CHAPTER 11 : ทาสทาบิ
“หนูไม่ชอบกินอันนี้เหรอ”
หนึ่ง
“หนูอยากเล่นอันนี้ไหม”
สอง
“หนูง่วงแล้วเหรอคะ”
สาม
“หนูไม่อยากเล่นกับแม่แล้วเหรอ”
สี่
“หนู....”
“รีบเอามันเข้านอนซักที”
ผมทนนับให้ถึงสิบไม่ไหวแล้ว ผมทนมาทั้งวันั้แ่เอาแมวตัวนี้ขึ้นรถมา ต้องพาไปหาหมอนัดฉีดวัคซีนพาไปซื้อของซื้ออุปกรณ์ต่างๆ มากมายจนห้องที่เคยว่างก็เต็มไปด้วยคอนโดแมว กระบะทรายและอีกหลายอย่างที่คนที่สถาปนาตัวเองเป็แม่แมวสรรหาจะซื้อมา ไม่ต้องถามว่าทั้งหมดนั่นใครจ่ายถ้าไม่ใช่ผม เื่เงินผมไม่ซีเรียสหรอกเพราะไปเอากับไอ้มาร์คทีหลังได้ แต่ที่ทำให้ผมประสาทกินก็คือสองแม่ลูกนี่เล่นกันคุยกันจนตอนนี้ก็ดึกมากแล้วแต่ม่านมุกก็ไม่ยอมให้ลูกน้อยของเธอนอนสักที ผมเหนื่อยมาทั้งวันแล้วนะ
“อย่าเรียกทาบิว่ามันนะ”
ก็นั่นแหละครับ ลูกเธอใครก็แตะไม่ได้หรอก
ทาบิ เป็ชื่อที่ม่านมุกตั้งให้คล้องกับแมวที่บ้านของเธอที่ชื่อทาชิ เธอบอกว่าผมเคยเล่นกับแมวของเธอตอนไปที่บ้านซึ่งผมก็จำไม่ค่อยได้แล้ว
“ก็เอาลูกเธอนอนสิฉันจะได้นอนสักที”
“พี่ก็ไปนอนก่อนสิ หนูอยากเล่นกับน้องก่อน” เธอหันมาคุยกับผมที่นั่งมองอยู่ที่โซฟาดูเธอเล่นกับแมวอยู่บนพื้นห้องที่โดนเนรมิตรให้เป็โซนของลูกเธอไปแล้ว
“ไม่เห็นหรือไงว่ามันง่วงแล้ว” ตาจะปิดอยู่แล้วแต่ก็อยากจะเล่น ลูกกับแม่นี่เหมือนกันไม่มีผิด
“บอกว่าอย่าเรียกน้องว่ามันไง พี่ชอบเหรอไงเวลาคนอื่นมาเรียกตัวเองว่ามันอ่ะ น้องก็มีความรู้สึกนะ เนี่ยหงอยเลยเห็นไหม”
หงอยบ้าอะไรของเธอวะ แมวมันง่วงอ่ะ เข้าใจไหมว่ามันง่วง เป็แม่ภาษาอะไรไม่รู้เื่วะ
“หยุดเถียง”
“ไม่ได้เถียงนะ แต่จะอธิบายให้ฟังเฉยๆ ทำไมคนแก่ชอบหาว่าเถียงอยู่เรื่อย”
“พาลูกเธอไปนอนเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ฉันจะจับโยนออกนอกห้องทั้งแม่ทั้งลูก” ผมกดเสียงต่ำเพื่อให้ดูน่ากลัว เป็เพราะผมใจดีเกินไปถึงได้ไม่ฟังกันเลย ไม่ให้อยากทำตัวเ็าเหมือนเดิมแต่พอใจดีด้วยก็เป็แบบนี้ไง
“ใจร้าย!”
“อยากให้ใจร้ายจริงๆ ไหมล่ะ” ถ้าผมเป็อย่างที่เธอพูดจริงๆ ไอ้แมวนี่คงไม่ได้มาอยู่ในพื้นที่ของผมหรอก ไม่แม้แต่จะได้ขึ้นรถมาด้วยซ้ำ
“เหอะ!”
ม่านมุกทำท่าฮึดฮัดไม่พอใจแต่ก็ยอมพาแมวไปนอนในคอนโดแมวที่เธอซื้อมา ปากบ่นขมุบขมิบฟังไม่ได้สรรพ แต่ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเธอกำลังแอบด่าผมนั่นแหละ
“เดี๋ยว” ผมเรียกเธอที่กำลังออกไปหลังจากจัดการกับลูกน้อยของเธอเรียบร้อยแล้ว ไอ้แมวนั่นพอเข้าที่ได้ก็หลับปุ๋ยเลย
แล้วแม่มันมาเถียงฉอดๆ ว่าไม่ง่วง เหอะ!
“อะไรอีกอ่ะ”
เธอหันมาด้วยสีหน้ากึ่งไม่พอใจพร้อมกับทำเสียงแข็ง ทีกับไอ้แมวนั่นพูดคะขาเสียงอ่อนเสียงหวาน ลืมหรือเปล่าว่าผมเป็ผู้มีพระคุณของเธอแล้วก็ของลูกเธอด้วย
“เอาโทรศัพท์มานี่” ผมยื่นมาไปตรงหน้าเธอ
“พี่จะเอาไปทำอะไร” ม่านมุกมองมาด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ ผมเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน แต่ปากมันพูดขอไปแล้ว
“เอามาเถอะน่า”
“ตอบมาก่อนสิ” เธอมองผมอย่างไม่ไว้ใจและไม่ยอมเอาโทรศัพท์มาให้ผมสักที
“จะเอาโทรศัพท์มาหรือจะให้แมวเธอไปอยู่ข้างนอก”
“เหอะ เผด็จการ คำก็นอกห้องสองคำก็นอกห้อง” ปากบ่นแต่ก็ยอมเดินเอามาให้ผมอย่างไม่มีทางเลือก
“ปลดล็อคให้ด้วย”
“จะทำอะไรกับโทรศัพท์หนูเนี่ย” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่มือก็กดรหัสให้ผมแล้วยื่นมาให้
ผมกดเบอร์ตัวเองลงในเครื่องของเธอแล้วกดโทรออก ไม่ได้อยากได้เบอร์เธอหรอกนะ แต่ถ้าลูกเธอเป็อะไรขึ้นมาจะทำไงอ่ะ มันก็ต้องมีติดไว้ยามฉุกเฉินไม่ใช่หรือไง ทีเธอยังมีเบอร์ไอ้ไต้ฝุ่นได้ทำไมกับผมที่บอกว่าชอบมาสามปีจะมีด้วยไม่ได้ล่ะ
แต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ผมต้องขมวดคิ้ว เพราะชื่อของผมกำลังโชว์หราอยู่บนหน้าจอ นั่นแสดงว่าเธอมีเบอร์ของผมอยู่ก่อนแล้ว
“แอบดูอะไรของหนูหรือเปล่าน่ะ”
“นี่อะไร ทำไมมีเบอร์ฉันอยู่ในเครื่องเธอ” ผมยื่นโทรศัพท์ไปตรงหน้าเพื่อให้เธอดู ม่านมุกเบิกตากว้างทันทีที่เห็นมันก่อนจะพยายามแย่งโทรศัพท์คืนไปแต่ก็ไม่ทันผมที่ชูมันไว้เหนือหัวเสียก่อน
“มาค้นอะไรในเครื่องคนอื่นแบบนี้ได้ไง นิสัยไม่ดีเลยอ่ะ”
“บอกมาก่อนว่ามีเบอร์ฉันได้ยังไง”
“กะ ก็มีตั้งนานแล้ว ขอพี่มาร์คมา” น้ำเสียงสั่นและไม่ยอมมองหน้าเกือบจะทำให้ผมเกือบหลุดยิ้ม พอโดนจับได้ก็ไปไม่เป็เลยนะ ม่านมุกคนเมื่อกี๊ที่สวนทุกประโยคไปไหนแล้วล่ะ
“ั้แ่เมื่อไหร่”
“สาม สามปีที่แล้ว”
เด็กแสบ หัดขอเบอร์ผู้ชายั้แ่เด็ก แต่มีก็ไม่เคยโทรหาผมอยู่ดี ไม่รู้จะมีไว้ทำไมแล้วไม่กลัวผมจะเปลี่ยนเบอร์บ้างหรือไง
“แล้วทำไมวันนี้ไม่โทรหาฉัน” จะโทรผ่านไอ้มาร์คทำไม
“ก็หนูไม่กล้า ไม่อยากรบกวนด้วย” เธอสบตากับผมด้วยสีหน้าที่ดูสลดลงก่อนจะรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
ผมรู้ว่าที่ผ่านมาทำไม่ดีกับม่านมุกไว้มากเธอถึงไม่กล้าจะเข้าหาผมอีก แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนกัน ผมพยายามทำอย่างที่เธอบอก
คนละครึ่งทาง
ไม่รู้ว่าจะไปได้ไกลสุดแค่ไหน ไม่รู้สุดท้ายแล้วผมจะรู้สึกอย่างที่เธอรู้สึกกับผมไหม เวลาคงจะเป็คำตอบของทุกอย่าง
“กลับไปนอนได้แล้วไป” ผมบอกพร้อมกับส่งโทรศัพท์คืนเ้าของ
ม่านพยักหน้ารับแล้วรับมันไปก่อนจะเดินออกไปแต่เหมือนเพิ่งนึกอะไรออกถึงได้หันกลับมาอีก
“อย่าทำอะไรลูกหนูด้วย เดี๋ยวพรุ่งนี้หนูจะมาแต่เช้า”
“รีบไปก่อนจะโดนโยนออกไปทั้งคู่”
“ขู่เก่ง!”
“ขู่ไม่ขู่จะลองดูไหมล่ะ”
“รู้สึกว่าพี่จะพูดเยอะจนกลายเป็พูดมากแล้วนะ”
“ม่านมุก”
เพิ่งเคยโดนด่าว่าพูดมากก็วันนี้แหละ แต่ก็เป็เพราะเธอไม่ใช่หรือไงที่ทำให้ผมต้องปากเปียกปากแฉะเป็ตาแก่พูดมากแบบนี้ ถ้าพูดครั้งเดียวแล้วรู้เื่ผมก็ไม่พูดให้มันเปลืองพลังงานตัวเองหรอก นี่เถียงคำไม่ตกฟาก
“ไปแล้วๆ ๆ อ้อ...”
“อะไรอีก” ผมชักจะหมดความอดทนจริงๆ แล้วนะ
“ขอบคุณนะคะ ที่ยอมให้เอาทาบิมาเลี้ยง”
“อือ”
“หนูไปนอนแล้ว ฝันดีค่ะ”
ฝันดี...
ฝันดีกับผีสิ!
“เมี้ยววว”
“หยุดร้องนะเว้ย!”
“เมี้ยววววววว”
เวรกรรมอะไรของผมวะเนี่ย อยู่ๆ ไอ้แมวบ้านี่ก็ตื่นขึ้นมาแหกปากร้องจนผมต้องตื่นขึ้นมาดู คิดดูว่ามันร้องดังขนาดไหนถึงทำให้ผมที่นอนอยู่ในห้องตื่นขึ้นมาได้ แล้วนี่มันตีสองกว่าแล้วจะเรียกให้แม่มันมาดูก็ไม่ได้อีก ตอนอยู่กับม่านมุกไม่เห็นมันจะส่งเสียงร้องแบบนี้เลย
แมวเวร!
เดี๋ยวก็จับโยนออกไปนอกห้องจริงๆ เลยนี่
“ร้องทำไมวะ” ผมย่อตัวลงก่อนจะถามด้วยเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมอย่างยอมแพ้
ก็นั่นแหละ ได้แต่คิดแต่ไม่กล้าทำหรอก ถึงไม่ได้อยากจะเอามาเลี้ยงแต่แรกแต่ก็ไม่ได้ใจบาปขนาดนั้น และอีกอย่างไม่อยากจะมีปัญหากับแม่ของมันด้วย รายนั้นน่ะตัวดี
“เมี้ยวว”
เออ ผมก็ถามมันเหมือนมันจะตอบผมได้อ่ะ
“หิวเหรอวะ” ผมคิดเองสรุปเองก่อนจะเดินไปเอานมสำหรับแมวมาเทใส่จานแล้วดันไปตรงหน้ามัน
“เมี้ยววววว”
“กินดิ”
แผล่บๆ ๆ
หิวจริงๆ ด้วยถึงได้เลียเสียงดังขนาดนี้ สงสัยเมื่อตอนเย็นมัวแต่เล่นกับแม่มันจนลืมกิน แล้วภาระมันก็มาตกอยู่ที่ผมเต็มๆ จะทำไม่เป็ไม่สนใจก็ไม่ได้เพราะเสียงร้องของมันไม่สามารถทำให้ผมนอนหลับได้
ผมลุกขึ้นไปนั่งที่โซฟาปล่อยให้ทาบิมันกินนมของมันไป ไม่คิดว่าวันนึงผมจะต้องมาทำอะไรแบบนี้เลยสักนิด และมันเกิดขึ้นเพราะผู้หญิงที่ชื่อม่านมุก ผู้หญิงที่ผมเลือกจะเปิดใจให้
หัวใจที่ปิดตายมาตลอดสามปี
“เมี้ยว~”
“อะไรอีก” ผมล้มตัวลงนอนก่อนจะถามทาบิที่กินเสร็จแล้วเดินมาหาผม มันนั่งลงก่อนจะมองผมตาแป๋วจนผมอดที่จะอุ้มมันขึ้นมาไม่ได้ เป็ครั้งแรกที่ผมใกล้ชิดกับมันขนาดที่ให้มานั่งบนตัวขนาดนี้
ทาบิ เป็แมวตัวเมีย ขนพองๆ สีขาวหูตั้งตาโตปากนิดจมูกหน่อย หน้าซื่อตาใสขนาดนี้โดนเอามาทิ้งได้ไงก็ไม่รู้
“หน้าเหมือนแม่มันไม่มีผิด”
Time’ s end talks
ฉันกดออดหน้าห้องพี่ธามอยู่นานแต่ก็ไม่เห็นว่าเ้าของห้องจะออกมาเปิดเลยถือวิสาสะกดรหัสเข้ามาซึ่งแน่นอนว่าพี่ธามยังไม่เปลี่ยนมัน หวังว่าคงจะไม่โดนด่าอีกใช่ไหม
ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศในห้องทำให้ฉันรู้สึกแปลกใจเพราะถ้าเปิดแอร์ไว้ก็แสดงว่าพี่ธามน่าจะตื่นแล้ว แต่ทำไมกดออดตั้งนานถึงไม่ยอมไปเปิดให้ล่ะ แต่ช่างเถอะเพราะว่าเป้าหมายของฉันไม่ใช่พี่ธามแต่เป็ทาบิลูกรักต่างหาก
“ทาบิ~” ฉันเดินไปในโซนที่ฉันทำไว้ให้ลูกโดยเฉพาะก็พบว่ามีจานที่ใส่นมไว้อยู่แต่ไม่เห็นว่าทาบิจะออกมาเลย
หายทั้งคนหายทั้งแมว
“ทา...” กำลังจะเรียกอีกครั้งแต่สายตาดันไปสะดุดกับสิ่งมีชีวิตสองคนกับอีกหนึ่งตัวอยู่บนโซฟาเสียก่อน
พี่ธามนอนหลับอยู่บนโซฟาโดยมีทาบินอนทับอยู่บนตัวโดยหัวซุกอยู่ตรงซอกคอย่างสบายใจ ลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของทั้งคนและแมวทำให้รู้ว่ากำลังหลับสนิทขนาดไหน ฉันอดไม่ได้ที่จะหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปเพื่อบันทึกโมเม้นท์น่ารักนี้ไว้ เมื่อวานยังบ่นฉันฉอดๆ อยู่เลยแถมยังไม่เข้าใกล้ทาบิอีก ผ่านไปคืนเดียวก็นอนกกกันเสียละ ฉันชอบมาสามปียังไม่มีโอกาสได้ซุกขนาดนี้เลย
นังทาบิตัวร้าย!
ฉันเบะปากก่อนจะเอากระเป๋าสะพายไปวางไว้บนโต๊ะหน้าโซฟาแล้วเอาจานนมของทาบิไปล้างในครัว อุตส่าห์ตื่นแต่เช้ารีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อมาเล่นด้วยก่อนไปเรียนแต่กลับมานอนหลับปุ๋ยทั้งคู่เลย นี่ก็เหลืออีกประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนจะถึงเวลาแต่คงต้องไปก่อนเพราะไม่รู้จะอยู่ทำไม
“อะ อ้าว ตื่นแล้วเหรอคะ” เมื่อล้างเสร็จก็เดินกลับมาหยิบกระเป๋าที่วางไว้เพื่อจะไปเรียน แต่เห็นพี่ธามลุกขึ้นนั่งอยู่บนโซฟาแล้ว ไม่รู้ว่าเผลอทำเสียงดังจนทำให้เ้าของห้องตื่นหรือเปล่า
พี่ธามไม่พูดอะไรแต่พยักหน้าแทนคำตอบ หน้าง่วงๆ ผมฟูๆ ตอนตื่นนอนเนี่ยน่ารักจัง ไม่รู้ว่าเ้าตัวจะรู้หรือเปล่าว่าตอนนี้มันดูดีกว่าการทำหน้านิ่งเป็ไหนๆ
“เมี้ยววว” ฉันก้มมองลูกน้อยที่กำลังพันแข้งพันขาอย่างออดอ้อน
“ไง ลูกสาว” ที่นอนเมื่อคืนคงอุ่นน่าดูเลยนะ ตื่นก็ต้องตื่นพร้อมกันอย่างกับข้าวใหม่ปลามัน
นี่ฉันไม่ได้อิจฉาทาบินะ!
ฉันลูบหัวมันอย่างมันเขี้ยว แต่ก็ดีใจนะที่พี่ธามยังเอ็นดูน้องอยู่บ้างถ้าไม่งั้นคงไม่ให้นอนซุกทั้งคืนแถมยังเอานมให้กินอีก
“หิวแล้วใช่ไหม”
“เมี้ยวว”
“เดี๋ยวไปเอานมให้รอแปบนึง” ฉันลุกขึ้นเพื่อจะไปเอานมมาให้ทาบิแต่หันเห็นพี่ธามนั่งหลับอยู่จึงอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ ไม่รู้ว่าเมื่อคืนเ้าตัวเล็กกวนอะไรหรือเปล่าถึงได้ทำท่าเหมือนคนหลับอดนอนขนาดนี้ทั้งที่ไล่ฉันไปนอนต้องแต่สองทุ่ม
“พี่ธาม”
“อือ” ตอบทั้งที่ยังไม่ลืมตา
“วันนี้มีเรียนหรือเปล่า”
พี่ธามส่ายหัวแทนคำตอบ
“ถ้าอย่างนั้นพี่เข้าไปนอนในห้องเถอะ เดี๋ยวหนูเอานมให้ทาบิแล้วก็จะไปเรียนเลย”
“เดี๋ยวไปส่ง” พี่ธามลืมตาแล้วมองมาที่ฉันด้วยใบที่เต็มใบด้วยความง่วง
“ไม่เป็ไรหนูไปเองได้” ง่วงก็ไปนอนไหมจะทำให้ตัวเองลำบากทำไมทั้งที่ตัวเองก็ไม่มีเรียนสักหน่อย บ้าจริงๆ
“เดี๋ยวไอ้มาร์คด่า”
อ้างพี่มาร์คตลอด!
“เดี๋ยวไปล้างหน้าแปบนึง”
พี่ธามลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปในห้องโดยไม่ฟังที่ฉันพูดไปเลยสักนิด แล้วชอบบอกว่าฉันเอาแต่ใจตัวเองก็ไม่ต่างกันหรอก อยากไปก็ไปสิ ตัวฉันไม่ได้ลำบากอะไรสักหน่อยแล้วก็อย่ามาบ่นกันทีหลังก็แล้วกัน
Rrrrrrrr
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นระหว่างทางไปมหาลัย มันไม่ใช่ของฉันนั่นแสดงว่ามันเป็ของคนที่กำลังทำหน้าที่ขับรถอยู่ พี่ธามหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูชื่อคนที่โทรเข้ามาแล้วหันมามองฉัน เมื่อรู้ตัวว่ากำลังแสดงความอยากรู้มากเกินไปถึงได้ทำเป็หันไปมองข้างทางแทน
ตาไม่ได้มองแต่หูก็ยังได้ยินนี่นา
“ว่าไงลีฟ” ชื่อที่ออกมาจากปากของพี่ธามทำให้ฉันนิ่งไปทันที
เบื่อชื่อนี้ชะมัดเลย
“อือ ได้สิ”
หลังจากนั้นพี่ธามก็ไม่ได้พูดอะไรอีกฉันจึงคิดว่าคงจะวางสายไปแล้ว เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้งเมื่อไม่มีใครพูดอะไรออกมา เฮ้ออ อยากจะถามให้รู้แล้วรู้รอดว่าตกลงพี่ธามกับบีลีฟเป็อะไรกันแน่ ถึงแม้พี่ไต้ฝุ่นจะยืนยันนอนยันว่าแค่พี่น้องแต่นั่นมันก็ไม่ได้ออกมาจากปากของพี่ธามสักหน่อย แต่จะให้ถามฉันก็ไม่กล้าอยู่ดี
“เดี๋ยวลีฟจะติดรถไปด้วย” พี่ธามพูดขึ้นทำลายความเงียบ แต่ถ้าจะพูดแบบนี้ไม่ต้องพูดดีกว่า
“งั้นให้หนูลงตรงนี้ก็ได้เดี๋ยวหนูไปเอง” ที่พูดแบบนี้ไม่ได้้าจะประชดหรืออะไรนะ ฉันพูดเพราะคิดแบบนั้นจริงๆ ในเมื่อพี่ธามเป็เ้าของรถเขาจะให้ใครไปด้วยก็ได้ ในเมื่อมีอีกคนที่อยากให้เขาไปส่งเหมือนกันฉันก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เขายังอยากจะส่งฉันอยู่หรือเปล่า
“ไม่ต้อง ไปด้วยกัน”
ฉันพยักหน้ารับแล้วหันหน้ากลับมามองข้างทางดังเดิม ถ้าให้ไปก็จะไปฉันไม่ได้มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว
รถแล่นมาเรื่อยๆ ก่อนจะมาจอดอยู่หน้าบ้านขนาดใหญ่หลังหนึ่งที่มีเด็กผู้หญิงยืนรออยู่หน้าบ้าน บีลีฟเดินอ้อมมาแล้วมาเปิดประตูฝั่งที่ฉันนั่งซึ่งเธอใทันทีเมื่อเห็นว่าฉันนั่งอยู่ก่อนแล้ว
“อ้าว มุกก็มาด้วยเหรอ” ใบหน้าใเปลี่ยนเป็รอยยิ้มมอบมาให้ซึ่งฉันเองก็ยิ้มตอบกลับไป
“จะนั่งตรงนี้ไหม เราจะได้ไปนั่งข้างหลัง” ถ้าเธออยากจะนั่งตรงนี้ฉันไปนั่งข้างหลังก็ได้เพราะรู้ว่าที่ตรงนี้ก็เคยเป็ของเธอมาก่อน
“ไม่เป็ไรๆ เรานึกว่าไม่มีคน” พูดจบเธอก็ปิดประตูรถให้พร้อมกับขึ้นไปนั่งข้างหลังแทน
ไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลยแฮะ อึดอัดแปลกๆ กับบีลีฟก็พอพูดคุยกันบ้างในชมรมแต่ก็ไม่ได้สนิทถึงขนาดจะชวนคุยได้ กับพี่ธามก็ไม่ต้องพูดถึงว่าจะได้ยินอะไรออกมาจากริมฝีปากนั่นก่อนเลย ทีเมื่อวานล่ะพูดเยอะจัง โดยเฉพาะตอนว่าฉันเนี่ย พูดเก่ง!
“พี่ธาม คุณแม่ฝากมาบอกว่าถ้าว่างๆ ให้มาทานข้าวด้วยกัน” เป็บีลีฟที่ทำลายบรรยากาศที่เงียบงันนี้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ฉันหายอึดอัดอยู่ดี
“เอาไว้พี่ว่างจะเข้าไปแล้วกัน”
“อ้อ แล้วต้นไม้ที่คุณแม่พี่เคยเอามาฝากตอนนี้โตแล้วนะ”
“จริงเหรอ”
“อื้อ ดอกมันหอมมากเลย คุณแม่ชอบมากๆ”
“เดี๋ยวจะบอกให้คุณแม่เอามาฝากคุณป้าอีก”
.
.
.
.
อ่า ทุกคนยังเห็นฉันอยู่ใช่ไหม ทำไมรู้สึกไร้ตัวตนจัง ดูเหมือนเป็ส่วนเกินยังไงก็ไม่รู้ ทั้งสองคนเอาแต่พูดเื่ที่ฉันไม่สามารถมีส่วนร่วมได้ ถ้าเป็ไปได้ฉันอยากจะขอให้พี่ธามจอดให้ลงเดี๋ยวนี้เลย แต่ก็นั่นแหละ ฉันไม่กล้าขัดบทสนทนาของทั้งคู่หรอก ทำไมระยะทางกว่าจะถึงมหาลัยถึงได้ดูไกลจัง
อึดอัดจนจะบ้าตายอยู่แล้ว!
รถแล่นเข้ามาในรั้วมหาลัยแล้วจอดสนิทอยู่หน้าคณะศิลปกรรมศาสตร์ที่บีลีฟเรียนอยู่ คณะของเธอถึงก่อนคณะฉันพี่ธามถึงได้มาส่งเธอก่อน
“ไปก่อนนะคะ เดี๋ยวเลิกเรียนแล้วลีฟโทรหา ไปนะมุกแล้วเจอกัน” ประโยคสุดท้ายบีลีฟหันมาพูดกับฉันที่ทำเพียงพยักหน้าและยิ้มตอบกลับไปเท่านั้น ที่เธอพูดแบบนั้นเพราะตอนเย็นพี่ธามยังต้องมารับเธอไปส่งที่บ้านอีก
เมื่อบีลีฟลงไปแล้วพี่ธามก็ขับรถมายังคณะของฉันโดยที่ภายในรถก็กลับไปเงียบเหมือนเดิมเมื่อบีลีฟลงจากรถไปแล้ว
“ขอบคุณนะคะ”
“เลิกกี่โมง” พี่ธามถามก่อนที่ฉันจะก้าวลงจากรถ
“บ่ายสองค่ะ”
“เดี๋ยวมารับ”
“ไม่เป็ไร เดี๋ยวหนูกลับเอง” เพราะมันเป็เวลาเดียวกับที่บีลีฟเลิกเรียนพอดีนั่นหมายความว่าถ้าฉันกลับกับพี่ธามก็ต้องกลับพร้อมบีลีฟด้วย ซึ่งฉันไม่เอาด้วยหรอก
การเป็ส่วนเกินมันไม่สนุกหรอกนะ
“ทำไมต้องกลับเอง ยังไงฉันก็ต้องมาอยู่แล้ว”
ที่พูดออกมาเนี่ยหมายความว่าถ้าไม่มารับบีลีฟฉันก็ต้องกลับเองใช่หรือเปล่า แล้วมันจะต่างอะไรกันถ้าฉันขอกลับเอง
“หนูมีนัดกับเพื่อนแล้วเดี๋ยวให้กายไปส่ง ไม่รบกวนพี่ดีกว่า” ตอนแรกก็ไม่มีนัดอย่างที่พูดออกไปหรอก แต่มันจะเกิดขึ้นหลังจากนี้นี่แหละ จะว่าไปแล้วหลังกลับจากค่ายอาสาพวกเราก็ยังไม่ได้ไปเที่ยวไหนด้วยกันเลย วันนี้ถือเป็ฤกษ์ดี
พี่ธามมองหน้าฉันแล้วถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจก่อนจะพยักหน้ารับ ไม่ว่าจะพูดยังไงฉันก็ไม่ยอมไปด้วยหรอก
“ฝากดูทาบิด้วยนะคะ”
“อือ”
ฉันลงมาจากรถแล้วยืนมองรถพี่ธามที่ขับออกไปจนลับสายตาก่อนจะถอนหายใจออกมา ไม่ใช่อยากจะเล่นตัวหรืออะไรหรอกนะ แต่ถ้ามีอีกคนไปด้วยยังไงฉันก็ไม่ไปแน่
ใครจะชอบตอนที่ตัวเองรู้สึกเป็อากาศกันล่ะ
-TBC-