รองแม่ทัพโจวพยักหน้าพลางยิ้ม นี่เป็วิธีที่ฮูหยินคิดขึ้นเพื่อหวังจะคุ้มครองเด็กคนนี้ ซุ่ยซุ่ยกลับยกมือน้อย ๆ ลูบคางพลางใช้ความคิด 'ในนิยายต้นฉบับยาม่ชิงบัลลังก์ ท่านแม่ทัพสนับสนุนองค์รัชทายาท ทว่ายามออกศึกกลับหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย
ฮูหยินแม่ทัพไม่ได้คลอดบุตรอย่างราบรื่น นางโศกเศร้าเสียใจจนเกินไป สุดท้ายจึงต้องตายตกไปพร้อมกับบุตรในครรภ์ทั้งสามชีวิตบนเตียงคลอดเด็กสองคนนี้ ถือได้ว่ารอดชีวิตมาได้เพราะนางแท้ ๆ '
เด็กน้อยเตะขาเล็ก ๆ สองข้างก่อนจะะโลงจากอ้อมอกพี่ชาย นางปีนขึ้นไปบนม้านั่งแล้วหยิบกรรไกรด้ามเล็กออกมา ขลิบเส้นผมของตนเองออกมาหนึ่งปอย จากนั้นก็ขอถุงหอมสองใบจากหลินซื่อ
นางบรรจุเส้นผมลงในถุงหอมทั้งสองใบ "นี่เ้าค่ะ เป็ของขวัญแรกพบที่อาหญิงมอบให้พวกเขา" สิ่งนี้สามารถคลี่คลายวิกฤตได้หนึ่งครั้ง
'เป็ผู้มีวาจาสิทธิ์นี่ดีจริง ๆ ร่างกายมีแต่ของล้ำค่าเต็มไปหมด'
หลินซื่อใบหน้าแดงก่ำด้วยความขัดเขิน "เ้าเด็กคนนี้ จะทำตามใจชอบไม่ได้นะ จะเอาเส้นผมมาเป็ของขวัญมอบให้ผู้อื่นได้อย่างไร..." หลินซื่อรู้สึกกระอักกระอ่วนใจนักเพราะบ้านตนไม่มีของมีค่าใดที่จะมอบให้ได้เลย
ทว่ารองแม่ทัพโจวกลับใช้สองมือรับมาอย่างนอบน้อม "ผู้น้อยไม่รังเกียจขอรับ นี่คือสินน้ำใจจากอาหญิงน้อย ผู้น้อยจะนำไปมอบให้นายหญิงให้จงได้"
รองแม่ทัพโจวเก็บถุงหอมไว้ในสาบเสื้ออย่างทะนุถนอม นายน้อยทั้งสองรอดชีวิตมาได้ก็เพราะโสมคนชิ้นนั้น จะกล่าวว่าเป็ผู้มีพระคุณช่วยชีวิตก็ไม่เกินไปนัก หากตอนนั้นนายหญิงไม่ยอมออกจากเมืองหลวง เกรงว่าคงต้องตายไปพร้อมกับลูกในครรภ์เป็แน่ ไม่รู้ว่าจะรอดชีวิตมาได้หรือไม่ บุญคุณครั้งนี้ช่างใหญ่หลวงยิ่งนัก
'คนที่เฝ้ารอให้นายหญิงตายมีมากเกินไป หากข้าไม่เร่งรุดมาที่นี่ เกรงว่าวันนี้นายหญิงคงต้องลำบากอย่างยิ่ง การ่ชิงบัลลังก์ดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว กระทบเพียงนิดย่อมะเืไปทั้งร่าง ไม่มีผู้ใดกล้าประมาทแม้เพียงพริบตาเดียว ยิ่งไปกว่านั้นท่านแม่ทัพเซี่ยยังเป็ดั่งแขนซ้ายแขนขวาขององค์รัชทายาทอีกด้วย'
รองแม่ทัพโจวพักอยู่เพียงครึ่งชั่วยาม ยามที่เขายังไม่ทันได้ออกไปจากหมู่บ้าน ฝนสายนี้ก็หยุดลง มันช่างมาไวและไปไวเสียจริง
รองแม่ทัพโจวรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก เมื่อเขาควบม้าออกไปจากหมู่บ้านได้เพียงห้าสิบลี้ กลับพบว่าภายนอกนั้นไม่มีฝนตกแม้เพียงหยดเดียว ด้านหนึ่งฝนตกหนักจนไม่เห็นทาง แต่อีกด้านกลับไม่มีน้ำฝนข้ามผ่านไปแม้แต่หยดเดียว ช่างแบ่งแยกชัดเจนจนน่าใ
"เื่ฝนในคืนนี้ ให้ทุกคนทำราวกับไม่เคยเกิดขึ้น"
คำสั่งทหารดุจขุนเขา เหล่าทหารย่อมปิดปากเงียบไม่เอ่ยถึง รองแม่ทัพโจวเองก็อธิบายไม่ได้ว่าเพราะเหตุใด ทว่าลึก ๆ แล้วเขาไม่อยากเอ่ยถึงเื่ฝนสายนี้ เขารู้สึกว่าแม่นางซุ่ยซุ่ยผู้นั้นมีความพิเศษบางอย่างที่บอกไม่ถูก เพื่อปกป้องผู้มีพระคุณตัวน้อย เขาจึงออกคำสั่งทหารโดยตรง
ทุกคนในหมู่บ้านตระกูลหวังต่างคิดว่าฝนครั้งนี้จะช่วยดับความแห้งแล้งได้ ทว่าใครจะรู้... ในวันที่สอง ท้องฟ้ากลับยังคงมีแสงแดดแผดจ้าเช่นเดิม
ถึงขั้นมีคนลอบไปสืบดูรอบ ๆ จึงได้พบว่าฝนสายนี้ตกเพียงแค่หมู่บ้านรอบ ๆ สามถึงห้าแห่งเท่านั้น เมื่อหัวหน้าหมู่บ้านทราบเื่นี้ เขาก็ได้แต่สูบยาเส้นไม่หยุด
เขานิ่งเงียบไปนานแสนนาน 'ฝนสายนั้นตกมาได้ถูกเวลาเกินไป ยามที่หมู่บ้านเริ่มเกิดเพลิงไหม้ ฝนก็ตกลงมาช่วยคนทั้งหมู่บ้านไว้ ช่างประจวบเหมาะจนเกินไปจริง ๆ '
"ข้าจะกินขาหมู เนื้อที่ข้าเอากลับมาเหตุใดจะกินไม่ได้เล่า นี่คือท่านบรรพบุรุษน้อยให้พวกเรากินนะ" หลานชายกำลังร้องงอแงจะกินเนื้อ ร่างของหัวหน้าหมู่บ้านพลันชะงักกึก
"ท่านบรรพบุรุษน้อยคนใด? เ้ามานี่ซิ บรรพบุรุษน้อยคนใดกัน?" หัวหน้าหมู่บ้านเคาะยาเส้นกับมุมโต๊ะพลางสูดเข้าไปอีกคำ
หวังซิ่งเฟิงสะดุ้งโหยง ทว่าเขาก็กลัวปู่ของตนเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว จึงเอ่ยเสียงเบาว่า "ก็คือเ้าเด็กโง่บ้านเหยียน เหยียนซุ่ยซุ่ย อย่างไรเล่าขอรับ"
ดวงตาของหัวหน้าหมู่บ้านทอประกายวูบหนึ่ง เขาสูดลมหายใจเข้าลึก "เอาเถิด ไปต้มให้เขาเถอะ ข้าจะไปที่ศาลเ้าบรรพชนเสียหน่อย..." หัวหน้าหมู่บ้านตัดสินใจจะไปสนทนากับบรรพบุรุษในศาลเ้าเสียหน่อย เื่ที่บรรพบุรุษมาเข้าฝันเมื่อวันก่อนเขายังจำได้แม่นจนถึงยามนี้
หวังซิ่งเฟิงแอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก นึกว่าจะโดนตีเสียแล้ว เขาไปรับใครคนหนึ่งมาเป็ท่านบรรพบุรุษน้อยของบ้าน กลับไม่โดนตีเสียอย่างนั้น??
สิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือ ต้นกล้าที่เคยเหี่ยวเฉาในหมู่บ้าน เพราะฝนเมื่อคืนนี้ยามนี้กลับกลายเป็สีเขียวขจีไปหมดสิ้น!!
คนในหมู่บ้านต่างพากันโห่ร้องด้วยความยินดี ทว่าซุ่ยซุ่ยตัวน้อยกลับนอนอยู่บนกล่องขนม กินจนเศษขนมติดเต็มปาก "ล้วน... เป็... พลังปราณ... ไม่เขียว... ก็แปลกแล้ว" นางเอ่ยพึมพำอย่างไม่ชัดถ้อยชัดคำ
"บ้านของพวกเราต้องรีบสร้างให้เสร็จเสียแล้ว ฮูหยินผู้นั้นส่งเสบียงและเงินทองมาให้มากมาย ไม่ขาดเหลือสิ่งใดเลย เื่สร้างบ้านต้องรีบทำโดยเร็ว" หลินซื่อกำลังคุยกับเหยียนฮั่นเซิงอยู่ที่หน้าประตู
หลินซื่อชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อคืนนางมักจะรู้สึกเหมือนมีคนกำลังจับตามองบ้านของตนอยู่ เหยียนฮั่นเซิงเพิ่งกลับมาจากท้องนา เท้าทั้งสองข้างเต็มไปด้วยโคลน
ไม่รู้ว่าเขาตาฝาดไปหรือไม่ ต้นกล้าของบ้านตนดูเหมือนจะสูงกว่าบ้านคนอื่นอยู่หนึ่ง่ตัว แถมรวงข้าวก็ดูอวบอิ่มเป็พิเศษอีกด้วย
"ตกลง ข้าจะไปบ้านหัวหน้าหมู่บ้าน วันพรุ่งนี้จะเริ่มลงมือทันที" เพลิงไหม้เมื่อคืนหมู่บ้านเสียหายไม่มากนัก มีเพียงผู้ที่โชคร้ายจริง ๆ เท่านั้นที่เสบียงถูกเผาไป บ้านเดิมตระกูลเหยียนก็คือหนึ่งในนั้น เหล่าเฉินซื่อร้องไห้โฮตลอดทั้งคืนจนลำคอแหบพร่า
หลินซื่อไม่มีแก่ใจจะไปสนใจบ้านเดิม เมื่อคืนนางได้ตรวจสอบของทุกอย่างในบ้านแล้ว ฮูหยินเซี่ยคลอดบุตรอย่างปลอดภัย คาดว่านางคงจะมีความสุขอย่างยิ่ง
ไข่แดงหนึ่งตะกร้า ข้าวสารและแป้งห้าร้อยชั่งรวมถึงข้าวหยาบอีกจำนวนหนึ่ง ตลอดจนขนมและผลไม้แห้งจิปาถะ ซึ่งล้วนเป็ของที่หาซื้อไม่ได้ในยามนี้
"ซุ่ยซุ่ยเพียงพูดออกมาไม่กี่คำ ฮูหยินเซี่ยกลับส่งของขวัญล้ำค่ามาให้เพียงนี้ วันหน้าหากพบเจอกันอีกจะต้องกล่าวขอบคุณนางให้จงได้"
หลินซื่อทอดถอนใจ ความจริงเพียงไข่แดงหนึ่งตะกร้าก็เพียงพอแล้ว คาดว่านางคงรู้ว่าความเป็อยู่ของตระกูลเหยียนนั้นลำบากยิ่ง 'ร้านขายเสบียงภายนอกต่างปิดประตูลงกันหมด ดูท่าว่านางคงต้องใช้เรี่ยวแรงไปไม่น้อยในการเที่ยวตามหาของพวกนี้มา' ภายใต้กองเสบียงเ่าั้ ยังมีซองแดงบรรจุเงินไว้อีกหนึ่งร้อยตำลึง
"ซุ่ยซุ่ย บ้านเราติดค้างเ้ามากขึ้นทุกทีแล้ว" หลินซื่อลูบศีรษะเล็ก ๆ ของซุ่ยซุ่ย เด็กคนนี้เกิดมาพร้อมกับเสบียงเลี้ยงตัวจริง ๆ เมื่อก่อนตอนเพิ่งมาถึงตระกูลเหยียน ตระกูลเหยียนยากจนข้นแค้นอย่างยิ่ง ทว่าหลังจากนางมา ตระกูลเหยียนก็มีชีวิตความเป็อยู่ที่ดียิ่งขึ้นเรื่อย ๆ
ยามนี้แม้จะถูกขับออกจากบ้านโดยไม่มีทรัพย์สินติดตัว ทว่าเพียงสามวัน ในบ้านกลับเกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ หลินซื่อนึกถึงสิ่งที่รองแม่ทัพโจวกล่าวเมื่อวาน หัวใจของนางก็เต้นระทึก 'ซุ่ยซุ่ยของนาง เมื่อเทียบกับธิดาโชคลาภผู้นั้น ก็ไม่ด้อยไปกว่ากันเลย'
"ไม่ติดค้าง ของซุ่ยซุ่ยก็คือของท่านแม่" ซุ่ยซุ่ยตบหน้าอกตนเองอย่างใจกว้าง
"จะว่าไป เ้ากับธิดาโชคลาภผู้นั้นก็มีวาสนาต่อกันอยู่บ้าง ฟังจากรองแม่ทัพโจวกล่าว แม่นางผู้นั้นเกิดในเทศกาลหยวนเซียว ซุ่ยซุ่ยของพวกเราก็เกิดวันหยวนเซียวเช่นกัน" ในผ้าอ้อมที่ห่อตัวซุ่ยซุ่ยมาตอนนั้น มีวันเดือนปีเกิดของซุ่ยซุ่ยเขียนเอาไว้ด้วย
"เฮ้อ เกิดปีเดียวกัน เดือนเดียวกัน วันเดียวกัน ทว่าชะตากลับต่างกันนัก แม่นางผู้นั้นยามอายุครบหนึ่งขวบวาสนาสูงส่งจนกู้แผ่นดินได้ ทั้งยังช่วยชีวิตฝ่าา ทว่าในวันครบรอบหนึ่งขวบของเ้า เ้ากลับล้มป่วยลงโดยไม่มีสาเหตุ ตัวร้อนจัดไม่ลดจนแม่แทบจะเสียสติ
ยามนางอายุได้สองขวบก็ได้ช่วยแบ่งเบาภาระของแผ่นดิน ทว่าเ้าในวัยสองขวบก็ล้มป่วยหนักอย่างประหลาดอีกครั้ง ทั้งที่วันก่อนยังดี ๆ อยู่ ทว่าวันรุ่งขึ้นดวงตากลับมองไม่เห็นเสียอย่างนั้น" 'ตาบอดไปถึงสามวัน กว่าจะกลับมาเป็ปกติ'
ซุ่ยซุ่ยกระพริบตาปริบ ๆ ดวงตาอันสุกใสคู่นั้นเต็มไปด้วยความเข้าใจแจ้ง 'เพราะว่า อีกฝ่ายกำลังสูบเอาวาสนาบารมีของนางไปอย่างไรเล่า'
"หากนางมีความสามารถเช่นนั้นจริง แม่ก็หวังว่านางจะช่วยคลี่คลายภัยแล้งครั้งนี้ได้"
ทันใดนั้น ซุ่ยซุ่ยพลันหรี่ตาลง นางจ้องมองไปบนท้องฟ้าที่มีหมอกสีเทาจาง ๆ ปรากฏขึ้น ทว่าหลินซื่อกลับไม่มีท่าทีผิดปกติใด ๆ คาดว่าคงมีเพียงนางเท่านั้นที่มองเห็น
ซุ่ยซุ่ยเห็นหมอกสีเทาสายนั้นวนเวียนอยู่รอบหมู่บ้านตระกูลหวัง ราวกับกำลังค่อย ๆ สูบเอาวาสนาไปทีละน้อย ใบหน้าของซุ่ยซุ่ยเคร่งขรึมลง นางดีดนิ้วเบา ๆ คราหนึ่ง ก็ทำลายหมอกที่ทับซ้อนกันเ่าั้จนแตกกระจายไปโดยตรง
ในพริบตาเดียว หมอกสีเทานั้นก็สลายตัวไปและหลบหนีไปอย่างลนลาน ซุ่ยซุ่ยสีหน้าบึ้งตึง นางเม้มริมฝีปากแน่นจ้องมองไปยังเส้นขอบฟ้า ราวกับกำลังสะกดกลั้นโทสะสายหนึ่งเอาไว้
นางเข้าใจแล้วว่า เหตุใดในนิยายต้นฉบับ หมู่บ้านตระกูลหวังและตระกูลเหยียนถึงต้องเผชิญกับเคราะห์กรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็เพราะเ้าคนกินบนเรือนถ่ายบนหลังคาผู้นั้น ที่สูบเอาวาสนาของนาง และวาสนาของทั้งหมู่บ้านตระกูลหวังไป!! 'วาสนาทุกอย่างของนาง ล้วนแต่ขโมยมาทั้งสิ้น!'