ลานกว้างด้านหลังบ้าน
เช้าวันใหม่ที่ยังมีหมอกหนาปกคลุมทั่วทั้งย่านสลัมอากาศเย็นสบายแต่แฝงความชื้นจนซึมเข้าสู่เสื้อผ้าได้ง่ายเสียงไก่ขันและเสียงผู้คนเริ่มตื่นเตรียมตัวทำงานดังไปทั่วแต่สำหรับบ้านหลังเล็กท้ายซอยที่มีต้นไม้ใหญ่คอยคุ้มครองอยู่
แม็กซ์กลับตื่นขึ้นมาั้แ่แสงแรกของวันเริ่มสาดส่องลงสู่พื้นดิน เขาเดินออกมายังลานด้านหลังบ้านซึ่งเป็พื้นที่โล่งที่ไม่มีใครสนใจ มีพุ่มไม้หนาทึบคอยบดบังสายตาไว้ได้เป็อย่างดีก่อนจะนั่งพักรอสักครู่
ไม่นานนักเงาเล็กสี่ร่างก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาแต่ไกล “ลูกพี่... พวกเรามาถึงแล้ว!” เสียงะโดังขึ้นเมื่อเห็นแม็กซ์ยืนรออยู่กาเนอร์นำหน้าเข้ามาพร้อมกับคีเฟอร์ และพี่น้องฝาแฝดวิคเตอร์กับริคเตอร์ทั้งสี่คนหน้าตายังดูเหนื่อยล้าจากการเดินทาง แต่ดวงตากลับเปล่งประกายด้วยความตั้งใจและความหวังที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่
“ลูกพี่อยู่บ้านหลังนี้เองเหรอ พวกข้าไม่เคยเห็นลูกพี่มาก่อนเลย”เด็ก ๆ พากันสงสัยทั้งที่เห็นบ้านหลังนี้มานานแต่ไม่เคยเห็นแม็กซ์เลย
“ข้าไม่มีเวลามาเล่นเป็เด็กหรอกตลอดเวลาข้าก็ออกไปทำงานหาเงินเพื่อมาซื้อข้าวกินนี่แหละ” แม็กซ์ตอบไปแบบไม่ได้จริงจังกับคำถามสักเท่าไหร่
“ลูกพี่ทำงานอะไรเหรอ”
“เอาล่ะเลิกถามกันได้แล้ว”แม็กซ์ตัดบททันที ไม่ปล่อยให้การสนทนายืดเยื้อ เขามองสำรวจสภาพร่างกายของพวกเด็ก ๆ อย่างละเอียด
เห็นได้ชัดว่าทั้งหมดมีรูปร่างผอมโซกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง เพราะขาดสารอาหารมาเป็เวลานานอีกทั้งยังต้องใช้แรงงานหนักโดยไม่ได้รับการฝึกฝนที่ถูกต้องทำให้ศักยภาพของร่างกายยังอยู่ในระดับต่ำมาก
“มาถึงตรงเวลาถือว่าผ่านเกณฑ์แรก” แม็กซ์พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไม่ยิ้มแย้มเหมือนครั้งก่อน กลับแฝงความจริงจังและความเข้มงวดออกมาอย่างชัดเจน
“ฟังให้ดี นับแต่นี้เป็ต้นไปข้าจะสอนวิธีเอาตัวรอดและสร้างความแข็งแกร่งให้พวกเ้าข้าจะไม่สอนเพื่อให้ไปข่มเหงผู้อื่น หรือออกมาดักปล้นเหมือนเมื่อวานอีกเด็ดขาด”
“พวกข้าสัญญา! ว่าจะไม่ทำอีกแล้ว”ทั้งสี่คนตอบรับพร้อมกันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ดี!” แม็กซ์พยักหน้า “ก่อนจะไปถึงเื่การใช้พลังการต่อสู้หรือสิ่งเหนือธรรมชาติที่พวกเ้าอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วสิ่งแรกและสำคัญที่สุดคือร่างกาย”
แม็กซ์เดินเข้ามายืนตรงหน้าพวกเขา ก่อนจะอธิบายอย่างชัดเจน “ในโลกใบนี้ หากวันหนึ่งพวกเ้ามีโอกาสที่จะหลอมรวมยีนเพื่อปลุกพลังขึ้นมาสิ่งที่จะเป็ตัวกำหนดว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน ไม่ใช่ดวง หรือความโชคดี แต่คือความพยายามและความแข็งแกร่งของร่างกายหากร่างกายอ่อนแอ แม้จะได้รับยีนระดับสูงสุดมาก็ตาม มันก็จะทนรับความเ็ป แรงดันของพลังิญญาที่ทะลักเข้ามาไม่ได้สุดท้ายก็แค่ะเิตัวเองตาย หรือกลายเป็คนพิการไปตลอดชีวิต”
“ดังนั้น เป้าหมายของการฝึกใน่แรกคือผลักดันร่างกายให้ทะลุขีดจำกัดเดิม ขยายความทนทาน สร้างความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ภายในให้พร้อมรองรับสิ่งที่จะมาถึงในอนาคตเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมหากพบยีนหรือแกนพลังที่เข้ากันได้ พวกเ้าก็จะมีโอกาสเติบโตได้สูงกว่าคนอื่นหลายเท่าตัว”คำอธิบายของแม็กซ์ฟังดูหนักแน่นและจริงจัง จนทำให้พวกเขาตั้งใจฟังอย่างเต็มที่ ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย“เข้าใจแล้วใช่มั้ย?”
“พวกข้าเข้าใจแล้ว!”
“ก่อนอื่นจะพูดอีกครั้ง การฝึกไม่ใช่เื่เล่น มันไม่ได้สนุกมันไม่ได้สบาย มันมีแต่ความลำบาก โหด หิน เหนื่อยจนแทบอยากตาย ถ้าอยากจะถอนตัว ก็ไปได้เลยไม่มีใครห้ามและไม่มีใครบังคับแต่ว่าพวกเ้าจะเป็ได้แค่เด็กที่รอหิวตายเท่านั้น! ถึงขนาดนี้แล้วยังจะอยากฝึกอยู่อีกไหม?” แม็กซ์ะโถามอีกครั้งเพื่อดูท่าทีแต่ละคน
“พวกข้าพร้อมสู้ตายลูกพี่!” ทุกคนต่างตอบเสียงหนักแน่นไม่มีการลังเลแม้แต่น้อย
“ดี! วันนี้ไม่มีเทคนิคพิเศษไม่มีเวทมนตร์ มีแต่การทำงานกับร่างกายเท่านั้น”
การฝึกฝนเริ่มต้นขึ้นอย่างเข้มงวด แม็กซ์กำหนดตารางฝึกที่ดูเหมือนจะโหดร้ายเกินไปสำหรับเด็กในวัยนี้ซึ่งเหมาะสมกับสภาพร่างกายและชีวิตที่พวกเขาต้องเผชิญอยู่
“เริ่มแรก วิ่งรอบพื้นที่นี้ 50 รอบต้องวิ่งไม่หยุด ถ้าหยุดคือเริ่มนับใหม่ทั้งหมด ตามด้วยการะโข้ามกำแพงสูง 1เมตร 100 ครั้ง แล้วจึงนั่งยอง ๆ ถือหินก้อนละ5 กิโลกรัม ค้างไว้จนกว่าข้าจะสั่งหยุด”
ทั้งสี่คนได้ยินแล้วหน้าถอดสีด้วยความใแต่เมื่อเหลือบมองเห็นสายตาที่จริงจังไม่ผ่อนปรนของแม็กซ์ พวกเขาก็ไม่กล้าปฏิเสธก้าวออกไปเตรียมพร้อมทำตามคำสั่ง
“ข้าจะให้ไอ้หมาตัวนี้ฝึกไปด้วยกัน อย่าให้น้อยหน้ามันล่ะเดี๋ยวจะอายหมาเอาได้” แม็กซ์พูดพลางชี้ไปที่เ้าหมาโง่ที่นั่งรออยู่ด้านข้าง
“โฮ่ง! โฮ่ง!”เ้าหมาฮัสกี้เห่าตอบรับทันทีด้วยท่าทางกระตือรือร้น
“โถ่... ใครจะไปแพ้ไอ้หมาตัวกะเปี๊ยกเดียวกันล่ะ”กาเนอร์พูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“ใช่ ๆ เราจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด!” เพื่อน ๆ ช่วยขานรับพร้อมกัน
“ตอนนี้หัวเราะกันให้พอเดี๋ยวอีกสักพักจะไม่มีแรงหัวเราะแน่” แม็กซ์เตือนด้วยน้ำเสียงเ็า “เอ้า...เริ่มได้!”
หลังจากนั้น แก๊ง 4 แสบและเ้าหมาโง่ก็เริ่มออกตัววิ่งไปรอบลานกว้าง ใน่แรกดูทุกคนยังพอมีแรงวิ่งได้สบายแต่พอผ่านไปได้ 20 รอบ เหงื่อก็เริ่มท่วมตัวหายใจหอบจนดังลั่น จนกระทั่งถึงรอบที่ 30 ขาทั้งสองข้างเริ่มสั่นจนแทบก้าวไม่ออก
ตรงกันข้ามกับเ้าหมาโง่ที่วิ่งไปมาอย่างคล่องแคล่ว ไม่แสดงอาการเหนื่อยล้าให้เห็นแม้แต่น้อยส่ายหางไปมาดูมีความสุขเหมือนกำลังวิ่งเล่นสนุกสนานส่วนร่างกายของแก๊งเด็กแสบกลับรู้สึกหนักอึ้งราวกับถูกผูกหินก้อนใหญ่ไว้เต็มตัว
อย่างไรก็ตาม เมื่อเหลือบมองเห็นแม็กซ์ยืนมองอยู่นิ่ง ๆโดยไม่แสดงความเห็นใจ พวกเขาก็ต้องกัดฟันสู้ต่อไป
“อย่าคิดว่ามันทรมานเกินไป” แม็กซ์เอ่ยขึ้นในขณะที่พวกเขาเริ่มหมดแรง“ความเ็ปที่พวกเ้ารู้สึกตอนนี้คือสัญญาณที่บอกว่าร่างกายกำลังเรียกร้องความแข็งแกร่งใหม่ หากยอมแพ้ตรงนี้พวกเ้าก็จะเป็แค่คนธรรมดาที่ต้องดิ้นรนหาข้าวกินไปทั้งชีวิตและอาจตายด้วยมือของโจร หรือสัตว์อสูรในวันหนึ่งอย่างไร้ค่า”
“เห็นหรือยัง... อย่าให้น้อยหน้าไอ้ตัวกะเปี๊ยกนั่นล่ะ”คำพูดที่ฟังดูเ็าแต่เป็ความจริงที่สุด ทำให้พวกเขากัดฟันสู้ต่อจนสุดกำลังเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง กว่าทุกคนจะทำตามที่สั่งจนครบตามตารางร่างกายทั้งหมดก็ทรุดลงนอนกองกับพื้น ขาและแขนแทบไม่มีแรงจะขยับ
แต่ลึก ๆ พวกเขากลับรู้สึกแปลกประหลาดราวกับว่าหากได้พักจนหายเมื่อยล้า ร่างกายจะมีพละกำลังมากกว่าเดิม เมื่อเหลือบไปมองเ้าฮัสกี้น้อยกลับเห็นว่ามันไม่แสดงอาการเหนื่อยแม้แต่น้อย ยังทำท่าทางระริกระรี้ชวนวิ่งเล่นไปมาดูมีความสุขอยู่ตลอด จนชวนให้รู้สึกหมั่นไส้สุดขีด
“ดี... วันนี้พอแค่นี้” แม็กซ์โยนถุงผ้าที่บรรจุอาหารและน้ำสะอาดให้แต่ละคน“กินให้พออิ่ม พักผ่อนให้เพียงพอ วันพรุ่งนี้จะเริ่มใหม่ และอาจจะหนักกว่าเดิมอีก”
“ขอบคุณลูกพี่...”เสียงตอบรับดังขึ้นอย่างอ่อนแรงแต่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งและขอบคุณ
“โฮ่ง! โฮ่ง!” เ้าหมาโง่เห่าตามด้วยท่าทีที่มีความสุข
เมื่อแสงตะวันลับขอบฟ้า ความมืดเริ่มปกคลุมทั่วทั้งย่านสลัม บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดมีเพียงแสงตะเกียงน้ำมันสลัวที่ส่องผ่านหน้าต่างบ้านเรือนบางหลังเท่านั้น
แม็กซ์ออกเดินทางอีกครั้งในยามค่ำคืน แต่ไม่ได้ไปยังที่ห่างไกลเขาเดินลัดเลาะผ่านซอยแคบที่มืดมิด ใช้ทักษะที่มีทำให้การเคลื่อนไหวของเขาเบาราวกับเงาไม่ให้เสียงเท้าไปรบกวนการพักผ่อนของใคร
นี่คือกิจกรรมที่เขาทำเป็ประจำมาตลอดหลายปีแล้วเป็เื่ที่ไม่มีใครรู้ และไม่เคยมีใครพูดถึง เพราะต่างคนต่างเงียบไว้เพื่อไม่ให้เื่นี้ลุกลามจนส่งผลเสียตามมา เขาหยุดที่หน้าบ้านหลังหนึ่งที่ดูทรุดโทรมที่สุดหลังคารั่ว ผนังแตกร้าว หน้าต่างไม่มีกระจกปิด ทั้งหลังดูเหมือนจะพังลงได้ทุกเมื่อ
แม็กซ์เงยหน้ามองดูแสงสลัวที่ลอดออกมาจากรอยร้าวก่อนจะหยิบถุงผ้าขนาดเล็กที่บรรจุข้าวสาร แป้ง และเนื้อแห้งจำนวนพอสมควรวางไว้ที่หน้าประตูเคาะสองครั้ง เบา ๆ แล้วกลับไปซ่อนตัวในมุมมืดทันที
ครู่ต่อมา ประตูก็เปิดออกเผยให้เห็นร่างหญิงชรานางหนึ่ง มองออกมาด้วยความระแวดระวังกระทั่งเห็นถุงผ้าวางอยู่ นางกวาดตามองซ้ายขวา ก่อนหยิบถุงแล้วกลับเข้าไปในบ้าน
“ขอบคุณ... ขอบคุณพระเ้าที่ทรงโปรด...”เสียงกระซิบขอบคุณดังแ่เบา ก่อนประตูจะปิดลงสนิทอีกครั้ง
แม็กซ์มองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ไม่มีรอยยิ้มและความภาคภูมิใจใดปรากฏบนใบหน้าเขาแค่พึมพำกับตัวเอง “แค่นี้ก็พอแล้ว”เขาไม่้าคำขอบคุณ ไม่้าชื่อเสียง หรือให้ใครมารู้ว่าเป็ฝีมือของตนเพราะในโลกแบบนี้ การเป็จุดสนใจ หรือมีชื่อเสียงว่าเป็คนใจบุญอาจกลายเป็บ่วงคล้องคอที่นำปัญหาและความอิจฉาริษยามาให้ได้ทั้งจากชาวบ้านด้วยกันเอง และผู้มีอำนาจในฐาน การอยู่เงียบ ๆช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ โดยไม่เป็ที่จดจำ นั่นคือวิธีที่ปลอดภัยที่สุด
เขาเดินวนไปตามบ้านเรือนอีกหลายหลัง ทุกแห่งจะได้รับถุงเสบียงวางไว้หน้าประตูอย่างลับๆ ไม่มีใครรู้ที่มา และไม่มีใครเห็นผู้ให้ จนกระทั่งเดินมาถึงท้ายซอยใกล้ขอบเขตสลัมที่มีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านบดบังแสงจันทร์จนมืดสนิท แม็กซ์กำลังจะหยิบถุงผ้าวางลงตามปกติแต่จังหวะนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากความมืดอย่างแ่เบาแต่ชัดเจนพอที่จะได้ยิน
“ทำแบบนี้มานานแล้วใช่ไหม... การช่วยเหลือคนอื่นแบบนี้โดยไม่้าสิ่งตอบแทนอะไรทั้งนั้น”
แม็กซ์หยุดมือทันที ดวงตาคมกริบมองลึกเข้าไปในความมืดกำลังเตรียมตัวเข้าสู่สภาวะระแวดระวังและพร้อมรับมือทันที ทักษะจิตไร้ลักษณ์ทำงานเต็มที่แต่กลับรู้สึกได้ว่า ผู้ที่ซ่อนอยู่นั้นไม่มีความคิดร้ายแฝงอยู่เลย แม้จะซ่อนตัวได้ดีจนเขาไม่ทันสังเกตเห็นมาก่อน
“ใครอยู่ตรงนั้น?” แม็กซ์ถามด้วยน้ำเสียงเย็นสงบและไม่ได้แสดงความตื่นตระหนกใดออกมา
ร่างในเงามืดค่อย ๆ ก้าวออกมา เป็ชายชราผู้หนึ่ง อายุประมาณ 60 ปี เสื้อผ้าสวมใส่ดูเก่าแต่สะอาดไม่ถึงกับขาดรุ่งริ่ง ดวงตาคมลึกจนรู้สึกว่าสามารถมองทะลุถึงจิตใจของคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“ไม่ต้องระแวงไปหนุ่มน้อย ข้าไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรทั้งสิ้น”ชายชราพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มลึก “แค่บังเอิญได้เห็นการกระทำของเ้ามาหลายรอบแล้วจนอดสงสัยไม่ได้ว่า ในยุคที่ทุกคนคิดแต่จะเอาตัวรอดและหาประโยชน์ให้ตัวเองคนอย่างเ้ายังมีอยู่อีกหรือ”
แม็กซ์ยังคงไม่ผ่อนคลาย แต่ก็ไม่แสดงความก้าวร้าวเช่นกันเขามองดูชายชราคนนี้อย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะนึกขึ้นได้ในใจ
‘โอ้... นึกว่าใคร ที่แท้ก็ลุงอาคันคนเก็บขยะแถวนี้นี่เอง’ เขารู้จักดี ลุงอาคันเป็คนเก็บขยะที่เดินวนเวียนอยู่แถวนี้ั้แ่แม็กซ์จำความได้แม้จะเป็ย่านสลัม แต่ด้วยความขยันของลุง ทำให้สภาพแวดล้อมดูสะอาดอยู่เสมอทั้งที่ไม่มีใครจ้างหรือบังคับให้ทำ
“ข้าแค่ทำในสิ่งที่คิดว่าถูกต้อง ไม่เกี่ยวข้องกับใครและไม่อยากให้ใครมารู้ ไม่ใช่ว่าข้าไม่้าสิ่งตอบแทนแต่ข้าได้สิ่งตอบแทนมาแล้วต่างหาก” แม็กซ์ตอบกลับชายชรา
“ข้าเข้าใจแล้ว” ชายชรายิ้มมุมปาก “ข้าจะเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับไม่บอกให้ใครรู้แน่นอน”
“แล้วลุงออกมาทำอะไรเวลามืดค่ำแบบนี้? ตอนกลางวันข้าหาท่านไม่เจอ กะว่าจะเอาอาหารไปให้” แม็กซ์พูดจบก็ยื่นมือส่งห่อผ้าอาหารออกไปให้อย่างนอบน้อมไม่ได้รังเกียจแม้ลุงจะเป็เพียงคนเก็บขยะ “ลุง... นี่อาหารเก็บเอาไว้กินนะ”
“ขอบใจนะหนุ่มน้อย”ลุงอาคันยื่นมือไปรับห่อผ้าด้วยความขอบคุณ “ข้าก็แค่ออกมาเดินเล่นยืดเส้นยืดสายตามประสาคนแก่บางทีก็หาเก็บของเก่าที่พอจะมีประโยชน์บ้างเท่านั้นแหละ” พูดจบชายชราคนนั้นก็หันหลังเดินกลับเข้าไปในความมืด ร่างเลือนหายไปจนไม่เหลือร่องรอยราวกับไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน
แม็กซ์ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นสักพักก่อนจะมองไปยังทิศทางที่ลุงอาคันเดินหายไปด้วยความสงสัย ‘ลุงอาคัน... คนลึกลับคนนี้คือใครกันแน่นะ เป็เพียงแค่คนเก็บขยะธรรมดาแน่หรือ? แล้วทำไมระบบถึงแจ้งเตือนว่าไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ ล่ะ ลองใช้เนตรเทวทัศน์ก็ไม่เจออะไรน่าสงสัย’ เขานึกในใจ
ทุกครั้งเวลาที่ข้าตั้งใจจะไปหา กลับไม่เคยเจอแต่พอไม่ได้คิดถึง กลับปรากฏตัวให้เห็นเสมอ ดูมีความลับซ่อนอยู่ไม่น้อย’ แม็กซ์ส่ายหน้าเบา ๆ เก็บความคิดนั้นไว้ในใจเป็เื่ที่ต้องจดจำก่อนจะวางถุงผ้าสุดท้ายลงตามแผน แล้วหันหลังเดินกลับบ้านเหลือเพียงความมืดและความลับที่ซ่อนอยู่ในย่านสลัมแห่งนี้ต่อไป
คืนนี้จึงผ่านไปด้วยการพัฒนาทั้งร่างกายของผู้อื่นและการเติมเต็มจิตใจของตนเองไปพร้อมกัน
การฝึกของแก๊ง4แสบเพิ่งจะเริ่มต้นจะมีใครเอาชนะเ้าฮัสกี้น้อยได้ไหมนะ...