียน เพลงกระบี่ก็ไม่ธรรมดา เมื่อใดท่านจะสอนข้า”
“เ้าแอบติดตามข้ายังไม่รู้ว่าตนผิด?” เสียงผู้เป็นายเย็นเข้าสู่หัวใจที่ไม่เต้นของทูติญญา
“…” เรี่ยวแรงเข่าอ่อนลง ขาสองข้างล้มลงกับพื้น “ข้ารักห่วงท่านถึงปานนี้โปรดอภัยให้ข้าเถิดนะ”
ความก้าวหน้าของสวี่เหยียนไวเกินกว่าทูตทั่วไป สติปัญญาใคร่รู้ก็มาก
หากวันใดมีใจอยากเป็นายตนขึ้นมา สังหารทิ้งก็นึกเสียดาย
ตอนนี้ยังหาอีกสี่ตนไม่พบ ถือว่าโชคดีสวี่เหยียนไม่ได้ออกไปสืบข่าวไกลอยู่จากตน
เรือนเกิดรอยร้าวเปิดข้างกำแพงกว่าครึ่งหลัง โม่หยางเดินออกจากเรือนหลังนี้มุ่งสู่ตรอกถนนหลายสาย ตามท้องถนนครุกครุ้งไปด้วยกลิ่นท่อน้ำเน่าเสีย ตะไคร้น้ำเกาะตามกำแพงเรือนหลังเก่าทรุดโทรม ด้านหน้าของทั้งสอง เสียงหนูวิ่งวุ่นไปมาเต็มบริเวณหญ้ารกร้าง
โม่หยางไม่ได้เอ่ยว่ามาเพราะเหตุใด นี่ไม่ใช่ที่พักใหม่ของพวกเขา
สวี่เหยียนไม่ได้เอ่ยปากถามอันใด เขารับรู้กลิ่นอายที่คุ้นเคยแถวๆ บริเวณนี้
ถึงสวี่เหยียนจะเป็ิญญามาก่อน เขาเคยติดคุกหลังสำนักหยางซางแต่ก็ไม่ได้โสโครกปานนี้ ผู้เป็นายเดินนำหน้าเข้าลานเรือนร้าง มุ่งตรงไปจุดบ่อน้ำ
จึ้กกกก ~ เสียงหนูดังก้อง
ััอายของทูตที่ตนสร้างสิ้นสุดลงจุดนี้ บ่อน้ำกลับมีเสียงเท้าหนูวิ่งมุดดังไปมา
เสียงสะท้อนจากบ่อให้ได้ยินชัดเจนพวกมันลงไปในบ่อแล้วเงียบหาย
“ลงไป” โม่หยางกล่าว ดวงตาคมยังจดจ่ออยู่ใต้บ่อน้ำ
สวี่เหยียนกล่าวด้วยความเขยะแขยง “ข้ายอมเสียสละลงสู่น้ำเน่าเหม็นนี้เพื่อสำนึกผิด!!”
“…อืมม”
โม่หยางถอนใจให้กับคำกล่าวของเขา
ร่างชุดดำเปลี่ยนเป็ควันสายหนึ่งพุ่งลงใต้บ่อน้ำ หายวับเมือถึงก้นบ่อ
“ประตูมิติ ผู้ใดช่างร่ำรวยสร้างทิ้งไว้ไม่มีผู้ใดเฝ้า” ก่อนะโลงบ่อ โม่หย่างปิดเพิ่มอาคมป้องกันไว้หน้าบ่อน้ำ ไม่ให้ผู้อื่นเข้าใกล้แห่งนี้ร่างกายตกถึงก้นบ่อน้ำ น้ำที่เขาเห็นหากแต่เปลี่ยนสิ่งแปลกปลอมสร้างอำพรางตา กลับกลายเป็ประตูมิติส่งไปถึงอีกสถานที่หนึ่ง
…
…
“ตื่นเขิลนัก”
สตรีรูปโฉมงดงามยิ้มเยอะ
นางเฝ้ามองทั้งคู่ั้แ่เดินเข้ามาแล้ว
ผิดที่นักพรตหนุ่มอ่อนด้อยเกินกว่าตรวจพบนางนั่งอยู่ในเรือน