ณคาเฟ่ของปกป้อง
“หืม...อะไรนะเธอจะชวนฉันไปฮันนีมูนเหรอ”
มนตราที่ดูดฟองนมคาปูชิโนเย็นเข้าไปแทบจะสำลักปกป้องหัวเราะท้องแข็ง
“เบาๆสิ ไม่อายลูกค้าหรือไง แล้วฮันนีมูนที่ไหนพูดไปเรื่อย ฉันแค่ชวนไปเที่ยวย่ะตั้งใจจะพาคุณ...เอ๊ยจับฉ่ายไปเที่ยวต่างหาก” มนตราปรามอย่างอายๆ
“เขาจะไม่ไปซนหรือหายไปเที่ยวไหนใช่ไหม”ปกป้องถามอย่างขำๆ
“ขอโทษด้วยนะที่เขาไปรบกวนคุณปู่ของนาย”มนตราพูดเสียงอ่อยๆ
“ไม่เป็ไรหรอกคุณปู่ไม่ได้อาการทรุดลงเสียหน่อย ฉันเพิ่งโทรคุยกับคุณพยาบาลตอนนี้ท่านก็ยังอาการทรงๆ เหมือนเดิม”
มนตราถอนหายใจโล่งอกแม้จะยังไม่รู้ว่าคุณปู่คิดจะทำอะไรบ้าง แต่เธอก็พร้อมช่วยเหลือเต็มที่
สองวันผ่านไป...
คืนนั้นบรรยากาศที่บ้านมนตราดูชุลมุนวุ่นวายเป็พิเศษมนตรากำลังพับเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเตรียมไปเที่ยวอย่างตื่นเต้นและพิถีพิถันกว่าทุกครั้งเธอลุกไปหยิบชุดใหม่แล้วเอาชุดเก่าออกวนไปวนมาอยู่อย่างนั้นขณะที่เ้าเหมียวงุ่นง่านเดินไปเดินมา
“คุณปู่กังวลเหรอคะ”มนตราเงยหน้าขึ้นถาม
“ใช่ตื่นเต้นน่ะ ไม่รู้จะคุยกับเขายังไงเลย”
“เดี๋ยวหนูจะคอยช่วยค่ะทำใจสบายๆ นึกเสียว่าไปเที่ยวพักผ่อนเฉยๆ นะคะ”
“หนูเองก็เถอะดูตื่นเต้นมากเลยนี่นาที่จะไปเดท” เ้าเหมียวแซวมนตราจนเธอหน้าแดงก่ำ
ทว่าคืนนั้นไม่ได้มีเพียงมนตราและเ้าเหมียวที่ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับปกป้องเองก็นอนพลิกไปพลิกมาอยู่นานเช่นกัน
เช้าวันรุ่งขึ้น...
ปกป้องช่วยมนตรายกข้าวของรวมถึงตะกร้าใส่เ้าเหมียวขึ้นรถโฟล์คเมื่อขึ้นรถเรียบร้อยแล้วมนตราจึงขอเปิดตะกร้าเพื่อปล่อยเ้าเหมียวออกมาเขานั่งนิ่งอย่างรู้งาน
“รถนายน่ารักจังเลยนะไม่ค่อยเห็นนายใช้เลย” มนตรามองไปรอบๆ อย่างชื่นชมใ
“คุณปู่ส่งมาให้เป็ของขวัญรับปริญญาน่ะฉันไม่ค่อยได้ใช้หรอก ก็ไม่รู้จะใช้ทำไมคอนโดกับร้านอยู่ห่างกันไม่เท่าไหร่ใช้เวสป้าสะดวกกว่า”
เ้าเหมียวก้มหน้าเศร้ามนตราสังเกตเห็นจึงพยายามแก้ไขสถานการณ์
“คุณปู่ท่านก็ใส่ใจนายดีออกนะส่งของขวัญมาให้ชิ้นเบ้อเริ่ม แล้วสีเบจแบบนี้ก็น่าจะถูกใจนายนี่”
“ก็ถูกใจแหละทีแรกฉันจะไม่รับด้วยซ้ำ แต่คุณทนายบอกว่าถ้าไม่รับคงต้องทะเลาะกันยาวกับคุณปู่ฉันเลยเกรงใจคุณทนาย จริงๆ คุณปู่คงไม่ได้ใส่ใจหรอกแค่อาจจะให้ไปตามหน้าที่อะไรทำนองนั้นมั้ง”
เ้าเหมียวเคี้ยวปากแจ๊บๆเหมือนคันปากอยากพูด
“อ้าวเ้าเหมียวแกเมารถหรือเปล่าเนี่ย” ปกป้องแซว
“เอ้อแล้วคุณทนายเนี่ยเขาเป็ทนายประจำตระกูลนายมานานแค่ไหนแล้วเหรอ” มนตรารีบเก็บข้อมูล
“คุณประสาทเป็ลูกชายของคุณประสิทธิ์ซึ่งเป็ทนายประจำตระกูลของตระกูลคุณปู่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นแล้วแต่ตอนนี้คุณประสิทธิ์ท่านเสียไปแล้ว คุณประสาทเลยมารับหน้าที่แทนได้ไม่กี่ปีนี้แหละ”
“แล้วนายสนิทสนมกับเขาไหม”
“อืม...ก็ไม่นะฉันเคยเจอเขาไม่กี่ครั้งเอง แต่เขาก็ดูสุภาพอัธยาศัยดี มีอะไรเหรอ”
“อ๋อไม่มีอะไรหรอกแค่อยากรู้ว่าเขาไว้ใจได้ไหมอะไรแบบนี้” มนตราอ้าง
“ถ้าเป็เื่มรดกละก็ฉันไม่ค่อยสนใจหรอก ใครอยากได้ก็เอาไปเถอะ”
“เมี้ยว!”
“ไม่ได้นะ!”
เ้าเหมียวกับมนตราประสานเสียงปกป้องถึงกับงง
“อะไรกันสองคนนี้”
มนตราพยายามอธิบายเื่การรักษาสิทธิ์ในทรัพย์สมบัติโดยอ้างว่าสมบัตินั้นก็เป็ของคุณพ่อด้วยเช่นกันและปกป้องควรจะรักษาไว้ เ้าเหมียวพยักหน้าหงึกๆ ราวกับกำลังแสดงความเห็นด้วยจนปกป้องเองก็คล้อยตาม
“เดี๋ยวเธอก็จะได้เห็นแล้วละที่พักริมทะเลเกาะเสม็ด ที่นี่เป็ที่ที่คุณปู่ยกให้พ่อของฉันเสียดายนะ...ที่ตอนนั้นคุณพ่อคุณแม่ท่านยังไม่ทันได้มาอีกครั้ง...”
มนตราเอื้อมมือไปจับมือปกป้องไว้เป็เชิงให้กำลังใจแม้แต่เ้าเหมียวเองก็เอาศีรษะมาไถที่ต้นแขนเขา ปกป้องยิ้มเอ็นดู
ในที่สุดทั้งสามชีวิตก็เดินทางมาถึงจุดหมายบ้านพักไม้สองชั้นทาสีฟ้าครามตั้งโดดเด่นอยู่ริมทะเลแต่ไม่ดูแปลกแยก
บ้านพักตากอากาศแห่งนี้มีห้องนอนสามห้องห้องนอนใหญ่กินพื้นที่ฝั่งหนึ่ง อีกสองห้องนอนเป็ห้องนอนสำหรับแขก มีบันไดตรงกลางขึ้นไปสู่ชั้นสองตรงกลางทั้งชั้นสองเป็พื้นที่ส่วนนั่งเล่นและรับแขกมีชุดโต๊ะรับแขกไม้ขนาดกะทัดรัดพร้อมเก้าอี้และหมอนอิง ด้านหลังชุดรับแขกคือชั้นวางหนังสือที่มีฝุ่นจับส่วนครัวและห้องเก็บของเล็กๆ อยู่ด้านล่าง
“สวยสุดๆไปเลย วิวก็ดีมากเลยป้อง ฉันขอขึ้นไปดูนะ”
มนตราตื่นเต้นอย่างหนักรีบวิ่งตัวปลิวขึ้นไปโดยลืมเ้าเหมียวและสัมภาระเสียสนิทเ้าเหมียวก็วิ่งตามขึ้นไปเช่นกัน ปกป้องส่ายหัวอย่างเอ็นดูพลางยกของตามไป
“ชานกว้างมากเลยตั้งวงกินหมูกระทะได้เลยนะเนี่ย” มนตรากางแขนเสียงเบิกบาน
“เพิ่งจะกินข้าวกลางวันอิ่มก็คิดถึงมื้อเย็นเลยนะนี่เธออย่าเพิ่งเดินไปทั่วนะ ยังไม่ได้ทำความสะอาดเลยปกติคุณประสาทจะให้คนมาปัดกวาดเช็ดถูและดูแลที่นี่เป็ครั้งคราวแต่ครั้งนี้ฉันไม่ได้บอกเขาว่าจะมา”
แม้ฝุ่นจะจับเพราะไม่มีคนอยู่แต่ก็ไม่ได้มากมายนักสภาพบ้านยังคงแข็งแรง อีกทั้งฝุ่นเ่าั้ยังไม่สามารถบดบังความงามของโครงสร้างทั้งภายในและภายนอกบ้านได้แม้แบบบ้านจะเรียบๆ ไม่ได้ดูโออ่าเหมือนคฤหาสน์ของคุณปู่แต่ก็ดูอบอุ่นและมีชีวิตชีวา
“คุณพ่อฉันเป็คนออกแบบเองละเลยเรียบๆ แต่ประโยชน์ใช้สอยก็ครบถ้วนนะ” ปกป้องพูดเหมือนเดาใจมนตราออก
“ใหญ่กว่าบ้านที่ฉันอยู่อีกสำหรับฉันที่นี่หรูหราหมาเห่าแล้วก็น่ารักมากเลย”
ทุกคนหัวเราะแม้แต่เ้าเหมียวเองก็ทำเสียงครืดคราดไปด้วยจากนั้นปกป้องกับมนตราก็ช่วยกันปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาดเสียยกใหญ่โดยมีเ้าเหมียวนั่งที่ที่นั่งชานบ้านดูพวกเขาเงียบๆ
“โอ้โห!เหมือนจะมีคนอู้งานอยู่คนหนึ่งนะวันนี้”
ปกป้องพูดพลางใช้ผ้าขนหนูที่พาดคอซับหน้าแล้วลูบหัวเ้าเหมียวอย่างเอ็นดู เ้าเหมียวคลอเคลียเขาและครางในลำคอด้วยความพอใจ
“ทำไมวันนี้เ้าจับฉ่ายอ้อนจัง”ปกป้องสงสัย
กว่าทั้งสองจะทำความสะอาดและเปลี่ยนผ้าปูที่นอนเรียบร้อยก็เป็เวลาสี่โมงเย็นแล้วพวกเขาตกลงกันว่าจะไปเดินเล่นริมทะเล แต่ยังไม่ทันไรปกป้องก็วักน้ำทะเลใส่มนตราผู้ซึ่งไม่เคยยอมอ่อนข้อให้ปกป้องทั้งสองผลัดกันสาดน้ำและวิ่งไล่จับกัน โดยมีเ้าเหมียวคอยวิ่งตามพวกเขาไปด้วยปกป้องอุ้มเ้าเหมียวชูขึ้นเหมือนพ่อที่หยอกเอินลูกน้อย ทั้งสามชีวิตจึงเปียกปอนและหมดแรงกันหมด
พวกเขาเข้าบ้านแล้วแยกย้ายไปอาบน้ำโดยปกป้องอาสาอาบน้ำให้เ้าเหมียวเองทั้งที่ไม่แน่ใจว่าจะทำได้ไหมแต่เ้าเหมียวยอมแต่โดยดี ทุกชีวิตมานั่งรวมกันที่ชานบ้านเพื่อชมพระอาทิตย์ตก
“พระอาทิตย์ดวงโต๊โตสวยจังเลยเนอะ” มนตราหันมาพูดกับปกป้องหลังจากพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว
“เธอสวยกว่า”ปกป้องเอื้อมมือมาลูบผมเปียกๆ ของมนตรา
มนตราแกล้งเบะปากใส่เพื่อกลบเกลื่อนความเขินอายปกป้องรวบผมเธอมารวมกันด้านหลังแล้วใช้ผ้าขนหนูซับน้ำให้ แล้วแอบหอมแก้มเธอฟอดใหญ่โดยที่มนตราไม่ทันตั้งตัวเธอหันไปฟาดไหล่เขาด้วยความเขิน
“ไอ้บ้า!อายคุณ...เอ๊ยจับฉ่าย” มนตราหน้าแดงก่ำ
“ม่าว!”เ้าเหมียวร้องเสียงเข้มพลางจ้องหน้าปกป้องเขม็ง
มนตราลุกพรวดเธอรีบแก้สถานการณ์ด้วยการชวนปกป้องไปเตรียมอาหารสำหรับเมนูหมูกระทะเย็นนี้ ปกป้องที่ตระเตรียมน้ำซุปและหมักหมูมาจากบ้านแล้วทำหน้าที่ก่อไฟจากถ่านที่ซื้อมามนตราล้างและหั่นผัก ส่วนเ้าเหมียวเดินไปเดินมาเพื่อจับตาดูทั้งสองคนจนกระทั่งทุกอย่างเรียบร้อย พวกเขาก็นั่งล้อมวงกันรวมถึงเ้าเหมียวที่มีจานส่วนตัวด้วย ปกป้องคอยดูแลย่างหมูให้มนตรา ทั้งยังแกะกุ้งและตัดเป็ชิ้นเล็กๆให้เ้าเหมียวด้วย มนตรามองพวกเขาด้วยความปลาบปลื้มใจ
เมื่ออิ่มหนำและเก็บล้างทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วทั้งสามชีวิตก็นอนดูดาวบนฟ้าโดยมีเ้าเหมียวนอนหงายผึ่งพุงอยู่ตรงกลางปกป้องแกล้งจกพุงเ้าเหมียวจนเขาดิ้นไปมาด้วยความจั๊กจี้ มนตราพลอยหัวเราะเบิกบานไปกับทั้งคู่ด้วย
“รู้ไหมมนตร์ดูดาวนี่เป็กิจกรรมโปรดของเราสามคนพ่อแม่ลูกเลยแหละ เราเคยมีกล้องดูดาวด้วยนะ”
มนตราหันไปมองปกป้องเห็นเขานอนยิ้มดูมีความสุข
“พ่อชอบชี้บอกฉันว่าดาวไหนชื่ออะไรบ้างเช่นนั่นดาวจระเข้...”
ปกป้องชี้ให้มนตราดูดวงดาวที่เรียงเป็สี่เหลี่ยมเหมือนเท้าทั้งสี่ของจระเข้อีกสามดวงเรียงเป็หางจระเข้
“ความจริงแล้วคุณปู่เป็คนสอนคุณพ่อดูดาวแต่ก็นะ...ท่านไม่เคยดูดาวกับฉันเลยด้วยซ้ำนี่เป็การดูดาวครั้งแรกของฉันหลังจากที่พ่อกับแม่เสีย”
เ้าเหมียวส่งเสียงร้องเหมียวปกป้องหันมายิ้มให้ทั้งคู่
ชั่วขณะนั้นเองมนตราตัดสินใจลุกขึ้นนั่งและเริ่มเปิดประเด็นเพื่อส่งสัญญาณให้เ้าเหมียว
“เอ้อ...ป้องถามหน่อยสิ นายเชื่อเื่เหนือธรรมชาติอะไรแบบนี้ไหม” มนตราหันหน้ามาถาม
ปกป้องพลิกนอนตะแคงเอามือเท้าคาง
“เหนือยังไงแบบพวกผีหรือิญญาอะไรแบบนี้เหรอ”
“ก็อืม...ทำนองนั้น”
คราวนี้เ้าเหมียวเปลี่ยนท่ามาลุกขึ้นนั่งแล้วหันหน้าเข้าหาทั้งสองเหมือนกับร่วมล้อมวงคุย
“เธอกลัวผีล่ะซี้...นี่ฟังรายการเดอะ...เยอะไปใช่ไหมหรือจะเขียนนิยายเื่ใหม่” ปกป้องเย้า
“นายก็ตอบมาเถอะน่า”
“อืม...ฉันไม่กลัวผีนะแล้วก็ไม่เคยเจอด้วย แต่คิดว่าก็น่าจะมีจริงแหละมั้งมันอาจมีเื่ลี้ลับบางอย่างหรืออีกมิติหนึ่งที่เราััไม่ได้ก็ได้”
“แล้วถ้าฉันบอกว่าโลกนี้มีิญญาที่เข้าสิงร่างสัตว์ได้คล้ายๆ เสือสมิงอะไรทำนองนั้นอยู่จริงล่ะ นายเชื่อไหม”
“เฮ้ย!เธอเริ่มทำฉันกลัวแล้วนะเนี่ย”
ปกป้องลุกพรวดมานั่งประจันหน้ากับมนตราและเ้าเหมียว
“แต่ถ้าเธอจะบอกว่ามีิญญามาเข้าร่างจับฉ่ายแล้วพูดได้อะไรเนี่ยฉันไม่เชื่อหรอกนะอันนี้ก็เกินไป๊ ฮ่าๆๆ” ปกป้องหัวเราะลั่น
“ก็แล้วถ้ามันจริงล่ะเ้าหนุ่ม”
เสียงแหบห้าวดังขึ้นจากร่างเล็กสีส้มที่อยู่ตรงหน้าปกป้องแม้เขาจะกำลังหัวเราะร่วนแต่ก็แน่ใจว่าเห็นเ้าเหมียวอ้าปากพูดจริงๆ
“มะ...มะ...มนตร์!คือตะกี้ไม่จริงใช่ไหมที่จับฉ่าย...”
ปกป้องชี้นิ้วไปทางเ้าเหมียวมือไม้สั่นมนตรามองหน้าเขาอย่างเห็นใจระคนขำ เธอพยักหน้าเบาๆ
“จริงปกป้องฉันคือิญญาชายชราคนหนึ่งที่...”
“ย้าก!!!!!!!!!!” ปกป้องร้องสุดเสียงและหงายหลังล้มตึงลงบนหมอนพอดิบพอดี
จากผู้เขียน…
สงสารปกป้องจิหัวใจวายตุยก่อนได้รู้ความจริงจากคุณปู่มั้ยคะ 555