ในห้องโถงขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยสิ่งของหน้าประหลาดที่เบื้องหน้าของเหล่านักบวชชุดคลุมสีขาวได้ปรากฏเด็กหนุ่มในชุดเครื่องแบบไม่คุ้นตา
"เกิดอะไรขึ้น”
เด็กหนุ่มร่างบางคนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงที่แ่เบาคล้ายหมดแรง
คำถามง่ายๆที่ไร้ซึ่งคำตอบถูกปล่อยออกมาโดยไม่รู้ตัว
เขาค่อยๆลืมตาขึ้นจากห้วงแห่งความว่างเปล่า ภาพที่เห็นคือเพดานอันไม่คุ้นเคย และสิ่งที่ถูกขีดเขียนไว้้า
ภาพจิตรกรรมขนาดใหญ่ที่ดูน่ากลัวและน่าพิศวงถูกวาดไว้เหนือหัว
มันเป็รูปของผู้ชายคนหนึ่งในชุดเกราะสีเงินในมือนั้นชูหอกรูปร่างประหลาดขึ้นเหนือหัว โดยมีฉากหลังเป็ทุ่งราบที่มีทั้งมนุษย์และปีศาจกำลังมองไปที่ปลายหอกของชายในชุดเกราะและสิ่งที่อยู่ปลายสุดของหอกนั้นคือหัวของแม่ทัพปีศาจที่สวมใส่หน้ากากรูปร่างน่ากลัว
เลือนผมสีดำถูกสะปัดดวงตาถูกขยี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เมื่อลุกขึ้นจากท่านอนหงายเขากวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความสับสน
“โอ้ว~ในที่สุดก็ทำสำเร็จ ท่านผู้กล้าพวกเรา้าความช่วยเหลือจากท่านกรุณาชี้นำพวกเราด้วย”
ดวงตาทั้งสองเบิกโพลงคำถามมากมายก่อตัวขึ้นในหัว ถึงจะอยากถามออกไปทั้งหมดแต่ด้วยบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคยมันก็ทำให้เขาเรียบเรียงคำพูดในหัวไม่ถูก
สถานที่ที่เขายืนอยู่มันไม่ใช่ห้องเรียนหรือโรงยิมเป็แน่เมื่อมองดูโดยรอบเขาก็ต้องประหลาดใจกับจำนวนคนในชุดคลุมที่ยืนอยู่รอบตัว
“เดี๋ยวนะ ชี้นำอะไรนะ”
สิ่งที่เขาเห็นไม่ใช่เพื่อนร่วมชั้นหรืออาจารย์แต่กลับเป็ชายหญิงกว่าสี่สิบคนที่แต่งกายคล้ายนักบวช พวกเขาเ่าั้ค่อยๆคุกเข่าลงทีละคนเมื่อได้เห็นเด็กหนุ่ม
เด็กหนุ่มผู้สับสนหันมองโดยรอบก่อนที่เขาจะสังเกตได้ว่าจุดที่ตนกำลังนั่งอยู่นั้นไม่ใช่พื้นของส่วนใดของโรงเรียนแต่กลับเป็เหมือนแท่นบูชาที่ถูกยกสูงจากพื้นเล็กน้อย
สิ่งปลูกสร้างปริศนาตั้งอยู่กลางห้องโถงขนาดใหญ่ที่ตกแต่งเหมือนกับปราสาทในยุคกลางและมีภาพจิตรกรรมขนาดใหญ่อยู่้า
เมื่อลุกขึ้นยืนเขาก็พบกับความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกาย
ดวงตาของเขาร้อนผ่าวก่อนจะมองเห็นบาทหลวงวัยกลางคนแต่งตัวด้วยผ้าคลุมหรูหราเดินเข้ามาทางประตูใหญ่ภาพนั้นปรากฏขึ้นในหัวก่อนที่บาทหลวงคนดังกล่าวจะเดินเข้ามาจากทางประตูใหญ่เพียงไม่กี่วินาที
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เด็กหนุ่มใจนแทบล้มลงกับพื้นแต่สิ่งที่น่าใมันยังไม่หมดลง เขาค่อยๆ ััได้ถึงอณูแสงเล็กๆหลากหลายสีสันที่ล่องลอยอยู่รอบตัว
การได้เห็นภาพเหล่านี้ทำให้มุมมองของโลกที่เขามีนั้นแตกต่างจากคนปกติอย่างชัดเจน
คำถามมากมายที่ตีกันในหัวมันทำให้เด็กหนุ่มมีท่าทีกระวนกระวาย
เขาสูดลมหายใจเข้าไปจนเต็มปอดเพื่อทำใจให้เย็นลงและเริ่มกวาดสายตาโดยรอบเพื่อพิจารณาอีกครั้ง เมื่อพบว่าที่นี่ไม่ใช่การเล่นละครเขาก็เริ่มไตร่ตรองคำถามตามลำดับความสำคัญแต่ก่อนจะได้พูดอะไรชายในชุดคลุมสีขาวคนหนึ่งได้พูดแทรกขึ้น
“ใจเย็นๆ เรารู้ว่าท่านสับสน เรารู้ดีว่าตัวท่านนั้นกำลังสั่นกลัวกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ตัวเราขอเพียงแค่ให้ท่านเชื่อใจในตัวเรา”
เด็กหนุ่มที่ได้ยินบาทหลวงพูดแบบนั้นก็ต้องใอีกครั้ง
คำพูดนั้นของบาทหลวงมันไม่ใช่ภาษาของโลกที่เขารู้จักเลยแม้แต่น้อยแต่เขากลับสามารถเข้าใจมันอย่างถ่องแท้
“ตัวข้าคือบาทหลวงสูงสุดแห่งอาณาจักรมิเนเรียมีนามว่า เฟอร์เมียน อัศคฐา แล้วตัวท่านล่ะมีนามว่าอะไร”
บาทหลวงที่เดินเข้ามาจากประตูใหญ่กล่าวทักทายเบาๆ ก่อนจะหยุดเดินตรงหน้าของเด็กหนุ่มที่กำลังตื่นใเขาบอกให้เด็กหนุ่มใจเย็นๆ ก่อนจะบอกชื่อของตัวเองและกล่าวถามชื่อของเด็กหนุ่มกลับไป
เด็กหนุ่มผมดำรวบรวมสติก่อนจะพูดออกไปด้วยสีหน้าที่สับสน
“ทัตสึยะ”
น้ำเสียงนั้นช่างหอบแห้งและอ่อนแอ
“งั้นหรอท่านผู้กล้าทัตสึยะสินะ ช่างเป็ชื่อที่ฟังดูไพเราะยิ่งนัก”
เมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าวเด็กหนุ่มก็ถึงกับผงะกับคำว่า“ผู้กล้า”
แต่ก่อนที่จะได้ฟังคำตอบใดๆจากเฟอร์เมียน เขาก็ถูกพาออกไปจากห้องนั้นโดยที่ยังไม่ได้ฟังคำกล่าวใดๆ
ระหว่างทางเดินที่สร้างจากหินด้วยความบังเอิญหรือสิ่งดึงดูดทัตสึยะได้หันมองออกไปนอกหน้าต่างบานเล็กโดยไม่รู้ตัว
ดวงตาของเด็กหนุ่มเบิกโพลง
ริบฝีปาก้าและล่างค่อยๆออกห่างจากกัน
สิ่งที่สะท้อนอยู่ในดวงตาคู่นั้นคือทิวทัศของเมืองที่เขาไม่เคยเห็นมันดูครึกครื้นและมีชีวิตชีวา ผู้คนต่างยิ้มแย้มและดูเป็มิตรสภาพบ้านเมืองที่สะท้อนอยู่ในดวงตามันช่างดูเป็ภาพที่หาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว
“อะไรกันที่นี่อย่างกับเกมเลย...”
“สงบสุขดีใช่ไหมล่ะ...เพียงแต่ความสุขนี่กำลังจะหายไป…
เฟอร์เมียนกล่าวหลังเห็นทัตสึยะดูสนอกสนใจภาพตรงหน้าทัตสึยะไม่เข้าใจในสิ่งที่เฟอร์เมียนกล่าวเขาเกือบจะหลุดถามออกไปแต่ก็ถูกตัดบทด้วยประโยคสั้นๆ ของบาทหลวงในชุดขาว
“เรามาถึงแล้ว”
และสุดปลายสายตาคู่นั้นก็คือห้องโถงอีกห้องที่อยู่ไม่ไกลมากนัก
ภาพของสิ่งที่ได้เห็นหลังเปิดประตูมันดูเหมือนกับทางเดินที่ทอดยาวบนพื้นถูกปูด้วยพรมสีแดงเื
ตรงสุดทางเดินนั้นมีบัลลังก์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่และบนเก้าอี้ที่ถูกตกแต่งด้วยรูปแกะสลักอันวิจิตรงดงามได้ปรากฏเป็ร่างของชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วนและที่ยืนประกลบสองฝั่งข้างของบัลลังก์นั้นคือผู้หญิงที่แต่งตัวด้วยชุดเดรสระยิบระยับ
ตลอดทางสองฟากข้างของพื้นพรมสีแดงเต็มไปด้วยเหล่าทหารชุดเกราะเหล็กที่ยืนเรียงรายกันอย่างมีระเบียบ
ทัตสึยะที่มายืนอยู่ตรงหน้าของบัลลังก์ถูกกดดันด้วยความรู้สึกสับซ้อนโดยสายของทหารที่ยืนล้อมรอบห้องโถงยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มจะได้กล่าวอะไราาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ก็เอ๋ยปากพูดเป็คนแรก
“ในที่สุดก็ทำสำเร็จสินะต้องขอขอบคุณเ้ามากที่ตอบรับคำเชิญของเรา”
ทัตสึยะยิ้มแบบเจื่อนๆออกมาหลังจากฟังคำพูดดังกล่าวจบ พลางคิดในใจประมาณว่า “เปล่าเลย ถ้าเป็ไปได้ก็ไม่อยากมาหรอก”
“ข้าคือาาของประเทศแห่งนี้มีนามว่า อัลพีลิค ฟอลมารีเลีย แล้วนามของเ้าล่ะคืออะไร!?”
เป็ครั้งที่สองที่เด็กหนุ่มถูกถามชื่อ
ตัวเขาที่มองไปรอบห้องโถงแล้วเห็นเหล่าทหารชุดเกราะเหล็กกำลังจับจ้องมามันก็คงจะมีทางเลือกไม่มากนัก
“ทัตสึยะ”
เด็กหนุ่มขานชื่อของตัวเองอีกครั้งแต่ดูเหมือนาาจะไม่ได้ตั้งใจฟังเลยแม้แต่น้อยเขาเอาแต่เล่นกับผู้หญิงสองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ โดยแทบไม่ใส่ใจคำตอบนั้น
เด็กหนุ่มที่กำลังสับสนเมื่อได้มาเห็นภาพแบบนั้นก็หงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อยเขากำหมัดแน่นพร้อมเสียงไม่พอใจในลำคอ แต่ก่อนที่จะได้พูดอะไรก็มีตัวแทนคนหนึ่งแต่งตัวเหมือนพวกขุนนางยุคกลางเดินออกมาและเริ่มพูด
“ขอโทษที่าาของเราแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อท่านนับจากนี้เราจะเป็คนเล่าทุกอย่างเอง”
ทัตสึยะััได้ถึงสายตาคาดหวังจากผู้คนที่จ้องมองมาที่เขา
“อะไรกันสายนั้นอย่างกับจะโยนภาระมาให้ยังไงยังงั้น”
เื่ของโลกมันเริ่มเมื่อสามร้อยปีก่อนประวัติศาสตร์ชองมนุษย์มันเริ่มขึ้นตอนนั้น
“เผ่าปีศาจ”เผ่าพันธุ์สุดแกร่งที่ปรากฏตัวขึ้นอย่าเป็ปริศนา พวกมันรุกร่านฆ่าฟันอย่างไร้เหตุผล ทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าโดยมีผู้นำเพียงหนึ่งเดียวตัวตนอันเป็ที่น่าสงสัยและหวาดเกรง “จอมมาร” ในจุดวิกฤติของเผ่าพันธุ์ทั้งหมดในมหาทวีปเขาผู้นั้นได้ปรากฏตัวท่ามกลางไฟาที่ลุกโชน บุคคลผู้ถูกขนานนามจากทุกเผ่าพันธุ์ “ผู้กล้า”
ผลของการต่อสู้อันยาวนานคือผู้กล้าและจอมมารหายตัวไปท่ามกลางสนามรบที่ลุกเป็ไฟ
เผ่าปีศาจที่ไร้ผู้นำถูกต้อนลงไปอยู่สุดขอบของมหาทวีปได้ไม่ยากแต่แล้วไฟามันก็ได้ปะทุขึ้นอีกครั้งหลังการปรากฏตัวของจอมมารคนที่สอง
ด้วยพลังที่ทัดเทียบกับจอมมารตนแรกมันจึงทำให้เผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอทั้งหลายตกอยู่ในสภาวะวิกฤติอีกครั้งแต่ด้วยความหวังที่จะมีใครสักคนมาหยุดาครั้งนี้เริ่มก่อตัวขึ้นเขาคนนั้นก็ปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนในสนามรบ “ผู้กล้ารุ่นที่สอง”
เขาผู้นั้นได้จบาอันยาวนานของมนุษย์และปีศาจลงอย่างง่ายดาย
“เดียวสิถ้าบอกว่าาจบไปแล้วจะเรียกผมมาอีกทำไมล่ะ”
“นั้นแหละปัญหา ทั้งมนุษย์และเผ่าปีศาจได้เซ็นสัญญาสงบศึกแผ่นดินของเผ่าปีศาจถูกตัดขาดจากมหาทวีป และโลกก็สงบสุขไร้ซึ่งามาเกือบร้อยปีเพียงแต่สิ่งที่เรียกว่าความสงบสุขนั้นมันไม่เคยยืนยาว”
เมื่อ10ปีก่อนประเทศอีเดน ได้ฝ่าฝืนข้อตกลงที่มีร่วมกันของเผ่ามนุษย์
พวกเขาได้ทำการสร้างผู้กล้าปลอมๆผ่านพิธีอันเชิญชาวต่างโลก
ผู้คนเล่านั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่จะต่อกร
และแล้วไฟาก็ได้เริ่มปะทุขึ้นอีกครั้งอีเดนเริ่มส่งกองทัพที่นำด้วยผู้กล้าไปรุกรานประเทศอื่นๆเพื่อแสวงหาอำนาจบนแผ่นดินใหญ่
ด้วยกำลังพลที่ต่างกันทำให้ประเทศเล็กๆอย่างมิเนเรียแห่งนี้ต้องอัญเชิญผู้กล้าออกมาเช่นกัน
“พลังของท่านจำเป็ต่อพวกเราได้โปรดหยุดความป่าเถื่อนของอาณาจักรอีเดนด้วยเถิด”
ขุนนางต่างก้มหัวขอร้อง
ทัตสึยะแอบสับสนกับความรู้สึกแปลกๆที่เต้นอยู่ในอก
“นี่พวกคุณจะบ้ารึเปล่าจะส่งเด็กที่เพิ่งเจอหน้ากันไปเข้ารวมาเนี่ยนะ”
ใบหน้าของเขามันเอือมระอากับความคิดของคนบนโลกใบนี้ที่พอสงบสุขหน่อยก็หันมาตีกันเองแถมยังมาขอให้ตัวเองเป็ผู้แบกความรับผิดชอบโดยไม่เต็มใจอีกต่าง
แม้จะแอบรู้สึกผิดต่อเหล่าผู้ที่ก้มหัวให้เขาแต่ทัตสึยะก็เลือกที่จะหาทางปฏิเสธการเข้าร่วมาครั้งนี้
“แล้วถ้าจะปฏิเสธพวกคุณจะส่งผมกลับโลกเดิมไหมล่ะ”
“…”
ไร้ซึ่งคำตอบใดๆ จากเหล่าขุนนาง ทัตสึยะค่อยๆ หันมองไปรอบๆ หลังถูกหลบตาด้วยคำถามของตัวเอง
“เอ๋? ความรู้สึกแบบนี้มันอะไรกัน”
ความเงียบสะงัดภายในห้องโถงแปลเปลี่ยนเป็คำตอบให้ทัตสึยะได้อย่างชัดเจน
“เดี๋ยวสิ มีอยู่ใช่ไหมวิธีส่งกลับน่ะ ต้องมีอยู่แล้วใช่ไหม?”
ทัตสึยะกล่าวถามด้วยสีหน้าสับสน น้ำเสียงนั้นเริ่มสั่นเทา
“ต้องขอโทษด้วย นี่ก็เป็การอันเชิญสำเร็จครั้งแรก จึงยังไม่พบวิธีที่จะส่งท่านกลับไป แต่หากท่าน้าจะกลับจริงๆ ทางเราก็พร้อมที่จะให้นักเวทย์ประจำวังหลวงคิดค้นหาทางกลับให้แก่ท่าน”
“ไม่ตลกเลยนะ! อยู่ๆ ก็เรียกมาในที่ที่ไม่รู้จัก แถมยังบอกว่าส่งกลับไม่ได้อีกแบบนี้มันไม่ไร้ความรับผิดชอบไปหน่อยรึไง”
ทัตสึยะะโอย่างสุดเสียงสายตาถูกวาดไปทั่วห้องโถง มือทั้งสองกำหมันแน่พร้อมออร่าประหลาดที่แพร่สะพัดออกมาจากร่างกาย
“หุบปากซะ”
าาที่นั่งฟังอย่างเงียบๆอยู่บนบันลังก์เอ๋ยปากพูดเพียงประโยคเดียว ร่างของทัตสึยะก็ถูกกดลงกับพื้นเบื้องหน้าปรากฏเหล็กแหลมด้ามจับยาวกำลังถูกจ่อมาที่คอโดยไม่ทันได้ตั้งตัวทหารในเกราะเหล็กพร้อมจะปิดชีวิตของทัตสึยะโดยไม่ลังเลแม้เด็กหนุ่มคนนั้นจะเป็ถึงผู้กล้า
“หัดสำเหนียกดูจุดยืนของตัวเองหน่อยสิ!ตอนนี้เ้าไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะต่อรองได้”
“อ้าก!”
เสียงร้องที่ฟังดูเ็ปดังขึ้นหลังความคิดต่อต้านปรากฏในหัว
“อะไรน่ะความรู้สึกเจ็บนี่”
ทัตสึยะพยายามเพ่งมองที่มือขวาอันเป็ที่มาของความเ็ป
สิ่งที่เด็กหนุ่มเห็นบนหลังมือขวาคือตราสัญญาลักษณ์ที่กำลังส่องแสง
“ได้โปรดใจเย็นๆเถอะครับองค์าา ถึงยังไงผู้กล้าก็เป็ตัวตนอันมีค่าเพราะงั้นได้โปรดท่านองค์าาช่วยมองผ่านคำพูดของท่านผู้กล้าได้รึเปล่า”
อัลพีลิคเบือนสายตาหนีนักบวชชุดขาวทหารในชุดเกราะลุกขึ้นจากร่างของทัตสึยะเสียงหอบหายใจของเด็กหนุ่มแสดงถึงความกลัวที่เริ่มก่อตัวขึ้นเขามองที่ตราบนมือขวาก่อนจะเบือนสายตาไปที่เฟอร์เมียนสิ่งที่เห็นเป็เพียงใบหน้าดูเป็ห่วงเป็ใย
นักบวชชุดขาวเดินเข้ามาพยุงร่างของทัตสึยะขึ้นจากพื้น
“ไม่เป็อะไรใช่ไหมครับ”
เขากล่าวถามกับทัตสึยะด้วยใบหน้าที่จริงใจ
“อะไรน่ะความรู้สึกแบบนี้อีกแล้ว”
ทัตสึยะพยายามจับผิดความรู้สึกนั้นขณะจ้องมองไปยังเฟอร์เมียนที่เหมือนจะมีอะไรปิดบังแม้จะรู้สึกขอบคุณที่ช่วยพูดเกลี้ยกล่อม แต่ความสงสัยอันแปลกประหลาดก็ค่อยๆก่อตัวอยู่ในห่วงลึกในจิตใจ
“ไม่ต้องคิดมากหรอกนะท่านยังไงเราก็เคารพการตัดสินใจของท่าน หากท่านไม่อยากสู้เราก็ไม่บังคับ”
นักบวชในชุดขาวจับที่ไหล่ของทัตสึยะเบาๆคำพูดของเฟอรเมียนมันเรียบนิ่งและดูจริงใจ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเขาถึงยอมเชื่อฟังคำพูดของเฟอร์เมียนมากกว่าคนที่ยืนอยู่ในห้องโถง
“ขอถามหน่อยสิว่าสิ่งนี้คืออะไร”
ทัตสึยะเปิดปากพูดด้วยสีหน้าเจ็บใจเขายกมือขวาขึ้นขนานใบหน้า าาอัลพีลิคเงียบนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนที่เฟอร์เมียนจะเป็คนตอบคำถามนั้น
“ต้องขอโทษด้วยไม่ใช่ว่าไม่เชื่อใจท่าน แต่หากท่านอาละวาดหลังถูกอันเชิญทางเราก็จะลำบากเพราะเช่นนั้นสิ่งที่อยู่บนมือขวาของท่านจึงเป็สิ่งเดียวที่เรามีเพื่อผูกมัดท่านเอาไว้”
“ไม่ต้องห่วงมันไม่ถึงตายหรอกนะครับ”
“อะไรกันแบบนี้ก็ไม่ต่างจากโซ่เลยน่ะสิ”