1
“ได้แต่หวังให้เป็เพียงแค่ความฝัน”
คำถามที่หลุดออกมาเป็คำพูดจากเด็กวัยประถมที่ทำเอาคุณแม่ที่เป็
ผู้ฟังได้ถามกลับว่า “อะไรเหรอจ๊ะ”
สีหน้าของฉันที่เต็มไปด้วยความงึนงงในคำพูดของคุณแม่ที่ดูเหมือน
พยายามตีสองหน้าเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นจากฉันที่้ารู้ความจริงบางอย่างจากแม่ฉันสูดหายใจอย่างสุดกำลัง ปอดเต็มไปด้วยอากาศบริสุทธ์
คำพูดของฉันออกไปพร้อมกับอากาศที่เปรียบได้เหมือนขยะที่ต้องทิ้ง
“ก็เื่ที่หนูต้องอยู่คนเดียวไงเล่า!!”
หลังสิ้นเสียงประโยคนั้นกับข้าวที่เหมือนกำลังเริงระบำเสียงอยู่นั้นก็สิ้น
เสียงลง พร้อมกับเสียงใหม่ที่แลดูดึงดูดกว่าขึ้นมา
“แม่ขอโทษนะที่ต้องทำอย่างนี้”
น้ำเสียงและหน้าตาของแม่แลดูคล้อยตามกันอย่างเข้าใจได้ด้วยการ
มองเพียงเสี้ยววินาที แม่โอบกอดฉันด้วยแรงที่เหลืออยู่กับฉันที่น้ำตากำลังไหลรินกระซบไหล่ของแม่อย่างไม่หยุดหย่อนขนตาปิดประกบกัน น้ำใสๆเ่าั้มากพอจะดื่มแทนน้ำเปล่าได้เลยล่ะ
เสียงที่ดูอบอุ่นและเศร้าโศกผสมปนเปนั้นเอ่ยออกมาว่า
“ขอโทษนะแม่ขอโทษนะลูก”
แรงรัดจากโอบกอดแม่แรงขึ้นอย่างไม่รู้จบโดยไม่ลืมที่น้ำตาของแม่จะ
ไหลรินตกกระทบหัวของฉันลงแนบก้อนแก้มอันแสนนุ่มนิ่มนี้พร้อมกับประโยคที่ใครฟังก็คงไม่อยากนึกหวนคืนมันอีกเลย “ต้องเข้มแข็งนะลูก!”
หลังสิ้นเสียงประโยคสุดท้ายจากแม่ก็มีแต่เสียงร้องไห้ที่แทรกแซงหูทั้ง
สองข้างของฉันจนฉันรู้สึกอ่อนแรงอย่างบอกไม่ถูก เสียงรอบข้างเริ่มเลือนหายไปภาพแสงสีที่ชัดแจ๋วเริ่มมัวหมองด้วยอะไรบางอย่างที่ไร้ตัวตน
ประโยคสุดท้ายที่ไว้ให้คุณแม่ “คุณแม่คะ!”
----- “รอบที่เท่าไหร่แล้วนะ ที่ฝันแบบนี้” คำถามที่เกิดขึ้นพร้อมๆกับฉันที่พึ่งตื่นจากฝันได้ด้วยแสงสีขาวที่ยิงสาดแสงลอดระหว่างผ้าม่านผืนนั้นนาฬิกาปลุกสนั่นกระทกกระทากกับโต๊ะอย่างสนุกสนานพร้อมเสียงที่ดังกึกก้องไปทั่วห้องสี่มุมห้องนี้
ฉันลุกขึ้นจากหมอนไปพร้อมกับแว่นคู่ใจที่ไม่เคยห่างจากใบหน้าดวงนี้
เผ้าผมยาวประบ่า ผมหน้าที่ยาวเกือบปิดมิดดวงตาอันแสนสวยงามคู่นี้เสื้อที่มีซอกตรงอกอันเอิบอิ่ม กางกางที่ยาวมิดหัวเข่านี่คือฉันที่ดูตัวเองผ่านกระจกแต่งหน้าของฉัน
ขามุ่งตัวผ่านบันไดที่แลคุ้นเคยไปที่ห้องน้ำพร้อมผ้าเช็ดตัวชมพูพริ้ง
คู่ใจของฉันเข้าชำระร่างกายด้วยฝักบัวที่ปล่อยน้ำไหลผ่านร่างกายทุกอณูร่างกายถูกน้ำแทรกซึมไปพร้อมกับฟองสบู่ทั่วร่างกาย
เสื้อนักเรียนที่แขวนไว้เหมือนรอเหงื่อไหลซึมในตัวผ้าได้ประกอบ
ร่างเข้าคู่กับกระโปรงสีกรมท่าค่อนดำโบว์สีแดงตกประดับตรงระหว่างหน้าอก
วันแรกในวันเปิดเรียนวันแรกที่แสนธรรมดานี้ ทำให้ฉันที่ปกติหมกตัวอยู่
แต่ในห้องได้ขยับร่างกายซะบ้าง
ร่างกายที่สมบูรณ์แบบกับความมั่นใจที่พกมาเต็มกระเป๋าที่ว่างเปล่าใบนี้
เปิดประตูพร้อมเสียงที่ไร้ซึ่งผู้ฟังยกเว้นฉัน ”ไปแล้วนะคะ”ไร้ซึ่งการตอบกลับใดๆ ลมเข้าปะทะตัวพร้อมแสงที่สาดส่องตัวฉันอย่างร้อนแรงสีท้องฟ้าที่แลคล้ายดวงตาคู่นี้ของฉัน
ระหว่างเดินก้าวขามุ่งสู่โรงเรียนก็พลันพูดในใจด้วยประโยคมากมาย
“จะมีของอร่อยๆรึเปล่านะ, เพื่อน, แฟน?”หลังสิ้นสุดความคิดสุดท้ายนั้น คำในใจได้บอกกับว่า “ฉันจะเป็หลอดไฟเดินได้ให้ดู!”
2
“แสงตะวันอันเจิดจรัส”
ประโยคที่บ่งบอกถึงตัวตนของโรงเรียนที่อยู่ด้านหน้าของฉันที่ได้มองด้วย
ดวงตาที่เหมือนท้องฟ้าที่อยู่สูงเหนือฉันอาคารมากมายเกินความสามารถจะมองกวาดสายตาได้ในครั้งเดียวต้นไม้ที่แลดูเขียวขจีถูกเคลือบด้วยแสงตะวันดวงนี้เข้าอย่างจัง
ร่างกายเคลื่อนตัวเข้าอาคารเพื่อตามหาถึงแหล่งที่อยู่ประจำปีนี้พลันตา
มองหัวคิดกับสิ่งที่ให้ดวงตาและดวงใจได้เสพจนอิ่มเอมใจจนกระทั่งได้รู้ว่าห้องที่ฉันจะได้อยู่ในปีนี้คือ “ม.4/2”ตัวเลขที่แลดูเหมาะสมกันอย่างบอกไม่ถูก วันแรกก็คงไม่มีอะไรมากก็คงเลือกที่นั่งประจำตัวที่ถูกใจกับ “แนะนำตัว”สุดแสนธรรมดาและชวนเบื่อจนบางทีก็คิดว่าเมื่อไหร่จะถึงตาเรา
ณ ห้องสี่เหลี่ยมที่ดูรู้สึกไม่คุ้นเคยและแปลกใหม่น่าตื่นเต้นนี้ชวนแอบคิด
ว่าจะมีอะไรสนุกๆรึเปล่านะ ที่นั่งของฉันอยู่ริมซ้ายบนสุดของห้องๆนี้ที่เลือกอย่างนี้เพราะว่าฉันอยากให้ตอนที่นั่งเรียนไปแอบมีได้เบิกดวงตาแลท้องฟ้ายามเวลาเหงาๆ ในห้องเรียนฉันนั่งลงบนเก้าอี้แล้วคิดว่าใครจะเป็คนถัดไปจากฉันนะที่เข้าห้องนี้มาจนฉันพลันหลับไปเพราะความเหนื่อยล้าในการขึ้นชั้นเรียน
สายตาถูกตัดขาดหลังได้หลับใหลสู่ห้วงความฝันเพียงชั่วขณะหนึ่งใบหน้าของคนที่ไม่รู้จัก ไม่มีอยู่ในความทรงจำดวงตาที่ดูเหมือนชีวิตที่ไร้ซึ่งสีสันใดๆเผ้าผมที่ดูเรียบร้อยบดบังหน้าผากไว้นิดหน่อย รอยยิ้มที่เหมือนกับชีวิตที่ไม่มีคำว่า“ความสุข” เลยในชีวิต เขาเป็ใครกันนะ?
ฉันรู้สึกตัวหลังจากสิ้นเสียงในใจจากคำถามๆนั้นเสียงรอบข้างที่ดังเจ๊าะ
แจ๊ะเข้ามาในหูพร้อมๆกับเสียงรองเท้าที่เดินเข้าออกจากห้องผ่านประตูสองบานของห้องฉันพลันกวาดสายตาไปพร้อมๆกับลุกตัวขึ้นจากการฝันเพียงชั่วขณะนั้น
ผู้คนมากหน้าหลายตามีพบพาพูดคุยกันอย่างเริ่มรู้จักสนิทเกาะใจหรือบ้างก็ดูใจสนิทแนบชิดกันแล้ว รูปร่างหน้าตาที่หลากหลายไม่ว่าจะสวย, น่ารัก, หล่อ แบบธรรมดาๆก็มีบ้าง
จนมีหนึ่งเสียงปะทะแข่งกับเสียงในห้องด้วยจังหวะเดียวอันหนักแน่นนั้น
“นั่งประจำที่ได้แล้วค่ะ!” ขาก้าวเข้าประชิดแนบโต๊ะหน้าห้องจากประตูบานที่ฉันเดินเข้ามาหน้าตาอันแสนสวยชวนหลงใหลแม้กระทั่งหญิงกันเอง ผมยุ่งอย่างมีความสวยผสมปนเปอยู่ ผมยาวประบ่าเครื่องแบบที่ดูเหมือนเ้าการคนแต่แอบดูมีเมตตาซ่อนอยู่แล้วก็ขึ้นประโยคที่ทำเอาหยุดคิดทุกอย่างกับคุณครูคนนี้ไปเลย
“สวัสดีทุกๆคนนะจ๊ะกับวันแรกในรั้วโรงเรียนแห่งนี้”
ประโยคที่ฟังดูปกติๆ แต่ดันดูพิเศษได้อย่างน่าประหลาดใจจนขึ้นต่อประโยคถัดไปที่ดูน่าสนใจจริงๆแล้ว
“วันนี้มีนักเรียนย้ายเข้ามาใหม่นะจ๊ะ”
เป็ประโยคที่ทำเอาฉันที่นั่งอยู่เฉยๆแอบมีตื่นเต้นจนใจไม่อยู่กับที่เลยล่ะ
เสียงในห้องเริ่มมีซุบซิบเหมือนคุยเื่ความลับอะไรกันอย่างนั้นจนพลันสงสัยว่าคุยอะไรกัน เหล่าผู้หญิงต่างตื่นเต้นเพื่อหวังลุ้นเป็ผู้ชาย ส่วนผู้ชายก็ตั้งความหวังให้เป็ผู้หญิงน่ารักๆเถอะกลับกัน ฉันดันไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นร่วมด้วยอะไรขนาดนั้นจนมีเสียงประโยคที่รอคอยดังขึ้นมา
“เข้าห้องมาเลยค่ะคุณนักเรียนใหม่”
ประตูถูกเลื่อนออกหลังจากถูกปิดได้มาซักพักในชั่วขณะนั้นฉันตั้งคำถามกับตัวเองง่ายๆ ว่า “ชาย หรือ หญิง” หญิง!และแล้วประตูได้เปิดออกอย่างสุดบานเพราะเลื่อนอย่างสุดแรงลมพัดกระโชกเข้าห้องพร้อมกับร่างของเด็กใหม่คนนี้ ทุกสายตาจับจ้องไปที่เขาแล้วก็พลันผิดหวังและสมหวังไปในแต่ละคน แต่สำหรับฉันมันไม่ใช่อย่างงั้นเลย
“สวัสดีครับชื่อของผมคือ ไลฟ์ ( Life ) ที่แปลว่าชีวิตครับ ยังไงหลังจากนี้ก็ขอฝากเนื้อฝากตัวกับทุกคนด้วยนะครับ”
หลังสิ้นเสียงของไลฟ์ฉันได้แต่ลองเพ่งสายตาไปที่หน้าตาของเขาอย่างตั้งใจ ผลปรากฏคือ “เขาคือคนเดียวกับผู้ชายที่เจอในฝันเพียงชั่วขณะนั้น!?”
หลังจากนั้นหัวของฉันได้ผลิตคำถามจำนวนนับไม่ถ้วนเทียบเท่าอนันต์จนสิ้นสุดที่คำถามสุดท้าย “บังเอิญเหรอ!?”
ไม่ๆ ไม่ใช่ความบังเอิญแน่ๆ เราไม่เคยเจอเขาด้วยซ้ำแต่ทำไมถึงได้ฝันเห็นเขาก่อนได้เห็นตัวจริงอีกล่ะ ความน่าประหลาดเกิดขึ้นกับฉันที่นั่งนิ่งเงียบอยู่คนเดียวในห้องจนเสียงหนึ่งดังขึ้น
“เธอนั่งข้างๆคนที่นั่งอยู่ริมขวาสุดของห้องได้เลยนะ”
หลังสิ้นเสียงประโยคนั้นของคุณครูที่ยังไม่ทราบชื่อเขาก็เดินมุ่งตรงไปหาโต๊ะและเก้าอี้ของเขาแล้วยกมาวางตรงทางขวาของโต๊ะฉันด้วยความนิ่มนวลที่สุด หลังจากเขานั่งลงบนเก้าอี้ฉันก็พลันหันหน้าไปทางหน้ากระดานกับดวงตาสีฟ้าที่มองดูดวงตาของไลฟ์ดวงตาของเขาดูไร้ซึ่งสีสันใดๆ แต่ยังคงเหลือไว้ซึ่งดวงตาสีเทา ดวงประกายสีขาวบนดวงตาที่ยังเจิดจรัสอยู่จนฉันแอบนึกสงสัยเลยว่า“เขาเป็ใครกันนะ ทำไมถึงได้เป็อย่างงี้กันนะ” เกิดคำถามในใจที่อยากจะเอ๋ยออกเป็คำพูดให้เขาได้ตอบรับความสงสัยของฉันที่มีต่อเขาฉันที่เป็ผู้หญิงฉายาหลอดไฟเดินได้คนนี้กลับดูสนใจในตัวชายหนุ่มมืดมนคนนี้เหลือเกิน
น่าสนใจจนฉันอยากจะเป็แสงสว่างในดวงใจของนายมืดมนคนนี้จริงๆ
แต่ก็คงดูข้ามขั้นเกินไปหน่อยแต่ไม่เป็ไร มันจะเป็ไปได้ในซักวัน จนหมดคาบชั่วโมงนี้ไปอย่างรวดเร็วและเวลาก็ไหลรินเหมือนดั่งสายน้ำไหลไม่หยุดหย่อนจนหนึ่งวันในโรงเรียนนี้ได้หมดลงก่อนจะสิ้นหนึ่งวันนี้ไป ฉันได้คิดขำๆว่า “ไลฟ์หรือว่านายคือของขวัญที่คริสต์มาสลืมให้ฉันกันนะ?”
3
“ดวงตะวันและดวงจันทรา”
บทกลอนที่ฉันเคยอ่านเจอเข้าในหนังสือของห้องวรรณกรรมจากโรงเรียนเก่าที่ได้จบออกมายังคงติดค้างอยู่ในหัวใจดวงนี้ไว้ว่า “บทกลอนนี่มันหมายความว่ายังไงกันนะ? ” ข้อความที่แลดูขัดแย้งกันอย่างสุดโต่งจนแทบจะไม่เข้าคู่กันด้วยซ้ำแต่กลับให้ความรู้สึกที่ดูอบอุ่นหัวใจยังไงชอบกล
หลังฉันนั่งรำลึกความหลังได้ซักพักแสงแดดที่สาดส่องเข้าใบหน้าลามดวงตามาหน่อยๆทำเอาฉันตั้งสติอยู่กับปัจจุบันได้สำเร็จอย่างน่าประหลาด ในคาบศิลปะที่แสนน่าเบื่อที่มีหัวข้อประจำชั่วโมงนี้ไว้ว่า “รูปวาดอิสระ” ฟังแลดูง่ายๆแต่มือที่จับดินสอไว้แน่นนี้ กลับไม่ขยับไปตามใจ้าอย่างกับว่ามันต่อต้านความรู้สึกของฉันยังไงอย่างงั้น
ฉันแอบถอนหายใจเอาเฮือกใจจนแม้เสียงลมที่พัดผ่านก็ไม่อาจปิดมิดได้ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ จู่ๆดวงตาของฉันนึกทะเล้นเหลือบมองดูมุมมองทางด้านขวาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ภาพที่ดวงตาสีฟ้าคู่นี้ได้ถ่ายทอดส่งต่อจากดวงตาผ่านท่อสายความรู้สึกต่อตรงเข้าห้องสี่ดวงใจที่ดูๆมีแค่หนึ่งดวงใจได้ว่า
“ความรู้สึกมากมายเหลือเกินจำภาพที่ถูกถ่ายทอดจากห้วงความคิดของคนในฝันชั่วขณะเด็กหญิงสาวสองคนที่แลดูสนิทใจได้อย่างน่าประหลาด? ความรู้สึกมิอาจหยุดได้ด้วยความแตกต่างงั้นเหรอ?สีสองข้างของภาพที่ถูกแบ่งไว้ด้วยสีเหลืองและม่วงโดยมีเด็กหญิงสาวที่แบ่งรับไว้ซึ่งความแตกต่างของสีนั้นไว้ความหมายของภาพคงจะสื่อว่า “ความเหมือนกัน มิอาจหยุดได้ด้วยความแตกต่าง” สินะ
ฉันจำเวลาที่ใช้ในการจ้องมองรูปภาพที่มีแรงดึงดูดใจคล้ายหลุมดำขนาดนี้ไม่ได้เลยเสียงรอบข้างเลือนหายไปเมื่อได้สบตาเข้ากับรูปภาพรูปนี้แต่ความรู้สึกดีๆเ่าั้ได้ถูกชะงักไว้ด้วยคำพูดของเ้าของภาพๆนั้น
“นี่มันจะหมดคาบแล้วนะ”
“คะ!?”
“มาเดี๋ยวฉันช่วย”
สีหน้าของเขาแลดูเต็มใจที่จะช่วยฉันกับความรู้สึกที่ยังไม่ได้สื่อลงไปในกระดาษแม้คำพูดจะดูรำคาญฉันที่เป็แบบนี้ แต่มันกลับ…รู้สึกดีแปลกๆดีนะ
แต่ฉันก็ไม่ลืมที่จะพูดคำสุดธรรมดาแต่ทรงพลังนี้ไปหรอกนะ
“เอ่อ…ขอบคุณนะ”
หน้าตาของเขานิ่งเงียบแขนและมือที่กำลังสื่อความรู้สึกลงในกระดาษแทนฉันอยู่และหนึ่งเสียงสั้นๆที่ดูเหมือนตอบส่งๆแต่กลับดูเหมือนจริงใจ
“อา”
ความรู้สึกที่ถูกชะงักไว้นั้นได้ถูกปลดปล่อยหลังสิ้นเสียงของเขาไปหลั่งไหลออกไปในทุกอณูของความรู้สึกดวงนี้ของฉัน
และถึงแม้เวลาใดๆจะผ่านพ้นไปความรู้สึกในใจของฉันมันก็ไม่เจือจางหายไปพร้อมกับเวลาที่หายไปเลยแม้แต่นิด
จนสุดท้ายฉันนึกขึ้นได้ว่ามีภารกิจสำคัญจากคุณหัวหน้าห้องที่ได้ให้ไว้กับฉันเมื่อสัปดาห์ก่อนใน่เวลานั้นสีของดวงตะวันได้ย้อมสีอันหลากหลายบนร่างของฉันไปด้วยสีส้มอมเหลืองหมดเลยไม่เว้นกระทั่งเขาที่กำลังเตรียมตัวกลับบ้านของเขาท่าทางของเขาที่กำลังขยับท่วงท่าเดินนั้น ถูกหยุดไว้ด้วยข้อความเสียงนี้
“ยัง..ยังเหลือแค่นายที่ไม่มีชมรมนะ!”
น้ำเสียงของฉันแลดูกระวนกระวายผสมปนกับความตื่นเต้นในดวงใจของฉันก่อนจะมีซึ่งเสียงหนึ่งประโยคขึ้นมา
“งั้นเหรอแล้ว..เธออยู่ชมรมอะไรล่ะ?
ฉันไม่เข้าใจในคำถามของเขาเลยแม้แต่นิดยังกับว่าเขาจะบอกว่า“เข้าชมรมเดียวกับเธอนั่นแหละ” จนฉันก็รีบตอบส่งๆไป
“ฉัน..ฉันอยู่ชมรมวรรณกรรมหนะ”
สีหน้าของเขาแอบมีลังเลอยู่เล็กน้อยแต่มันก็แค่เสี้ยวความคิดของฉันเท่านั้นเขาเอ๋ยประโยคที่ทำเอาฉันแอบอึ้งไปเลยล่ะ
“งั้นฉันก็….ขออยู่ชมรมเดียวกับเธอนั่นแหละ”
คำพูดของเขาทำเอาฉันแอบพูดในใจตัวเองที่ว่า
“ฉันนี่ก็คาดเดาอนาคตเก่งเหมือนกันนะเนี่ย”
ยังไม่สิ้นซึ่งความภูมิใจในการคาดเดาอนาคตของฉัน จู่ๆ ดวงใจของฉันก็เกิดความ้าขึ้นมาอย่างกระทันหันถึงแม้จะไม่ใช่ภารกิจจากคุณหัวหน้าห้องจอมี้เีคนนั้น ความ้าที่ยังเป็ปมไม่หายไปจากดวงใจ
แต่ดวงใจดวงนี้กลับคิดอยากลองคิดทำมันอีกครั้งถึงแม้จะกลัวจนตัวสั่นแต่ฉันก็ได้แต่ต้องทำตามเสียงหัวใจของฉัน!
“นี่! นายหนะ!”
จากขาที่กำลังมุ่งหน้าก้าวไปข้างหน้าแต่ต้องกลับหยุดชะงักด้วยประโยคที่ฉันเอ๋ยออกไปจนมีเสียงหนึ่งเอ๋ยขึ้นมาต่อจากฉันทันที
“หือ?มีอะไรเหรอ”
หลังเขาเอ่ยประโยคนั้นออกมาพร้อมกับสีหน้าที่งึนงงพร้อมกับแอบคิดสงสัยว่ามีอะไรท่าทางของเขาแลดูเฝ้าคอยคำตอบจากฉันอย่างใจจดใจจ่อ
ฉันที่กำลังรู้สึกอยู่กับความลังเลที่ก่อตัวขึ้นในใจของฉันกับท่าทางที่ดูเฝ้ารอคำตอบจากฉันของเขา ความผิดพลาดในอดีตถาโถมใส่ฉันอย่างไม่ปราณีมันติดคอของฉันจนแทบไม่มีแรงเอ๋ยออกมาเป็คำพูดออกมาได้เลย
แต่จู่ๆด้วยอะไรซักอย่างที่ไม่มีตัวตนกลับทำให้ความรู้สึกแย่ๆต่างๆของฉันเลือนหายไปเป็ปลิดทิ้งอย่างน่าประหลาดใจ?ตอนนั้นกำลังใจของฉันมีร้อยให้ล้านไปเลยล่ะ ฉันจึงได้เอ่ยประโยคที่อยากพูดนั้นออกไป
“ฉันลิกา! ไลฟ์จะเป็เพื่อนคนแรกในปีๆนี้ ยังไงก็ขอฝากตัวด้วยนะคะ!!!”
4
“คำพูดที่ยังไม่ได้เอ่ยออกไป”
คำที่คิดได้ระหว่างที่กำลังนั่งเหม่ออยู่คนเดียวณ ห้องวรรณกรรมสี่มุมอันแสนน่าเบื่อ ที่คิดกับหญิงสาวคนหนึ่งที่อยู่ห้องเดียวกันอยู่ชมรมวรรณกรรมเหมือนกัน ฉันก็ลองคิดเล่นๆดูว่า “มีกี่คำกันที่เธออยากพูดแต่พูดออกไปไม่ได้” แค่คนอื่นพูดกับเธอก็ดูลำบากเต็มกลืนอยู่แล้วยิ่งตอนเธออยากจะพูดกับใครก็คงเป็เื่ที่ยากมากสำหรับเธอคนนั้น ใช่แล้วจากทั้งหมดที่ว่ามานั้นสรุปสั้นๆได้ว่า “เธอหูหนวก”
มันเป็แค่เสียงในใจดวงน้อยดวงนี้ที่แอบตั้งคำถามขึ้นมาอย่างหักห้ามใจไม่ได้ กับฉันที่เป็บรรณารักษ์ประจำห้องสมุด ตอน่พักเที่ยงที่แสนอลเวงหลังทานข้าวเสร็จก็ต้องรีบเข้ามาทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากรุ่นพี่ประธานชมรมและจะเป็อย่างนี้ไปตลอด่ 3ปีในรั้วโรงเรียนแห่งนี้ เหตุผลที่ฉันเข้าชมรมวรรณกรรมไม่ใช่เพราะฉันรักในการอ่านหรือชอบนั่งตากแอร์ไปวันๆหรอกแต่แค่อยากมีเวลาที่ได้อยู่เงียบๆกับตัวเองบ้าง
เพราะตลอดทั้งวันก็ชอบมีเสียงที่ฉันเลือกฟังไม่ได้อยู่มากมายไม่ว่าจะเสียงสายลมที่พัดผ่านหรือเสียงของผู้คนหลากหลายเสียง ที่ฉันฟังแล้วรู้สึกไม่สบายใจที่จะรับฟังซึ่งเสียงเ่าั้คิดเพลินๆไปจวบจนเสียงกริ่งดังขึ้นเป็สัญญาณเตรียมพร้อมสู่คาบเรียนอันแสนน่าเบื่อนี้
ฉันนอนซบลงกับโต๊ะด้วยความรู้สึกที่ว่า “เซ็งจริงๆเลย” จนมีเสียงหนึ่งที่ฟังจนคุ้นหูและตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ยินการมาของเสียงนั้น
“ตื่นได้แล้วยัยขี้เซา”
เสียงของไลฟ์เป็เสียงที่ทำให้ดวงใจดวงนี้ตื่นเต้นจนทำให้ร่างกายที่ซึมเซาอยู่กับความง่วงนี้ลุกขึ้นได้เป็ปกติ
ฉันและไลฟ์เดินไปยังห้องเรียนที่เหมือนรอการกลับมาจากเราอยู่ยังไงอย่างงั้นลมพัดทักทายฉันและหลังสิ้นซึ่งเสียงลมเย็นนั้น คาบเรียนก็ได้เริ่มนับเวลาถอยหลังเรื่อยไป
ฉันที่รอต่อการนับถอยหลังของเวลานั้นไม่ไหวก็ได้นึกเื่ที่ฉันดูภูมิใจผสมปนเปกับตลก?กับเื่ราวนั้นที่ผ่านมาได้ไม่นานนัก
หลังจากสิ้นเสียงฉันที่พูดดังลั่นใส่เขาหน้าตาของไลฟ์ไม่ได้ดูตื่นเต้นร่วมด้วยกับจิตใจฉันที่เหมือนทนต่อแรงเสียงที่สั่นสะท้านกับดวงใจดวงนี้เข้าอย่างจังแต่เขาพูดประโยคสั้นๆที่ทำเอาฉันแอบยิ้มมุมปาก
“อา…ฉันก็เช่นกัน”
ประโยคนั้นทำให้ดวงใจของฉันที่เคยผิดพลาดไปรู้สึกภูมิใจที่ได้กล้าลองทำมันอีกครั้ง ถึงแม้ผลลัพธ์จะมีแค่สำเร็จกับไม่สำเร็จแต่ผลลัพธ์มันก็ออกมาเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
ฉันจำได้เลยว่าหลังจากไลฟ์พูดเสร็จภาพที่ยังหลงเหลือไว้ก็คงมีแค่แผ่นหลังของเขาที่กำลังเล็กลงเรื่อยๆจากสายตาดวงนี้ของฉันและทิ้งให้ความรู้สึกของฉันที่ไลฟ์ได้ตอบรับมันนั้นยิ่งมากขึ้นๆ จนมันไม่ลดลงไปมั่งเลยรู้สึกดีแม้กระทั่งผมที่ยาวจนแทบปิดมิดซึ่งใบหน้านี้ของฉัน ก็ไม่อาจปิดมิดซึ่งความรู้สึกที่เอ่อล้นมาทางสีหน้าของฉันได้เลย
หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นก็คงราวเดือนกว่าๆได้แล้วที่ฉันได้เป็เพื่อนกับไลฟ์เราสนิทกันขึ้นเรื่อย ๆ มันดูมากกว่าเส้นผมที่ยาวประบ่าของฉันไปเลย เราแลกเปลี่ยนเื่ราวให้กันและกันไม่ว่าจะต่อหน้าหรือในช่องแชทที่คุยค้างกันไว้หลายวันก่อน
ฉันคิดเพลินจนเวลาที่นับถอยหลังอยู่มันก็ได้หมดลงซักที เวลาเรียนตอนนี้คือศูนย์ ฉันเตรียมตัวกลับบ้าน โดยไม่ลืมที่จะมองดูไลฟ์ที่แอบหลับอยู่ตลอดทั้งคาบฉันพลันเรียกไลฟ์ให้ตื่น พร้อมๆกับมองดูท้องฟ้าที่แสนสวยงามลูกนี้
จนมีนิ้วสะกิดฉันจากด้านหลังฉันพลันหันหลังให้กับพระอาทิตย์และพบกับบุคคลที่ฉันพูดถึงไป “คุณหูหนวก” ที่ฉันเรียกเธอแบบนั้นเพราะฉันยังไม่รู้จักชื่อของเธอ ดวงตาของเธอนั้นสวยงามดั่งดอกไม้ที่เขียวขจีเผ้าผมที่สั้นประชิดแนบก้อนแก้มนั้นของเธอกับหน้าอกที่ดูเอิบอิ่มกว่าฉันเป็เท่าตัว
เหมือนเธอมีอะไรอยากบอกกับฉันซักอย่างเธอดูลุกลี้ลุกกลนเอามาก แต่ฉันก็รอฟังอย่างตั้งใจ
“ช่วยมากับฉันที่ห้องสมุดหน่อยค่ะ!!!”
น้ำเสียงที่เธอเปล่งมาทำฉันรู้สึกถึงความพยายามที่เธออยากจะพูดให้ได้อะไรอย่างนั้นฉันตอบตกลงพลันบอกให้ไลฟ์กลับบ้านไปก่อนเลย
ณห้องสมุด คุณหูหนวกกับฉันที่ยืนอาบแสงพระอาทิตย์นี้อยู่
ขาของเธอแลสั่นเอามาก ดูเหมือนเธอคงตื่นเต้นมากที่ได้พูดอย่างนี้กับคนอื่นเพราะปกติเธอชอบอยู่เงียบๆเพียงคนเดียวตลอด
ฉันยืนมองไล่บนลงล่างสีหน้าเธอดูเขินจนดูออกได้ง่ายมาก มือไม้อยู่ไม่เป็ที่ แลดูหาที่ซ่อนมือคู่นั้นไว้ไม่เจอจนดูปกติขึ้นเรื่อย ๆ จนดูปกติ
“ฉันเกรซยินดีที่ได้รู้จักค่ะ!”
น้ำเสียงที่ดังขึ้นหนึ่งจังหวะนั้นทำเอาอึ้งที่เธอเอ่ยข้อความเสียงกับฉัน
“ฉันลิกายินดีที่ได้รู้จักนะเกรซ”
ฉันตอบกลับเธอหลังเว้น่ว่างไว้เสี้ยววิแต่เธอนิ่งเงียบไปนานโข เหมือนกับว่ากำลังเรียงร้อยถ้อยคำที่จะพูดอยู่
จนเหมือนถ้อยคำเรียงร้อยที่อยู่ใต้หน้าอกคู่นั้นของเธอปะทุออกมาเป็คำพูดที่ฉันเฝ้ารอ
“ช่วยเป็เพื่อนกับฉันจะได้มั้ยคะ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”
หนึ่งจังหวะเสียงที่ดังลั่นไปทั่วห้องวรรณกรรมนี้ทำเอาฉันจิตใจลงไปคุยกับรากมะม่วงเลยล่ะ หลังเตรียมตัวที่จะตอบอยู่นั้นฉันเหลือบเห็นใบหน้าที่แดงก่ำที่ผสมกับความตื่นเต้นและเขินอายของเธอ
“ได้ค่ะ”
หลังสิ้นเสียงฉันไปมือที่บดบังใบหน้าไว้ไม่มิดนั้น ก็ได้เผยรอยยิ้มกว้างที่สดใสเอามากมากจนฉันเป็ผู้หญิงก็ยังแอบหลงไปสามวิเลยล่ะ
ฉันดีใจที่เกรซยิ้มได้อย่างนั้นอย่างกับว่าฉันเป็แสงไฟที่สว่างไสวในความมืดของจิตใจเกรซเลยจากนี้ก็ฝากตัวด้วยนะคุณเพื่อนหมายเลขสอง
5
“การกลั่นแกล้งที่แสนวิเศษ”
ในเช้าที่แสนสดใสที่ได้มีความมืดมนเข้าแทรกแซงอย่างฉับไว ณหน้าร้านอาหารร้านหนึ่งในโรงเรียนใหม่แห่งนี้ ใช่ฉันกำลังหมายถึงเงินในกระเป๋าที่มันไม่พอจ่ายค่าข้าวตัวฉันได้แต่ยืนแน่นิ่งอยู่กับผู้คนจำนวนมากที่ต่อหลังฉันอยู่ด้วยความเร่งรีบที่กดดันต่อความเงียบที่ก่อขึ้นในดวงใจเสียงรอบข้างจากที่ดังรำคาญรูหูเงียบลงอย่างน่าประหลาดเหมือนกับว่ากำลังเยาะเย้ยฉันอยู่ยังไงอย่างงั้นฉันได้แต่โทษตัวเองที่ไม่เตรียมตัวให้พร้อมในวันนี้สารพัดคำเชิงลบที่สร้างจากฉันกำลังด่าทอตัวเองที่เป็แบบนี้อะไรกันแค่วันแรกหลอดไฟเดินได้อย่างฉันก็ถ่านเสียแล้วเหรอ? น่าสมเพชชะมัด
หน้ามองพื้นหลบสายตาที่มาด้วยความสงสัยนับไม่ถ้วนฉันหวังให้แม่ค้าจะใจดีให้กับสาวน้อยขี้ลืมอย่างฉันหน่อย แต่ก็คงเป็ไปไม่ได้ มันนานจนถ้าเป็ไปได้ก็อยากจะวิ่งหนีไปให้ไกลจากที่นี่เลยแต่ว่ากลัวจะถูกมองว่าไม่ดีก็เลยได้แต่จมอยู่กับความผิดพลาดนี้อยู่
“ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่แล้วจะทำยังไงดี”
ประโยคไร้เสียงที่อยู่ในใจของฉันมันดังยิ่งกว่าเสียงรอบตัวฉันอีกจนมีคนๆหนึ่งได้สะกิดฉันที่กำลังก้มหน้าก้มตาอยู่นี้ให้เงยเพื่อมองหน้าตาของเขา
“เงินไม่พอสินะเดี๋ยวฉันจ่ายให้นะ”
น้ำเสียงที่ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นใจแม้ตรงข้ามกับเสียงจริงๆที่เย็นเยือกเยี่ยงน้ำแข็งเงินที่เขาจ่ายไปนั้นทำให้ฉันได้มีข้าวทานในมื้อเช้านี้ ฉันอิ่มั้แ่ยังไม่ได้ตักข้าวใส่ปากดวงใจของฉันอิ่มใจจนถ้ากินข้าวอีกก็คงอิ่มอย่างนี้ไปอีก 3 วันแน่เหตุการณ์นี้ทำให้ฉันตราตรึงใจในตัวของคนที่ช่วยฉันไว้ไม่หายไปจากใจจนอยากจะรู้จักเขาเป็เพื่อนกันและตอบแทนเขาแบบที่เขาทำกับฉันในวันนี้ เป็เหตุการณ์ดีๆ ที่ไม่เคยลืมไปจากใจเลย
หลังสิ้นเสียงของฉันที่ตอบให้กับคำถามของคุณหูหนวกที่นึกสงสัยในจุดเริ่มต้นการเป็เพื่อนของฉันกับไลฟ์ไปก็เอาแต่คอยโอบกอดความสุขที่ทะลักล้นจากหัวใจของฉันไปลงแรงกอดกับน้องหมีหมอนประจำตัวๆนั้น ใบหน้าของเธอดูเปี่ยมสุขด้วยเื่ราวแรกที่พบในโรงเรียนกับฉันที่ได้แต่นั่งอมยิ้มอยู่กับความสุขนั้นของเธอ
“นี่ๆลิกา เธอมีคนที่ชอบรึเปล่า?”
คำถามที่แลดูเหมือนกำลังหยอกล้อใบหน้าเปี่ยมสุขนี้ของฉันที่กำลังเขินอยู่กับคำถาม
“มี…มีสิ”
คำสั้นๆที่ฉันเอ่ยไปทำเอาเธอที่นั่งติดเก้าอี้อยู่นั้นเข้ากระแทกใส่ฉันอย่างจัง ดวงตาของเธอแนบเข้าประชิดกับดวงตาฉันอย่างใกล้ชิดจนประกายตาแห่งความขี้สงสัยของเธอนั้นเจิดจรัสขึ้นเธอสนใจจนเผลอถามประโยคที่ทำเอาฉันที่ใอยู่นั้นสตั๊นไป 3 วิเลยล่ะ
ฉันดึงสติที่ล่องลอยในอากาศให้มาตอบคำถามนั้นของเธอที่ถามฉันก่อน
เธอจะตะลึงในคำตอบที่ฉันเอ่ยออกไปแต่ก็แค่แป๊บเดียวก่อนเธอจะพูดว่า
“วิเศษจังเลยนะ”
่เย็นวันนี้ฉันไม่ได้มุ่งตรงไปบ้านเหมือนกับทุกๆวันแต่แวะคาเฟ่สักนิดสักหน่อยสมาชิกคนอื่นก็มีไลฟ์, เกรซ แล้วก็ฉันไงล่ะสิ่งที่หลายๆคนเป็กันเวลาอยู่หน้าเคาน์เตอร์ก็คงเป็คำถามคลาสสิคที่ว่า จะสั่งอะไรดีแต่สำหรับฉันมีจุดมุ่งหมายชัดเจนออกหน้าออกตาเลยล่ะ
“โกโก้ปั่นแก้วนึงค่ะ”
เป็เมนูเครื่องดื่มที่ฉันได้แต่ขอบคุณผู้ถือกำเนิดเครื่องดื่มประจำตัวของฉันขอบคุณจริงๆนะคะ ถัดจากฉันก็คือคุณเกรซผู้เขินอายคนนี้
“ชา..ชาเย็นปั่นแก้วนึงค่ะ”
เสียงที่ฉันฟังก็ได้แต่เอ็นดูและก็เอาใจช่วยอยู่ห่างๆล่ะนะ ต่อไปก็คุณไลฟ์
“…….”
คิวพี่ไลฟ์ดูน่าเป็ห่วงนิดหน่อยตรงที่พี่แกยืนนิ่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์อยู่ซักพักเผลอๆ แอบนานเลยล่ะ เห็นใจพี่พนักงานจังเลย
“ชาเขียวปั่น”
อะไรเนี่ยยืนคิดตั้งนานสุดท้ายคือชาเขียวปั่นเหรอเนี่ย เอ๊ะ!?
“พิเศษชาเขียวเยอะๆเลยครับ”
หลังพูดเสร็จพี่พนักงานก็ได้ทำหน้าที่ของเขาตามปกติแต่มีแค่ฉันกับเกรซที่ขำให้กับความน่าสงสารของไลฟ์ที่ไม่มีแม้แต่แรงที่จะสั่งน้ำได้ในการพูดครั้งเดียวที่เขาสั่งชาเขียวเข้มๆก็คงเพราะจะนอนไม่พอล่ะนะสีหน้าของเขาตอนนั้นทำเอาฉันอยากควักเงินในกระเป๋าไปซื้อกาแฟให้เขาซัก 3 แก้วเลย
หลังเสร็จสิ้นเมนูน้ำทั้ง 3 แก้วพี่พนักงานก็ไม่ลืมที่จะแอบยิ้มมุมปากหลังได้ส่งมอบน้ำทรงคุณค่านี้ให้แก่พวกเราโดยเฉพาะของไลฟ์พี่พนักงานหลุดขำออกมาเลยล่ะ ไว้ครั้งหน้ามาใหม่นะคะ ประโยคที่ทิ้งท้ายไว้กับพวกเรา
พวกเราแต่ละคนไม่คิดลืมที่จะดูดน้ำเพื่อลิ้มรสชาติน้ำสิ่งที่แสดงออกมาจากฉันกับเกรซก็คงดูธรรมดา อร่อยจัง แต่ไม่ใช่กับไลฟ์ที่ดูจะแสดงออกมาได้สุดติ่งเลยล่ะ
“หืม!? อร่อยอย่างนี้ต้องมาทุกวันแล้ว”
หลังคำนั้นฉันก็กลั้นขำไม่ไหวจนต้องเผลอขำออกมาพร้อมๆกับเกรซ
“ยังไง?หายง่วงรึยังคะคุณไลฟ์”
“หายเลยล่ะเจอชาเขียวแก้วนี้เข้าไป”
“55 งั้นเหรอ แล้วที่ว่าจะมาทุกวันนี่จริงจังมั้ย”
“จริงสิคุณลิกา”
หลังคุยไปซักพักเกรซก็พูดมาคำนึงที่ชวนฉันสงสัยร่วมด้วยกับคำถามนี้
“นายกล้ามาที่นี่อีกเหรอฉันถามจริง?”
“กล้าสิถ้าเพื่อชาเขียวแก้วนี้ ฉันก็ยอม”
“55 นี่นายถวายชีวิตให้ชาเขียวเลยใช่มั้ยเนี่ย”
หลังเขาบอกว่าถ้าเพื่อชาเขียวแก้วนั้นเขาก็ยอมก็ชวนให้ฉันคิดว่าเขาจะไปอีกจริงๆรึเปล่านะ
6
“กาลเวลาก็เปรียบได้ดั่งสายน้ำที่ไหลผ่านไปโดยไม่หวนกลับมา”
เป็บทความที่ฉันเคยอ่านผ่านสายตามาจากหนังสือที่หยิบตอนกำลังทำความสะอาดชั้นหนังสือในห้องวรรณกรรมไม่รู้บังเอิญหรืออะไรที่ทำให้ฉันได้รับรู้ประโยคประจำใจของฉันในทุกวันนี้เลยหล่ะ
พอพูดถึงเวลาก็ทำเอาคิดถึงอดีตหลายๆอย่างเลยนะอย่างเื่ตอนเด็กที่ฉันขี้ซุ่มซ่ามไปหน่อยจนทำพ่อแม่เป็ห่วงฉันมากหรือไม่ก็ฝันที่ฉันอยากจะเห็นอีกซักครั้งนึงสวนสนุกในนั้นถูกล้อมรอบด้วยบรรยากาศแห่งค่ำคืนยามราตรีและถูกอาบแสงจากดวงจันทร์สีขาวกับใครอีกคนที่อยู่บนชิงช้า์ร่วมด้วยกับฉันเขาทำให้บรรยากาศโดยรอบเหมือนกับถูกหยุดเอาไว้ด้วยเวทย์มนต์สะกดเวลา แม้พลุที่กระจัดกระจายอยู่บนท้องฟ้าจะเร็วแค่ไหนแต่ในตอนนั้นมันรู้สึกช้าไปหมดจนรู้ตัวอีกทีภาพเ่าั้มันก็หายไปโดยมิอาจกลับมาอีก
เห๊ไม่ทันไรก็หมดพักเที่ยงแล้วเหรอเนี่ย คาบต่อไปต้องเรียนอะไรนะ
“จิตวิทยาความฝัน”
แปลกจังแหะที่วิชาแบบนี้ยังมาโผล่ถึงม.ปลายเลยเนี่ยแต่ก็ชั่งมันเถอะ ก็คงเป็คาบที่ฟังเื่น่าเบื่อเหมือนที่เคยๆเรียนมานั่นแหละ
ฉันที่ถ่อร่างกายจากห้องสมุดมาห้องเรียนสี่มุมเหลี่ยมนี้ในทุกๆวันนี่ก็เก่งเหมือนกันนะที่ไม่มีเผลอหลับในคาบเรียนเหมือนแต่ก่อน
วันนี้ฉันเข้าคาบตรงเวลากว่าทุกวันที่ผ่านมาทุกวันไม่รู้ว่าเพราะฉันแอบหลับตอนพักเที่ยงเยอะไปหน่อยรึเปล่าถึงมีแรงมาเรียน่บ่ายตรงเวลาแบบนี้ รอได้ไม่ทันแดดส่องแล้วรู้สึกร้อนคุณครูก็เดินเข้ามาในห้องเรียนในยามบ่ายวันนี้
“สวัสดีทุกๆ คนนะคะ ครูชื่อดรีมหรือจะเรียกว่าฝันก็ได้นะคะ”
เอ๊!? ครูคนนี้ใครเนี่ย / ครูคนที่พึ่งเข้ามาใหม่นี่นา / น่ารักจังเลยแหะ
นั่นคือเสียงที่ฉันได้ยินในห้องตอนนั้นทุกคนดูตื่นเต้นกับครูคนใหม่คนนี้เอามากแต่ฉันกลับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นร่วมด้วยเหมือนคนอื่น ( เชี่ยยย น่ารักสัส ๆ )ถึงฉันจะไม่ได้ส่งเสียงเหมือนคนอื่นแต่ฉันมั่นใจเลยว่าเสียงในใจของฉันก็ไม่เบาไปกว่าเสียงในห้องหรอก
ตัวเล็ก ตาโต ผมสั้นกับไอเครื่องแบบครูที่มันบดบังความน่ารักของครูคนนี้ไว้ไม่ได้เลยแล้วไหนจะความเป็ผู้ใหญ่นั่นอีก ครูอะไรมันจะเพอร์เฟคได้ขนาดนี้ถ้าชาติหน้ามีจริงขอเกิดเป็แฟนกับครูคนนี้เถอะนะ พระผู้เป็เ้า
“วันนี้เป็คาบแรกที่ได้เจอกันงั้นครูจะไม่ได้สอนอะไรมากมายหรอกนะ แต่แค่จะถามว่า”
“ความฝันคืออะไร”
หลังสิ้นเสียงคำถามของครูนั้นก็ทำให้ฉันอดสงสัยร่วมด้วยกับครูไม่ได้เลยแต่ก็คงมีคำตอบให้เราได้นะ
“ฝัน จริงๆ แล้วมันไม่มีความหมายที่แน่นอนชัดเจนหรอกนะมันขึ้นอยู่กับแต่ละคนจะตีความมันเอง ซึ่งสำหรับครูแล้วฝันมันคือ…”
“สิ่งที่เราขาดหายไปในชีวิตจริงยังไงหล่ะ”
ช่างเป็การตีความอะไรที่ฟังดูลึกซึ้งขนาดนี้ทำเอาคิดตามจริงๆ เลยว่าเป็อย่างที่ครูพูดรึเปล่าฝันคือสิ่งที่เราไม่มีในชีวิตจริงงั้นเหรอ? เฮ้ย งั้นนี่ฉันฝันเห็นอะไรบ้างวะเนี่ยฉันไม่มีอะไรบ้างเนี่ย
แต่เดี๋ยวนะ มันก็แค่คำพูดจากครูเองนะมันจะไปจริงได้ยังไง นั่นก็คงเป็คำถามทิ้งท้ายในใจก่อนที่จะเงียบยาวตลอดคาบเลยนะที่เงียบไม่ใช่ว่าเพราะไม่มีอะไรจะพูดแต่กำลังตั้งใจฟังครูสุดที่รักคนนี้พูดอยู่ไงเล่า!
“ที่พูดไปก็แค่สิ่งที่ครูตีความเอาเองนะไม่ต้องเชื่อมากก็ได้ แต่มันก็มีหลายๆเื่ที่ทำให้ครูมั่นใจว่าฝันมันคงจะเป็อย่างงั้นจริงๆ”
หลังจากนั้นครูก็เล่าเหตุการณ์ที่ทำให้เราเชื่อว่าฝันมันเป็ตามคำนิยามนั้นอย่างเื่ที่ว่าครูเคยฝันถึงครอบครัวที่มาแสดงความยินดีในวันที่เรียนจบปริญญาวันนั้นดอกไม้หลายช่อต่างเทิดทูนเธอดั่งผู้สำเร็จวิชาของโลกใบนี้แต่ความเป็จริงช่างตรงข้ามกับฝันเปรียบดั่งฟ้ากับเหว
เื่ราวต่างๆที่ครูเล่าพลันทำเอาฉันแอบคิดเลยว่าจริงๆฝันมันเป็อย่างงั้นจริงๆ เหรอ หรือว่ามันแค่นิทานหลอกเด็กหาเงินเดือนใช้ไปเรื่อยๆ
หลังจากฟังเื่ราวจากครูก็ทำเอาฉันแอบเชื่อเื่นี้อยู่เหมือนกันนะบางทีฝันมันก็บอกได้ว่าเรากำลังขาดหายอะไรไปจากชีวิตและมันก็เป็เหมือนสัญญาณบอกล่วงหน้าให้กับเราได้ด้วยฝันนี่บางครั้งก็ดูวิเศษเหมือนกันนะ แต่เื่บางเื่มันก็ดูไม่สมเหตุมากๆ เลยอย่างเื่ฝันในวันเปิดเทอมวันแรก ฉันฝันถึงเื่นั้นบ่อยเป็บ้า ทั้ง ๆ ที่ความจริงแม่รักฉันมากๆเลยนะ ถึงจะทิ้งฉันให้อยู่หอก็เถอะนะ
ฉันนั่งฟังจวบจนจะหมดคาบเรียนนี้ไปรวดเร็วเหมือนสายน้ำที่ไหลเชี่ยวเอามากเลยหล่ะจนใกล้จะหมดคาบแล้วครูเขาก็พูดประโยคทิ้งท้ายที่ทำให้ฉันต้องแอบคิดสงสัยตามๆไปเลย
“บางทีครูก็คิดนะว่าในบาง่ชีวิตที่มีความสุขมากๆจนบางครั้งก็ทำเอาชวนคิดเลยว่า”
“หรือชีวิตที่เป็อยู่นี่ มันเป็เพียงแค่ฝันเองนะ”
คำนี้ทำเอาฉันแอบอึ้งไปพักใหญ่ๆเลยนะในบาง่ชีวิตของฉันที่มันมีความสุขมากๆ หรือว่ามันจะเป็แค่ฝันจริงๆ กันนะแต่ถ้าเอาตามจริงทั้งชีวิตของฉันก็ยังไม่เจอเื่เลวร้ายอะไรเลยนะมันแปลกรึเปล่านะ
เอ๊ะ!?เดี๋ยวนะๆ ถ้าชีวิตที่มีความสุขจริงๆ ก็หมายความว่า
“หรือจริงๆแล้วฉันกำลังฝันอยู่งั้นเหรอ!????”
?
“เื่ๆนั้นที่เธอเคยบอกไว้”
ไงคุณผู้อ่าน เป็ยังไงบ้าง? ถ้าเป็ฉันจะตอบว่าสบายดีนะ นี่ๆ ฉันจะเล่าอะไรให้เธอนะอย่าไปบอกคนอื่นหล่ะ ความลับสุดยอดเลยนะจะบอกให้ยังไงก็ขอให้สนุกกับเื่บทสุดท้ายของฉันนะ คุณผู้อ่าน
เอาจริงๆนะ ชีวิตของฉันดูมันจะเร็วยิ่งกว่าแสงอีกนะ ฉันแอบนึกๆ ดูว่าฉันพึ่งจะเด็กอยู่แท้ๆทำไมจู่ๆ ก็โตเร็วแบบไม่ทันตั้งตัว หรือไม่ก็อย่างฉันในเดือนมกราคมที่ใช้ชีวิตไปเรื่อยเปื่อยผ่านวันครบเดือนจนตอนนี้สิ้นปีภายในเสี้ยววิ หนึ่งปีเหมือนหนึ่งวันที่เขาว่าๆ กัน ไม่ได้โกหกกันเลย
ฉันยังจำได้เลยว่าตอนนั้นฉันยังเป็เด็กนักเรียนมัธยมอยู่เลยนะถัดมาตอนนี้ฉันก็เข้าทำงานบริษัทแล้วหล่ะ มันไวจนตั้งตัวไม่ทันเหมือนกันนะแต่ทำไงได้มันก็คือเวลาที่เราควบคุมอะไรไม่ได้
ฉันยังจำได้อยู่เลยว่าฉันเคยเล่นกีฬาสีตอนเด็กๆยังจำได้ว่าฉันเคยร่าเริงมากๆ จนคนรอบข้างแปลกใจเลยหล่ะ
ยังจำได้อยู่เลยว่าเคยเล่นอะไรเกรียนๆ กับก๊วนเพื่อนอยู่เลยมันไวจริงๆนะชีวิตเนี่ย เธอคงเบื่อใช่มั้ยที่มาอ่านข้อความจากคนทำงานแล้วไม่เป็ไร
ฉันจะย้อนเื่ไปตอนมัธยมให้เอง
วันปัจฉิมนิเทศวันที่ทุกคนดูตื่นเต้นกับการแสดงความยินดีกับคนอื่นที่ถูกใจบางคนก็มีภาพรางวัลคนเก่งที่เรียนจบอะไรอย่างงั้นด้วยเกือบทุกคนสนใจกับเื่แบบนั้น ถัดมาที่กลุ่มฉันที่ดูแบบ..
เฉยชามากๆ กับปัจฉิมเนี่ยนางเกรซหูไม่ค่อยดีแต่ความไวในการลักเหนียวไก่ที่เขาแจกฟรีนี่ที่หนึ่งเลยหล่ะส่วนคุณไลฟ์ก็ไม่ต่างอะไรกันก็ลักลอบน้ำส้มไปทั่วเลยสิคะ ก็ตะกละแหละนะ เข้าใจนะสีหน้าพวกมันตอนทำภารกิจเสร็จเหมือนตอนถูกหวยรางวัลที่หนึ่งเลยแหละ
ถัดมาที่ฉัน กินเหนียวไก่กับน้ำส้มที่พวกแม่งลักลอบมา ฮ่าฮ่าไม่โดนคนเกลียดก็บุษแค่ไหนแล้วนะ
คิดถึงจังเลยนะ วัยเรียนเนี่ย แต่ั้แ่จบไปก็ไม่ได้เจอกันนานแล้วนะกับเพื่อนๆ เนี่ยล่าสุดเกรซก็พึ่งจะแต่งงานไปได้ไม่นานเหนื่อยมากเลยนะกับภาระเพื่อนเ้าสาวอย่างเธอเนี่ย ส่วนไลฟ์…. คงไม่เป็ไรละมั้ง
ถัดมาที่ฉันที่เลขสามเข้าไปแล้วยังไม่มีคู่ครองใจเลยจ้าสงสัยตอนเด็กๆแกล้งคนอื่นเยอะเกิน ฮ่าฮ่า
เอ๊ะ!? หกโมงแล้วนี่นา คุยอยู่กับคนอ่านตั้งนานคงไม่รำคาญนะ ฉันขอกลับบ้านก่อนนะ
โอ๊ย ปวดหลังจังวุ้ย เฮ้อ รถก็ติดนานเหลือเกินนะกว่าจะถึงบ้านกี่โมงเข้าไปแล้วเนี่ย 2 ทุ่ม! บ้าเว้ย ไอไฟแดงเวร ขอสาปแช่งแกให้พังไวๆ เอาหล่ะอย่างแรกก็ต้องทำมื้อค่ำซักหน่อยหล่ะนะ
อือ… อื้อ? 4 ทุ่มแล้วเหรอเนี่ยวันนี้คงแค่นี้หล่ะมั้ง หือ!? ไฟดับเหรอ เหี้ยเอ้ย แล้วฉันจะตื่นทันพรุ่งนี้เช้ามั้ยเนี่ยไฟดับแล้วแสงอะไรมันอยู่ข้างหลังว-
“Happy Birthday To You Happy Birthday To You Happy Birthday HappyBirthday Happy Birthday To You”
“สุขสันต์วันเกิดนะเพื่อนรัก”
อ้าว!? แก มาได้ไงเนี่ย หูย ไม่ได้เจอกันนานเลย /อย่างแรกนะ ฉันขอโป๊งเหม่งแกหน่อยเถอะ ประตูบ้านก็ไม่ปิดน่าเอาเค้กหยุมหัวจริงเลยเนี่ย
อ้าว ฉันไม่ได้ปิดประตูเหรอเนี่ย ดีนะโจรที่เข้าบ้านมาพกมาแต่เค้- / ฉันคิดถึงแกมากเลยรู้มั้ย ฉันเลยมาเซอร์ไพรส์วันเกิดแกไง ว่าแต่แกเหอะลืมวันเกิดตัวเองได้ไงเนี่ย
แหะๆ พอดีงานมันยุ่งๆ จนลืมไปซะสนิทเลยอะ / แกลืมวันเกิดใครก็ได้นะแต่แกต้องไม่ลืมวันเกิดตัวเองดิ
จ้าๆ ขอบคุณที่เป็ห่วง / อาๆ ยังไงก็ 31 ขวบ ล่ะ ฉันมีไรให้แกดู บอกเลยแกเซอร์ไพรส์แน่นอน หลับตาก่อนๆ
ลืมตาได้! หือ เห๋???? ใครหน่ะ / อ้าว!? แกจำไม่ได้เหรอก็ไลฟ์ไง
ณตอนนั้น มันเงียบมากเหมือนสติหลุดไปเลยฉันลืมตัวไปกอดเกรซเพราะความดีใจที่เขากลับมาแล้ว
นี่ เธอยังจำเื่นั้นได้อยู่มั้ยเื่เมื่อตอนวันปัจฉิมนิเทศหน่ะ
อือ! จำได้สิ มันก็คือ----------
----- อะไรกันนี่ฉันฝันไปเหรอเนี่ย / อ้าว เธอตื่นแล้วแหละ / นี่ๆ ลุกขึ้นมาหน่อยสิอยากจะคุยอะไรด้วยกันหน่อย
“พวกเธอยังจำเื่นั้นได้อยู่มั้ย”
“ได้สิ / แน่นอนอยู่แล้ว”
“คนอย่างเธอ ต้องโดนแกล้ง!!!”
ฮ่าฮ่า เป็ไงบ้างคุณผู้อ่าน โดนแกล้งรู้สึกยังไงบ้างเื่ราวทั้งหมดเป็แค่ความฝันของฉันเท่านั้น อย่าถือสาเลยแต่อย่างน้อยฉันก็ได้แกล้งเธอแล้วนะคุณผู้อ่านกำลังโกรธอยู่มั้ยหรือกำลังแอบขำในใจอยู่
ไม่ต้องถามนะว่าทำไมฉันถึงต้องแกล้งเธอเพราะขนาดเ้าของเื่มันยังไม่รู้เลย เอาเถอะๆยังไงฉันก็หวังว่าเธอจะได้รอยยิ้มจากฝันของฉันไปบ้างนะ ถึงจะแอบมีติดเศร้าๆ ไปมั่งแต่เชื่อเถอะ แบบนี้แหละดีแล้ว
ฉันแกล้งเธอเสร็จแล้วแหละ เดี๋ยวฉันก็ต้องไปรับลูกสาวที่โรงเรียนอีก
บ๊ายบายนะ
( จริงๆ ถ้าเป็ไปได้ก็อยากขอโทษเธออยู่นะแต่มันยุ่งอะ ทำไงได้ )
ขอบคุณที่ให้แกล้งนะ
คุณผู้อ่านที่น่ารัก