ณ กาแล็กซีอันไกลโพ้นได้มีดาวเคราะห์อยู่ดวงหนึ่งที่ส่องสว่างยิ่งกว่าดาวเคราะห์ดวงไหนๆ ที่อยู่นะที่แห่งนี้ มันเป็ดวงดาวที่มีสภาพอากาศที่เลวร้ายและแปรปรวนอยู่ตลอดเวลาไร้ซึ่งผู้คนไร้ซึ่งอารยธรรมเป็ดวงดาวที่มีเพียงสัตว์ที่ดุร้ายไร้ซึ่งสติปัญญาอาศัยอยู่เพียงเท่านั้น
มีอยู่มาวันหนึ่งได้มียานอวกาศที่มีสีขาวลำหนึ่งได้มาลงจอดที่ดาวเคราะห์ดวงนี้ ยานลำนั้นมีปีกที่กว้างแต่บางและมีไอพ่น2อันติดอยู่ตรงท้ายยาน ตัวยานมีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนักแต่ก็ใหญ่มากพอที่จะลำเลียงอาหารสําหรับ5วันที่กินได้สอง2คนมากับมันด้วย ยานลำนั้นได้พุ่งทะลุผ่านชั้นบรรยากาศของดวงดาวลงไปจอดลงบนพื้นที่เต็มไปด้วยหินและหญ้า ประตูท้ายของยานได้ถูกเปิดออกและได้มีชายชราผู้หนึ่งเดินลงมาจากด้านในของประตูนั่น ชายชราผู้นั้นสวมชุดคลุมยาวสีขาวปิดปังร่างกายและใบหน้าของตนเองจนมิดชิดแต่ก็ยังมีบางส่วนที่เล็ดลอดออกมานั่นก็คือหนวดเคราสีขาวที่ยาวจนไปถึงกลางอกของตัวเขานั้นเอง และที่อยู่เบื้องหน้าของชายชราผู้นั้นก็คือป่าทึบที่ดูน่าสะพรึงกลัวแต่ทว่าตัวชายชรานั้นกลับไม่มีท่าทีว่าจะหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย ตัวเขากับมีใบหน้าที่นิ่งเฉยที่กำลังจ้องมองเข้าไปยังป่าลึกแห่งนั้นพร้อมกลับเริ่มก้าวเดินออกไป เข้าไปในป่าที่อยู่ตรงหน้าของตนเองโดยไร้ซึ่งความลังเลใดๆ ตัวเขานั้นได้เดินไปตามเส้นทางราวกับว่ารู้อยู่แล้วว่าเส้นทางนั้นจะนำตัวเขาไปพบเจอกับสิ่งใด
ชายชราได้เดินเข้าไปเรื่อยๆ จนในที่สุดตัวเขาก็ไปหยุดยืนอยู่นะใจกลางของป่าแห่งนี้ นะที่ตรงนี้นั้นเป็พื้นที่โล่งแจ้งที่ไม่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่เลยสักต้นแต่กับมีต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่ล้อมรอบตั้งอยู่เป็รั่วที่ล้อมรอบลานกว้างที่เต็มไปด้วยต้นหญ้าต้นเล็กๆ มากมายแห่งนี้อยู่ ดูยังไงก็ไม่มีผิดแน่สถานที่แห่งนี้นั้นไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติอย่างแน่นอนแต่ถูกใครบางคนหรือบางสิ่งนั้นสร้างขึ้นมาอย่างแน่นอน
ณ ใจกลางของลานกว้างแห่งนี้นั้นมีอะไรบางอย่างที่สูงเกือบจะมากกว่าต้นไม้ที่ล้อมรอบๆ บริเวณนี้ตั้งอยู่ สิ่งนั้นถูกสร้างขึ้นมาจากเศษซากของโครงกระดูกนับพันที่ถูกเอามากองทับถมรวมกันจนกลายเป็ูเาขนาดย่อมๆ โครงกระดูกเ่าั้มีขนาดและรูปร่างที่แตกต่างกันออกไปเหตุผลก็เพราะว่าพวกมันนั้นถูกเอามาจากสัตว์หลากหลายชนิดที่ถูกล่ามาจากในป่าบริเวณนี้ นั่นอาจจะเป็สาเหตุที่ว่าทำไมั้แ่ที่ชายชราเดินเข้ามาในป่าแห่งนี้ตัวเขานั้นยังไม่พบเจอเข้ากับสัตว์เลยสักตัวก็ได้ เพราะพวกมันนั้นถูกอะไรบางอย่างล่าฆ่าตายจนหมดเพื่อนำมากินเป็อาหารและนำโครงกระดูกที่เหลือเอามาสร้างเป็กองูเาโครงกระดูกอันนี้นะลานกว้างที่ตั้งอยู่นะใจกลางป่าแห่งนี้
ไม่ผิดแนู่เาโครงกระดูกอันนี้คือบ้านที่อยู่อาศัยของบางสิ่งที่ร้ายกาจและดุร้ายยิ่งกว่าสัตว์ทุกๆ ตัวในป่าแห่งนี้ มันต้องเป็สัตว์ร้ายที่พร้อมที่จะฆ่าทุกสิ่งและจับพวกมันมากินเป็อาหารจนเหลือไว้เพียงแค่โครงกระดูกเท่านั้น แต่ถึงเขาจะรู้เื่นั้นแต่ถึงกระนั้นชายชราก็ไม่ได้แสดงอาการใหรือหวาดกลัวออกมาเลยแม้แต่นิดเดียวราวกับว่าตัวเขานั้นรู้อยู่แล้วว่าสิ่งใดเป็คนที่สร้างูเาโครงกระดูกอันนี้ขึ้นมา
ชายชราได้เริ่มเดินเข้าไปหาูเาโครงกระดูกตรงหน้าใกล้เข้าไปเรื่อยๆ พอเขาเดินเข้าไปจนเกือบที่จะถึงกองูเาโครงกระดูกนั่นอยู่แล้วเหลือเพียงแค่2เมตรเท่านั้นอยู่ๆ พื้นดินก็เริ่มสั่นไหวไปมา ต้นไม้เริ่มสั่นคลอนมีเสียงของนกมากมายจากสถานที่อันห่างไกลกระพือปีกบินหนีไปจากเสียงคำรามที่ดังกึกก้องของอะไรบางอย่างได้ดังออกมาจากกองูเาโครงกระดูกตรงหน้า เสียงนั่นเป็เสียงที่ดังมากซะจนได้ยินไปถึงที่ด้านนอกของป่าแห่งนี้ คลื่นเสียงที่ขึ้นมานั้นทำให้เกิดคลื่นโซนิคบูมขนาดเล็กที่มีพลังมากพอที่จะทำให้กองูเาโครงกระดูกเริ่มสั่นคลอน....คลื่น---คลื่น---คลื่น---จนเศษกระดูกหลายต่อหลายอันที่อยู่้าตกลงมาที่ด้านล่างลงสู่พื้นส่วนกระดูกบางอันที่อยู่ใกล้ๆ กับเสียงนั้นมากจนเกินไปก็แหลกสลายกลายเป็ผุยผงภายในพริบตาเดียว
ถ้าเป็คนปกติแล้วละก็ไม่ว่าจะเป็ใครก็ตามพอได้ยินเสียงคำรามแบบนี้แล้วละก็ต้องหวาดกลัวจนตัวสั่นทำอะไรไม่ถูกหรืออาจจะช็อกตายไปเลยก็เป็ได้ ไม่ว่าจะเป็นักรบที่แข็งแกร่งที่สุดหรือสัตว์ร้ายที่น่ากลัวเพียงใดก็ไม่มีข้อยกเว้น แต่ทว่ากับชายชราแล้วมันไม่ใช้แบบนั้น เขานั้นยังคงยืนอยู่กับที่ตรงนั้น ในที่ที่ใกล้กับเสียงคำรามมากที่สุดโดยที่ไม่มีอาการหวาดกลัวออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว
และในที่สุดเสียงคำรามก็ได้หยุดลง...ชายชราได้เงยหน้าขึ้นไปมองที่้าสุดของกองูเาโครงกระดูกอันนั้นและที่้าสุดนั้นก็ได้มีเงาของบางสิ่งปรากฏตัวออกมาและเ้าของเงานั่นก็คือเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังจ้องมองลงมายังชายชราที่อยู่เบื้องล่างด้วยแววตาที่ราวกับสัตว์ร้าย เด็กชายตัวน้อยที่ทั้งตัวนั้นเต็มไปด้วยคราบเืแต่ไร้ซึ่งาแใดๆ นั่นก็เพราะว่าเืเ่าั้ไม่ใช้เืของเด็กแต่เป็เืของสัตว์ต่างๆ ที่โดนตัวเขานั้นฆ่าเพื่อที่จะนำมากินเป็อาหารต่างหาก เด็กชายคนนั้นเขาสวมเสื้อผ้าที่ดูดีแต่ขาดรุ่งริ่งเป็เสื้อผ้าที่เมื่อครั้งอดีตนั้นเป็ชุดที่ดูงดงามแต่ในตอนนี้นั้นพวกมันดูราวกับผ้าขี้ริ้วที่เต็มไปด้วยคราบเืหลากสีสัน ผมบนหัวของเด็กน้อยนั้นยาวและมีสีดำสนิทรูปทรงของผมนั้นยากเกินที่จะบรรยายออกมาเป็คำพูดได้ แววตาของเขานั้นดูดุดันราวกับสัตว์ร้ายที่จ้องจะตะครุบเหยื่ออยู่ตลอดเวลาเมื่อมีโอกาส
"ตัวเ้านั้นสามารถพูดได้หรือไม่ เข้าใจในสิ่งที่ข้าพูดมั้ย"
ชายชราได้เริ่มเอ่ยปากถามกับเด็กชายแต่ตัวเขานั้นก็ไม่ตอบอะไรกลับมาเลยแม้แต่คำเดียวสิ่งที่ตัวเขานั้นทำมีเพียงอย่างเดียวคือพยักหน้าเล็กน้อยแสดงให้รู้ว่าตัวเขานั้นเข้าใจในสิ่งที่ชายชราได้พูดออกมา
"ข้าจะถือว่าตัวเ้านั้นเข้าใจก็แล้วกัน เ้าจะตอบในสิ่งที่ข้าอยากรู้ได้หรือไม่”
ชายชราได้ถามออกไป
“.....”
แต่เด็กน้อยนั้นก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับมาเช่นเดิม
“ถ้างั้นข้าขอถามต่อเลยก็แล้วกัน ตัวเ้าอยู่ที่นี่มานานแค่ไหนแล้วจะบอกกับข้าได้หรือไม่"
"ข้า....อยู่...มา...นาน....มาก...นาน....มาก.."
ในที่สุดเด็กชายก็ตอบกลับมาในสิ่งที่ชายชราได้ถามออกไปด้วยคำพูดที่เป็คำๆ ราวกับว่าตัวเขานั้นอยู่ที่นี่มานานจนเกือบที่จะลืมเลือนวิธีพูดไปแล้ว แต่เขานั้นก็พยายามที่จะนึกมันให้ออกแล้วพูดออกมาเพื่อตอบคำถามของชายชราคนนั้นที่ได้ถามตนมา
“แล้วตัวเ้านั้นอยู่ที่นี่คนเดียวงั้นเหรอ? ”
“..คน...เดียว...เพียง...ลำพัง...”
"งั้นเหรอ…แล้วตัวเ้าอยากที่จะไปจากที่นี่หรือไม่ ถ้าเ้า้าข้าสามารถที่จะพาตัวเ้าออกไปจากที่นี่ได้เดี๋ยวนี้เลย"
ชายชราได้ถามออกไปด้วยนํ้าเสียงที่อ่อนนุ่มเปี่ยมไปด้วยความใจดีและอ่อนโยน
"....ไม่...ที่...นี่...คือ...บ้าน...ของ...ข้า..."
เด็กชายที่นิ่งคิดไปคู่หนึ่งก่อนที่จะพูดปฏิเสธออกมา
"ตัวเ้านั้นอาศัยอยู่ในกองูเาที่สร้างขึ้นมาจากโครงกระดูกนับพันเ้าเรียกสิ่งนั้นว่าบ้านอย่างงั้นเหรอ? ข้าสามารถที่จะให้ในสิ่งที่ดีกว่านี้ได้...เพราะฉะนั้นมากับข้าเถอะเด็กน้อย"
ชายชราได้พูดออกมาด้วยนํ้าเสียงที่ดังขึ้นฟังดูน่ากลัวแต่เป็คำพูดที่แฝงไปด้วยความเป็ห่วงเป็ใยที่มีต่อเด็กน้อยคนนั้น
"...ข้า..ไม่ต้อง..การ! .."
เด็กชายยังคงปฏิเสธเสียงแข็งอยู่เช่นเดิมแต่ครั้งนี้นั้นดูใส่ความโกรธเข้าไปในคำพูดมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม
"เชื่อข้าเถอะเด็กน้อยมันจะดีสำหรับตัวเ้าเอง! "
ชายชราได้พูดออกมาพร้อมกับจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเด็กน้อยแล้วยื่นมือออกไปหาเด็กน้อยที่อยู่้าสุดของูเาโครงกระดูก
"ข้า! ไม่้า! "
เด็กชายได้ะโออกมาด้วยความโกรธแสดงให้เห็นว่าตัวเขานั้นไม่คิดที่จะสนใจฟังในสิ่งที่ชายชราพูดออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว หลังจากที่ได้ะโออกมาตัวเขาก็ได้พุ่งตัวลงมาจากกองูเาโครงกระดูกเข้าหาชายชราที่ยืนอยู่เบื้องล่างพร้อมกับคว้าเศษกระดูกชิ้นหนึ่งติดมือมาด้วย กระดูกอันนั้นมันเป็โครงกระดูกสวนแขนที่ตรงปลายของมันนั้นถูกทำให้แหลมคมมากกว่าปกติเพื่อเอาไว้ใช้เป็อาวุธในการต่อสู้นั้นเอง ในระหว่างที่เด็กชายได้ะโลงมาตัวเขาก็ได้ง้างมือขวาที่ถือกระดูกชิ้นนั้นขึ้นเตรียมพร้อมที่จะฟาดเข้าใส่ชายชราที่อยู่ด้านล่าง พอถึงระยะตัวเขาได้ฟาดกระดูกชิ้นนั้นเข้าไปที่หัวของชายชราในทันทีโดยไม่มีความลังเลเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ทว่าชายชราเพียงแค่ขยับตัวเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็สามารถที่จะหลบการโจมตีของเด็กน้อยได้อย่างง่ายดาย
ตัวของเด็กชายที่โจมตีพลาดไปกำลังที่จะพุ่งตัวลงไปน่าทิ่มลงไปกับพื้นดินด้านล่าง แต่แทนที่ตัวเขานั้นจะยกมือขึ้นมากันเหมือนกับคนปกติเขาทำกันแต่สิ่งที่ตัวเขาทำนั้นต่างออกไปตัวเขาได้ใช้มือซ้ายที่ไม่ได้ถืออะไรอยู่ยันเข้าไปที่พื้นในจังหวะที่ลงสู่พื้นพอดีแล้วใส่แรงลงไปดันตัวเองให้ตั้งหลักยืนได้สำเร็จ แล้วหลังจากนั้นตัวเขาก็ได้ส่งแรงถีบที่รุนแรงทำให้ตัวเขานั้นพุ่งตัวเข้าใส่ชายชราที่กำลังหันหลังให้อยู่อีกครั้งด้วยความเร็วที่มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เด็กชายได้ง้างมือขวาขึ้นมาอีกครั้งแล้วใช้กระดูกที่อยู่ในมือฟาดเข้าไปที่ด้านหลังของชายชราด้วยแรงทั้งหมดที่ตัวเขามีรวมเข้ากับแรงพุ่งตัวทำให้การโจมตีครั้งนี้นั้นมีพลังและความเร็วที่มากขึ้นยิ่งขึ้นกว่าการโจมตีในครั้งก่อนหลายเท่า
แต่ทว่าชายชราก็หลบได้อย่างง่ายดายเช่นเดิมเหมือนกันกับครั้งที่แล้ว
ร่างของเด็กน้อยที่พุ่งตัวพลาดเป้าหมายไปเป็ครั้งที่สอง ได้พุ่งตัวลงไปที่พื้นตรงหน้า ตัวเขาที่เห็นแบบนั้นจึงใช้เท้าทั้งสองข้างที่มีขนาดเล็กหยุดการพุ่งตัวที่รุนแรงเอาไว้ได้โดยที่ไม่ได้รับาแอะไรมาเลยแม้แต่าแเดียว ตัวเขาได้หยุดยืนที่พื้นแล้วหันกลับไปมองชายชราที่อยู่ที่ด้านหลังของตนด้วยสายตาที่ดูหงุดหงิด แต่ถึงจะพลาดการโจมตีไปถึงสองครั้งก็ตามแต่ทว่าเด็กชายก็ไม่คิดที่จะยอมแพ้ ตัวเขานั้นก็ยังคงคิดที่จะโจมตีต่อไป เด็กชายได้กำกระดูกในมือขวาเอาไว้แน่นแล้ววิ่งเข้าไปด้วยความเร็วที่หน้าเหลือเชื่อเกินกว่าที่เด็กปกติทั่วไปจะทำได้ เด็กชายเข้าไปถึงตัวของชายชราภายในพริบตาเดียว ตัวเขานั้นได้กำกระดูกในมือเอาไว้แน่นแล้วง้างมันขึ้นฟากเข้าไปใส่ด้านหน้าของชายชราที่ยืนอยู่ตรงหน้าของตน มันเป็การโจมตีครั้งที่สามของตัวเขาที่มีความหนักแน่นมากยิ่งกว่าสองครั้งที่ผ่านมา แต่ทว่าชายชราก็หลบได้อย่างง่ายดายเช่นเดิม แต่เด็กน้อยก็ยังไม่ยอมแพ้ตัวเขาได้กำกระดูกในมือเอาไว้แน่นแล้วฟาดมันออกไปเรื่อยๆ ยิ่งตัวเขานั้นโจมตีมากแค่ไหนความเร็วและพลังในการฟากมันก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นไม่ว่าความเร็วและพลังจะเพิ่มมากขึ้นสักเพียงใดตัวเขาก็ไม่สามารถโจมตีโดนตัวของชายชราได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ชายชราได้หลบการโจมตีที่รวดเร็วและเต็มไปด้วยพลังของเด็กน้อยได้อย่างง่ายดายราวกับว่าตัวเขานั้นมองเห็นการเคลื่อนไหวของเด็กชายล่วงหน้าอยู่แล้วก่อนที่มันจะเกิดขึ้นมาเสียอีก
หลังจากนั้นเวลาก็ได้ผ่านไปเรื่อยๆ จากในตอนแรกท้องฟ้ายังคงเป็สีฟ้าครามสดใสในยามเช้าอยู่ก็กลายมาเป็ท้องฟ้าสีแดงส้มแสดงให้เห็นว่าเวลาในยามเย็นได้มาเยือนแล้ว เด็กชายที่ก่อนหน้านี้ยังเหวี่ยงโครงกระดูกไปมาได้แบบสบายๆ ในตอนนี้นั้นตัวเขาได้ยืนตัวสั่นอยู่กับที่เพราะว่าหมดแรงไปกับการฟาดกระดูกใส่ชายชราทั้งวันจนในที่สุดด้วยความเหนื่อยล้าทำให้ตัวเขานั้นได้ทรุดตัวลงไปนั่งกองอยู่กลับพื้นด้วยท่าทางที่เหนื่อยล้า ร่างกายของเด็กชายในตอนนี้นั้นเต็มไปด้วยเหงื่อจำนวนมากที่ไหลออกมาจากร่างกายเล็กๆ ของเขา แฮกๆ ตัวเขานั้นได้หายใจเข้าออกไม่เป็จังหวะเสียงของลมหายใจนั้นดังมากซะจนรอบข้างสามารถที่จะได้ยินได้อย่างชัดเจน แต่ถึงกระนั้นเด็กชายก็ยังคงไม่ยอมแพ้ ตัวเขาพยายายที่จะลุกขึ้นมาอีกครั้ง แต่ก็ลุกขึ้นมาไม่ไหวนั่นก็เพราะว่าตัวเขานั้นเหนื่อยล้ามากจนเกินกว่าที่จะลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง
"แฮก...แฮก..ทำไม..ข้าถึง..โจมตีไม่โดน...เลย.."
เด็กชายได้บ่นออกมาด้วยความหงุดหงิด ตัวเขานั้นไม่เคยเจอกับเื่แบบนี้มาก่อนเลยไม่ว่าจะเป็การต่อสู้กับสัตว์ร้ายที่ร้ายกาจหรือมีขนาดตัวที่ใหญ่แค่ไหนก็ตามตัวเขานั้นก็สามารถที่จะเอาชนะมาได้อย่างง่ายดายเสมอแต่ตัวเขานั้นกลับมาแพ้ให้กับชายแก่เพียงแค่คนเดียวซะได้
"ตัวเ้านั้นมีสัญชาตญาณในการต่อสู้ที่ดีแต่ก็ยังขาดความรู้และทักษะในการต่อสู้ไปอีกมาก นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมตัวเ้านั้นถึงไม่อาจที่จะโจมตีใส่ตัวข้าผู้นี้ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว"
ชายชราได้พูดออกมาตอบคำถามของเด็กน้อยด้วยนํ้าเสียงที่ไม่มีอาการที่บ่งบอกถึงความเหนื่อยล้าเลยแม้แต่นิดเดียว
"แล้วจะทำอย่างไง...ให้ตัวข้าโจมตีโดนตัวเ้าได้กันล่ะ! ..."
เด็กชายได้ถามคำถามออกมาเป็ครั้งแรกด้วยความสงสัย
"ถ้าเ้าอยากที่จะรู้ละก็ข้าจะแสดงหนทางให้เ้าได้เห็นเอง"
ชายชราได้เดินเข้าไปหาเด็กชายที่นั่งหอบอยู่บนพื้นเพราะความเหนื่อยล้า พอไปถึงตัวเขาก็ได้นั่งคุกเข่าของตนเองลงกับพื้นแล้วยื่นมือออกไปหาเด็กชายที่หวาดระแวง
"มาด้วยกันกับข้าเถอะ ข้าจะสอนความรู้และทักษะการต่อสู้ที่ถูกต้องให้กับตัวเ้า รวมถึงข้าจะมอบที่อยู่ให้กับตัวเ้าด้วยที่อยู่ที่ตัวเ้านั้นจะสามารถเรียกมันว่าบ้านได้อย่างแท้จริง"
พอเด็กชายได้ฟังแบบนั้นตัวเขาก็นิ่งเงียบไปครู่นึ่งก่อนที่จะพยักหน้าเล็กน้อยแล้วว่างกระดูกที่ถืออยู่ในมือขวาของตนเองลง หลังจากนั้นเด็กชายก็ได้ใช้มือขวาของตนเองจับไปที่มือของชายชราที่ยื่นมาหาตัวเขาแสดงให้เห็นว่าเด็กชายนั้นได้ยอมรับและไว้วางใจในตัวของชายชราผู้นี้แล้วนั่นเอง
"ข้าจะถือว่านั่นคือคำตอบว่าตกลงก็แล้วกัน ถ้าเช่นนั้นพวกเราไปกันเลยมั้ยเพราะพวกเรายังคงจะต้องเดินทางไปกันอีกไกล"
ทั้งสองคนได้จูงมือกันแล้วเดินออกไปจากป่าแห่งนี้มุ่งสู่ภายนอกและที่ด้านนอกของป่านั้นได้มียานอวกาศลำหนึ่งได้จอดรอพวกเขาทั้งสองคนอยู่แล้ว มันเป็ยานลำเดียวกันกับที่ชายชราได้ใช้เดินทางมาที่ดวงดาวดวงนี้ พอพวกเขามาถึงชายชราก็ได้ใช้มือของตนเปิดประตูท้ายยานออกแล้วพวกเขาทั้งสองคนก็ได้เดินขึ้นยานไป ชายชราได้พาเด็กชายไปนั่งที่นั่งข้างคนขับพร้อมกับคาดเข็มขัดนิรภัยให้กับตัวเขาแล้วหลังจากนั้นชายชราก็ได้พูดกับเด็กชายด้วยสีหน้าที่เป็กันเองว่า
"ข้ามีนามว่า ฮาซาซัน อาฮาชิ "
"ฮา..ซา..ซัน..อา...ฮา..ชิ.."
เด็กชายที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยายามที่จะพูดชื่อของชายชราที่เขาได้ยินออกมา
"อือใช้แล้วล่ะ แล้วตัวเ้าล่ะมีชื่อหรือเปล่านะ ถ้ามีช่วยบอกข้าได้หรือไม่"
"ชื่อของข้า....ชื่อว่า..."
เด็กชายที่ได้ยินเช่นนั้นตัวเขาจึงพยายามที่จะพูดชื่อของตนเองออกมา แต่พอเขานึกถึงมันในหัวของเขาก็มีแต่ความมืดเท่านั้นที่ปรากฏขึ้นมา ตัวเขานั้นไม่ว่าจะพยายามคิดชื่อของตนเองมากแค่ไหนก็คิดมันไม่ออกเลยแม้แต่นิดเดียวยิ่งพยายามคิดก็ยิ่งคิดไม่ออกมากยิ่งขึ้นเท่านั้น
"...ข้าไม่รู้...จำมันไม่ได้..เลย..."
เด็กชายที่ใช้มือทั้งสองข้างกุมหัวแล้วพูดออกมาด้วยท่าทางที่ดูทรมาน
"งั้นเหรอ ถ้าจำไม่ได้ก็ไม่เป็ไรหรอก ไม่ต้องพยายามฝืนตัวเองไปหรอกนะ"
พออาฮาชิเห็นเด็กชายที่ทำท่าทางเหมือนกำลังทรมานอยู่ตัวเขาจึงพูดออกมาด้วยความเป็ห่วง
"แต่..ว่า..ข้า..อยากรู้..ชื่อของตน.."
เด็กชายที่พูดออกมาด้วยสีหน้าที่ดูเศร้าๆ
"ถ้างั้นเอาแบบนี้ดีมั้ย ถ้าตัวเ้า้าเดี๋ยวข้าจะเป็คนตั้งชื่อให้กับตัวเ้าเองก็แล้วกันดีมั้ย"
พอเด็กชายได้ยินเช่นนั้นตัวเขานั้นไม่ได้ตอบอะไรกลับมาทำเพียงแค่พยักหน้าแสดงออกว่าตกลงพร้อมกับจ้องมองไปที่อาฮาชิด้วยดวงตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น
"ถ้างั้นแปลว่าตกลงสินะ..อือ..ชื่อของเ้า..อือ...อาข้าคิดออกแล้ว ข้าจะขอมอบชื่อให้แก่ตัวเ้าต่อจากนี้ไปชื่อของตัวเ้านั้นก็คือ ยูโตะ อากิระ ยูโตะ"
"ยูโตะ...อากิระ..ยูโตะ..."
"อือใช้แล้ว ชื่อของตัวเ้านั้นก็คือยูโตะในภาษาของชาวฮาลาซามีความหมายว่าความหวัง ส่วนนามสกุลของตัวเ้านั้นคืออากิระในความหมายของชาวเคลาน่าแปลว่าผู้คน ถ้าเอาทั้งสองมารวมกันในแบบของชาวโลกชื่อและนามสกุลของตัวเ้านั้นจะแปลว่าความหวังของผู้คน เป็ไงตัวเ้าชอบชื่อนี้หรือไม่ล่ะ"
พอเด็กชายได้ยินแบบนั้นตัวเขาก็ครุ่นคิดไปคู่นึ่งก่อนที่จะตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มและดวงตาที่เป็ประกาย
"อือ...ข้า...ชอบ..ชื่อนี้"
"งั้นเหรอข้าดีใจที่ตัวเ้าชอบนะ ถ้าเช่นนั้นคงถึงเวลาที่พวกเราจะต้องออกเดินทางกันแล้วล่ะ เพราะยังคงจะต้องไปกันอีกไกล"
อาฮาชิได้สตาร์ทเครื่องยนต์ของยายแล้วนำมันขึ้นสู่ท้องฟ้าทะลุพานชั้นบรรยากาศของดวงดาวออกไปสู่อวกาศอันกว้างใหญ่
หลังจากที่ยานได้ออกมาสู่อวกาศได้แล้ว ยูโตะที่พึ่งจะเคยเห็นอวกาศเป็ครั้งแรกนั้นตัวเขาก็ได้เอาหน้าไปแนบชิดติดกับกระจกของยานและได้ใช้สายตามองไปมาดูไปรอบๆ ด้วยความตื่นเต้น แต่แล้วสายตาของยูโตะก็ต้องหยุดลงเมื่อตัวเขานั้นมองไปที่ดวงดาวสีนํ้าตาลขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงด้านหลังของยาน ดาวดวงนั้นก็คือดวงดาวที่ยูโตะนั้นอาศัยอยู่มาั้แ่ที่ตัวเขานั้นจำความได้แต่ในตอนนี้นั้นมันถึงเวลาที่ตัวเขาจะต้องจากลากับดาวดวงนี้แล้ว ยูโตะที่บนใบหน้ามีนํ้าตาไหล่ออกมาได้โบกมือไปมาบอกลาดวงดาวที่เป็เหมือนดังบ้านเกิดของตัวเขา หลังจากนั้นยูโตะก็ได้เช็ดนํ้าตาที่ไหลออกมาแล้วหันกลับไปหาอาฮาชิแล้วถามออกไปด้วยความสงสัยว่า
"สิ่งนี้...มีชื่อมั้ย.."
"สิ่งนั้นเรียกว่าดวงดาวเป็ที่ที่สิ่งมีชีวิตนั้นอาศัยอยู่ ส่วนดวงดาวที่ตัวเ้าจากมานั้นมีชื่อว่า อาลามุด เป็ดาวเคราะห์ล้างที่อยู่ห่างไกลและยากที่จะมาถึงอย่างไงล่ะ"
"อาลามุด...ตัวข้าจะจำชื่อของมันเอาไว้...ในฐานะบ้านเกิดของตัวข้า.."
ยูโตะได้พูดออกมาพร้อมกลับจ้องมองดวงดาวดวงนั้นเป็ครั้งสุดท้าย
"ถึงมันจะไม่ใช้บ้านเกิดของตัวเ้าก็ตาม แต่ถ้าเ้าอยากที่จะจดจำมันเช่นนั้นแล้วก็อย่าได้ลืมมันไปซะละ"
หลังจากที่อาฮาชิพูดจบเขาก็ได้กดปุ่มอะไรบางอย่างที่อยู่บนแผงควบคุมตรงหน้า
"ตอนนี้ข้าตั้งค่าพิกัดเสร็จแล้ว การวาร์ปครั้งแรกอาจจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ได้ให้ตัวเ้านั้นอดทนหน่อยก็แล้วกันนะ"
หลังจากที่อาฮาชิพูดจบก็ได้มีประตูมิติรูปวงกลมสีฟ้าขาวที่มีขนาดใหญ่กว่ายานไม่มากนักได้ถูกเปิดขึ้นมาตรงด้านหน้าของยาน แล้วหลังจากที่มันได้เปิดออกยานที่พวกเขานั่งอยู่ก็ได้พุ่งตัวเข้าไปด้านในด้วยความเร็วที่เหนือเสียงนั้นก็คือความเร็วแสงนั้นเอง พอยานพุ่งผ่านประตูเข้าไปก็ได้เกิดแสงสว่างวาบขึ้นแล้วดับลงพร้อมกับประตูมิติที่ได้ปิดลง ด้วยแรงที่เกิดขึ้นจากการวาร์ปทำให้ตัวของยูโตะนั้นโดนแรงนั่นพักให้ติดกับเก้าอี้อย่างจังแต่ถึงจะเป็แบบนั้นตัวเขาก็ไม่ได้รับาเ็อะไรมาเลย หลังจากที่แสงสว่างโดยรอบได้จางลงภาพที่ปรากฏออกมาตรงหน้าของยูโตะนั้นก็คือพื้นที่ที่กว้างใหญ่และสว่างไสวด้วยแสงสีต่างๆ มากมาย
“สถานที่แห่งนี้นั้นเรียกว่า อุโมงค์ต่างมิติ เป็สถานที่ซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างระยะทางของมิติและเวลา เป็ที่ที่จะสามารถเข้ามาได้นั้นจำเป็ที่จะต้องผ่านประตูมิติด้วยความเร็วแสงเท่านั้น เส้นทางนี้มักจะใช้ในการย่นระยะทางในการเดินทางระหว่างดวงดาวที่อยู่ไกลแสนไกลหรือไม่ก็ใช้ในการเดินทางข้ามผ่านกาแล็กซี พวกนักเดินทางมักจะเรียกการเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ว่า การวาร์ป ส่วนถ้าใคร้าเดินทางไปดวงดาวที่มีระยะใกล้ๆ จะใช้แค่ความเร็วแสงธรรมดาก็เพียงพอแล้ว ในอนาคตตัวเ้าจะต้องเข้ามายังสถานที่แห่งนี้อีกหลายครั้งเพราะฉะนั้นจำมันเอาไว้ให้ดีล่ะ”
อาฮาชิได้พูดออกมาบอกให้ยูโตะได้รู้ถึงรายละเอียดของสถานที่แห่งนี้
"อืม"
ยูโตะได้พยักหน้าตอบกลับไปด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ยูโตะที่พึ่งจะเคยมาที่นี่เป็ครั้งแรกตัวเขานั้นจึงหันไปมามองดูรอบๆ ด้วยท่าทางที่ตื่นเต้น ในที่แห่งนี้นั้นเป็ห่วงมิติที่หมุนวนเป็รูปของวังน้ำวนหลากสีสันและที่ตรงกลางของกระแสวังนํ้าวนนั่นก็คือแสงสว่างสีขาวที่เหมือนจะอยู่ใกล้แต่เมื่อเข้าใกล้มากขึ้นมันกลับห่างออกไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุดเป็แสงสว่างที่ไม่มีวันที่จะไปถึงได้ไม่ว่าจะรวดเร็วแค่ไหนก็ตาม
"ตัวเ้านั้นร่าเริงมันก็ดีแล้วล่ะ แต่ว่าตัวเ้านั้นควรที่จะนอนพักผ่อนสักหน่อยนะเพราะตัวเ้านั้นเหนือยมาทั้งวันแล้วเก็บแรงเอาไว้หน่อยน่าจะดีกว่านะ"
อาฮาชิพูดขึ้นมาด้วยความเป็ห่วงในขณะที่กำลังตั้งระบบต่างๆ ของยานไปด้วย
"อือ! เข้าใจแล้ว...ตัวข้าจะนอนพักผ่อน"
ยูโตะได้ทำตามที่อาฮาชิพูด ตัวเขานั้นค่อยๆ หลับตาลงอย่างช้าๆ จนผล็อยหลับไปในที่สุด...