◎ ะุสาดา กลิ่นคาวเืคละคลุ้ง เสียงกรีดร้องโหยหวน ซากศพกองนับพัน น้ำตาหลั่งรินไหล เปลวเพลิงลุกเผาไหม้ จิติญญาแตกสลาย โลกถึงคราว...ดับสูญ
สิ่งมีชีวิตจากนอกโลก พวกมันมาที่นี่ มาเพื่อเอาชีวิตเราทุกคน มาเพื่อล่า และพวกมันจะล่า ล่าจนกว่ามนุษย์และิญญาจะหมดไปจากโลกใบนี้
สิ่งมีชีวิตจากนอกโลกพวกเรามักเรียกกันว่า มนุษย์ต่างดาวหรือเอเลี่ยน แต่สำหรับเ้าตัวประหลาดที่มีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวตัวขาวซีดนี้ ใช้คำว่าเอเลี่ยนดูจะเหมาะสมกว่า เพราะพวกมันไม่มีความเป็มนุษย์เลยแม้แต่น้อย เอเลี่ยนที่มาเพื่อไล่ล่า่ชิงชีวิตและจิติญญาของเหล่ามนุษย์ทุกคนไป พวกมันทำไปเพื่ออะไรไม่มีใครรู้จุดประสงค์ที่แน่ชัด พวกมันแข็งแกร่ง ฉลาด รวดเร็ว มีไหวพริบ จุดอ่อนอยู่ที่หัวหรือสมองสั่งการ ผู้คนต่างหวาดกลัว หนีตาย สิ้นหวัง
ร่างกายกำยำสีขาวซีด ใบหน้าอัปลักษณ์รูปร่างผิดมนุษย์มนา คมเขี้ยวและกรงเล็บที่แหลมคมพร้อมเชือดเฉือนทุกสรรพสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า ผิวสีซีดนั้นเปียกโชกไปด้วยหยาดโลหิตสีแดงฉาน หนึ่งตัว สองตัว สามตัว ไม่...มันมีมากเกินกว่าจะนับไหว ราวกับฝูงมดทั้งรัง พวกมันถูกขนานนามว่า ‘เพล’
°°°°°°°°°°
ณ ประเทศไทย การก่อการร้าย ขบวนการค้ามนุษย์ การลักลอบค้ายาเสพติด และการก่ออาชญากรรมต่าง ๆ แม้จะถูกจัดการกวาดล้างไปสักกี่ครั้ง ก็ยังคงมีคดีใหม่เกิดขึ้นอยู่เรื่อยไปไม่รู้จบ ทว่าพวกเขาเ่าั้ไม่เคยย่อท้อ หน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์พวกเขาแบกรับด้วยความภาคภูมิใจ ไม่ว่าศัตรูจะแข็งแกร่งเพียงใดพวกเขานั้นไม่เคยหวั่น
เสียงฝีเท้ากระทบพื้นตามทางเดินสายเปลี่ยวในตรอกแห่งหนึ่งยามค่ำคืน รูปร่างผอมเพรียวเรียวขาเนียนใสในชุดเดรสรัดรูปสีแดง เรือนผมสีเข้มปลิวสยายตามแรงลมที่พัดลอดผ่านจากตึกสูง หล่อนยังคงไม่รู้สึกถึงความอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา รอยเท้าปริศนากำลังไล่ตามไปอย่างเชื่องช้า
เสียงแตกซ่าของทีวีตามร้านค้าร้านอาหารในละแวกเดียวกัน กำลังฉายรายการข่าวภาคค่ำ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ กองปราบปราม ได้บุกเข้ารังโจรแก๊งใหญ่ที่ก่อวีรกรรมปล้นธนาคารมาแล้วมากกว่ายี่สิบแห่งทั่วประเทศแต่สิ่งที่โด่งดังและสร้างชื่อเสียงให้กับโจรกลุ่มนี้คือการขโมยเพชรและของล้ำค่าตามงานต่าง ๆ ของเหล่าผู้มีอิทธิพลคนดังทั้งหลาย การปฏิบัติการในครั้งนี้นำทีมโดย ร้อยตำรวจเอก ทัตเทพ พรหมเทวา แห่งชุดปฏิบัติการพิเศษ “หน่วยสนธยา” เข้าจับกุมหัวหน้าใหญ่และยึดของกลางกลับคืนมาได้ทั้งหมด
เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูดังขึ้นจากในกระเป๋าสะพายข้างมือสอง ท่ามกลางทางเดินสายเปลี่ยวในตรอกมืด หญิงสาวชุดแดงที่กำลังเดินทางกลับบ้านพลางหยุดรับสายเรียกเข้าก่อนจะเดินไปและคุยไปในเวลาเดียวกันโดยที่หล่อนไม่ได้ระมัดระวังตัวใด ๆ หารู้ไม่ว่ากำลังมีสายตาของใครบางคนจ้องมองหล่อนจากด้านหลัง กลุ่มเงาดำ ร่างสูงใหญ่ เท้าที่เปลือยเปล่าเต็มไปด้วยรอยแผล ใบหน้าโฉดฉกรรจ์ ดวงตาสีขาวขุ่นนั้นจ้องมองหญิงสาวจากทางด้านหลังพร้อมรอยยิ้มที่น่าขยะแขยง เขาแลบลิ้นออกมาอย่างเ้าเล่ห์ พร้อมก้าวเท้าย่องตามหญิงสาวไปอย่างไม่ให้คาดสายตา
“เฮ้ย! ทำอะไรน่ะ ไอ้หน้าจืด”
น้ำเสียงเข้มเอ่ยดังขึ้นขัดจังหวะการเดินของชายฉกรรจ์ที่ต้องหยุดชะงักงัน เมื่อได้มีอีกบุคคลปริศนาโผล่เข้ามาขว้างหน้าเขาด้วยท่าการยืนลวงกระเป๋ากางเกงโชว์เท่ ทำทีราวกับเป็ผู้ผดุงความยุติธรรมในชุดสูทสีดำเรียบหรู สายตาคมเข้มของชายรูปหล่อปริศนาจ้องมองมาที่ชายฉกรรจ์ด้วยั์ตาเ้าเล่ห์กว่าพร้อมยกมุมปากยิ้มแสยะ
“แกเป็ใคร?” ชายฉกรรจ์ถามอย่างสงสัย สายตาเหลือบมองไปที่ชายรูปร่างท้วมวัยกลางคนอีกหนึ่งที่ยืนพิงกำแพงอย่างสบายใจ ทั้งสองน่าจะเป็พวกเดียวกัน เขาหันกลับไปมองที่ชายหนุ่มคนเดิมอย่างรู้สึกหงุดหงิดใจเมื่ออยู่ ๆ ก็มีคนมาขัดจังหวะความสุขของเขา
“ฉันถามว่าแกเป็ใคร ไม่ได้ยินหรือไงวะ อยากเจ็บตัวนักหรือไง” น้ำเสียงโมโหป่นข่มขู่เอ่ยดังขึ้น แทนที่เขาจะได้เดินตามสาวสวยไปกลับต้องมาหยุดชะงักอยู่กับชายหน้าหล่อที่ยืนเก๊กกวนประสาท แต่เสียงข่มขู่ของเขาไม่ได้ทำให้ชายตรงหน้ารู้สึกเกรงกลัวเขาเลยแม้แต่น้อย กลับกัน ชายตรงหน้านั้นกลับยิ้มออกมาอย่างชอบใจ ใบหน้าหล่อเหลานั้นค่อย ๆ เชิดสูงขึ้นพร้อมส่งสายตาที่ดูเหยียดหยามเขาเป็อย่างมาก
“ก็เป็พ่อแกไง ก้มกราบฉันเสียสิ”
“ว่าไงนะ! ไอ้หมอนี่”
“เอ้า ก้มกราบพ่อสิ แล้วพ่อจะปล่อยไป”
ทั้งคำพูดน้ำเสียงและสีหน้าที่กวนประสาททำให้ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่รู้สึกโกรธจนเืขึ้นหน้า ั์ตาสีขุ่นจ้องเขม็งไปที่ชายหนุ่มราวจะฉีกเืฉีกเนื้อ แต่ถึงแม้จะทำท่าทีที่น่าเกรงขามมากเพียงใดก็ไม่ได้ทำให้ชายปริศนาทั้งสองตื่นตระหนกได้เลย
“มุกพ่อลูกอีหรอบเดิมอีกแล้ว รีบจัดการเข้าเถอะครับผู้กอง ละครหลังข่าวของผมจะเล่นแล้วนะครับเดียวก็พลาดกันพอดี วันนี้ตอนจบซะด้วย” ชายร่างท้วมพูดขึ้น
“เอาน่าจ่า ก็มันสนุกดีนี่ ยั่วนิดยั่วหน่อยก็โกรธแล้ว คนโกรธจนขาดสติน่ะเวลาสู้มักจะไม่ใช้สมองกันทั้งนั้นแหละ แบบนี้ก็จัดการง่ายดี” ชายหนุ่มหัวเราะ ท่าทีที่ดูร่าเริงของเขายิ่งทำให้ชายฉกรรจ์หัวเสียยิ่งกว่าเดิม
“ผู้กองงั้นเหรอ ตลกน่า พวกแกเป็ตำรวจหรือไง” เขาเดาจากคำเรียกของชายทั้งสอง
“เอ้า ๆ ก็ฉลาดนี่นา ไอ้หมอนี่มันฉลาดใช้ได้เลยจ่า” ผู้กองหนุ่มหันไปพูดกับชายร่างท้วมอีกครั้ง ทำเอาชายยศจ่าถึงกับก้มหน้าถอนหายใจ
“อย่ามาพูดมากน่า! พวกแกน่ะหลีกไปได้แล้ว ฉันกำลังรีบอยู่ อยากเจ็บตัวกันมากนักหรือไง”
“จะรีบตามแม่สาวหุ่นเอ๊าะนั่นไปหรือไง แกนี่นะ ความชั่วมันซึมลึกไปถึงจิติญญาจริง ๆ เลย เลวยังไงก็เลวอย่างนั้น สันดานความชั่วมันแก้กันไม่ได้จริง ๆ ด้วยสินะ”
“พูดพล่ามอะไรของแกวะ ก็บอกว่าให้หลีกไปไงไอ้นี่ นังนั่นมันหายไปแล้วเห็นไหมพวกแกทำอะไรลงไปเนี่ย อย่ามาตลกนะเว้ย ตำรวจบ้าบอคอแตกอะไร คิดว่าจะจับฉันได้งั้นเหรอ ไอ้พวกปัญญาอ่อนเอ๊ย!”
ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่หัวเสียหนักขึ้น เขารู้ดีที่สุดว่าในโลกใบนี้ไม่มีใครที่สามารถจับเขาได้ การที่ชายตรงหน้ามาบอกว่าตนเป็ตำรวจแล้วพล่ามเื่ความดีความชั่วนั้นมันเป็เื่ที่น่าขบขันสำหรับเขา ก็เพราะว่าตัวของเขานั้นได้เสียชีวิตมานานหลายปีแล้ว และก็ยังไม่เคยเห็นว่าจะมีผีตำรวจที่ไหนจะมาไล่ตามจับผีด้วยกันเอง ทว่าครั้งนี้เขาคิดผิดมหันต์ จริงอยู่ที่ไม่น่าจะมีผีตามจับผีด้วยกันเอง การทำแบบนั้นดูเป็เื่ที่สิ้นคิดสำหรับเหล่าิญญาหรือภูตผีอย่างพวกเขา แต่ใครเล่าจะรู้ ความคิดเ่าั้ของชายฉกรรจ์นำมาใช้กับชายผู้นี้ไม่ได้ เพราะชายที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขานั้นได้รับสมญานาม ‘ผู้กองปีศาจ’ ชายผู้เป็มือหนึ่งแห่งชุดปฏิบัติการพิเศษ ‘หน่วยสนธยา’ ร้อยตำรวจเอก ภูวินทร์ ธารธาดล
ผู้กองหนุ่มยกยิ้มให้กับคำพูดของชายฉกรรจ์หน้าโฉด เขาไม่รู้สึกสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย สีหน้าที่ดูปล่อยกายสบายใจของเขายิ่งทำให้ชายที่มีั์ตาขาวขุ่นแปรเปลี่ยนเป็สีแดงฉาน ใบหน้าปรากฏเส้นเืนูนขึ้นมาเด่นชัด ทั้งแขนและขามีกล้ามขยายใหญ่ขึ้นเป็เท่าตัว ความสามารถนี้มนุษย์ธรรมดาคงทำไม่ได้ เพียงชั่วพริบตาชายฉกรรจ์พุ่งตรงมาถึงตัวผู้กองหนุ่มได้อย่างรวดเร็วพร้อมหมัดขนาดใหญ่ที่ทรงพลังเหวี่ยงชกเข้าไปยังใบหน้าอันหล่อเหลาของชายตรงหน้าหวังให้เสียโฉม ทว่าในพริบตาเดียวภูวินทร์กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย เขาหยุดชะงักชั่วครู่
“มองไปทางไหนกัน หันหลังให้ศัตรูแบบนี้ก็แย่เลยน่ะสิ”
เสียงยียวนดังขึ้นที่ด้านหลัง กว่าจะรู้ตัวว่าผู้กองปีศาจโผล่มาด้านหลังชายฉกรรจ์ก็หลบการโจมตีด้วยหมัดของผู้กองไม่พ้น หมัดที่ทรงพลังกว่าพุ่งตรงชกเข้าไปที่ใบหน้าของชายร่างใหญ่จนกระเด็นไปไกลกว่าที่คิด เพียงเท่านั้นยังไม่พอ อีกชั่วพริบตาผู้กองหนุ่มก็มาปรากฏตัวที่ด้านหลังของเขาอีกครั้ง ใช้การเตะเป็การโจมตีครั้งที่สองโดยที่ชายฉกรรจ์นั้นไม่สามารถตามความเร็วของเขาได้ทัน ทั้งสองปะทะกันด้วยความเร็ว ผุด ๆ โผล่ ๆ ไปตามสถานที่ต่าง ๆ จนในที่สุดก็รู้ผล