เสียงค้อนกระทบเหล็ก…
บางครั้งก็เหมือนเสียงหัวใจของนักสู้
ดัง หนัก และร้อนระอุ
โดยเฉพาะในนครเทียนหลิง—
ไม่มีใครไม่รู้จัก “ตระกูลเหล็กดำ”
ตระกูลที่สร้างอาวุธให้คนทั้งเมือง
และในหลายครั้ง…
อาวุธของพวกเขา
ก็คือสิ่งสุดท้ายที่ผู้คนได้เห็นก่อนตาย
คืนหลังจบงานเลี้ยงใหญ่
ลมหนาวพัดผ่านถนนหินทางตะวันตกของนคร
เสี่ยวชวนเดินเงียบ ๆ ท่ามกลางแสงโคมสีแดง
ผู้คนเริ่มบางตา
เสียงดนตรีจากหอเมฆาเทียนหลิงค่อย ๆ ไกลออกไป
เหลือเพียงเสียงลม
กับเสียงฝีเท้าของเขาเอง
กระบี่ที่เอวแกว่งเบา ๆ ตามจังหวะเดิน
มันยังใช้งานได้
แต่—
รอยบิ่นบนคมดาบเริ่มชัดขึ้นทุกวัน
หลังผ่านการฝึกหนักหนึ่งเดือน
ผ่านการปะทะกับสัตว์อสูร
ผ่านแรงกดดันจากวิชากระดูกทมิฬ
กระบี่เล่มเดิม…
เริ่มตามเขาไม่ทันแล้ว
“ดาบเจ้าใกล้พัง”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
เสี่ยวชวนหยุดเดินเล็กน้อย
ก่อนหันกลับไป
ชายหนุ่มร่างสูงในชุดดำกำลังยืนพิงเสาไม้ข้างทาง
แขนกอดอก
รอยยิ้มบางเบา
เฮยเฟิง
บุตรชายตระกูลเหล็กดำ
ดวงตาของเขาในคืนนี้ยังคงดุเหมือนเปลวไฟใต้เตาหลอม
ไม่ใช่สายตาของคนมองมนุษย์
แต่เหมือนช่างตีเหล็ก…
ที่เพิ่งเจอแร่ชั้นดี
“เจ้าตามข้ามา?”
เสี่ยวชวนถามเรียบ ๆ
เฮยเฟิงหัวเราะเบา ๆ
“ข้าไม่ชอบอ้อมค้อม”
“ข้าสนใจเจ้า”
คำพูดตรงเกินไป
จนแม้แต่เสี่ยวชวนยังเงียบไปครู่หนึ่ง
เฮยเฟิงเดินเข้ามาช้า ๆ
สายตาจับอยู่ที่กระบี่เก่าของเสี่ยวชวน
“ดาบเล่มนี้…”
“เดิมก็ไม่เลว”
“แต่ตอนนี้มันเริ่มรับลมปราณของเจ้าไม่ไหวแล้ว”
เขาใช้นิ้วเคาะฝักดาบเบา ๆ
กึก
เสียงทึบต่ำดังขึ้น
เฮยเฟิงขมวดคิ้วทันที
“ลมปราณเจ้าคมเกินไป”
“คมจนเนื้อเหล็กเริ่มร้าวจากข้างใน”
เสี่ยวชวนก้มมองดาบเงียบ ๆ
เขารู้เรื่องนี้ดี
หลายครั้งตอนใช้ “กระบี่ฟ้าครามเก้าเงา”
เขารู้สึกเหมือนดาบตามจังหวะของตัวเองไม่ทัน
โดยเฉพาะหลังผสานพลังของกรงเล็บกระดูกทมิฬ
แรงสั่นสะเทือนที่ส่งกลับมา—
หนักขึ้นทุกครั้ง
“เจ้ามีธุระอะไร”
เสี่ยวชวนถามตรง ๆ
เฮยเฟิงยิ้มขึ้นช้า ๆ
จากนั้นกล่าวประโยคที่ทำให้ลมราตรีเหมือนหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
“ข้าอยากตีดาบให้เจ้า”
เงียบ
มีเพียงเสียงโคมไม้ไหวเบา ๆ ตามแรงลม
เสี่ยวชวนมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
“ทำไม”
เฮยเฟิงหัวเราะในลำคอ
“ช่างตีเหล็กดี ๆ…”
“เวลาเห็นคนเหมาะกับดาบ”
“เลือดมันจะร้อนเอง”
เขาก้าวเข้ามาอีกหนึ่งก้าว
สายตาคมขึ้น
“แล้วข้าก็อยากรู้”
“ถ้าคนอย่างเจ้า…”
“ถือดาบที่เหมาะกับตัวเองจริง ๆ”
“มันจะอันตรายได้แค่ไหน”
ลมเย็นพัดผ่านระหว่างคนทั้งสอง
ไม่มีใครพูดต่อทันที
แต่บรรยากาศกลับนิ่งอย่างประหลาด
เหมือนสัตว์ร้ายสองตัวกำลังมองกันอยู่เงียบ ๆ
สุดท้าย—
เสี่ยวชวนจึงถามเบา ๆ
“ดาบแบบไหน”
เฮยเฟิงยิ้มทันที
เหมือนรอมานานแล้ว
“ตามข้ามา”
…
เขตตระกูลเหล็กดำในยามค่ำคืน
ไม่เหมือนที่ใดในนครเทียนหลิง
ที่นี่ไม่มีเสียงพิณ
ไม่มีเสียงหัวเราะ
มีเพียงเสียงเหล็ก
กึง!
กัง!
กึง!
เสียงค้อนดังสะท้อนตลอดทั้งคืน
เปลวไฟจากเตาหลอมสาดแสงแดงเข้มไปทั่วลานกว้าง
กลิ่นเหล็กร้อน
กลิ่นถ่านไหม้
กลิ่นน้ำมันหลอมโลหะ
ผสมกันจนเหมือนโลกอีกใบ
เสี่ยวชวนเดินตามเฮยเฟิงผ่านโรงตีเหล็กหลายแห่ง
ช่างฝีมือมากมายกำลังทำงาน
บางคนตีดาบ
บางคนหลอมเกราะ
บางคนกำลังแกะอักขระลงบนอาวุธวิญญาณ
แต่เมื่อเห็นเฮยเฟิง—
ทุกคนต่างหยุดมือเล็กน้อยแล้วค้อมศีรษะ
สายตาเต็มไปด้วยความเคารพ
เพราะในตระกูลเหล็กดำ
พรสวรรค์ในการตีเหล็ก…
สำคัญไม่ต่างจากพรสวรรค์ด้านการต่อสู้
“คุณชายเฟิง”
ชายชราคนหนึ่งกล่าวขึ้น
“จะเปิดเตาหลอมหลักหรือ?”
เฮยเฟิงพยักหน้า
“คืนนี้ข้าจะตีดาบเอง”
คำพูดนั้นทำให้หลายคนชะงัก
เพราะเฮยเฟิง…
แทบไม่ลงมือตีดาบด้วยตัวเองแล้ว
โดยเฉพาะดาบให้ “คนอื่น”
เสี่ยวชวนสังเกตเห็นสายตาหลายคู่เริ่มมองมาที่เขา
บางคนสงสัย
บางคนตกใจ
บางคน…
เริ่มอิจฉา
เฮยเฟิงพาเขาเข้าไปยังห้องหลอมด้านในสุด
ห้องกว้างใหญ่ราวตำหนัก
ตรงกลางคือเตาหลอมสีดำขนาดมหึมา
เปลวไฟสีแดงอมทองลุกโชนอยู่ด้านใน
เพียงยืนใกล้—
ก็สัมผัสได้ถึงความร้อนมหาศาล
“นี่คือเตาอสูรเพลิงดำ”
เฮยเฟิงกล่าว
“ใช้หลอมอาวุธวิญญาณระดับสูง”
เขาหันมองเสี่ยวชวน
“ก่อนตีดาบ…”
“ข้าต้องรู้ก่อนว่าเจ้าคือคนแบบไหน”
เสี่ยวชวนเลิกคิ้วน้อย ๆ
“เกี่ยวกันด้วย?”
“แน่นอน”
เฮยเฟิงตอบทันที
“ดาบที่ดี…”
“ต้องเลือกเจ้าของ”
เขาหยิบเหล็กสีฟ้าเข้มก้อนหนึ่งขึ้นมา
ผิวของมันมีลายคล้ายเมฆไหลอยู่ด้านใน
เพียงมอง—
ก็รู้ว่าไม่ธรรมดา
“เหล็กเมฆคราม”
“ดูเบา”
“แต่รับลมปราณได้ดีกว่าเหล็กทั่วไปสิบเท่า”
เฮยเฟิงโยนมันลงบนแท่นเหล็ก
กัง!
เสียงหนักแน่นดังสะท้อน
“มันเหมาะกับคนที่ควบคุมลมปราณละเอียด”
“ไม่ใช่คนบ้าพลัง”
เขาหันมองเสี่ยวชวน
“เหมาะกับเจ้า”
เปลวไฟสะท้อนในดวงตาของเฮยเฟิง
ร้อนแรง
จริงจัง
เหมือนนักสู้ที่กำลังจะลงสนาม
“เสี่ยวชวน”
เขาพูดช้า ๆ
“เจ้าคิดว่า ‘ดาบ’ คืออะไร”
เสี่ยวชวนเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบ
“อาวุธ”
เฮยเฟิงส่ายหน้า
“นั่นคือคำตอบของคนทั่วไป”
เขาหยิบค้อนสีดำขึ้นมา
“สำหรับข้า…”
“ดาบคือจิตใจของคนถือ”
กึง!!
ค้อนแรกฟาดลงบนเหล็กร้อน
ประกายไฟระเบิดออกทันที
เสียงดังสะเทือนทั้งห้อง
“คนใจร้อน…”
กึง!!
“ดาบจะหนัก”
กึง!!
“คนลังเล…”
กึง!!
“ดาบจะทื่อ”
กึง!!
“คนที่ไม่กล้าฆ่า…”
เขาหยุดค้อนเล็กน้อย
ก่อนยิ้มบาง
“ดาบของมันจะไม่มีวันคมจริง”
ประกายไฟสะท้อนผ่านใบหน้าของเฮยเฟิง
เสี่ยวชวนยืนนิ่งมองอยู่เงียบ ๆ
เขาเริ่มเข้าใจแล้ว—
สำหรับคนคนนี้
การตีดาบ…
ไม่ใช่งานช่าง
แต่มันคือศิลปะ
คือการสร้าง “ชีวิต” บางอย่างขึ้นมา
เฮยเฟิงตีเหล็กต่อเนื่อง
เสียงค้อนหนักแน่นสม่ำเสมอ
เหงื่อไหลผ่านลำคอ
ไหลลงมาตามกล้ามแขน
แต่ดวงตาของเขากลับยิ่งสว่างขึ้น
เหมือนยิ่งตี—
เลือดในกายยิ่งเดือด
“แล้วเจ้าล่ะ”
เฮยเฟิงถามโดยไม่หยุดมือ
“เจ้าฆ่าคนเพื่ออะไร”
เสียงค้อนยังดังต่อเนื่อง
กึง!
กึง!
กึง!
เสี่ยวชวนมองเปลวไฟนิ่ง ๆ
ก่อนตอบเบา ๆ
“เพื่ออยู่รอด”
เฮยเฟิงหัวเราะ
“ดี”
“อย่างน้อยเจ้าก็ไม่โกหก”
เขายกเหล็กขึ้นอีกครั้ง
เปลวไฟสีแดงสะท้อนผิวเหล็กที่เริ่มเปลี่ยนรูป
ค่อย ๆ กลายเป็นทรงดาบ
“คนที่ฆ่าเพื่อศักดิ์ศรี…”
“มักตายเร็ว”
“คนที่ฆ่าเพราะความแค้น…”
“สุดท้ายจะถูกความแค้นกิน”
เขาฟาดค้อนลงอีกครั้ง
ตูม!
เสียงดังราวสายฟ้า
“แต่คนที่ฆ่าเพื่ออยู่รอด…”
เฮยเฟิงหรี่ตา
“จะมีชีวิตอยู่ได้นานที่สุด”
เสี่ยวชวนเงียบ
เพราะเขารู้ดี—
คำพูดนั้นจริง
โลกนี้ไม่ใช่โลกของวีรบุรุษ
แต่คือโลกของคนที่อยู่รอด
เวลาค่อย ๆ ผ่านไป
คืนลึกขึ้นเรื่อย ๆ
แต่แสงไฟในห้องหลอมกลับยิ่งร้อนแรง
กระบี่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง
เรียวยาว
บาง
คม
ตัวดาบมีลายสีครามไหลอยู่ภายในเหมือนเมฆยามราตรี
งดงาม
แต่แฝงอันตราย
เฮยเฟิงใช้ผ้าดำเช็ดเหงื่อ
ก่อนกล่าวเบา ๆ
“ดาบเล่มนี้…”
“จะไม่เหมาะกับคนใช้พลังหนัก”
“แต่มันจะตอบสนองคนที่ ‘แม่นยำ’ ”
เขามองเสี่ยวชวนตรง ๆ
“ยิ่งเจ้าคุมลมปราณละเอียดเท่าไร…”
“มันจะยิ่งน่ากลัว”
จากนั้น—
เฮยเฟิงจึงนำดาบลงชุบในบ่อน้ำวิญญาณ
ฉ่าาาา—!!
ไอน้ำสีขาวพุ่งขึ้นเต็มห้อง
ลมปราณสีครามแผ่ออกมาบางเบา
เสียงดาบสั่นดังแผ่วคล้ายเสียงมังกรคำราม
ช่างตีเหล็กรอบนอกหลายคนถึงกับชะงัก
เพราะนี่คือ—
เสียงของอาวุธวิญญาณที่ “ตื่นขึ้น”
เฮยเฟิงค่อย ๆ ดึงกระบี่ออกจากน้ำ
แสงสีครามสะท้อนทั่วห้อง
งดงามจนแทบหยุดหายใจ
“ดาบคราสฟ้า”
เขากล่าวช้า ๆ
“อาวุธวิญญาณขั้นต่ำสูงสุด”
“และ…”
เฮยเฟิงยื่นดาบให้เสี่ยวชวน
สายตาร้อนแรงเหมือนเปลวเพลิง
“มันเลือกเจ้าแล้ว”
เสี่ยวชวนรับดาบมาเงียบ ๆ
ทันทีที่สัมผัสด้าม—
ลมปราณฟ้าครามในร่างกลับไหลตอบสนองทันที
เบา
ลื่นไหล
ราวกับดาบเล่มนี้…
เกิดมาเพื่อเขา
เคร้ง—
เสี่ยวชวนชักดาบออกช้า ๆ
เสียงดาบใสดังสะท้อนในห้องหลอม
คมดาบสีครามสะท้อนแสงเพลิงราวจันทร์เย็นท่ามกลางทะเลไฟ
แม้ยังไม่ปล่อยลมปราณ
แต่คนรอบข้างกลับรู้สึกได้ถึง “ความคม”
ความคมที่ไม่อึกทึก
ไม่ดุดัน
แต่เงียบงัน…
เหมือนแสงจันทร์ที่สามารถตัดคอคนได้โดยไร้เสียง
เฮยเฟิงมองภาพนั้นแล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ
หัวเราะอย่างพอใจที่สุดตั้งแต่คืนนี้เริ่มต้น
“ดี…”
“ดีจริง ๆ…”
เขานั่งลงข้างเตาหลอม
หยิบสุราขึ้นดื่มอึกใหญ่
ก่อนกล่าวโดยไม่มองเสี่ยวชวน
“วันหน้าถ้าเจ้ากลายเป็นยอดฝีมือ…”
“อย่าทำให้ดาบข้าเสียชื่อก็พอ”
เสี่ยวชวนมองดาบในมือเงียบ ๆ
ปลายนิ้วลูบผ่านคมดาบช้า ๆ
ก่อนตอบเรียบเบา
“ถ้าวันนั้นมาถึง…”
“ข้าจะทำให้คนทั้งแคว้นจำชื่อมันเอง”
เปลวไฟในเตาหลอมลุกไหวเบา ๆ
เฮยเฟิงยิ้มกว้างขึ้นทันที
เพราะเขารู้แล้ว—
คืนนี้
เขาไม่ได้แค่ตีดาบ
แต่กำลังมองดู “ตำนาน” เล่มหนึ่ง…
เริ่มถูกชักออกจากฝักเป็นครั้งแรก ตำนานที่มีชื่อว่า “ดาบคราสฟ้า”