บทที่ ๑ : แล้วข้าจักกลับมารับ
หลี่ ชิงหยุนลืมตาเบิกโพลงขึ้นท่ามกลางความเงียบสะงัดของยามค่ำคืนก่อนจะใช้สองแขนเรียวเล็กยันกายลุกขึ้นนั่ง พลันมองออกไปรอบด้านด้วยความพรั่นพรึง เด็กชายเนื้อตัวมอมแมมกะพริบตาถี่ๆสมองมึนงง เพราะความฝันที่เขาพึ่งเห็น มันช่างเป็ความฝันที่ค่อนข้างแปลกเสียเหลือเกิน
สองมือน้อยถูกยกขึ้นมาตรวจดูอย่างพินิจพิจารณาใบหน้าเรียบเฉยยังคงจดจ้องมือคู่นั้นตาแป๋ว พลางนึกถึงภาพฝันที่เขาเห็นเมื่อสักครู่...ด้วยสีหน้างุนงงระคนแปลกใจ
ภาพของมือใครสักคนกำลังหยิบมีดรูปทรงแปลกๆขึ้นชูหรา มีดเล่มนั้นคมกริบชนิดที่ว่าเชือดเฉือนเนืุ้์ได้เพียงแค่กรีดเบาๆ
มันกำลังกรีดลงบนหน้าท้องของใครคนหนึ่งที่นอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงที่ทำจากโลหะมีผ้าคลุมสีเขียวปกคลุมเงาร่างนั้นจนทั่ว เว้นแต่่ท้องน้อยที่ยังคงเปิดโล่งให้เห็นิัภายในแบบแจ่มชัด
เมื่อหันไปมองรอบด้านก็จะพบกับห้องสีขาวสว่างไสวเต็มไปด้วยแสงไฟราวกับแสงของดวงตะวันขณะที่ผู้คนในบริเวณนั้นล้วนสวมใส่เสื้อผ้าสีเขียวใบไม้ แถมยังใช้ผ้าขาวทรงสี่เหลี่ยมปกปิดปากและจมูกดูแปลกตาชวนฉงนสงสัย
“คุณหมอคะคนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วค่ะ” นั่นคือเสียงสุดท้ายที่ชิงหยุนได้ยินก่อนจะสะดุ้งตื่นขึ้น
จะอย่างไรก็ตามเมื่อชิงหยุนลุกขึ้นยืน สภาพความเป็จริงพลันปรากฏ ร่างเล็กของเด็กชายยังคงอยู่ในชุดเสื้อผ้าขาดลุ่ยสองมือสองขาเปื้อนดินโคลน ขณะที่ั์ตาเหลือบมองเพดานวัดร้างที่เป็รูกว้างขนาดใหญ่
เด็กน้อยวัยแปดหนาวอาศัยอยู่ในที่แห่งนี้มาสามปีแล้ว...
วัดจูไท่เก๋อเป็วัดร้างแถบชานเมืองห่างไกลผู้คน เด็กชายจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรเพราะความทรงจำคืนวันที่ผันผ่าน ช่างเลือนรางเสียจนชิงหยุนแทบจะลืมไปหมดแล้ว
เสียงสุดท้ายที่ชิงหยุนจำได้มันเป็เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่เอ่ยปากบอกให้เขารอคอยอยู่ที่นี่ ‘วัดจูไท่เก๋อ’ ซึ่งมันเป็เพียงประโยคทิ้งท้ายสั้นๆ...แม้ในเวลานี้...เด็กชายจะนึกใบหน้าของผู้ที่พูดไม่ออกแล้วก็ตาม
“ชิงหยุนเ้าจงรออยู่ที่นี่ เดี๋ยวข้าจักกลับมารับเ้า เป็เด็กดีนะ” ใบหน้าของผู้ที่เอื้อนเอ่ยประโยคมีหน้าตาแบบไหน? น้ำเสียงเป็เช่นไรเด็กชายจำแทบไม่ได้ เขารู้แต่เพียงว่า ผู้หญิงคนนั้นพาเขามายังที่นี่ด้วยสีหน้าเป็ทุกข์เพียงใด...
แสงแดดยามเช้าเริ่มส่องเข้ามาภายในวัดร้างผ่านรูกว้างที่ชำรุดทรุดโทรมจากหลังคารั่วเป็โพรงใหญ่้าเพดาน บรรดาคานไม้และเสาเรือนเริ่มผุกร่อนเพราะเวลาล่วงเลยผันผ่านกว่าร้อยปี และดูเหมือนว่ามันจะพังลงมาได้ทุกเมื่อ! แต่นี่ก็เป็ที่พึ่งสุดท้ายของเด็กน้อยเพราะเขาไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหนได้อีกแล้ว
ชิงหยุนจ้องมองรูรั่วขนาดใหญ่ค้างนิ่งเขาทำตาแป๋วมอง จิตใจของเด็กชายยังคงเฝ้ารอคอยใครสักคนที่จะกลับมารับก่อนจะเดินไปกราบพระประธานกลางวัดร้าง ที่มีเถาวัลย์เลื้อยพันโดยรอบอยู่เต็มไปหมดจนองค์พระเริ่มดูคล้ายคลึงกับต้นไม้ขนาดใหญ่เข้าไปทุกที
ชิงหยุนประทังชีวิตด้วยผลไม้ที่มีอยู่รอบรั้วบริเวณวัดต้นส้ม ต้นองุ่น ต้นพุทราหลายต้นอุดมสมบูรณ์ ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล และที่น่าแปลกไปกว่านั้นผลไม้พวกนี้ล้วนออกผลตลอดทั้งปี จึงทำให้ชิงหยุนอาศัยอยู่ภายในวัดร้างแห่งนี้ได้แม้จะอยู่เพียงคนเดียวก็ตาม
กลางวัดมีบ่อน้ำขนาดใหญ่ลึกเพียงหัวเข่าจึงทำให้ชิงหยุนมีน้ำใช้น้ำดื่มเพื่อดับกระหายได้ตลอด แม้บางครั้งน้ำพวกนี้จะขุ่นและมีโคลนตมปนเปื้อนแต่มันก็ชื่นใจดีเมื่อดื่มดับกระหายในวันอากาศร้อน
จี้หยกสีเขียวที่ห้อยคอชิงหยุนอยู่ส่องแสงเป็ประกายทุกครั้งเมื่อต้องแสงแดดเด็กชายชอบหยิบจับมันขึ้นมาดูยามที่เขาว่างแม้จะอ่านตัวหนังสือที่สลักบนชิ้นหยกไม่ออกแต่มันก็ทำให้เพลิดเพลินดีเมื่อไม่รู้ว่าจะทำอะไร
บางครั้งเขาก็นั่งจ้องดูมดแมลงที่ไต่ตามพื้นมองนกนางแอ่นสามสี่ตัวที่เข้ามาทำรังใต้หลังคาวัดร้าง ไม่ก็เฝ้าดูหอยทากที่กำลังไต่บนผนังว่าจะขึ้นไปได้สูงแค่ไหน
ใบหน้าเปื้อนดินโคลนของชิงหยุนไม่แสดงสีหน้าใดนอกจากนิ่งเฉยเขาไม่รู้จะยิ้มไปทำไม หรือไม่รู้จะทำหน้าเศร้าไปทำไม เพราะการอยู่ด้วยตัวคนเดียวมาสักพักเด็กชายก็สังเกตว่าอารมณ์ความรู้สึกมันไม่จำเป็อีกต่อไปแล้ว เพราะไม่ว่าเขาจะยิ้มหัวเราะ หรือร้องไห้...ก็มีเพียงแค่ตัวเขาเองเท่านั้นที่รับรู้...
วันคืนที่ผ่านทำให้ชิงหยุนแทบจะลืมวิธีออกเสียงพูดจนตอนนี้เขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเขายังพูดภาษาคนทั่วไปได้หรือเปล่า
กิจวัตรประจำวันของเด็กชายคือการออกไปด้านหน้าประตูวัดหากท้องไม่หิว ชิงหยุนก็จะจ้องมองสองข้างทางที่เต็มไปด้วยป่า รวมถึงทางเดินเท้าที่มีหญ้าขึ้นสูงหนาทับโดยหวังว่าจะมีใครสักคนมารับเขากลับบ้าน ตามคำสัญญาที่เคยบอกไว้ ซึ่งเขาจะนั่งมองอยู่อย่างนั้นแทบตลอดทั้งวัน...
เมื่อพระอาทิตย์ตกดินชิงหยุนจะใช้แสงจันทร์นำทางกลับไปนอนในโถงของวัดร้าง หากคืนไหนเป็คืนเดือนมืดไร้แสงจันทร์สาดส่อง ชิงหยุนก็จะใช้วิธีลูบคลำตามฝากำแพงวัด เพื่อกลับไปยังจุดที่เขาเคยนอนอยู่เสมอ
ความมืดไม่ได้น่ากลัวสักเท่าไหร่ในยามนี้เพราะเด็กชายกลัวว่าเขาจะไม่มีคนมารับกลับบ้านเสียมากกว่า!
วันนี้ก็เป็อีกวันที่หมดไปอย่างไร้ความหวังตลอดทั้งวันชิงหยุนแทบจะไม่ได้พบอะไรเลย นอกจากมดแมลงและหอยทาก ขณะที่เสียงแมลงหน้าร้อนยามค่ำคืนเริ่มดังระงมเด็กชายยังคงนอนหงายจ้องมองดวงจันทร์ในคืนเดือนเพ็ญผ่านรูรั่วของหลังคาวัด ใบหน้าเรียบเฉยั์ตาเหม่อลอย...
คำสัญญาที่บอกให้เขารอแล้วจะกลับมารับมันช่างนานเสียเหลือเกินชิงหยุนไม่รู้ว่าวันนี้ตัวเขาเป็อะไร ทำไมน้ำอะไรบางอย่างมันถึงได้ไหลออกจากตาของเขาได้หรือนี่คือสิ่งที่เขาเคยได้ยินเมื่อนานมาแล้ว จากปากของใครสักคนในห้วงความทรงจำอันแสนเลือนรางที่เรียกว่า‘เจ็บป่วย’
ความทรมานที่ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้หรือวันถัดไป จะมีใครมารับเขาไหม? มันอัดแน่นเต็มหน้าอก จุกล้นจนรู้สึกหายใจไม่ออกแต่พอคิดได้ว่ามันคืออาการป่วย เด็กชายก็พยายามข่มตาให้หลับลงเพื่อให้ร่างกายได้รักษาตัวเองแม้เขาจะไม่ได้เป็อะไรก็ตามที
“เ้าต้องนอนพักให้มากอาการป่วยไข้ถึงจะดีขึ้น” ภาพของผู้หญิงนางหนึ่งที่มองเห็นใบหน้าไม่ชัดเจนกำลังโปะผ้าชุบน้ำบิดหมาดบนหน้าผากของเขา ทุกอย่างปรากฏขึ้นในห้วงความทรงจำก่อนที่ชิงหยุนจะผล็อยหลับไป...
แอ๊ด!
เสียงบานประตูไม้ในวัดร้างดังเสียดแก้วหูราวกับมีใครผลักมันออกช้าๆ เด็กชายงัวเงียตื่นหลังจากที่ไม่รู้ว่าตนเองหลับไปั้แ่เมื่อไหร่
ตากลมโตมองเห็นแสงพระอาทิตย์ยามเช้าแสงนั้นสาดส่องผ่านรูรั่วขนาดใหญ่เหมือนเช่นทุกวันที่เคยเป็ ทว่า...วันนี้มีบางอย่างดูผิดแผกไปเล็กน้อย ทำให้เด็กชายต้องขยี้ตาจ้องมองพักใหญ่
บานประตูคร่ำครึเปื้อนฝุ่นของอารามร้างมันเคลื่อนที่ห่างออกไปจากจุดเดิมหลายคืบ
หัวใจของชิงหยุนเต้นตุบตับในที่สุดความหวังที่รอคอยก็มาถึง...
“เ้า...เ้าอยู่ที่แห่งนี้อย่างนั้นหรือ?” เงาร่างหนึ่งยืนอยู่หน้าบานประตูผุร่างนั้นกำลังเอียงคอเหมือนฉงนสงสัยอยู่ในชุดเสื้อผ้าอาภรณ์สวยงามใบหน้าสดใสกำลังยิ้มแย้มเห็นฟันหน้าหลอสองซี่ ขณะที่ั์ตาต้องแสงอาทิตย์เจิดจ้าเป็ประกาย
วินาทีนั้น...ชิงหยุนไม่ได้พูดสิ่งใดออกไปเพราะเขานึกคำพูดที่อยากพูดไม่ออก ทำได้แต่เพียงผงกหัวขึ้นลงไปมาเท่านั้น
เ้าของร่างปริศนาส่งเสียงหัวเราะเบาๆก่อนจะสาวเท้าตรงเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าชิงหยุน พลันเอื้อนเอ่ยขึ้นต่อ
“ข้าบังเอิญหลงทางผ่านมาแถวนี้จะเป็ไรไหมถ้าหากว่าข้าจะขออาศัยอยู่ด้วย” เด็กหญิงอายุแปดหนาวเฉกเช่นเดียวกับชิงหยุนสนทนาวาจาฉะฉานน้ำเสียงแหลมเล็กเจื้อยแจ้ว ั์ตายังคงจับจ้องเด็กชายด้วยความเป็มิตร
“ข้าแซ่โจวนามว่าลี่หลิน ยินดีที่ได้พบกับเ้า” ั์ตาคมกริบของเด็กหญิงเหลือบมองจี้หยกที่ห้อยคอของชิงหยุนอยู่ครู่หนึ่งพลันเอื้อนเอ่ยสำทับว่า “เ้าชื่อชิงหยุนใช่หรือไม่ หน้าตาของเ้าสวยงามยิ่งนักแล้วเหตุใดเล่า เ้าถึงต้องมาอยู่ในที่แห่งนี้ตามลำพัง?”
ลี่หลินตั้งคำถามแต่เด็กชายกลับหลบตามองพื้นดิน หัวสมองเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างก่อนจะตอบกลับขึ้นว่า “บะบ้าน”
แน่ล่ะ! ชิงหยุนไม่ได้พูดคุยกับใครมานานมากแล้วทำให้เขาไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไหร่ ว่าคำที่เขาเอื้อนเอ่ย จะสื่อความหมายให้อีกฝ่ายเข้าใจได้หรือไม่...
ทว่า...
ลี่หลินพลันยิ้มรับใบหน้าน่ารักไร้เดียงสายังคงทำสีหน้าเป็มิตรอยู่ตลอด “เข้าใจแล้ว ที่นี่คือบ้านของเ้า และเ้าคงจะหมายความว่ามันก็คือบ้านของข้าเช่นกันใช่ไหม?”
แม้จะคนละความหมายแต่เด็กทั้งสองก็พยายามที่จะเข้าใจกัน จึงทำให้ชิงหยุนไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดต่อ
การมีคนอยู่ด้วยแถมยังเป็วัยที่ใกล้เคียงกัน ทำให้หลี่ชิงหยุนรู้สึกผ่อนคลายเป็พิเศษ และดูเหมือนว่า...เด็กชายได้ลืมข้อสงสัยในห้วงสมองไปเสียหมดแล้วว่าเหตุอันใด...ลี่หลินถึงได้มาอยู่ที่นี่? หรือเด็กหญิงคนนี้ก็รอใครสักคนมารับกลับบ้านเฉกเช่นเดียวกันกับเขา?
ในทุกทุกวันเด็กน้อยทั้งสองต่างอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ทั้งคู่จะออกไปเหม่อมองที่บริเวณหน้าวัดร้างและจะใช้เวลาส่วนหนึ่งนั่งคุยกัน แม้ชิงหยุนจะไม่ค่อยพูด แต่ก็เป็ผู้ฟังที่ดีทุกเื่ราวที่ลี่หลินเล่า ทำให้ชิงหยุนเปิดโลกทัศน์ใหม่
ยกเว้น่เวลาทานอาหาร...
ชิงหยุนยังคงนั่งทานผลไม้เพียงคนเดียวในทุกครั้ง ลี่หลินจะขอตัวไปอีกฟากหนึ่งของวัดเสมอ ไม่ยอมให้ชิงหยุนร่วมรับประทานอาหารด้วยโดยเด็ดขาด“ห้ามแอบดูตอนข้าทานอาหาร... เข้าใจข้าใช่ไหมชิงหยุนหากพวกเราคือสหายกัน ข้าอยากให้เ้ารักษาสัญญา”
แม้ชิงหยุนจะสงสัยแต่เขาก็เก็บอาการสงสัยเอาไว้ในใจเท่านั้นเด็กชายพยายามเรียนรู้ว่าอีกฝ่ายชอบอะไรไม่ชอบอะไรขณะที่เด็กหญิงก็พยายามเรียนรู้นิสัยใจคอของอีกฝ่ายเฉกเช่นกัน เพื่อให้มิตรภาพในคืนวันที่เรื่อยเปื่อยยังคงอยู่ตลอดไปตราบนานเท่านาน
เวลาผ่านไปแค่สองเดือนเด็กหญิงที่เคยอยู่ในเสื้อผ้าอาภรณ์สะอาดสะอ้าน ก็กลับเนื้อตัวมอมมอมยิ่งกว่าหลี่ชิงหยุนเสียอีก...
ใบหน้าน่ารักยังคงไร้เดียงสาหากแต่ว่ามีเศษโคลนตมแห้งกรังเกาะติดทั้งสองแก้ม
“เ้าคิดว่า...ความตายน่ากลัวไหม?” เด็กหญิงพูดน้ำเสียงเจื้อยแจ้วเชิงตั้งคำถามขณะที่เด็กชายส่ายศีรษะไปมาแบบไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่
“เ้าเองก็พูดไม่เก่งตลอดมามีแต่ข้าที่พูดอยู่ฝ่ายเดียว หากเ้ารำคาญข้าเมื่อไหร่ ก็บอกข้าได้นะเพราะท่านแม่ของข้า มักรำคาญข้าอยู่เสมอ” เด็กหญิงมีน้ำตาคลอเล็กน้อย...ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มกลับสลดหดหู่ลงอย่างกะทันหัน
“ช่างมันเถอะลืมเื่ที่ข้าพูดไปเสียดีกว่า” มือเล็กปาดคราบน้ำตาก่อนที่จะหันไปมองหน้าชิงหยุนแบบจริงจัง “พวกเรามาหาอะไรสนุกๆทำไหม ข้าน่ะอ่านออกเขียนได้ เพราะตระกูลข้าเคยคาดหวังกับข้ามากข้าจึงได้ร่ำเรียนวิชาหลากหลายแขนง... อืม แถมตอนนี้พวกเราก็ไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว” เด็กหญิงยืนขึ้น แล้วใช้ขาข้างหนึ่งเขียนตัวอักษรจีนลงบนพื้นทราย “ความรู้ข้านี่แน่นหัวเชียว เพราะพ่อของข้าเคยบอกว่า คนที่ไม่ร่ำเรียนอะไรเลยจะกลายเป็เหยื่อของฉลาดหากเ้าไม่อยากเป็คนโง่ ข้าจะสอนเ้าให้?”
ั้แ่นั้นเป็ต้นมาลี่หลินก็ได้สอนหนังสือให้แก่ชิงหยุน ร่างเล็กบอกทั้งวิธีการออกเสียงสอนให้ชิงหยุนพูดตาม อ่านออก และเข้าใจความหมายในคำต่างๆ ตามความรู้ของตนเองพึงมี
และเมื่อทั้งสองอายุเข้าเก้าหนาวชิงหยุนก็เริ่มพูดได้...เด็กชายเข้าใจความหมายของคำแต่ละคำอย่างชัดเจน ที่สำคัญเขายังอ่านหนังสือออก...
“เ้าเองก็หัวดีไม่เบาเอาล่ะวันนี้พอแค่นี้ เดี๋ยวพวกเราจะแยกย้ายกันไปทานอาหารกันก่อน” ลี่หลินเอื้อนเอ่ยฉีกยิ้ม ขณะที่ชิงหยุนพยายามนั่งจดจำตัวอักษรทุกตัวที่เด็กหญิงใช้เท้าขีดเขียนบนพื้นทรายอย่างตั้งอกตั้งใจแต่เมื่อเด็กชายหันหลังกลับไปมองเงาร่างเด็กหญิงอีกครั้ง ลี่หลินก็หายตัวไปเสียแล้ว
“ว่าจะถามสักหน่อยว่าตัวนี้อ่านว่าอะไร” เด็กชายบ่นอุบพึมพำอยู่คนเดียว ก่อนจะลุกเดินออกตามหาเงาร่างของลี่หลิน เพื่อถามไถ่เื่ตัวอักษรบนพื้นที่ตัวหนึ่งที่เขาอ่านไม่ออก
หัวคิ้วขมวดเป็ปมยับยู่เด็กชายลุกขึ้นเดินตามหาลี่หลินที่หายตัวไปทางด้านหลังของวัดร้างหัวสมองขบคิดตั้งคำถามต่างๆ นานา จนลืมคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้แก่เด็กหญิง
“รูปร่างมันเหมือนตัวเล้งแต่ก็แตกต่างออกไปนิดหน่อยแฮะ” แม้เด็กชายจะเป็คนเงียบขรึมพูดจาน้อยแต่ก็หลุดปากบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยความสงสัย สองขายังคงแหวกหญ้าตามรอยเท้าของเพื่อนสนิทที่อยู่ด้วยกันมานานแรมปีก่อนที่เขาจะเห็นอะไรบางอย่าง ที่ไม่สมควรเห็นเข้า!
ชิงหยุนหยุดยืนค้างนิ่งสองตาไม่อาจกะพริบได้...
ภาพของลี่หลินกำลังใช้นิ้วเท้าจากขาข้างหนึ่งหยิบผลพุทธาเข้าปากใบหน้าของลี่หลินช่างดูทรมานเสียจนชิงหยุนไม่กล้าเอ่ยทักอะไรออกไป
คำถามที่เด็กชายเคยหาคำตอบไม่ได้จากตัวเด็กหญิงความสงสัยในเื่เล็กๆ ที่ก่อหวอดรวมกันเป็ปริศนาก้อนใหญ่...ถูกคลี่คลายจนหมดจดภายในเสี้ยววินาทีที่ชิงหยุนเห็นภาพเบื้องหน้า...
เหตุใดกันเด็กหญิงถึงไม่เคยใช้มือของตัวเอง?เหตุใดกันร่างเล็กถึงชอบไหว้วานให้ชิงหยุนเก็บผลพุทธากับผลองุ่นให้ตลอด? ทั้งทั้งที่ตัวเองก็สามารถทำได้ทว่า... บัดนี้ ความจริงกระจ่างแจ้งแล้ว...
แขนทั้งสองข้างของลี่หลินลีบเล็กมันซ่อนอยู่ภายใต้ชุดคลุมแขนยาวของร่างน้อยตลอดเวลา ดูเหมือนว่าลี่หลินจะเจ็บป่วยเป็โรคอะไรบางอย่าง...จึงทำให้แขนทั้งสองข้างไม่สามารถใช้การได้อีกต่อไป
และทุกครั้งที่ลี่หลินทานอาหารเธอต้องใช้เท้าหยิบจับผลไม้เข้าปากของตนเอง ซึ่งดูอุจาดตายิ่งนัก นั่นจึงเป็เหตุผลที่เด็กหญิงสั่งห้ามไม่ให้ชิงหยุนเข้าร่วมรับประทานอาหารด้วยตลอดระยะเวลาที่อยู่ร่วมกัน
เสี่ยววินาทีหนึ่งชิงหยุนก็สูดลมหายใจเข้าปอดรวบรวมสมาธิ เด็กชายครุ่นคิดจินตนาการต่อ สมองกำลังไขปริศนาเกี่ยวกับตัวลี่หลินทีละเื่...
เช่น...
รอยกัดเสื้อผ้าของลี่หลินปรากฏเป็คราบน้ำลายเปรอะเปื้อนทุกครั้งที่เด็กหญิงขอไปทำธุระส่วนตัว... ไม่ว่าจะเป็ปัสสาวะหรืออุจจาระ...เด็กหญิงก็จะกลับมาหาชิงหยุนในสภาพเสื้อผ้ามีรอยกัดเปื้อนเขรอะเต็มไปด้วยคราบน้ำลายอยู่เสมอ
แน่ล่ะ! ลี่หลินต้องกัดชายเสื้อผ้าเ่าั้ เพื่อดึงชายผ้าคลุมของร่างน้อยให้ถลกออกในเวลาขับถ่ายปัสสาวะ! ด้วยเหตุที่เด็กหญิงมิอาจใช้สองมือ... ร่างน้อยจึงต้องพึ่งพาปากและเท้าในการดำรงชีพแทนที่เมื่อชิงหยุนจินตนาการได้ตามนั้นน้ำตาก็เริ่มเอ่อคลอลูกั์ตาจนแดงแจ๋
ปริศนาทุกอย่างถูกไขออกชิงหยุนปาดน้ำตาที่เริ่มไหลอาบเต็มสองแก้ม พร้อมสะกดกลั้นความรู้สึกเศร้าสร้อยไม่ให้แสดงออกมาทางสีหน้าั์ตายังคงแอบมองลี่หลินด้วยความเวทนาสงสาร ภายในพงหญ้ารกทึบข้างอารามวัดร้าง
กว่าลี่หลินจะใช้เท้าคีบผลไม้สักผลเข้าปากดูยากเย็นเหลือแสนชิงหยุนจึงรีบตรงดิ่งเข้าหาร่างเล็กพลางหยิบตะกร้าที่สร้างจากกิ่งไม้ขึ้นไว้ในมือ ใบหน้าแสร้งยิ้มจ้องมองอีกฝ่ายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ลี่หลินสะดุ้งใใบหน้านั้นซีดเผือดลงกะทันหัน เพราะไม่คิดว่าชิงหยุนจะมาเห็นพฤติกรรมของตนเองในสภาพน่ารังเกียจเฉกเช่นนี้ใบหน้าไร้เดียงสาดวงนั้นถึงกับปั้นสีหน้าไม่ถูก
ชิงหยุนหยิบผลไม้ลูกหนึ่งจากตะกร้าเด็กชายฉีกยิ้มซ่อนความรู้สึกหดหู่ด้วยสีหน้าเกร็งๆ แล้วทำท่าทางเหมือนจะป้อนผลพุทธาให้แก่อีกฝ่าย...
“เ้าเห็นข้าใช้เท้าทานอาหารแล้วไม่รู้รังเกียจข้าหรือ?ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าว่าห้ามเ้ามาพบ ในตอนที่ข้ากำลังรับประทานอาหาร เ้าช่าง...รั้นเสียจริง!”
แววตาของลี่หลินดูเปลี่ยนไป ใบหน้าของเด็กหญิงสะบัดไปอีกด้านหนึ่งค้างนิ่งร่างเล็กตัวผอมแห้งไม่ยอมหันกลับมาสบตาชิงหยุนแม้แต่น้อย...
โปรดติดตามตอนต่อไป