ขณะนั้นโรมิยาสได้เข้าไปช่วยเมราณินทร์ประคองร่างของอินทรณินทร์ที่กำลังเหลือเพียงลมหายใจอันแ่เบาไว้อีกคนหนึ่ง
อินทรณินทร์ค่อยๆ หันหน้ามามองโรมิยาส
"ท่านโรมิยาส... บัดนี้ข้าได้ทำหน้าที่ครั้งสุดท้ายของข้าได้ล้มเหลวเสียแล้ว ข้า... ข้าไม่อาจจะจัดการกับพวกศัตรูในที่นี้ได้แม้แต่คนเดียว ข้าเสียใจ เสียใจยิ่งนักท่านโรมิยาส..."
"อย่าพูดอย่างงี้สิ ท่านอินทรณินทร์" โรมิยาสรีบปรามอินทรณินทร์ "ที่จริงท่านได้ทำหน้าที่ของท่านอย่างดีที่สุดแล้ว และที่จริงท่านก็ได้ป่วยเรื้อรังมาเนิ่นนานแล้ว ไม่เช่นนั้นจะเป็ไปได้หรือที่ท่านจะต้องมาพลาดท่าเสียทีให้กับคนชั่วเช่นนี้ ที่จริงแล้ว ทางวังของเราก็ไม่น่าจะเชิญให้ท่านมาทำงานในครั้งนี้ด้วยซ้ำไป"
"อย่าได้พูดเช่นนั้นเลย ท่านโรมิยาส..." แล้วอินทรณินทร์ก็ยิ้มออกมาให้กับโรมิยาสอย่างยากลำบาก "การที่ได้รับใช้อณาจักรแอนโดร่าและองค์พระจักรพรรดิ์ถือได้ว่าเป็เกียรติยศอันสูงส่งของคนเยี่ยงข้า หากว่าในคราครั้งอดีตที่องค์พระจักรพรรดิ์ไม่ละเว้นโทษปะาในการกำเริบก่อการเป็หัวหน้าโจรของข้าในครั้งนั้น ไหนเลยวันนี้จะมีจ้าวธนูอินทรณินทร์ที่มีชื่อเสียงเยี่ยงข้าได้ อา... ท่านไม่ต้องเป็ห่วงข้าหรอกนะท่านโรมิยาส แม้ว่าข้าจะเสียใจที่ทำงานในครั้งนี้ไม่สำเร็จ และแม้ครั้งนี้ข้าจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่อย่างน้อย ข้าก็ยังรู้สึกภาคภูมิใจว่าได้รับใช้องค์พระจักรพรรดิ์จวบจนวาระสุดท้ายของข้าเอง..."
น้ำตาของโรมิยาสกลับหลั่งไหลออกมาจากหางตา "ท่าน... ท่านอินทรณิณทร์..."
แล้วอินทรณินทร์ก็ไอกระอักเืออกมาอีกครั้งหนึ่ง
"พ่อ! ท่านพ่อ...! ท่านอย่าเพิ่งจากข้าไปนะท่านพ่อ ท่านจะจากข้าไปแบบนี้ไม่ได้นะ? " เมราณินทร์ร่ำร้องออกมาด้วยน้ำตาอันนองไปทั้งใบหน้า
"เมราณินทร์..." น้ำเสียงของอินทรณินทร์อ่อนล้าลงทุกขณะ "ฝีมือในการยิงธนูของเ้านั้นยังอ่อนด้อยกว่าที่ควร การที่จะรับใช้อณาจักรแอนโดร่าของเราได้ดี เ้า... เ้าจะต้องมีฝีมือที่แก่กล้ากว่านี้..."
แล้วอินทรณินทร์ก็เปลี่ยนสายตาไปที่โรมิยาส
"ท่านโรมิยาส... ข้าขอไหว้วานท่าน หลังจากข้าตายไป ท่านจงช่วยนำบุตรสาวของข้าไปยังดาว'ไครีส' ที่นั่นยังมีปรมจารย์ธนูที่เป็ศิษย์ของอาจารย์ข้าอีกทีหนึ่ง และเขาเองนั้นก็เปรียบเสมือนเป็พี่น้องแท้ๆ ของข้าและเขาก็เป็เพียงผู้เดียวที่จะถ่ายทอดวิชาธนูชั้นสูงสุดให้กับบุตรสาวของข้าได้..."
โรมิยาสพยักหน้าออกมาหลายครั้ง "ได้ๆ ท่านวางใจเถอะ ข้าจะทำตามที่ท่านสั่ง ข้าจะดูแลบุตรเพียงคนเดียวของท่านให้เอง..."
"ถ้าอย่างนั้น... ข้าก็... วางใจแล้ว...." สิ้นหางเสียงนั้น ชีพจรของอินทรณินทร์ก็ค่อยๆ หยุดเต้นลงไปในที่สุด
"ท่านพ่ออออ...?!! " เมราณินทร์ร้องออกมาสุดเสียง แล้วก็ฟุบหน้าลงไปบนหน้าอกของผู้เป็บิดาอย่างสะอึกสะอื้น
"ช่างเป็ฉากที่น่าะเืใจซะยิ่งนัก..." คำพูดและน้ำเสียงหยันๆ นั้นดังออกมาจากคาเมเลียสที่แม้จะาเ็อยู่ไม่น้อย แต่ก็ยังมีฝีปากดีเหมือนเช่นเดิม "ดูเอาเถอะ โคแวน ท่านไม่คิดจะเข้าไปดูหรือแสดงความรันทดหดหู่ใจดูบ้างหรือ? " ว่าแล้วนางก็หัวเราะออกมาด้วยเสียงอันกวนประสาทของผู้รับฟัง
แต่ทว่าโคแวนนั้น แม้จะยืนดูเหตการณ์อันะเืใจจากที่เดิมโดยมิได้ขยับขเยื้อน ก็หาใช่ว่าเขาจะไม่ะเืใจกับภาพที่เห็น แต่ใน่เวลาแห่งการเผชิญหน้ากับเหล่าศัตรูที่ยังมีอยู่ ณ.ที่นี้อีกหลายคนนั้น เขาก็ไม่อาจจะปล่อยให้ตัวเองแสดงความะเืใจใดๆ ออกมาได้ และเขาเองนั้นมีตำแหน่งถึงระดับขุนพลเอกแห่งอณาจักรแอนโดร่า เขาต้องเลือกที่จะจับตาและพร้อมจะรับมือกับศัตรูที่อาจฉวยโอกาสลอบกัดใน่เวลาอันเปราะบางนี้อย่างไม่ให้คราดสายตาไปได้ และนี่ก็ยังไม่นับในเื่ที่คาเมเลียสและเมธานอสได้กล่าวอ้างถึงการที่องค์พระจักรพรรดิ์และพระโอรสได้ตกไปอยู่ในเงื้อมมือของพวกตน ที่โคแวนก็ยังไม่อาจจะพิสูจน์ในตอนนี้ได้ว่า จริงหรือเท็จกันแน่ แต่ที่แน่ๆ เขาเองนั้นที่เป็คนได้คิดวางแผนการที่จะลวงให้พวกนักรบและทหารของโบโรเธียนี้ให้ไขว้เขวมาทางด้านนี้เอง เพื่อที่จะให้องค์พระจักรพรรดิ์และพระโอรสได้เร้นหลบออกไปยังอีกที่หนึ่งที่จะสามารถทำให้ทั้งสองพระองค์รอดพ้นจากอันตรายได้
แล้วองครักษ์ทั้งสามต่างก็ถลากันเข้ามาที่โคแวน
"ท่านโคแวน องค์พระจักรรพรรดิ์ของเราตอนนี้อาจจะมีอันตราย...?! " องครักษ์หน้ากลมรีบพูดขึ้น
"แผนลวงของพวกเราน่ากลัวว่าจะ..." องครักษ์หน้าเหลี่ยมที่กำลังจะพูดต่อถึงกับชงักคำพูดไป
"ท่านทั้งสอง ระวังอย่าพูดชี้โพลงให้กระรอก..." องครักษ์หน้ายาวเตือนออกมา
"ฮ่าๆ ๆ " เมธานอสที่ยังยืนอยู่ที่เดิมหัวเราะอย่างขันๆ "กระรอกอย่างพวกข้าไม่จำเป็ที่จะต้องไปหาโพลงอะไรอีกแล้ว เพราะโพลงนั้นพวกข้าพบกันั้แ่แรกแล้วล่ะท่านทั้งหลาย โพลงที่องค์พระจักรพรรดิ์และพระโอรสได้เข้าไปหลบซ่อนนั้นไม่ได้เป็ความลับและเป็ประโยชน์กับใครต่อไปอีกแล้วล่ะพวกท่าน บางทีพวกท่านอาจจะยังไม่เชื่อที่ข้าพูด ถ้าอย่างนั้นก็ให้พี่น้องของข้าเป็คนพูดดีกว่านะ..."
สิ้นคำของเมธานอส เสียงแหวกอากาศของวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดังขึ้นมาอย่างฉับพลัน และวัตถุนั้นก็พุ่งตกลงไปอยู่ที่เบื้องหน้าของสามองครักษ์พอดี!
แล้วโคแวนและสามองครักษ์ก็มีสีหน้าที่แปรเปลี่ยนไปแทบจะทันที เมื่อได้เห็นอาวุธชิ้นหนึ่งปักคาพื้นอยู่ที่เบื้องหน้า
นี่คืออาวุธที่มีรูปร่างโค้งยาวใกล้เคียงกับดาบโค้งซามูไรของเมธานอสแต่กลับมีความใหญ่หนากว่าอีกระดับหนึ่ง และมันยังคงสั่นกระพืออยู่บนพื้นห้องอีกครู่หนึ่งก่อนที่จะค่อยๆ สงบลงไปราวกับเสียงคำรามสุดท้ายของราชสีห์ที่ค่อยๆ จางหายไปในอากาศก็ปาน
แล้วประกายตาของโคแวนก็ราวกับจะตื่นตะลึงขึ้นมาเมื่อได้เห็นรูปลักษณ์ของดาบนี้ได้อย่างชัดเจนแล้ว
"นี่มัน... 'ดาบราชสีห์ภูผา'หนึ่งในดาบห้าอัศวินแห่งโบโรเธียนี่..?!! " องครักษ์หน้ายาวอุทานขึ้นเป็คนแรก ขณะที่อีกสององครักษ์ถึงกับอ้าปากค้างไป
แล้วเสียงปรบมือสามครั้งก็ดังออกมาจากเมธานอส
"ท่านกล่าวได้ถูกต้องแล้ว การมาเยือนอณาจักรแอนโดร่าด้วยภาระกิจสุดจะพิเศษในครั้งนี้ หาได้มีแต่ข้าคนเดียว หากแต่ว่าเหล่าพี่น้องแห่งข้า 'ห้าอัศวินแห่งโบโรเธีย' บัดนี้ต่างก็มาถึงอณาจักรแห่งนี้กันอย่างพร้อมหน้าทีเดียว..."
เมื่อสิ้นคำของเมธานอส ที่โถงทางเดินที่อยู่เลยออกไปไม่ไกลนั้นก็ค่อยๆ ปรากฏเงาร่างของคนลึกลับสองคนกำลังเดินย้อนแสงมายังทิศนี้ด้วยย่างก้าวที่ช้าเนิบแต่สม่ำเสมอ
แล้วโคแวนก็พยายามหรี่ตามองออกไป ขณะที่โรมิยาสก็ลุกขึ้นมามองอย่างตื่นตะลึง...!