ตอนที่ 8
ห้องนอนของปรีดิ์รติเน้นการตกแต่งไปที่ความเรียบโล่ง และโปร่งตา ใช้สีโทนอ่อนมาเป็หลัก ผนังห้องทาสีกาแฟอ่อนทั้งหมดเน้นการเจาะช่องหน้าต่างไว้หลายจุด โดยติดม่านโปร่งเพื่อกรองแสงช่วยให้เวลาแสงสว่างจากภายนอกส่องเข้ามาดูนวลตาขึ้นรวมถึงการยกฝ้าเพดานให้สูงถึงโครงหลังคา ตีแผ่นไม้ขัดลายเป็ทรงโค้งเพิ่มความโปร่งได้มาก...ส่วนเตียงนอนขนาดกว้างนั้น เลือกใช้ผ้าปูสีขาวถัดไปที่ปลายเตียงเป็โซฟาเบดสำหรับนั่งดูทีวี ออกแบบเป็เบาะเรียบๆแต่เป็มุมที่หล่อนโปรดปรานมากที่สุด เพราะยามที่อ่อนล้าเหน็ดเหนื่อยจากการงานนอกบ้าน เมื่อได้ขึ้นไปนอนหรือนั่งอ่านหนังสือทำให้เพลิดเพลิน ผ่อนคลายอารมณ์ได้มาก
หลังหัวเตียงเป็ส่วนของแพนทรี่เล็กๆทำแผงไม้สักเหลากลมตีแนวตั้งมาใช้ เพื่อกั้นสัดส่วนและพรางตากำบังประตูเล็กเพื่อเปิดกว้างไปยังห้องแต่งตัวของหล่อนซึ่งประกอบไปด้วยตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ เก็บเสื้อผ้านับร้อยชุด อีกทั้งกระเป๋า หมวกรองเท้า เครื่องประดับ รวมถึงจุกจิกจิปาถะในความเป็ผู้หญิงจัดไว้อย่างเป็ระเบียบ
แต่ภายในห้องซึ่งจัดเป็ระเบียบวางโต๊ะ ตู้ ชิดผนังนั้น...หล่อนเป็ผู้หญิงประเภทที่ชอบรื้อชอบค้น ชอบทำรกแต่ไม่ชอบเก็บ...อันเป็นิสัยส่วนตัวของหล่อน ซึ่งแก้เท่าไหร่ก็ไม่หายแม้ว่ามารดาจะบ่นปากเปียกปากแฉะ แต่หล่อนก็แค่รับคำให้ผ่านไป เพราะรู้ดีแก่ใจถึงเวลาถ้าไม่ใช่แมว เป็คนมาทำความสะอาดห้องให้ ก็ต้องเป็แม่บ้านจิตรีผู้ควบคุมดูแลความเป็ระเบียบเรียบร้อยให้บ้านวลัยลักษณ์มานานนมั้แ่หล่อนยังเด็ก ดังนั้นต่อให้ห้องนอนรกเป็รูหนู อย่างที่มารดาชอบต่อว่า
‘แกนี่เป็ผู้หญิงประสาอะไรกันเื่ความสวยความงามเวลาออกนอกบ้าน ฉันเห็นต้องดูดีทุกกระเบียดนิ้วไม่มีวันไหนที่แกจะไม่แต่งหน้าทาปาก ใส่แค่เสื้อยืด กางเกงขาสั้นหรือว่าลากรองเท้าแตะ...แต่ทำไม้ ทำไม ถึงไม่เคยดูแลห้องนอนของตัวเองให้เป็ระเบียบสักวันถ้าไม่ขนงานมากองระเกะระกะเต็มห้องหับ ก็ต้องถอดเสื้อถอดแสงพาดตรงนั้น หมกตรงนี้’
ถ้าหล่อนไม่เงียบปล่อยให้คำตักเตือนเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา หล่อนก็จะเถียงแบบเด็กๆ ‘โธ่แม่ขา...บ้านเรามีคนใช้ตั้งหลายคนก็เรียกมาเก็บสิคะ’
‘พูดเข้าไปได้ ห้องนอนของแกเองนะอย่าลืมสิว่าวันข้างหน้าถ้าแกออกเหย้าออกเรือนไปแล้วก็ต้องมีหน้าที่ดูแลความเป็ระเบียบเรียบร้อยในบ้านแทนสามีถ้าจะเก่งเื่งานนอกบ้านอย่างเดียว ไม่ได้หรอกนะ เกิดเป็ผู้หญิงต้องเก่งให้ครบ...งานในบ้านก็ต้องไม่เป็สองรองใคร จะไปหวังพึ่งคนรับใช้อย่างเดียวได้ที่ไหน’
‘อะไรกันคะแม่ ชอบบ่นจังเลยหนูเป็ผู้หญิงยุคใหม่แล้วค่ะ ไม่เน้นเื่งานบ้านงานเรือนหรอก ข้าวปลาอาหารร้านข้างนอกก็มีให้เลือกกินตั้งเยอะ...ไม่ต้องมาเข้าครัวให้เสียเวลา แค่ทอดไข่หน้าก็มันหมดแล้วค่ะ...ยิ่งจะให้ซักผ้า กวาดบ้าน ถูบ้านอะไรเทือกนั้นหนูไม่เอาหรอก จ้างคนใช้มาแล้ว ก็ต้องทำงานให้คุ้มสิคะ’
เมื่อถูกบ่นมากเข้าหล่อนก็จะตัดบททิ้งท้ายเหมือนเดิมทุกครั้งว่า ‘ถ้าผู้ชายคนไหนรับตัวตนของหนูไม่ได้ก็ไปหาผู้หญิงที่อื่นเถอะ หรือถ้าจะให้ดี อยากเป็ผู้ชายประเภททำงานในบ้านด้วยก็เชิญ...แต่อย่ามาบังคับหนูเลย หนูไม่ชอบ’
สุดท้ายผู้เป็แม่ก็ล่าถอยได้แต่ทิ้งค้อนวงใหญ่แล้วก็หาเื่บ่นอย่างอื่นแทน...หล่อนเองก็รู้ดีหรอกว่าสิ่งที่ท่านปรารถนาเป็เื่ที่ดีสำหรับตนเอง เพราะคุณค่าของความเป็ลูกผู้หญิง ต้องมิใช่สวยแต่รูปจูบไม่หอม ซึ่งผู้ชายที่้าภรรยาสักคน ก็คงคิดเช่นนั้น
แต่เหตุผลแบบนั้นใช้กับหล่อนไม่ได้หรอก!
ดังนั้นเมื่อเช้าวันใหม่มาถึงหล่อนจึงไม่รู้ตัวอีกเช่นกัน ว่าสิ่งที่ถูกมารดาบ่นอยู่เนืองนิตย์เื่ความไม่เป็ระเบียบ จะถูกปริญญาโทบรรจุไว้ในแผนการดัดนิสัยข้อนี้ด้วย
เสียงเคาะประตูห้องตอนเช้าแทนที่จะเป็แมว ซึ่งปกติจะเป็คนเข้ามาทำความสะอาดห้องหลังจากแปดโมงเช้าของทุกวัน หรือหลังจากที่หล่อนออกไปข้างนอกแล้ว
กลับกลายเป็เสียงของบอดีการ์ดหนุ่มกับภารกิจปราบคุณหนูซกมก!
..............................